ประวัติสงคราม




ชื่อกระทู้: ประวัติสงคราม

  1. #1
    สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG *lenneth's Avatar
    สมัคร
    Sep 2008
    โพส
    1,767
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0

    ประวัติสงคราม

    รวมประวัติสงครามไว้ที่กระทู้เดียวใครมีประวัติสงครา มทางเรือ,บก,อากาศ
    เอามาลงให้อ่านกันบ้างนะคับ
    ประเดิมคับ สงครามเก้าทัพ
    เป็นสงครามระหว่างสยามกับพม่า หลังจากที่พระบาทพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทำการย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรี มาทางทิศตะวันออก สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นราชธานีแห่งใหม่ เวลานั้นบ้านเมืองอยู่ในช่วงผ่านศึกสงครามมาใหม่ ๆ ประจวบทั้งการสร้างบ้านแปลงเมือง รวมทั้งปราสาทราชวังต่าง ๆ เวลาผ่านมาได้เพียง 3 ปีพ.ศ. 2328 พระเจ้าปดุง กษัตริย์อังวะ หลังจากบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินพม่าแล้ว ต้องการประกาศแสนยานุภาพ เผยแผ่อิทธิพล โดยได้ทำสงครามรวบรวมเมืองเล็กเมืองน้อยรวมถึงเมืองป ระเทศราชให้เป็นปึกแผ่น แล้วก็ได้ยกกองกำลังเข้ามาตีไทย มีจุดประสงค์ทำสงครามเพื่อทำลายกรุงรัตนโกสินทร์ให้พ ินาศย่อยยับเหมือนเช่นกรุงศรีอยุธยา
    สงครามครั้งนี้พระเจ้าปดุงได้ยกทัพมาถึง 9 ทัพ รวมกำลังพลมากถึง 144,000 นาย โดยแบ่งการเข้าโจมตีกรุงรัตนโกสินทร์ออกเป็น 5 ทิศทาง ทัพที่ 1 ได้ยกมาตีหัวเมืองประเทศราชทางปักษ์ ใต้ตั้งแต่เมืองระนองจนถึงเมืองนครศรีธรรมราช ทัพที่ 2 ยกเข้ามาทางเมืองราชบุรีเพื่อที่จะรวบกำลังพลกับกองท ัพที่ตีหัวเมืองปักษ์ใต้แล้วค่อยเข้าโจมตีกรุงรัตนโก สินทร์ ทัพที่ 3 และ 4 เข้ามาทางด่านแม่ละเมาแม่สอด ทัพที่ 5-7 เข้ามาทางหัวเมืองฝ่ายเหนือตั้งแต่เชียงแสน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตีตั้งแต่หัวเมืองฝ่ายเหนือลงมาสมทบกับทัพที่ 3 4 ที่ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา เพื่อตีเมืองตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก นครสวรรค์ ทัพที่ 8-9 เป็นทัพหลวงพระเจ้าปดุงเป็นผู้คุมทัพ โดยมีกำลังพลมากที่สุดถึง 50,000 นาย ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์เพื่อรอสมทบกับทัพเห นือและใต้โดยมีจุดมุ่งหมายที่กรุงเทพฯ เวลานั้นทางฝ่ายไทยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าได้รวบร วมกำลังไพล่พลได้เพียง 70,000 นายมีกำลังน้อยกว่าทัพพระเจ้าพม่าถึง 2 เท่าแต่ก็มีความเก่งกล้าชำนาญการสงคราม ประจวบเป็นทหารรบเดิมของพระเจ้ากรุงธนบุรีที่สามารถก อบกู้บ้านเมืองสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาได้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงปรึกษาวางแผนการรับข้าศึกกับ สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทกรมพระราชวังบวรสถา นมงคล ว่าจะทำการป้องกันบ้านเมืองอย่างไร แผนการรบของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ คือจัดกองทัพออกเป็น 4 ทัพโดยให้รับศึกทางที่สำคัญก่อน แล้วค่อยผลัดตีทัพที่เหลือทัพที่ ๑ ให้ยกไปรับทัพพม่าทางเหนือที่เมืองนครสรรค์ ทัพที่ ๒ ยกไปรับพม่าทางด้านพระเจดีย์สามองค์ ทัพนี้เป็นทัพใหญ่ มีสมเด็จพระบวรราชเจ้ามาหาสุรสิงหนาทเป็นแม่ทัพ คอยไปรับหลวงของพระเจ้าปดุงที่เข้ามาทางด่านพระเจดีย ์สามองค์ ทัพที่ ๓ ยกไปรับทัพพม่าที่จะมาจากทางใต้ที่เมืองราชบุรี ส่วนทัพที่ ๔ เป็นทัพหลวงโดยมีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เป็นผู้คุมทัพคอยเป็นกำลังหนุน เมื่อทัพไหนเพลี้ยงพล้ำก็จะคอยเป็นกำลังหนุน สมเด็จพระอนุชาธิราช พระบวรราชเจ้ามาหาสุรสิงหนาท ได้ยกกองทัพไปถึงเมืองกาญจนบุรี ตั้งรับทัพอยู่บริเวณทุ่งลาดหญ้า เชิงเขาบรรทัด สกัดกั้นไม่ให้ทัพพม่าได้เข้ามารวบรวมกำลังพลกันได้ นอกจากนี้ยังจัดกำลังไปตัดการลำเลียงเสบียงของพม่าเพ ื่อให้กองทัพขาดเสบียงอาหาร แล้วยังใช้อุบาย โดยทำเป็นถอยกำลังออกในเวลากลางคืน ครั้นรุ้งเช้าก็ให้ทหารเดินเข้ามาผลัดเวร เสมือนว่ามีกำลังมากมาเพิ่มเติมอยู่เสมอ เมื่อทัพพม่าคาดแคลนเสบียงอาหารประจวบกับครั้นคร้ามค ิดว่ากองทัพไทยมีกำลังมากกว่า จึงไม่กล้าจะบุกเข้ามาโจมตี สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเมื่อสบโอกาสทำการโ จมตีกองทัพ 8-9 จนถอยร่นพระเจ้าปดุงเมื่อเห็นว่าไม่สามารถบุกโจมตีต่ อได้ประจวบทั้งกองทัพขาดเสบียงอาหารจึงได้ถอยทัพกลับ สำหรับการโจมตีทางด้านอื่น ทางด้านเหนือพระยากาวิละเจ้าเมืองลำปางสามารถป้องกัน ทัพพม่าที่ยกมาทางหัวเมืองฝ่ายเหนือได้สำเร็จ ส่วนทัพที่บุกมาทางด่านแม่ละเมา มีกำลังมากกว่าจึงสามารถตีเมืองพิษณุโลกได้ แต่เมื่อเสร็จศึกทางด้านพระเจดีย์สามองค์แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงเสด็จยกทัพขึ้นไปช่วยหัวเมืองทางเหนือ ส่วนทางปักใต้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เมืองเสร็จศึกที่ลาดหญ้าแล้ว เสด็จยกทัพลงไปช่วยทางปักต์ใต้ต่อ แต่ก่อนที่จะเสด็จไปถึงทัพพม่าได้โจมตีเมืองระนองถึง เมืองถลาง เวลานั้นเจ้าเมืองถลางเพิ่งจะถึงแก่กรรมยังไม่มีการต ั้งเจ้าเมืองคนใหม่ แต่ชาวเมืองถลางนำโดยคุณหญิงจันภริยาเจ้าเมืองถลางที ่ถึงแก่กรรมและนางมุกน้องสาว ได้รวบรวมกำลังชาวเมืองต่อสู้ข้าศึกจนสุดความสามารถ สามารถป้องกันข้าศึกพม่าไม่ให้ยึดเมืองถลางไว้ได้ หลังเสร็จศึกแล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมห าราช ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้คุณหญิงจันเป็นท้าวเทพกษัตรีย์ (หรือท้าวเทพสตรี) นางมุกน้องสาวเป็นท้าวศรีสุนทร นอกจากนี้ทัพพม่าบางส่วนสามารถตีเมืองนครศรีธรรมราชไ ด้ และยกลงไปตีเมืองสงขลาต่อ เจ้าเมืองและกรมการเมืองพัทลุงพอทราบข่าวทัพพม่าตีเม ืองนครศรีธรรมราชได้ด้วยความขลาดจึงหลบหนีเอาตัวรอด แต่มีภิษุรูปหนึ่งนามว่าพระมหาช่วยมีชาวบ้านนับถือศร ัทธากันมาก ได้ชักชวนชาวเมืองพัทลุงให้ต่อสู้ป้องกันสกัดทัพพม่า ไม่ให้เข้ายึดเมืองพัทลุงได้ เมืองกองทัพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ยกกองทัพลงมาช่วยหัวเมืองปักต์ใต้ ตีทัพพม่าตั้งแต่เมืองไชยาลงมาจนถึงนครศรีธรรมราช เมื่อทัพพม่าแตกพ่ายถอยร่นไปพ้นจากหัวเมืองปักต์ใต้แ ล้ว พระมหาช่วยต่อมาได้ลาสิกขาบทและเข้ารับราชการ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงตั้งให ้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ กรมการเมืองพัทลุง หลังจากพ่ายแพ้ไทยกลับไป พระเจ้าปดุง ได้รวบรวมกำลังหมายจะเข้ามาตีไทยในปีถัดมา ในปี พ.ศ. ๒๓๒๙ โดยครั้งนี้พระเจ้าปดุงได้รวมกำลังเป็นทัพใหญ่ทัพเดี ยว พร้อมจัดหาเสบียงอาหารให้บริบูรณ์ ยกทัพมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์แล้วตั้งทัพที่ท่าดิน แดง เมืองกาญจนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเป็นแม่ทัพหน้าพ ระองค์เป็นแม่ทัพหลวง ทัพทั้งสองได้โจมตีทัพพม่าพร้อมกัน สู้รบกันเพียง ๓ วัน ทัพของพม่าก็แตกพ่ายไป สงครามครั้งแรกที่พระเจ้าปดุงยกทัพเข้ามาโจมตีไทยถึง 9 ทัพจึงเรียกสงครามเก้าทัพ ส่วนครั้งหลังที่รบกันที่ท่าดินแดงจึงเรียกว่า สงครามท่าดินแดง
    แก้ไขโดย *lenneth : 26 Dec 2008 เวลา 15:28 เหตุผล: Automerged Doublepost

    ผมไอดี thamonwan และ gunon2527
    gu.non@hotmail.com

    รับเติมมะกอก http://www.thaigaming.com/thai-navy-...tm#post1560379


  2. #2
    สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG nukeattack's Avatar
    สมัคร
    Aug 2007
    สถานที่
    ศูนย์บัญชาการใหญ่กองทัพเรือเยอรมัน
    โพส
    1,849
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    -.- ฟามรู้ๆ เก็บๆ เจ๋งท่าน
    ----------------------------------------------------------------------------------------------
    For Blood and Empire !!

  3. #3
    สมาชิก TG รุ่นเก๋า Mikegelo's Avatar
    สมัคร
    Oct 2008
    โพส
    1,211
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    ท่าดินแดง... หมูสเต๊ะอร่อยมาก ข้าวต้มปลาก็ชั้นยอด

    :P

  4. #4
    น้องใหม่ TG
    สมัคร
    Sep 2008
    โพส
    27
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    สงคราม ท่าดินแดงเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่สุดของไทย

    (ท่าดินแดงนอกจากหมูเตะอร่อย หมอนวดก็ สวยด้วยนะ อิอิ )

  5. #5
    สมาชิก TG รุ่นเก๋า panter04's Avatar
    สมัคร
    Oct 2006
    โพส
    1,247
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    รองอ่านกันดูครับเห็นว่าสนุกดีและไม่ยาวมาก

    อัศวินทิวทัน จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


    ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา








    อัศวินทิวทัน เป็นกลุ่มองค์กรนักรบศาสนาของเยอรมัน ตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 12 ที่เมือง Acre ในปาเลสไตน์ ในช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 3 โดยตำแหน่งผู้นำของ อัศวินทิวทัน จะเรียกกันว่า Geand Master ซึ่งจะรับคำสั่งจากพระสันตะปาปา ในการปกป้องชาวคริสต์ในดินแดนศักดิ์สิทธิ

    [แก้] ประวัติ

    อัศวินทิวทัน นั้น แรกเริ่มเดิมทีมีตั้งฐานแห่งแรกที่เมือง Acre ต่อมาภายหลังได้รับบริจาคที่ดินจาก จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และชาติอื่นๆ และจักรพรรดิของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จักรพรรดิเฟรดเดอริก II ยังเป็นสหายสนิทของ Hermann von Salza ผู้นำของอัศวินทิวทัน อีกด้วย แต่ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ทรงอิทธิพล แต่อิทธิพลของอัศวินทิวทัน ในอาณาจักรของพวกครูเสดกลับสู้กลุ่มอัศวินคริสเตียนก ลุ่มอื่นอย่าง Templars และ Hospitallers ไม่ได้ หลังจากที่กองทัพครูเสดพ่ายแพ้ต่อพวกมุสลิม กษัตริย์แห่งฮังการีก็ได้รับพวก อัศวินทิวทัน เข้ามาอยู่ในดินแดนของตน และพวก อัศวินทิวทัน ก็ช่วยปกป้องฮังการีจากพวก Cuman อย่างแข็งขัน พวก อัศวินทิวทัน จึงได้รับอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานใน Transylvania แต่หลังจากนั้นไม่นาน กษัตริย์แห่งฮังการีก็โกรธที่พวก อัศวินทิวทัน เชื่อฟังคำสั่งของพระสันตปาปามากกว่าคำสั่งของตัวเอง จึงสั่งเนรเทศพวก อัศวินทิวทัน ออกไป
    ในปี 1226 Grand Master Hermann von Salza ผู้นำของ อัศวินทิวทัน ก็ได้ร่วมมือกับ Duke Konrad I of Masovia ยกทัพเข้าไปในดินแดนปรัสเซีย ที่ซึ่งยังมีพวกที่ยังนับถือศาสนา pagan อยู่เป็นจำนวนมาก การยกทัพครั้งนี้เป็นการแพร่ขยายอิทธิพลของศาสนาคริส เข้าสู่ปรัสเซีย และไล่ล่าพวก pagan ที่ต่อต้านศาสนาคริสต์ หลังจาก 50 ปีแห่งการต่อสู้นองเลือด พวก อัศวินทิวทัน ก็ได้ตั้งรัฐของตัวเองขึ้นมาในดินแดนปรัสเซีย ซึ่งเทียบได้กับรัฐของพวก ลัทธิเซนต์จอห์น บนเกาะ Rhodes หลังจากตั้งถิ่นฐานมั่นคง และฟื้นตัวจากโรคระบาด Black Death ดีแล้ว พวก อัศวินทิวทัน ก็เริ่มวางแผนที่จะรุกรานรัสเซีย เพื่อไปพิชิตพวกนิกายออโธด๊อกให้หันมานับถือนิกายโรม ันคาทอลิก แต่พวก อัศวินทิวทัน กลับพ่ายแพ้ต่อ Prince Alexander Nevsky แห่ง Novgorod แผนการนี้จึงถูกยกเลิก ถึงแม้จะพ่ายแพ้ต่อพวกออโธด๊อก แต่พวก อัศวินทิวทัน ยังคงมีอำนาจทางทหารมาก และยังยกทัพไปรุกรานดินแดนข้างเคียงอยู่เนืองๆ เช่นเข้ารุกรานลิทัวเนีย ที่ซึ่งยังมีคนนับถือ Pangan อยู่ และมีเรื่องกระทยกระทั่งกับพวก Poland
    อัศวินทิวทัน ขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 1407 อาณาเขตของรัฐของ กินพื้นที่หลายแคว้น และมีอำนาจในทะเลบอลติก และลงสู่จุดตกต่ำ ที่สมรภูมิ Tannenberg
    เนื่องด้วยทั้ง ประเทศโปแลนด์ และ ประเทศลิทัวเนีย ต่างมองว่า อัศวินทิวทัน เป็นศัตรูร่วมของทั้ง 2 ประเทศ จึงตกลงตั้งกองทัพผสม เพื่อกำจัด อัศวินทิวทัน ให้หมดสิ้นไป พวก อัศวินทิวทัน ก็เริ่มรู้ตัวว่าทั้ง 2 ประเทศนั้นกำลังเตรียมการเพื่อที่จะกำจัดตนเองออกไป จึงตระเตรียมพร้อมรับมือเต็มที่ และเตรียมรับศึก 2 ด้าน กองทัพผสมโปแลนด์-ลิทัวเนีย เดินทัพเข้าไปในดินแดนของพวก อัศวินทิวทัน โดยมีจุดมุ่งหมายที่ฐานบัญชาการของพวก อัศวินทิวทัน สร้างความตระหนกต่อพวก อัศวินทิวทัน อย่างมาก เพราะคิดว่าศัตรูจะใช้วิธีตีขนาบ2ข้าง นึกไม่ถึงว่าศัตรูจะรวมตัวตีด้านเดียวกัน

    [แก้] Battle of Tannenberg

    ในที่สุดทั้ง 2 กองทัพก็ได้ประจัญหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างตั้งแถวพร้อมรบ ปีกซ้ายของกองทัพผสมโปแลนด์-ลิทัวเนีย นำโดย กษัตริย์ king Władysław Jagiełło แห่งโปแลนด์ ซึ่งประกอบไปด้วยทหารม้าหนักเป็นส่วนใหญ่ ส่วนกองทัพลิทัวเนีย ซึ่งเป็นทหารม้าเบาเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นยังมีกองหนุนจากชนเผ่า Tatar อีก




    กองทัพของ อัศวินทิวทัน ประกอบด้วยทหารม้าหนัก และทหารราบหนัก และยังมีอัศวินที่พระสันตปาปาส่งมาช่วยอีกด้วย






    • เริ่มสงคราม
    ผู้นำทัพลิทัวเนีย เริ่มโจมตีกองทัพ อัศวินทิวทัน ทางปีกซ้าย ขณะเดียวกันทัพทหารม้าหนักโปแลนด์ก็เข้าตีทางปีกขวาด ้วยเช่นกัน ทางกองทัพ อัศวินทิวทัน จึงส่งกองทหารม้าหนักเข้าปะทะด้วย หลังจากปะทะกันราวๆ1ชั่วโมง ผู้นำทัพลิทัวเนีย ก็เริ่มใช้กลยุทธ โดยสั่งให้กองทหารม้าเบาถอยจากการต่อสู้ และถอยทัพเข้าไปในบริเวณบึงและป่าทึบ ซึ่งกลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่พวกมองโกลใช้ ผู้นำทัพของลิทัวเนีย เคยมีประสบการณ์ต่อสู้กับทัพมองโกลมาแล้ว จึงนำกลยุทธ์นี้มาใช้ในสงครามครั้งนี้ พวกทหารม้าหนักทัพโปแลนด์ตีฝ่าเพื่อเปิดทางถอยให้ทหา รม้าเบาลิทัวเนีย ซึ่งเสียหายหนักจากการปะทะกองทัพ อัศวินทิวทัน พวก อัศวินทิวทัน เห็นศัตรูเสียกายหนักและล่าถอย จึงหลงกล ไล่ติดตามศัตรูที่ถอยทัพเข้าไปในพื้นที่หนองบึง ซึ่งกองทัพลิทัวเนีย เตรียมรับมือไว้แล้ว ขณะเดียวกันทางด้านทัพหลักของโปแลนด์ ซึ่งกำลังเสียเปรียบพวก อัศวินทิวทัน อย่างหนัก Grand Master Ulrich von Jungingen ผู้นำของ อัศวินทิวทัน นำกองมหารม้าเข้าชาร์จหน่วยที่แข็งแกร่งที่สุดของโปแ ลนด์ สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ทัพปแลนด์ สถาณการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อกองทหารม้าหนักของ อัศวินทิวทัน ไล่ตามกองทัพลิทัวเนีย ที่แกล้งเป็นถอยทัพไป ทำให้กำลังพลขอ อัศวินทิวทัน เหลือน้อยลง ประกอบกับทัพโปแลนด์ส่งกองหนุนมาอีก ทำให้สถาณการณ์ของทัพ อัศวินทิวทัน ย่ำแย่ ถึงแม้กองทหารม้าที่ไล่ตามทัพลิทัวเนีย จะเลิกไล่ตามและกลับเข้าสู่สมรภูมิแล้ว แต่ก็มาสายเกินไป กองทัพ อัศวินทิวทัน จึงจำเป็นต้องถอยทัพ สถาณการณ์ย่ำแย่ลงอีก เมื่อกองทัพลิทัวเนีย ที่แกล้งทำเป็นถอยทัพไป กลับเข้ามาในสมรภูมิอีกครั้งในสภาพเกือบไร้ความบอบช้ ำเพราะไม่ได้เข้าต่อสู้โดยตรง ทำให้กลายเป็นว่าจำนวนกองทัพ Polish-Lithuanian มีจำนวนทหารมากกว่าทหารของกองทัพ อัศวินทิวทัน ผู้นำของกองทัพผสม Polish-Lithuanian สั่งให้กองทหารทั้งหมด เข้าโจมตีกองทัพของ อัศวินทิวทัน พวก อัศวินทิวทัน ถูกล้อมและเสียหายหนัก ตัวผู้นำ Grand Master Ulrich von Jungingen ของ อัศวินทิวทัน ถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือของทหารราบชาวนา เมื่อเห็นว่าผู้นำตายแล้ว กองทัพ อัศวินทิวทัน จึงถอยทัพกลับไปที่แคมป์ของตน ซึ่งก็ถูกไล่ตีแตก และถูกล่าสังหารจนคนสุดท้าย พวก Polish-Lithuanian ได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด
    สมรภูมินี้เป็นตัวอย่างของการใช้กลยุทธ์ในการเอาชนะก องทัพที่มีเทคโนโลยีสูงกว่า พวก อัศวินทิวทัน นั้นมีอุปกรณ์และอาวุธที่เหนือกว่าศัตรูมากมาย แต่ก็ต้องพ่ายให้กองทัพที่ใช้กลยุทธที่ดี






    หลังจากสงคราครั้งนี้ อัศวินทิวทัน สูญเสียอิทธิพลที่ตนเคยมีไป และไม่เคยฟื้นตัวกลับมาดังเดิมได้เลย
    • ภายหลัง
    หลังจากพ่ายแพ้ อัศวินทิวทัน ก็ถูกบีบให้ทำสัญญาที่ทำให้ต้องสูญเสียดินแดนของตนเอ งในปรัสเซียไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสูญเสียดินแดนของตนในปรัสเซียทั้งหมด แต่พวก อัศวินทิวทัน ยังไม่ได้ล่มสลายไป แต่ยังสามารถรวมตัวกันใน จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ อยู่ ถึงแม้จะสูญเสียอิทธิไปหมดแล้วก็ตาม และยังคงคอยช่วยเหลือ Holoy Roman Empire ในการทำสงครามอยู่บ่อยๆ และยังคงอำนาจทางทหารอยู่มาได้เป็นร้อยปีจนถึงยุคดิน ปืน
    ปี1809 บทบาททางการทหารของ อัศวินทิวทัน ก็จบสิ้นลง เมื่อนโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศส สั่งให้ยุบกำลังทหารของกลุ่มทั้งหมด

    [แก้] ยุคปัจจุบัน

    ถึงแม้จะสูญเสียกำลังทหารไปแล้ว พวก อัศวินทิวทัน ก็ยังคงรวมกลุ่มกันในออสเตรีย จนกระทั่งปี 1929 กลุ่ม อัศวินทิวทัน ก็ได้เปลี่ยนไปเป็นองค์กรทางศาสนาเต็มตัว และเปลี่ยนชื่อเป็น Deutscher Orden ("German Order")
    ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อพวกนาซีเข้ายึดออสเตรีย กลุ่มก็ถูกพวกนาซียุบ เนื่องจากพวกนาซีต้องการใช้ชื่อ อัศวินทิวทัน และภาพลักษณ์อัศวินศาสนายุคกลางในการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อปลุกกระแสนาซี
    กลุ่มได้ถูกตั้งขึ้นใหม่ในปี 1945 ในเยอรมัน ในปัจจุบัน ทางกลุ่มสมาชิก 1000 คน ซึ่งเป็นพระ 100 รูป และ แม่ชี 200 คน ซึ่งเหล่าแม่ชีมีหน้าที่หลักในการดูแลสงเคราะห์ผู้ป่ วยและคนชรา
    Grand Master คนปัจจุบันคือ Bruno Platter



    ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%...B8%B1%E0%B8%99".
    หมวดหมู่: ประวัติศาสตร์ | ประเทศเยอรมนี
    หมวดหมู่ที่ซ่อนอยู่: บทความที่รอการตรวจสอบรูปแบบ


    ลัทธิเซนต์จอห์น

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


    ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา





    บทความนี้ต้องการเก็บกวาด ตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไขรูปแบบ เพิ่มแหล่งอ้างอิง ใส่หมวดหมู่ ใส่ลิงก์ภายใน หรือภาษาที่ใช้
    ในส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนด้วยกัน เพื่อให้ได้ตามมาตรฐานวิกิพีเดียไทย
    คุณสามารถช่วยแก้ไขได้ โดยการตรวจสอบและปรับปรุงบทความนี้
    กรุณาเปลี่ยนไปใช้ป้ายข้อความอื่น เพื่อระบุสิ่งที่ต้องการตรวจสอบ หรือแก้ไข
    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ วิธีแก้ไขหน้าพื้นฐานคู่มือการเขียน และ นโยบายวิกิพีเดีย เมื่อบทความนี้ได้รับการแก้ไขตามนโยบายแล้ว ให้นำป้ายนี้ออก

    ลัทธิเซนต์จอห์นแห่งเยรุซาเล็ม (ชื่ออื่น Knights Hospitaller; Sovereign Military Hospitaller Order of St. John of Jerusalem of Rhodes and of Malta; Sovereign Order of Saint John of Jerusalem of Rhodes and of Malta; Sovereign Order of Saint John; Order of St. John; Knights of Malta; Knights of Rhodes; และ Chevaliers of Malta; ภาษาฝรั่งเศส: Ordre des Hospitaliers) แรกเริ่มเดิมทีเป็นกลุ่มที่มีหน้าที่ดูแลรักษาผู้แสว งบุญที่ป่วยขณะเดินทางไปแสวงบุญที่กรุงเยรูซาเลม และกลายเป็นกลุ่มองค์กรทางทหารในช่วงสงครามครูเสดครั ้งแรก
    เนื้อหา





    [ซ่อน]
    [แก้] ประวัติ

    ตั้งแต่ก่อนที่จะมีสงครามครูเสด ใน ค.ศ.600 พระสันตปาปา Gregory the Great มอบหมายให้ Abbot Probus ไปสร้างโรงพยาบาล(hospital)ในกรุงเยรูซาเลม เพื่อคอยดูแลและรักษาผู้แสวงบุญชาวคริสเตียนที่เดินท างไปแสวงบุญ ณ.ดินแดนศักดิ์สิทธิ
    ในปี 800 ชาลมาร์ก จักรพรรดิของ Holy Roman Empire ก็ได้ขยายโรงพยาบาลให้ใหญ่ขึ้น และสร้างห้องสมุดเพิ่มเข้าไปอีก
    ในปี1005 กาหลิบ อัล ฮาคิม ได้ทำลายโรงพยาบาลทิ้ง แต่ภายหลังในปี 1023 กาหลิบ Ali az-Zahir แห่งอียิปต์ ก็ได้อนุญาตให้พ่อค้าจากอิตาลีเข้ามาสร้างขึ้นใหม่
    เมื่อถึงยุคครูเสด ในสงครามครูเสดครั้งแรก Gerard ได้รับเลือกให้เป็นผู้ปกครอง Kingdom of Jerusaleอาณาจักรของพวกครูเสด และในสมัยของผู้สืบทอดอำนาจต่อจาก Gerard , Raymond du Puy de Provence องค์กรก็ได้ขยับขยาย จากหน้าที่คอยรักษาผู้แสวงบุญ กลายมาเป็นกองกำลังเพื่อปกป้องผู้แสวงบุญชาวคริสต์จา กพวกอิสลาม
    พวกHospitaller และกลุ่มอัศวินที่ตั้งขึ้นมาภายหลังอีกกลุ่ม Knights Templar ทั้ง 2 กลุ่มกลายเป็นกลุ่มกองทัพคริสเตียนที่มีอำนาจมากที่ส ุดในเยรูซาเลม และต่อสู้กับกองทัพมุสลิมอยู่เป็นนิจ โดยพวก Hospitaller เวลาออกรบจะใส่ชุดดำ มีสัญลักษณ์ กางเขนสีขาว

    [แก้] อพยพไปยังเกาะ ไซปรัส และ Rhodes

    เมื่อพวกอิสลามมีอำนาจมากขึ้น และ Kingdom of Jerusalem ล่มสลายด้วยน้ำมือของกองทัพอิสลาม กลุ่ม Hospitaller ก็อพยพไปยัง Kingdom of Cyprus แต่ด้วยปัญหาทางการเมืองภายในผู้นำกลุ่มจึงมองหาที่ต ั้งถาวรแห่งใหม่ ในปี 1309 กองทัพอัศวิน Hospitaller ยกพลบุกเกาะ Rhodes และผู้ปกครองเกาะก็ยอมแพ้ต่อกลุ่มอัศวิน พวก Hospitaller จึงได้ครอบครองเกาะ Rhodes รวมถึงเกาะอื่นๆในบริเวณใกล้เคียงด้วย
    เมื่อกลุ่ม Knights Templar ถูกยุบในปี 1312 ทรัพย์สินและที่ดินของ Templar บางส่วนถูกโอนให้กับกลุ่ม Hospitaller
    เมื่อเวลาผ่านไป Knights Hospitaller ก็เป็นที่รู้จักในชื่อ Knights of Rhodes ซึ่งมีกองกำลังทหารอันเข้มแข็ง และเปิดศึกกับพวกโจรสลัดในแถบนั้นบ่อยๆ และยังสามารถต้านทานการรุกรานจากพวกมุสลิมได้ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการรุกรานจากสุลต่านของอียิปต์ และครั้งที่ 2 เป็นการรุกรานจากพวก อ๊อตโตมาน ของสุลต่าน มาเหม็ดที่ 2 หลังจากเข้ายึดกรุงคอนแสตนติโนเปิลได้แล้ว
    ปี 1494 พวก Knights Hospitaller ก็สร้างป้อมปราการที่ Halicarnassus โดยใช้ประโยชน์จากซากที่หลงเหลือของ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ Mausoleum of Maussollos ในการช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับป้อมปราการ
    แต่ในปี 1522 สุลต่าน สุไลมาน แห่งอ๊อตโตมาน ยกกองทัพที่ประกอบด้วย เรือ 400 ลำ ทหาร 2แสนคนขึ้นสู่เกาะ ในขณะที่พวกอัศวินบนเกาะมีกำลังพลเพียงแค่ 7000 คน และมีกำแพงเมืองปกป้อง การเข้าตีกินเวลา 6 เดือน ก่อนจะจบด้วยความพ่ายแพ้ของพวกอัศวิน ผู้รอดชีวิตได้รับอนุญาตให้อพยพออกจากเกาะไปยัง ซิซิลี ได้

    [แก้] อพยพไป Malta

    ตลอด 7 ปี พวกอัศวิน Knights Hospitaller ต้องย้ายที่อยู่ไปเรื่อยไม่เป็นหลักแหล่งในยุโรป ในที่สุดก็ได้ตั้งหลักที่ Malta โดยจักรพรรดิของ Holy Roman Empire และ กษัตริย์แห่งเสปน มอบดินแดน Malta , Gozo และ Tripoli ให้
    เมื่อได้ที่ตั้งเป็นหลักแหล่งแล้ว พวก Hositallers ก็ดำเนินการต่อสู้กับพวกมุสลิมและพวกโจรสลัดต่อ แต่ศัตรูเก่าของพวกเขา พวกอ๊อตโตมาน รู้สึกไม่แฮปปี้ที่เห็นพวก Hositallers ตั้งตัวได้อีกครั้ง สุลต่านสุไลมาน จึงส่งกองทัพไปรุกราน Malta ในปี 1565
    ในช่วงแรกของการรุกราน สถาณการณ์ดูเหมือนจะซ้ำรอยกับที่ Rhodes อีกครั้ง เมืองหลายเมืองถูกทำลาย อัศวินกว่าครึ่งต้องเสียชีวิต อต่พวกอัศวินก็ยังยืนหนัดต่อสู้ต่อไปอย่างเข้มแข็ง มีการซ่อมแซมกำแพงส่วนที่ถูกตีแตกตลอดทั้งวันทั้งคืน แม้แต่คนเจ็บก็เข้ามาช่วยในการป้องกันด้วย
    การศึกที่ยืดเยื้อกลับส่งผลร้ายต่อพวก อ๊อตโตมาน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูร้อน ทหารจำนวนมากล้มป่วย และกระสุนกับเสบียงอาหารก็ร่อยหลอลงทุกที การเข้ายึด Malta ดูเริ่มจะเป็นไปไม่ได้ไปทุกที ซ้ำขวัญกำลังใจของเหล่าทหารก็เริ่มตกต่ำเนื่องจากบุก เข้าตีเท่าไหร่ก็ล้มเหลวโดนตีสวนกลับมาทุกที เมื่อจอมพลเรือ Dragut ของอ๊อตโตมานเสียชีวิตลง ขวัญกำลังใจของทหารก็ตกต่ำลงไปอีก
    วันที่ 1 กันยายน พวกอ๊อตโตมานบุกเข้าตีหนสุดท้าย แต่เนื่องด้วยทหารสูญสิ้นกำลังใจไปหมดแล้ว และเริ่มจะเชื่อว่าเมืองนี้ไม่มีทางถูกตีแตก ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวว่าทางซิซิลีกำลังส่งทัพมาช่วยพวกอัศวิน ขวัญกำลังใจของพวกทหารอ๊อตโตมานจึงแตกกระเจิงทันที
    พวกทหารอ๊อตโตมานจำนวนมากหนีทัพ จนเหลือทหารในกองทัพเพียงแค่ 600 คน ทั้งที่ตอนยกทัพมามีทหารถึง 40000 คน พวกอ๊อตโตมานจึงถอนทัพกลับกรุงคอนแสตนติโนเปิลไป
    หลังจากรอดพ้นจากการรุกรานได้ พวกอัศวินก็ได้บูรณะเมืองขึ้นใหม่ ในปี 1607 Grand Master ของพวก Hositallers ก็ได้รับการแต่งตั้งจากจักรพรรดิแห่ง Holy Roman Empire ในตำแหน่ง Reichsfürst (Prince of the Empire) และในปี 1630 Grand Master ก็ได้รับรางวัลจากพระสันตปาปาในระดับที่เทียบเท่ากับ Cardinals

    [แก้] ความยุ่งยากในยุโรป

    กลุ่ม Hospitallers ต้องสูญเสียสมาชิกหลายคนในยุโรป เนื่องจากในยุโรปพวกนิยม Protestantism (พวกนิยม นิกายโปรแตสแต้นท์) เริ่มมีอำนาจ ทรัพย์สินและที่ดินของกลุ่ม Hospitallers ในอังกฤษถูกยึด แต่ยังคงเอาตัวรอดอยู่ใน Malta ได้ และยังคงมีอิทธิพลในฝรั่งเศส
    ในปี 1789 เกิดการปฏิวัติขึ้นในฝรั่งเศส มีการต่อต้านพวกขุนนางและชนชั้นสูงไปทั่วประเทศ ทำให้กลุ่ม Hospitallers สูญเสียแหล่งเงินทุนในฝรั่งเศสไปอย่างถาวร เมื่อการปฏิวัติจบลง รัฐบาลใหม่ของฝรั่งเศสก็สั่งยึดอสังหาริมทรัพย์และทร ัพย์สินของ Hospitallers ในฝรั่งเศสจนหมด

    [แก้] Malta พ่าย

    เมื่อปี 1798 ฐานที่มั่นของกลุ่มใน Malta ถูกนโปเลียนยึดในระหว่างการขยายอิทธิพลไปอียิปต์ของน โปเลียน ทางกลุ่มพยายามเจรจาต่อรองกับยุโรปเพื่อที่จะกลับคืน สู่อำนาจอีกครั้ง พระเจ้า ซาร์แห่งรัสเซียจึงมอบที่หลบภัยให้พวกอัศวินในเมือง St. Petersburg
    ในช่วงปี 1800 ทางกลุ่มก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ เนื่องจากสูญเสียสมาชิกในยุโรป และตกต่ำจนถึงที่สุด ด้วยการสนับสนุนจากพระสันตปาปา ลีโอที่ 13 ทางกลุ่มก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในปี 1834 และมีศูนย์บัญชาการในกรุงโรม และเป็นที่รู้จักในชื่อ Sovereign Military Order of Malta

    [แก้] ในปัจจุบัน

    Sovereign Military Order of Malta เป็นกลุ่มนิกายโรมันคาทอลิค ได้รับการยอมรับจาก สมาชิกถาวรแห่งสหประชาชาติ โดยมีกิจกรรมหลักๆในเรื่องทางศาสนา การกุศล และโรงพยาบาล และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Order of Malta คติประจำของกลุ่มก็คือ Tuitio Fidei et Obsequium Pauperum เป็นภาษาละติน แปลว่า "ผู้ปกป้องความศรัทธาและช่วยเหลือผู้ยากไร้"( Defence of the faith and assistance to the poor)
    ในปัจจุบัน ยังมีกลุ่มเลียนแบบ Hospitallers เป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับกลุ่มของจริง
    ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B 9%80%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%88% E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%99".
    หมวดหมู่: นิกายของคริสต์ศาสนา

    แก้ไขโดย panter04 : 05 Jan 2009 เวลา 17:01


    -=กรรมุนา วตะตี โลโก=-
    -=ทุกชีวิตบนโลก ย่อมเป้นไปตามกรรม=-

  6. #6
    สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG *lenneth's Avatar
    สมัคร
    Sep 2008
    โพส
    1,767
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    ขอบคุณท่าน panter04
    สนุกดีคับ

    “ทรักลากูน”
    ย้อนไปเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลง
    ญี่ปุ่นได้ครอบครองไมโครนีเซียตามสนธิสัญญา Anglo-Prussian War 1919 (พ.ศ. 2462)
    หลังจากชนะเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
    จากนั้นก็เกณฑ์แรงงานชาวเกาะ และเชลยเกาหลีมาทำงานโยธา
    พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะโมเอ็น ดูบลอน เอเตน พาราม
    จนทรักกลายเป็นคลังแสง กองทหาร สนามบิน ท่าจอดเรือทุกระวางขับน้ำได้


    มีเครือข่ายการส่งกำลังบำรุงทั้งทางน้ำและทางอากาศจา กเกาะไซปัน ในเขตมาเรียน่าส์
    โดยมีทรักเป็นศูนย์กลางสนับสนุนด้านยุทธศาสตร์ ให้กับเกาะใน "อะตอล" อื่นด้วย

    ตลอดยี่สิบปีที่ญี่ปุ่นพัฒนาเมกะโปรเจกต์ในทรักให้เป ็นฐานที่มั่นของกองเรือญี่ปุ่น
    โลกแทบจะไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้ความเป็นไปนี้เลย
    ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้
    ทำเลที่ตั้งของทรักที่ห่างไกลสังคมโลก โดดเดี่ยวกลางมหาสมุทร์
    ย่อมยากที่คนภายนอกจะเข้าถึง ไม่ว่าทางน้ำหรือทางอากาศ

    แม้เมื่อสหรัฐประกาศสงครามกับญี่ปุ่นหลังจากเพิร์ลฮา ร์เบอร์ถูกถล่มเมื่อปลายปี 2484
    ทรักก็ยังไม่อยู่ในสายตาของกองทัพเรือสหรัฐ

    จนกระทั่งอีก 2 ปี นักบินลาดตะเวณ พีบีวาย คาตาลีน่า (PBY-Catalina) 2 ลำ จึงมีรายงานให้นายพลเรือ เรมอนด์ สพรูแอนซ์ ผู้บังคับกองเรือที่ 5 ที่เกาะมาจูโร ในเขตหมู่เกาะมาร์แชลเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2487 ว่า ได้พบฐานทัพเรือใหญ่ของญี่ปุ่นใน “ทรักลากูน”
    นายพล เรมอนด์ สพรูแอนซ์ ให้นายพลเรือจัตวา มาร์ค เอ มิสเชอร์นำชุดปฏิบัติการทีเอฟ-58
    ประกอบด้วย TBF-Avenger, F6F-Hellcat, SBC2-HellDiver นำฝูงบินกว่า 500 ลำ พร้อมนักบินกว่า 200 นาย
    เข้าประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Enterprise, USS Bunker Hill, USS Intrepid, USS Essex, USS Yorktown เสริมด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดเบา Belleau Wood, Cabot, Monterey, Cowpens
    เรือพิฆาต 7ลำ รวมทั้งเรือดำน้ำและเรือคุ้มกันอีกจำนวนหนึ่ง เผด็จศึกทรักแบบม้วนดียวจบ
    ภายใต้แผน"OperationHailstone" ระหว่างวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2487

    2 วันของ OperationHailstone ไม่มีการยกพลขึ้นเกาะให้เสี่ยงต่อการสูญเสียโดยใช่เห ตุ
    สหรัฐเพียงต้องการทดสอบความพร้อมทางยุทธเวหา ให้เข้มข้นกว่าบทเรียนเพิร์ลฮาร์เบอร์ที่ญี่ปุ่นเคยใ ห้ไว้สัก 10 เท่า
    ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเที่ยวบินอำนาจการยิง การทิ้งระเบิดและตอร์ปีโด

    ผลการยุทธครั้งนี้
    ทรักลากูนกลายเป็นสุสานของเรือพิฆาต เรือบรรทุกน้ำมัน เรือส่งกำลังบำรุง เรือประมงของญี่ปุ่นหลายสิบลำ
    และลูกเรือไม่ทราบจำนวนคลังแสง เครื่องบินรบ ของญี่ปุ่นบนทรักหมดสภาพเกือบสิ้นเชิง

    สรุปยอดความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย

    ฝ่ายสหรัฐ:
    เครื่องบินรบ 25 ลำ
    เรือบรรทุกเครื่องบินเสียหาย 1 ลำ
    สูญเสียนักบิน 40 ราย ในจำนวนนั้น 7 คนถูกญี่ปุ่นจับได้แล้วตัดหัวหมด

    ฝ่ายญี่ปุ่น:
    เรื่อคุ้มกัน 3 (cruisers:Agano, Katori, Naka)
    เรือพิฆาต 6 (destroyers:Oite, Fumizuki, Maikaze, Hagio, Isogu, Tachikaze)
    เรือรบขนาดเบา 13 (smaller warships)
    เรือสินค้า 26 (merchant ships)
    เครื่องบินรบ 270 ลำ

    นักบินสหรัฐไม่บอมบ์ฐานบินให้เสียเวลา เพราะเลือกเป้าเครื่องบิน 300 กว่าลำที่จอดอยู่นิ่งๆ สบายกว่าในสมรภูมิอื่นมากเลย
    มีนักบินญี่ปุ่นตื่นมาติดเครื่องได้ 70 ลำ
    แต่ก็เพียงครึ่งเดียวที่เหินขึ้นมายืดเวลาสร้างวีรกร รมได้ไม่กี่นาที ก่อนที่จะถูกยิงร่วงหมด
    โชคดีที่นายพล ชูอิชิ ฮารา ผู้บังคับการฐานที่มั่นทรักสั่งย้ายเครื่องซีโร่กว่า 300 ลำ
    บนเกาะ เอเตน ดูบลอน เฟฟาน และโมเอ็น ไปไว้ที่แคโรไลน์ตะวันตก ก่อนหน้านั้นได้สักอาทิตย์เดียว
    ไม่เช่นนั้นคงสูญเสียมากกว่านี้

    ญี่ปุ่นได้ใจที่อเมริกาไม่เข้ายึดทรักหลังถล่มเสร็จ สนามบินก็ไม่เสียหายมาก
    จึงนำซีโร่จากพาเลากลับมาทรักอีกกว่า 400 เครื่อง
    ชุดปฏิบัติการทีเอฟ-58 เจ้าเก่าของสหรัฐ จึงกลับมาถล่มอีกรอบในปลายเดือนเมษายน 2487
    สิ้นสุดตำนานทรัก ที่มั่นของกองเรือใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นกลางมหาสมุทร์ แปซิฟิค

    ในขณะที่ปฏิบัติการถล่มทรักจบลงในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2487
    สมรภูมิที่เกาะเอเนวิตอกที่ไม่ไกลกันทางทิศตะวันออกเ ฉียงเหนือก็เริ่มขึ้น
    ที่นี่มีการปะทะระหว่างกองกำลังอเมริกันกับญี่ปุ่นอย ่างดุเดือด
    สหรัฐใช้เวลา 2 วัน ก็ยึดเอเนวิตอกที่อยู่ในเครือข่ายส่งกำลังบำรุงจากทร ักสำเร็จ
    (อีก 4 ปีต่อมา เอเนวิตอกถูกใช้เป็นที่ทดลองระเบิดนิวเคลียร์สหรัฐเก ือบร้อยครั้งติดต่อกันเกือบ 20 ปี) อย่างไรก็ดี สหรัฐต้องการเอาชนะญี่ปุ่นทางยุทธศาสตร์ด้วย
    การรุกใหญ่เพื่อยึดครองเกาะไซปันในเดือนมิถุนายน 2487 จึงเป็นภารกิจที่ต้องให้สำเร็จ
    เพื่อทำให้ทรักขาดจุดเชื่อมการส่งกำลังบำรุง ระหว่างเกาะญี่ปุ่น
    กับเครือข่ายยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นในแปซิฟิคอย่างเด็ด ขาด จาก ทรัก เอเนเวตอก บัดนี้ ถึงกลางปี 2487 กองเรือสหรัฐค่อยๆรุกกินแดนอิทธิพลญี่ปุ่นมาถึงทะเลฟ ิลิปปินส์ที่หมู่เกาะมาเรียน่าส์
    เกิดกรณี “มหกรรมเด็ดปีกไก่งวงมาเรียน่า ” (“MarianasTurkeyShoot")เมื่อเครื่องบินรบของญี่ปุ่น กว่า 400 เครื่องถูกสอยร่วงภายในแค่สองวัน
    เฉพาะ F6F-Hellcat ทำสถิติเมื่อ 19 มิถุนายน 2487 วันเดียว ยิงเครื่องบินญี่ปุ่นตกถึง 160 เครื่อง
    และตลอดศึกในย่านมาเรียน่าส์ที่ค่อนข้างจะยืดเยื้อคร ั้งนี้(15 มิถุนายน-8 สิงหาคม 2487)
    สหรัฐเสียดุลเครื่องบินรบไปเพียง 20 เครื่อง
    ล่วงจนถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2487 ญี่ปุ่นยอมจำนน ทั้งกองทัพญี่ปุ่นกว่า 3 หมื่น เหลือเป็นเชลยให้สหรัฐจับได้ไม่กี่ร้อยคน
    ทหารญี่ปุ่นและพลเรือนส่วนใหญ่เข้ากับญี่ปุ่น ไม่ยอมให้จับเป็น พากันไปกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย เมื่อจวนตัว ที่ไซปันสหรัฐใช้เวลานานกว่าที่คาดกว่าจะเผด็จศึกได้

    แต่ต้นทุนสงครามที่ญี่ปุ่นลงไว้ในไมโครนีเซียตั้งแต่ สิ้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยังไม่หมดง่ายๆ
    ทางทิศตะวันตกซึ่งเชื่อมต่อกับทรักในเขตแคโรไลน์
    ญี่ปุ่นยังมีความพร้อมที่จะรบต่อ เครื่องซีโร่ที่ย้ายจากทรักอย่างน้อย 300 เครื่อง อยู่ที่เกาะแย๊ป
    สหรัฐต้องใช้กำลังผสม B-24 บอมบ์แย็ปหนัก ตัดกำลัง อ่าวจอดเรือรบ คลังแสง เชื้อเพลิง ยังใช้งานได้ดีบนเกาะพาเลา และยูลิธิ
    ในศึกไซปันเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2487 กองเรือรบที่นำโดยนายพลโอซาวะ
    ก็ออกมาจากย่านน้ำนี้ไปสังเวย "มหกรรมยิงไก่งวงมาเรียน่าส์"สร้างความบอบช้ำให้กับแ ย็ป ไม่น้อยกว่าที่สหรัฐมอบให้ทรักและไซปัน




    แก้ไขโดย *lenneth : 06 Jan 2009 เวลา 14:49 เหตุผล: Automerged Doublepost

    ผมไอดี thamonwan และ gunon2527
    gu.non@hotmail.com

    รับเติมมะกอก http://www.thaigaming.com/thai-navy-...tm#post1560379


  7. #7
    สมาชิก TG แรกเริ่ม peedome01's Avatar
    สมัคร
    Apr 2008
    สถานที่
    อยู่บ้านงัยคับ
    โพส
    207
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    วันนี้ผมไปอ่านหนังสือสงครามโลกครั้งที่2ของไทยมันชื ่อว่า "หวอ"

    แล้วผมก็อ่านจนไปสนใจอะไรบางอย่างนั้นคือ เรือ ปริน ออฟ เวนล์ กับ รีพัลล์ มันโดนไอ้ยุ่น ทิ้งตอปิโด จนจมทั้ง 2 ลำ จมอยู่ทางตอนใต้ของ อ่าวไทย ผมก็งงเพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน


    ใครรู้เรื่องนี้ ละเอียด ช่วยเอามาแบ่งปันหน่อยคับ

  8. #8
    สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG *lenneth's Avatar
    สมัคร
    Sep 2008
    โพส
    1,767
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    กรณีพิพาทไทย - อินโดจีน
    เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๔๘๓ รัฐบาลไทยได้ยื่นข้อเสนอให้
    ฝรั่งเศส ปักปันเขตแดนตามแนวแม่น้ำโขงเสียใหม่ ทั้งนี้เพื่อ
    ให้เป็นไปตามแนวธรรมชาติและความยุติธรรมด้วย แต่ทางฝ่าย
    ฝรั่งเศสได้ตอบปฏิเสธ จึงทำให้ประชาชนชาวไทย ที่เคยได้รับ
    ความขมขื่นตลอดมา ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๑๐ จากการที่ถูก
    ฝรั่งเศสคดโกงเอาดินแดนของไทยไปมาก และยังมากดขี่ข่มเหง
    ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ การสังคม อีกรัฐบาลฝรั่งเศส
    ยังหาได้นำพาต่อความยุติธรรมเช่นนี้ ก็เกิดความเคียดแค้นชิงชังมากขึ้น

    ได้มีประชาชนหลายหมู่หลายคณะทุกเพศทุกวัย ทำการเดินขบวน
    เพื่อสนับสนุนรัฐบาลในการเรียกร้องเอาดินแดนคืนมาจาก ฝรั่งเศส
    ให้จงได้ ไม่ว่ากรณีใด การเดินขบวนเริ่มจากจังหวัดพระนคร และ
    ได้แพร่ไปทุกจังหวัด นอกจากนี้ยังได้มีการสละทรัพย์สิน เพื่อ
    รวบรวมซื้ออาวุธ และสร้างสมกำลังอีกจำนวนมาก ส่วนทางด้านฝรั่งเศส ได้มีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักในการเตรียมกำลังรบ
    ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าฝรั่งเศสในอินโดจีน เตรียมทำการรบกับไทย
    ได้มีการโยกย้ายกำลังทหารจากอ่าวตังเกียมายังชายแดนไ ทยได้รวบรวมอาวุธ
    ยุทธภัณฑ์ และสะสมเสบียงอาหารไว้ตามชายแดนไทยเป็นจำนวนมาก
    บางแห่งได้วางที่ตั้งยิงปืนใหญ่หันปากกระบอกมายังฝ่า ยไทยมีการขุดสนามเพลาะ
    และรังปืนกลตามฝั่งแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมากแห่งอย่างผิ ดสังเกต

    วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๓ เวลา ๐๙๐๐ เครื่องบินฝั่งเศส ๑ เครื่อง ได้บินล้ำแดนเข้ามาทาง กิ่งอำเภอ คลองใหญ่ จังหวัดตราด ลึกเข้ามาประมาณ ๕ กม. แล้วบินกลับไปทางทะเล รัฐบาลไทยได้ประท้วงไปยังฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสหาได้นำพาต่อการประท้วงไม่ ซ้ำยังได้ส่งเครื่องบินมาทำการตรวจการณ์ล้ำแดนไทยอยู ่เนือง ๆ

    วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๔๘๓ ไทยจับทหารฝรั่งเศสได้พร้อมด้วยอาวุธและกระสุน ที่บ้านโคกสูง ในเขตอำเภออรัญประเทศ เชลยได้ให้การสารภาพว่า
    ฝรั่งเศสได้ใช้ตนเข้ามาทำการลาดตระเวนในเขตไทย
    วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๘๓ เวลา ๐๘๐๐ เครื่องบินขับไล่ของฝรั่งเศส
    ๕ เครื่ง พร้อมด้วยเครื่องบินตรวจการณ์อีก ๑ เครื่อง เข้ามาโจมตี
    ทิ้งระเบิดแล้วหนีไป ฝ่ายไทยได้รับความเสียหายจากลูกระเบิด
    ๓ ลูก ตำรวจบาดเจ็บ ๓ คน ผู้หญิง และเด็กบาดเจ็บ ๓ คน
    รัฐบาลไทยตัดสินใจใช้กำลังทหาร เพื่อป้องกันประเทศโดยทันทีได้ออกคำสั่งให้กองพลลพบุ รีเคลื่อนย้ายไปเข้าที่รวมพลที่ จังหวัดปราจีนบุรี
    ขณะเดียวกันได้สั่งให้ กำลังทางอากาศไปโจมตีเป็นการโต้ตอบด้วย ต่อมาในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๓ ฝ่ายไทยได้ประกาศระดมพล
    และสั่งเคลื่อนกำลังทหารส่วนใหญ่เข้าประจำชายแดน เพื่อเข้าตีโต้ตอบ
    โดยการจัดกำลังเป็นกองทัพด้านบูรพาเข้าตีทางชายแดนด้ านตะวันออก
    ตั้งแต่อรัญประเทศไปจรดฝั่งทะเล กองทัพอีสานปฏิบัติการทางด้านจังหวัดสุรินทร์อุบลฯ และสนับสนุนการปฏิบัติของกองพลพายัพเข้าปฏิบัติการทา งด้านหลวงพระบาง
    กองทัพด้านบูรพาได้รับคำสั่งให้ทำการเข้าตีตามทิศทาง แนวถนนอรัญประเทศ
    ศรีโสภณ พระตะบอง ไปพนมเปญ และให้ทำยุทธบรรจบกับกองทัพอีสาน
    ทางด้านสุรินทร์ เพื่อทำการรุกต่อไปเพื่อยึดเสียมราฐ
    นครวัต กำปงทม และพนมเปญ อีกทางหนึ่ง
    การปะทะที่ บ.โอลำเจียก
    เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๘๓ เวลา ๑๐๒๐ ขณะหมู่ลาดตระเวนของ ม.พัน ๔ ออกลาดตระเวนเส้นทางระหว่าง บ.โอลำเจียกไปยังประเทศเขมร ได้ปะทะกับ
    ข้าศึก ๓๐ คน มีนายทหารฝรั่งเศสเป็นผู้บังคับบัญชา และทหารญวนเป็น
    ผู้ใต้บังคับบัญชา ปะทะกันอย่างรุนแรงประมาณ ๒๐ นาที ฝ่ายข้าศึก
    หลบหนีไป ฝ่ายข้าศึกเสียชีวิต ๓ คน บาดเจ็บสาหัส ๑ คน
    การปะทะที่ไร่ยาสูบ หลักเขต ๕๘ - ๕๙
    วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๔๘๓ เวลา ๑๑๕๐ ขณะที่ พัน.ร.๒ ร้อย ๖ นย. ซึ่งวางกำลัง อยู่ที่ บ.บึงชะนัง ได้ส่งหมู่ลาดตระเวนตรวจตราพื้นที่ ได้ปะทะข้าศึกประมาณ ๓๐ คน อย่างรุนแรง ร้อย ๖ ได้ส่งกำลังอีก ๒ หมู่มาช่วยเหลือเข้าโอบล้อม ข้าศึกจึงถอนตัวหนี ผลการปะทะ ฝ่ายข้าศึกเสียชีวิต ๕ คน บาดเจ็บ ๗ คน ฝ่ายเราไม่มีผู้ใดเป็นอันตราย

    การปะทะที่บ้านพุมเรียงล่าง
    วันที่ ๓ มกราคม ๒๔๘๔ เวลา ๐๖๐๐ พัน.ร.๒ นย. ได้จัดกำลัง ๒ หมวดปืนเล็ก ออกทำการลาดตระเวนหาข่าวที่ตั้งของข้าศึก ซึ่งทราบจากชาวบ้านว่าข้าศึก ดัดแปลงภูมิประเทศอยู่ที่ บ.พุมเรียงล่าง มีกำลังไม่น้อยกว่า ๑ กองพัน
    ห่างจากแนวฝ่ายเราประมาณ ๔ กม. เมื่อเคลื่อนที่ยึด บ.พุมเรียงบน
    และคุมชาวบ้านไว้ได้หมดแล้ว ขณะเคลื่อนที่ไป บ.พุมเรียงล่าง ได้ปะทะกับข้าศึก อย่างหนักจึงได้ถอนตัวกลับ บ.บึงชะนังล่าง ผลการปะทะครั้งนี้ ฝ่ายเราเสียชีวิต ๒ นาย บาดเจ็บสาหัส ๑ นาย ไม่ทราบการสูญเสียของฝ่ายข้าศึก
    การปะทะที่ บ.โป่งสลา
    พัน.ร.๑ ร้อย ๓ นย. เข้าที่มั่นดัดแปลงที่ บ.โป่งสลา เสร็จในเย็นวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๘๓ ครั้นถึงวันที่ ๕ มกราคม ๒๔๘๔ เวลาประมาณ ๑๐๐๐ ข้าศึกกำลังประมาณ ๖๐๐ คน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคลอง บ.โป่งสลา ได้นำกำลังเข้าตีที่มั่นของ ร้อย ๓ การตะลุมบอน และการต่อสู้ในระยะประชิด ดำเนินไปประมาณ ๓๐ นาที ณ บริเวณที่ฝ่ายเรายึดอยู่ ในที่สุดปรากฏว่านายทหารฝรั่งเศส ซึ่งคุมส่วนหน้าถูกกระสุนปืนของฝ่ายเราตาย ข้าศึกจึงเป่าแตรสัญญาณถอยทันที ผลการต่อสู้ฝ่ายข้าศึกส่วนมากเป็นทหารญวนตายในบริเวณ ตะลุมบอนฝั่งเรา ๘ คน นายทหารฝรั่งเศส ๑ คน ถูกฝ่ายเราจับเป็นเชลย ๑ คน ฝ่ายเราเสียชีวิต ๔ คน

    เมื่อข้าศึกทราบว่าฝ่ายเราได้ยาตรากำลังส่วนใหญ่ มุ่งหมายจะเข้าปฏิบัติการด้านจังหวัดจันทบุรี ข้าศึกจึงเคลื่อนย้ายกำลังจากด้านอื่น เข้ามาเสริมโดยข้าศึกวางกำลังตั้งรับไว้ดังนี้

      • ที่ บ.พุมเรียงล่าง ไม่น้อยกว่า ๑ กองพัน
        ที่ บ.บางกระเรียง ไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คน
        ที่ บ.ศาลานอก ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน
        ที่ บ.ไพลิน ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน พร้อมด้วยปืนใหญ่ขนาดเล็ก ๕ กระบอก
    ข้าศึกส่วนใหญ่เป็นชาวญวน และ เขมร ซึ่งฝรั่งเศสเรียกระดมพลมาทำการรบ เฉพาะผู้บังคับบัญชาชั้นผู้บังคับกองพันหรือกองร้อยอ ิสระเท่านั้นที่เป็นทหารฝรั่งเศส จึงอนุมานได้ว่าขวัญ และประสิทธิภาพในการรบด้อยกว่าฝ่ายเรา ที่หมายการเข้าตีของกองพลจันทบุรี คือ ขั้นที่ ๑ เข้ายึด บ.ไพลิน ขั้นที่ ๒ เข้ายึดเมืองพระตะบอง เพื่อไปทำการยุทธ์บรรจบกับกองพลลพบุรี ซึ่งทำการรุกจากด้านอรัญประเทศ และมาพบกันที่เมืองพระตะบองเพื่อเข้าตีกรุงพนมเปญต่อ ไป วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๘๔ เวลา ๑๙๔๕ กองพลจันทบุรี ได้รับคำสั่งจากแม่ทัพกองทัพบูรพาทางวิทยุ ให้เคลื่อนที่เข้าตีรุกเข้าไปในดินแดนประเทศเขมร กองพลจันทบุรีจัดกำลังเข้าตีเป็น ๒ กองรบ คือ กองรบด้านเหนือ และกองรบด้านใต้ กองรบด้านเหนือ ได้เริ่มเคลื่อนที่เข้าตีจาก บ.บึงชะนังกลาง ในคืนวันที่ ๒๗ ต่อ ๒๘ มกราคม ๒๔๘๔ เวลา ๒๔๐๐ มุ่งเข้าสู่ บ.พุมเรียง ล่างข้าศึกได้ต่อสู้อย่างรุนแรง ข้าศึกบางส่วนได้ยกธงขาวเป็นสัญญาณยอมแพ้ บางส่วนถอนตัวรบหน่วงเวลา และฝ่ายเราสามารถยึด บ.พุมเรียงล่าง ได้ในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๘๔ เวลา ๑๘๐๐ การรบด้านใต้ ได้เริ่มเข้าตีเพื่อยึด บ.ตาพรม บ.บ่อตั้งสู้ และ บ.บ่อหญ้าคา ในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๘๔ เวลา ๐๘๓๐ ยึด บ.บ่อตั้งสู้ได้ และยึด บ.ตั้งมะไฟได้โดยไม่มีการต่อสู้ ทำการรุกต่อไปเข้ายึด บ.บ่อหญ้าคา และ บ.สรอบ ข้าศึกมิได้ทำการยิงแต่ยกธงขาวโบกไปมา และส่งหัวหน้าซึ่งเป็นชาวญวนเข้ามาเจรจากองรบด้านใต้ จึงหยุดยึดภูมิประเทศ บริเวณ บ.สรอบ เพื่อตรึงไว้เมื่อเวลา ๑๕๓๐ สรุปการรุกของกองพลจันทบุรีในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๘๔ ฝ่ายเราสามารถยึดพื้นที่ของข้าศึกได้ ๑๒ ตำบล คือ บ.ตาเสน บ.ตามัว บ.พุมเรียงล่าง บ.พงกระเชียง บ.ห้วยเขมร บ.บ่อตั้งสู้ บ.ตั้งมะไฟ บ.บ่อหญ้าคา บ.สรอบล่าง บ.เขาเขียว บ.คลองกะปุก สงครามยุติระหว่างที่กองทัพไทยบุกเข้าในประเทศเขมร และลาว เริ่มต้นตั้งแต่ วันที่ ๕ มกราคม ๒๔๘๔ และสามารถยึดดินแดนเพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ นั้น ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในเวลานั้น ได้ยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ย กรณีพิพาทระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศส สงคราม จึงยุติลงเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๘๔ เวลา ๑๐๐๐





    วีรกรรมเรือหลวงสมุย ลำที่ ๑

    ในสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๔
    กองทัพเรือได้จัดเรือเดินระหว่างกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ เพื่อลำเลียงน้ำมันเชื้อเพลิง
    มาบรรเทาความขาดแคลน ภายหลังที่ประเทศไทยต้องร่วมรบกับญี่ปุ่นในสงคราม
    มหาเอเชียบูรพา แล้ว การค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ ก็ถูกปิดลงโดยสิ้นเชิง
    สิ่งที่จำเป็นแก่เครื่องจักรเครื่องยนต์ได้แก่น้ำมัน เชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่น
    นับวันก็จะขาดแคลนลงทุกทีแม้กรมเชื้อเพลิงของกระทรวง กลาโหมจะได้มี
    โรงกลั่นน้ำมันได้เองที่ช่องนนทรีก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นการเพียงพอ เพราะขาดน้ำมันดิบ
    ที่จะป้อนโรงงาน ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงได้ติดต่อขอซื้อน้ำมันจากญี่ปุ่น โดยมอบหมายให้
    กองทัพเรือรับหน้าที่จัดเรือไปบรรทุกน้ำมัน จากสิงคโปร์มายังประเทศไทย
    วันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๔ เรือหลวงสมุยได้ออกเดินทางไป
    สิงคโปร์เป็นเที่ยวแรก เหตุการณ์ได้เป็นที่เรียบร้อย เที่ยวหนึ่ง ๆ
    ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนเศษ เรือหลวงสมุยมีระวางขับน้ำประมาณ
    ๑,๘๕๔ ตัน ความยาวตลอดลำ ๒๔๐ ฟุต ความกว้าง ๓๙ ฟุต
    ใช้เครื่องจักรดีเซล ๒ เครื่อง กำลัง ๒,๑๔๑ แรงม้า ความเร็ว ๑๒ นอต
    สั่งต่อที่อู่ฮาโคดาเต เมือง ฮาโดดาเต เกาะฮอดไกโด ประเทศญี่ปุ่น
    เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๘ ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๔๗๙
    ศัตรูของเรือลำเลียงน้ำมันก็คือทุ่นระเบิดและเรือดำน ้ำ
    ส่วนเรือรบข้าศึกบนผิวน้ำนั้น ญี่ปุ่นรับรองว่ามีกำลังพอ
    ที่จะให้การคุ้มกันได้ ในเที่ยวที่ ๔ เรือหลวงสมุยออกจากกรุงเทพฯ
    วันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๕ เมื่อรับน้ำมันจากปูโลปุกัม
    เรียบร้อยแล้วก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ นาวาโท สิงห์ บูรณสิงห์
    ผู้บังคับการเรือได้เห็นเรือดำน้ำลำหนึ่ง กำลังจะลอยลำ
    จึงได้พาเรือหลวงสมุยหลบเข้าหาฝั่งมลชายู แล้วแล่นหนีมา
    จนถึงอ่าวปัตตานี และกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ ๒๓ ธันวาคม

    เที่ยวที่ ๗ เรือหลวงสมุยออกจากกรุงเทพฯ วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๖
    เมื่อรับน้ำมันจากโคนันแล้ว ก็เดินทางกลับวันที่ ๑๙ เมษายน
    เวลา ๑๓ นาฬิกา ๕๕ นาที ขณะเดินทางพ้นเกาะเทียวกัน
    แล้วได้ถูกยิงด้วยตอร์ปิโด ๒ นัด แต่ปรากฏว่าผิด
    นาวาเอก ขึ้น สนแจ้ง ผู้บังคับการเรือจึงหันซ้ายหลบเข้าหาฝั่ง
    เที่ยวที่ ๑๕ ออกจากกรุงเทพฯ วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๗
    กลับถึงกรุงเทพฯ วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๔๘๗ นาวาตรี ประวิทย์ รัตนอุบล
    เป็นผู้บังคับการเรือ ในเที่ยวที่ ๑๘ นาวาตรี ประวิทย์ รัตนอุบล
    นำเรืออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๘
    ระหว่างการเดินทาง เครื่องจักรใหญ่ขัดข้องจึงได้แวะซ่อมทำอยู่ที่

    โคตาบารูเสียหลายวัน เมื่อเสร็จแล้วจึงได้เดินทางต่อไป
    จนถึงโชนัน โดยปลอดภัย
    ในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๘ สหรัฐอเมริกาเข้าครอบครอง
    ฟิลิปปินส์ได้ทั้งประเทศ และได้เลื่อนฐานทัพเรือดำน้ำมาไว้ที่
    ฟิลิปปินส์ ทำให้เส้นทาง เดินเรือลำเลียงน้ำมันของไทย
    อยู่ในฐานะไม่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เมื่อเรือสมุยได้รับน้ำมันจาก
    โชนันเต็มที่แล้ว จึงได้ออกเดินทางจากโชนัน ในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๔๘๘
    วันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๘ เวลาเช้า เครื่องบินทะเล
    ของญี่ปุ่นเครื่องหนึ่งมาวนเวียนเหนือเรือ
    และโบกธงแดงแต่ทางเรือมิได้หยุดเรือคงเดินหน้าต่อไป

    วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ เวลา ๒ นาฬิกา ๔๕ นาที
    เรือหลวงสมุยอยู่ทางตะวันออกของเกาะคาบัสห่าง ๗ ไมล์
    ได้ถูกตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำซีไลออน ๒ นัดแรกที่หัวเรือ และได้ยินเสียงระเบิดในเรือระยะติด ๆ กันนั้น ก็ถูกยิงอีกนัดหนึ่ง
    และหัวเรือจมดิ่งลง ต่อจากนั้นไฟได้ลุกติด น้ำมัน
    ซึ่งลอยเป็นฝาอยู่รอบ ๆ บริเวณที่เรือจม ทหารประจำเรือได้สละเรือใหญ่
    และได้พยายามว่ายน้ำฝ่าเพลิงที่ลุกอยู่ทั่วไป ซึ่งขณะนั้น
    จากตะวันออกใหญ่มาก บางคนเกาะเศษไม้ และสิ่งของต่าง ๆ
    ลอยตามคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง ต้องใช้เวลาลอยคออยู่ในน้ำนานกว่า ๑๕ ชั่วโมง
    บางคนถึงกับอยู่กับเศษไม้ที่เกาะไว้และลอยไปติดชายฝั ่งอำเภอ มารัง
    จังหวัด ตรังกานู มีผู้รอดชีวิตในครั้งนี้รวม ๑๗ คน เรือโบต

    ของเรือหลวงสมุย ลอยติดเกาะคาบัส ในเรือนี้ไม่มีคน มีแต่เสื้อนอกของ
    นาวาตรี ประวิทย์ รัตนอุบล ๑ ตัว ผู้ที่เสียชีวิตจำนวน ๓๑ คน
    ในจำนวนนี้มี นาวาตรี ประวิทย์ รัตนอุบล ผู้บังคับการเรือ ด้วย การสูญเสีย ร.ล.สมุย และทหารประจำเรือ ร.ล.สมุย และ
    ทหารประจำเรือ ร.ล.สมุย ในครั้งนี้จัดเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่ง
    ของทหารเรือ แสดงถึงความกล้าหาญ และการเสียสละด้วยชีวิต
    เป็นชาติพลี สมควรที่ทหารเรือทุกคนจักเอาเป็นเยี่ยงอย่างสืบไป





    วีรกรรมของทหารกองต่อสู้อากาศยาน
    วีรกรรมของทหารกองต่อสู้อากาศยานที่จะกล่าวถึงนี้
    เป็นเหตุการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างสงครามเอเซียบูรพา
    หรือสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งเป็นระยะในตอนปลายของสงคราม
    ซึ่งในขณะนั้น กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้กลับเป็นฝ่ายมีชัย
    และได้ยึดพื้นที่ที่เสียไปกลับคืนได้ตามลำดับ
    ในขณะที่ฝ่ายสัมพันธมิตรรุกไล่เป็นฐานออกไปปฏิบัติกา ร
    รุกรบกับสัมพันธมิตร ดังนั้นสัมพันธมิตรจึงได้จัดส่ง
    เครื่องบิน บี ๒๔ และ บี๒๙ ซึ่งเป็นเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพสูง
    ในขณะนั้น เข้ามาทำลายจุดยุทธศาสตร์ ที่ตั้งทหาร
    และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์
    ในกรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายจากภัยทางอากาศมากที่สุด

    ในวันที่ ๑๘ เม.ย.๒๔๘๘ ในขณะที่เครื่องของสัมพันธมิตรเข้าโจมตีจุดยุทธศาสตร ์
    ในกรุงเทพมหานครได้มีการยิงต่อสู้ระหว่างปืนต่อสู้อา กาศยานของทหารกองร้อย
    ต่อสู้อากาศยาน ณ บริเวณตรงทางรถไฟตัดกับถนนเพลินจิต กับเครื่องบินของสัมพันธ์มิตร
    การต่อสู้ในครั้งนี้ปรากฏว่าทหารประจำปืนของกองร้อยต ่อสู้อากาศยานได้เสียชีวิต
    เนื่องจากถูกลูกปืนกลจากเครื่องบิน จำนวน ๒ นาย คือ
    พลฯ เล็ก ดอกไม้ ท.ร.๒๔๘๕ ส.ป.๔๐๕ ถูกกระสุนปืนหว่างขาทะลุช่องท้อง
    ถึงแก่กรรม ที่โรงพยาบาลกลาง ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพันจ่าเอก
    พลฯ เชื้อ มีเงิน ท.ร.๒๔๘๕ ส.ส.๑๗ ถูกกระสุนปืนที่ก้นกบขวาถึงแก่กรรม
    ที่โรงพยาบาลกลางได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพันจ่าเ อก
    ต่อมาในวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๔๘๔ สัมพันธมิตรได้ส่งเครื่องบิน บี ๒๔
    เข้าโจมตีเรือรบซึ่งจอดอยู่ในบริเวณอ่าวสัตหีบอีก โดยมีรายละเอียดดังนี้
    เวลา ๑๒๐๐ เครื่องบินแบบ บี ๒๔ จำนวน ๒ เครื่อง บินจาก ช. ไป นว.
    ทางนอกเขากะทะคว่ำและก็เลยไป ต่อมาก็เห็นบินจาก ว.ไป อ.อีก
    ครั้งหนึ่งแล้วก็หายไปอีก เครื่องบินข้าศึกเหล่านี้มาในระยะสูงมาก
    ทางมณฑลทหารเรือที่ ๒ มิได้ให้สัญญาณภัยทางอากาศ
    เวลา ๑๓๓๔ เครื่องบินข้าศึก ๔ เครื่อง บินมาทาง ชว. ในระยะอันตราย
    มณฑลทหารเรือจึงให้สัญญาณภัยทางอากาศ เครื่องบินเหล่านี้ต่างลำต่าง
    ได้บินวนเวียนกันเหนือสัตหีบ เพื่อหาจุดทิ้งระเบิด
    เวลา ๑๓๕๒ เครื่องบินเครื่องหนึ่งบินมาทาง ชว. ได้ทิ้งลูกระเบิด
    ร.ล.ศรีอยุธยา ๒ ลูก แต่ไม่ถูก ร.ล.ศรีอยุธยา ได้เดินเครื่องแล่นไป
    ทางช่องเกาะหมู่ครั้นเวลา ๑๔๐๒ จึงถูกทิ้งลูกระเบิด
    อีก ๑ ตับ (๗ ลูก) แต่ตกห่างกราบขวามาก

    เวลา ๑๔๐๐ เครื่องบินเครื่องหนึ่งบินมาทาง นว. ได้ทิ้งลูกระเบิด
    ร.ล.สุโขทัย ๑ ตับ (๔ ลูก) แต่ลูกระเบิดตกห่างไปทางซ้ายเรือมาก
    เวลา ๑๔๖๐ เครื่องบินเครื่องหนึ่งบินมาทาง ว. ได้ทิ้งลูกระเบิด
    ร.ล.ระยอง ๑ ตับ (๖ ลูก) แต่ลูกระเบิดตกห่างไปทางท้ายเรือมาก
    เวลา ๑๔๐๘ เครื่องบินเครื่องหนึ่งบินมาทาง ซ.ได้ทิ้งลูกระเบิด
    ร.ล.สุราษฎร์ ๑ ตับ (๖ ลูก) ตกห่างเรือมาก
    เวลา ๑๔๑๙ เครื่องบินลำสุดท้าย บินจาก ช.ไป น. ในระยะสูง ๒,๕๐๐ เมตร
    นอกจากเรือที่จอดในอ่าวสัตหีบจะได้ทำการยิงต่อต้านเค รื่องบินข้าศึก
    อย่างเข้มแข็งแล้ว ปืนของกองต่อสู้อากาศยาน และปืนฝั่งอีกหลายจุด

    ก็ได้ทำการยิงขับไล่เครื่องบินข้าศึกเช่นกัน และปรากฏว่าเครื่องบินข้าศึก
    ได้ใช้ปืนกล ขนาด ๓๗-๔๐ ม.ม. ยิงลงมายังที่ตั้งปืน สอ. กองร้อยที่ ๓

    (หลังกราบกองรักษาการณ์ กองโยธา) กระสุนได้ระเบิด
    ทำให้ปืนเสียหายเล็กน้อย ทหารประจำปืนได้เสียชีวิต
    เนื่องจากถูกลูกปืนข้าศึก จำนวน ๕ นาย คือ.-
    ๑. จ.อ. ประสาน รอดวรรณ ท.ร.๒๔๘๒ พ.น.๔๙ ถูกลูกปืนที่หน้า ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นเรือโท ๒. จ.ต. เปิ้ม เพ็ชรรัตน์ ท.ร.๒๔๘๓ ส.ค.๘๖ ถูกลูกปืนที่ศรีษะและที่คอ ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นเรือตรี ๓. พลฯ หมึก ตรีสกุล ท.ร.๒๔๘๕ ช.บ. ถูกลูกปืนที่ไหล่ด้านหลังทะลุหน้าอก ได้รับพระราชเลื่อนยศเป็นพันจ่าเอก ๔. พลฯ เฮง โพธิทอง ท.ร.๒๔๘๕ ส.ป.๑๘๒ ถูกลูกปืนที่ท้ายทอยมันสมองไหล ได้รับพระราชทานยศเป็นพันจ่าเอก ๕. พลฯ บุญส่ง สุขสวัสด์ ท.ร.๒๔๘๕ ธ.บ. ๑๓ ถูกลูกปืนที่ตะโพก ได้รับพระราชทานยศเป็นพันจ่าเอก
    การที่ทหารกองต่อสู้อากาศยานได้ทำการต่อสู้กับเครื่อ งบิน
    ด้วยความกล้าหาญ จนกระทั่งได้เสียชีวิตเป็นชาติพลีทั้ง ๒ ครั้งนี้
    จัดเป็นวีรกรรมที่จะต้องจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ขอ งทหารเรือสืบไป
    สมควรที่ทหารทุกคนจะถือเอาเป็นตัวอย่างของความกล้าหา ญ และ
    ความเสียสละอย่างสูง เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและอธิปไตย
    ของประเทศชาติ อันเป็นที่รักของเราชาวไทยทุกคนจนทั่วนิรันดร์

    http://www.navy.mi.th/historynavy.php
    แก้ไขโดย *lenneth : 07 Jan 2009 เวลา 10:20 เหตุผล: Automerged Doublepost

    ผมไอดี thamonwan และ gunon2527
    gu.non@hotmail.com

    รับเติมมะกอก http://www.thaigaming.com/thai-navy-...tm#post1560379


  9. #9
    สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG police789123's Avatar
    สมัคร
    Sep 2007
    โพส
    1,697
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    อ้างอิง ข้อความของ peedome01 อ่านข้อความ
    วันนี้ผมไปอ่านหนังสือสงครามโลกครั้งที่2ของไทยมันชื ่อว่า "หวอ"

    แล้วผมก็อ่านจนไปสนใจอะไรบางอย่างนั้นคือ เรือ ปริน ออฟ เวนล์ กับ รีพัลล์ มันโดนไอ้ยุ่น ทิ้งตอปิโด จนจมทั้ง 2 ลำ จมอยู่ทางตอนใต้ของ อ่าวไทย ผมก็งงเพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน


    ใครรู้เรื่องนี้ ละเอียด ช่วยเอามาแบ่งปันหน่อยคับ
    SBC2-HellDiver ผิดนาคราบแก้ด้วย เป็นSB2C-helldiver

    replues + POW จมแถวมาเลครับ ไม่ใช่ อ่าวไทย มั่วมาอีก1
    โดน G4M Betty + B5n จน.60ลำ จากฐานไซ่ง่อนมั้ง บินมาถล่ม สาเหตุหลัก เพราะ เรือทั้ง2คิดว่าสู้ได้
    จึงไม่ ส่ง ความ ช่วยเหลือ ไปที่ ฐานบิน ใน สิงคโปร เพื่อ เรียก เครื่องขับใล่ seafire มาช่วยเหลือ
    ------------------------------------------------------------------------------------------------
    สำหรับ เรื่อง ของเรป บน หาอ่านเพิ่ม ได้ จาก หนังสือ "หวอ ชีวิทไทยภัยสงคราม โลก ครั้งที่2"
    ------------------------------------------------------------------------------------------------
    ข้อมูลเยี่ยมคับ หามาเยอะๆ เพื่อลุกหลานเราสืบไป
    แก้ไขโดย police789123 : 08 Jan 2009 เวลา 18:53

  10. #10
    สมาชิก TG รุ่นเก๋า panter04's Avatar
    สมัคร
    Oct 2006
    โพส
    1,247
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    แล้วไอ้ทะเลที่มาเลย เขาเรียกว่าอ่าวไทยหรือเปล่าล่ะครับ ?

    ตอนที่เรือ มุซาซิมา เสริมกองเรือญี่ปุ่นที่จะมายกพลขึ้นบกที่ประเทศไทย ในรายงานยังระบุเลยว่าได้เข้าเขตอ่าวไทยเพื่อคุ้มกัน หลังให้กับกองเรือที่จะมายกผลขึ้นบกเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ เรือมุซาซิ แล่นอยู่ระหว่า มาลายูกับฟิลิปปินส์อยู่เลยน่ะครับ (เสียดายไม่มีแผนที่)


    -=กรรมุนา วตะตี โลโก=-
    -=ทุกชีวิตบนโลก ย่อมเป้นไปตามกรรม=-

  11. #11
    สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG police789123's Avatar
    สมัคร
    Sep 2007
    โพส
    1,697
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    อ้างอิง ข้อความของ panter04 อ่านข้อความ
    แล้วไอ้ทะเลที่มาเลย เขาเรียกว่าอ่าวไทยหรือเปล่าล่ะครับ ?

    ตอนที่เรือ มุซาซิมา เสริมกองเรือญี่ปุ่นที่จะมายกพลขึ้นบกที่ประเทศไทย ในรายงานยังระบุเลยว่าได้เข้าเขตอ่าวไทยเพื่อคุ้มกัน หลังให้กับกองเรือที่จะมายกผลขึ้นบกเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ เรือมุซาซิ แล่นอยู่ระหว่า มาลายูกับฟิลิปปินส์อยู่เลยน่ะครับ (เสียดายไม่มีแผนที่)
    อ่าวไทยบริเวณ ถึง มาเลย์ที่เมือง โกตาบารู และ แหลมกาเมา เวียดนาม
    ไอ2ลำนี้ ดัน จม ทางใต้ ของมาเลด้วย
    ซึ่ง คือ ทะเลจีนใต้
    แก้ไขโดย police789123 : 08 Jan 2009 เวลา 11:59

  12. #12
    สมาชิก TG รุ่นเก๋า panter04's Avatar
    สมัคร
    Oct 2006
    โพส
    1,247
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    555+ ยืนยันเป็นหมั่นเป็นเหมาะก้คงต้องยอมละโยม

    แต่อย่าลืมอย่างนะครับว่า เครื่องบินที่ทิ้งระเบิด เรือ POW ขึ้นจากสนามบินที่ไซ่ง่อนนะครับ มันบินไปกลับระหว่าไซ่ง่อนกับภาคใต้ของมาลายูไหวหรือ ครับ ?

    จำได้คลุ่มเคลือว่าเคยเอาเรื่อง การจมเรือ POW มาลงแล้วด้วยแต่ขีเกียจค้น (สมขี้เกียจครับ อุ อุ) แล้วก็จะรู้บริเวณที่มันจมเองล่ะครับ


    -=กรรมุนา วตะตี โลโก=-
    -=ทุกชีวิตบนโลก ย่อมเป้นไปตามกรรม=-

  13. #13
    สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG police789123's Avatar
    สมัคร
    Sep 2007
    โพส
    1,697
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    ไหว B5n อาจจะไม่รอด แต่ ถ้า G4m betty มา ด้วยสิ จะ ถึงทั้งไปกลับ

  14. #14
    สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG *lenneth's Avatar
    สมัคร
    Sep 2008
    โพส
    1,767
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    การสงครามกับพม่าในสมัยรัชกาลที่ ๓ สงครามระหว่างอังกฤษและพม่า ไทยมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย คือ ใน พ.ศ. ๒๓๖๖ จักกายแมงไปปราบกบฎที่เมืองมณีปุระ เลยรุกเข้าไปในดินแดนอินเดียของอังกฤษ จึงได้เกิดวิวาทกับอังกฤษ การส่งทหารอังกฤษไปทำสงครามกับพม่านั้นเกิดมีอุปสรรค หลายอย่าง คือ ฝรั่งไปผิดน้ำผิดอากาศถึงกลับล้มป่วยและตายไปบ้างอัง กฤษจึงหาวิธีใหม่ ความคิดของอังกฤษนันประสงค์จะชวนศัตรของพม่าให้ไปช่ว ยรบ ปรากฏว่าใน พ.ศ. ๒๓๖๗ รัชกาลที่ ๓ เสวยราชย์ อังกฤษได้มีหนังสือเข้ามาขอกองทัพไทยไปช่วย การรบทางบกในดินแดนพม่านั้น อังกฤษเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะไม่รู้ชัยภูมิดี จึงเปลี่ยยุทธวิธีใหม่ให้ เซอร์แคมป์เบล เป็นแม่ทัพเรือตีหัวเมืองชายทะเลตีได้ร่างกุ้ง ต่อมาก็ตีหัวเมืองชายทะเลทางใต้ได้เมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี และทางบกตีเมืองเมาะตะมะ เมื่อทัพไทยยกออกไปนั้น อังกฤษตีได้เมาะตะมะแล้ว อังกฤษต้องการความช่วยเหลือจากไทยในเรื่องเรือและช้า งม้าพาหนะซึ่งจะใช้ในการรบ พ.ศ. ๒๓๖๗ อังกฤษได้มาชวนไทยไปช่วยรบพม่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงเห็นว่าไทยควรมีกองทัพไป เพื่อจะได้รู้เหตุการณ์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาโยธาคุมกองทัพหนึ่ง พระยาสุรเสนา พระยาพิพัฒโกษาทัพหนึ่ง ไปทางด่านเจดีย์สามองค์ ทัพเรือนั้นให้พระยาชุมพรยกไปทางระนองทัพหนึ่ง ทั้ง ๓ ทัพนั้นให้บอกข่าวไปว่าจะช่วยอังกฤษ อังกฤษจึงยินยอมให้กองทัพเข้าไปตั้งในเขตแดนที่ตีไว้ ได้ อังกฤษสัญญาว่าจะแบ่งเขตแดนพม่าทางฝั่งอ่าวเบงกอลให้ ไทย ทำให้ไทยได้โอกาสแก้แค้นพม่า ทางไทยกำหนดให้เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรีย) นำทัพบกสมทบกับอังกฤษตีตองอูและหงสาวดี ให้พระยาชุมพรคุมทัพเรือไปทางเมืองมะริดและทวาย แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการรบ พระยาชุมพรเกิดวิวาทกับอังกฤษ เพราะทัพเรือของพระยาชุมพรไปกวาดต้อนชาวเมืองมะริดซึ ่งอังกฤษเข้าครอบครองแล้วมาขึ้นกับไทย อังกฤษขอคืนก็คืนให้ไม่หมดจึงเกิดวิวาทกันขึ้น พระเจ้าอยู่หัวทรงขัดพระทัยจึงรับสั่งให้เรียกกองทัพ กลับหมด ลงโทษพระยาชุมพรในฐานะละเมิดสิทธิของอังกฤษ อังกฤษไม่ละความพยายามที่จะให้ไทยช่วยรบใน พ.ศ. ๒๓๖๘ ได้ส่งร้อยเอกเฮนรี เบอร์นี เป็นทูตมาชวนไทยร่วมรบอีก ครั้งนี้โปรดให้เจ้าพระยามหาโยธาคุมทัพไทยไปช่วยอังก ฤษอีกเป็นครั้งที่สอง ทัพไทยยกไปประมาณหมื่นคนไปช่วยรบและสามารถรักษาเมือง เมาะตะมะไว้ได้ จึงขอให้อังกฤษแบ่งดินแดนบางส่วนให้ไทย เมื่ออังกฤษบ่ายเบี่ยง จึงโปรดให้เรียกกองทัพกลับพระนครหมด เมื่อเสร็จสงครามแล้วอังกฤษบอกว่าจะยกเมาะตะมะให้ไทย ไทยไม่รับเพราะรู้อยู่ว่าอังกฤษจะขอไทรบุรีเป็นการแล กเปลี่ยนผลที่ไทยได้รับจากการช่วยอังกฤษรบพม่า
    ๑. ไทยกับอังกฤษเป็นไมตรีกัน สัญญาที่ไทยทำกับอังกฤษใน พ.ศ. ๒๓๖๙ นับเป็นสัญญาฉบับแรกที่ไทยทำกับอังกฤษในสมัยกรุงรัตน โกสินทร์ ๒. ยุติปัญหาเรื่องเมืองไทรบุรี อังกฤษเอาตัวเจ้าพระยาไทรปะแงรันไปไว้ที่มะละกา ไทยรับรองว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับหัวเมืองมะละยูของอัง กฤษ ส่วนอังกฤษรับรองว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับไทรบุรี ๓. เป็นโอกาสให้รัชกาลที่ ๓ ทรงจัดการกับเขมรและญวน หลังจากนี้พม่ามิได้มารบกวนไทยอีก




    การสงครามกับเวียงจันทน์ในสมัยรัชกาลที่ ๓
    พ.ศ. ๒๓๖๘ เจ้าอนุวงศ์มาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุ ทธเลิศหล้าฯ พิจารณาเห็นว่ากองทัพไทยอ่อนแอ ต่อมามีข่าวลือไปถึงเวียงจันทน์ว่าไทยกับอังกฤษวิวาท กัน เจ้าอนุวงศ์จึงยกทัพลงมากรุงเทพฯ เมื่อยกมาถึงนครราชสีมาพระยานครราชสีมาและพระยาปลัดไ ปราชการเมืองขุขันธ์ เจ้าอนุวงศ์จึงเข้ายึดเมืองและกวาดต้อนครอบครัวชาวเม ืองขึ้นไปเวียงจันทน์ เมื่อพระยาปลัดเมืองนครราชสีมาทราบข่าวจึงแกล้งสวามิ ภักดิ์ต่อเจ้าอนุวงศ์ คุณหญิงโมภรรยาพระยาปลัดคิดอุบายให้พวกครัวที่ถูกกวา ดต้อนแยกกันเป็นกลุ่ม ๆ ไปทันกันที่ทุ่งสัมฤทธิ์ ได้ต่อสู้ฆ่าฟันชาวเวียงจันทน์ล้มตายมากมาย พวกลาวที่เหลือแตกหนีไปแจ้งเจ้าอนุวงศ์ เจ้าอนุวงศ์ได้ข่าวว่ากองทัพกรุงเทพฯ กำลังยกมาจึงให้เลิกทัพกลับเมืองเวียงจันทน์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณหญิงโมเป็น "ท้าวสุรนารี"สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้ าฯ ให้กรมพระราชวังบวรฯ เป็นแม่ทัพใหญ่ยกทัพจากสระบุรีขึ้นไปและให้พระยาราชส ุภาวดียกทัพไปทางอำเภอปักธงชัยแล้วตรงไปสมทบกันที่นค รราชสีมา กองทัพทั้ง ๒ สามารถตีทัพลาวแตกพ่ายไป ส่วนเจ้าอนุวงศ์และครอบครัวหลบหนีไปพึ่งญวน เมื่อยึดเวียงจันทน์ได้แล้ว กรมพระราชวังบวรฯ โปรดให้สร้างเจดีย์ปราบเวียง และให้พระยาราชสุภาวดีกวาดครัวเวียงจันทน์ พร้อมทั้งอัญเชิญพระบาง พระแทรกคำ พระฉันสมอ และพระพุทธรูปศิลาเขียวมากรุงเทพฯ ด้วย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยาราชสุภาวดีเป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดี ที่สมุหนายก ใน พ.ศ. ๒๓๗๐ โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีกลับไปทำลายเมืองเวียงจันทน์ พระยาพิชัยสงครามคุมพล ๓๐๐ ข้ามแม่น้ำโขงไปดูลาดเลาได้ความว่าเจ้าเมืองญวนให้ข้ าหลวงพาเจ้าอนุวงศ์ และเจ้าราชวงศ์กลับมา ครั้นรุ่งขึ้นอนุวงศ์และเจ้าราชวงศ์ยกพวกเข้าโจมตีทำ ร้ายทหารไทยล้มตายเป็นอันมาก เจ้าพระยาราชสุภาวดีเห็นพวกเวียงจันทน์ตามมาไล่ฆ่าฟั นถึงชายหาดหน้าเมืองพันพร้าว ก็ทราบว่าเกิดเหตุร้าย จึงขอกำลังเพิ่มเติมจากเมืองยโสธร เจ้าอนุวงศ์ให้กำลังรี้พลข้ามตามมาและปะทะกับทัพไทยท ี่บ้านบกหวาน เจ้าอนุวงศ์สู้ไม่ได้จึงพาครอบครัวหนีไปพึ่งญวน ในที่สุดเจ้าอนุวงศ์กับครอบครัวก็ถูกจับส่งมากรุงเทพ ฯ และโปรดเกล้า ฯ ให้เอาตัวเจ้าอนุวงศ์ใส่กรงเหล็กประจานไว้หน้าพระที่ นั่งสุทไธสวรรย์ ต่อมาเจ้าอนุวงศ์ก็ถึงแก่พิราลัยพ.ศ. ๒๓๗๖ พระเจ้ามินมางให้ขุดศพองต๋ากุนขึ้นมาโบยประจาน องภอเบโคยซึ่งภักดีต่อองต๋ากุนเห็นการประจานศพดังนั้ นก็โกรธ จึงก่อการกบฏหวังจะปลดพระเจ้ามินมางออกจากราชสมบัติ พระเจ้ามินมางส่งองเตียนกุนเป็นแม่ทัพมาปราบกบฏ องภอเบโคยกลัวจะสู้ไม่ได้จึงแต่งหนังสือให้ขุนนางถือ มากรุงเทพ ฯ ขออ่อนน้อมและขอกองทัพไทยไปช่วยรบ แต่กองทัพไทยยังมิทันจะได้ยกไป พวกขุนนางญวนกลัวพระราชอำนาจของพระเจ้ามินมางจึงกลับ ใจไปเข้ากับพระองค์และอาสาพระเจ้ามินมางรบองภอเบโคย องภอเบโคยจึงไม่สามารถทำการกบฏได้สำเร็จ เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ได้รับหนังสือขององภอเบโคย จึงมีรับสั่งให้เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) คุมทัพบกมีกำลังพลประมาณ ๔๐,o๐o คน ยกไปทางเขมร โปรด ฯ ให้นักองอิ่มและนักองค์ด้วงไปด้วย ให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เป็นแม่ทัพเรือ คุมพลประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน ยกไปทางเมืองบันทายมาศไปบรรจบกับทัพเจ้าพระยาบดินทร์ เดชาที่ไซ่ง่อน ทัพเรือตีเมืองบันทายมาศและเมืองโชฎกได้ ทัพบกบุกเข้าแดนเขมร เจ้าพระยาบดินทร์เดชาแบ่งกองทัพให้อยู่เกลี้ยกล่อมขุ นนางเขมรที่พนมเปญ ที่เหลือมาสมทบกับทัพเรือที่เมืองโชฎกเพื่อยกไปไซ่ง่ อน แต่เนื่องจากกองทัพญวนมีกำลังและความสามารถในการรบทา งเรือมาก เจ้าพระยาทั้งสองจึงถอยทัพกลับมา ไทยเตรียมทัพต่อสู้ญวนอีกครั้ง โดยตีพร้อมกันทั้ง ๒ ฟากทะเลสาบ เจ้าพระยาบดินทร์เดชายกทัพหลวงตามไปและใช้อุบายขู่ญว นให้ยอมแพ้ ไทยยึดพนมเปญได้ ใน พ.ศ. ๒๓๘๕ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ มีพระราชดำริให้ถมคลองขุด (คลองวิญเต) แต่จะต้องขับไล่กองทหารญวนที่รักษาปากคลองให้หมดก่อน โปรด ฯ ให้จัดทัพเรือและที่ทัพบกไปรบ แต่กองทัพเรือโจมตีป้อมญวนไม่สำเร็จจึงถอยกลับมา ญวนจึงตีทัพบกแตก พ.ศ. ๒๓๘๘ ทัพเรือของญวนบุกเข้ามายิงค่ายไทยที่พนมเปญแตกยับเยิ น แม่ทัพญวนให้เจ้าเมืองโชฎกคุมกองทัพมาเมืองอุดงฦๅชัย แต่ไทยรู้ตัวก่อน ญวนจึงไม่สามารถตีเมืองอุดงฦๅชัยได้ สงครามระหว่างไทยกับญวน ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ยืดเยื้อประมาณ ๑๔ ปี ก็ยังไม่มีฝ่ายใดชนะอย่างเด็ดขาด ในที่สุดสงครามยุติลงเนื่องจากญวนถูกฝรั่งเศสรุกราน จึงคิดสงบศึกกับไทย โดยหวังจะเตรียมกำลังไว้สู้รบกับฝรั่งเศสทางเดียว จึงเกลี้ยกล่อมให้นักองค์ด้วงยอมขึ้นแก่ ๒ ประเทศ ซึ่งไทยก็เห็นดีด้วย เนื่องจากนายทัพนายกองระอาในการสงคราม เสบียงอาหารไม่พอแจกจ่าย
    แก้ไขโดย *lenneth : 09 Jan 2009 เวลา 12:54 เหตุผล: Automerged Doublepost

    ผมไอดี thamonwan และ gunon2527
    gu.non@hotmail.com

    รับเติมมะกอก http://www.thaigaming.com/thai-navy-...tm#post1560379


  15. #15
    สมาชิก TG รุ่นเก๋า Hel2oJaSdA's Avatar
    สมัคร
    May 2007
    โพส
    1,061
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    กรณีพิพาทอินโดจีน - ยุทธนาวีที่เกาะช้าง
    สถานการณ์เดิม
    สถานการณ์สงครามระหว่าง ไทย - ฝรั่งเศส ได้เกิดขึ้นนับแต่ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๘๓ เมื่อฝรั่งเศสส่งเครื่องบินเข้ามาทิ้งระเบิดจังหวัดน ครพนม และได้มีการรบทางบกบริเวณแนวชายแดน ไทย - อินโดจีนฝรั่งเศสบางแห่ง และได้สู้รบกันทางบก และทางอากาศ เรื่อยมา จนเกิดวีรกรรมของทหารกล้าหลายท่าน โดยเฉพาะ น.ต.ศานิต นวลมณ๊ แล้วนั้น ครานี้ เรามาติดตามเหตุการณ์ต่อไป ซึ่งสถานการณ์รุนแรงขึ้น ทั้ง การรบในอากาศ วีรกรรมของหน่วยทหารบก และ การรบทางทะเล . . . ครับ . . . เชิญครับ
    ผมได้พบบทความเรื่อง กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่ง ท่านพลเรือโท ชาญ วีระประจักษ์ ได้เขียนไว้ในวารสารนาวิกศาสตร์ ฉบับ ปีที่ ๘๗ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๗ เห็นว่าละเอียดสมบูรณ์ดีมาก จึงเรียนขออนุญาตท่านใช้เป็นแนวทางในเรื่องนี้ ส่วนตอนที่ยกข้อความของท่าน จะแสดงชื่อของท่านไว้ในวงเล็บ และขอขอบพระคุณท่านไว้ ณ โอกาสนี้ และหากท่านได้พบข้อความส่วนใดแตกต่างไปจากข้อมูลที่ท ่านมีอยู่ กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย เพื่อจะได้นำมาพิจารณาต่อไป

    ถึงแม้ว่า ทางทะเลนั้นยังไม่มีการรบ แต่ต่างฝ่ายก็เตรียมการของตน

    ฝ่ายฝรั่งเศส มีกำลังทางเรือในอินโดจีนดังนี้
    พลเรือตรีเตอร์โรซ์ (Terraux) เป็นผู้บัญชาการทหารเรือประจำอินโดจีน มีเมืองหลวงและฐานทัพเรืออยู่ที่ไซ่ง่อน
    กองกำลังทางเรือของ อินโดจีน ประกอบด้วย เรือลาดตระเวนเบาลามอตต์ ปิค์เกต์ (La Motte Picquet) เรือปืนดูมองต์ ดูร์วิลล์ (Dumont d'Urville) เรือปืนอามิราล ชาร์เนร์ (Amiral Charuer) เรือปืนตาอูร์ (Tahure) เรือปืนมาร์น (Marne) เรือตรวจเบอริล (Beryl) และเรือตรวจอาร์มังค์ รุซโซ (Armand Rousseau) มีเครื่องบินทะเล ๘ เครื่อง ประจำอยู่ที่ ฐานทัพที่คัทลาย (Cat-Lai) สำหรับเรือตรวจเบอริล และอาร์มังค์รุซโซนั้นมักประจำอยู่ที่ เรียม
    ฝรั่งเศสมักส่งเครื่องบินเข้ามาลาดตระเวนในอาณาเขตขอ งไทยเสมอ นอกจาก นั้นฝรั่งเศสยังได้วางปืน ๑๓๘ มิลลิเมตร ๔ กระบอกไว้ที่แหลมเคป (Kep) และปืน ๙๐ มิลลิ เมตร ๔ กระบอก ไว้ที่ฮาเตียน เพื่อป้องกันการยกพลขึ้นบกของไทย

    ฝ่ายไทย ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๘๓ รัฐบาลจึงตั้งกองเรือพิเศษขึ้นเป็นหน่วย "ทัพเรือ" โดยมีพลเรือตรีหลวงสินธุสงครามชัย เป็นแม่ทัพเรือ

    การวางแผนยุทธศาสตร์ของฝรั่งเศส (พลเรือโท ชาญ วีระประจักษ์)
    ฝรั่งเศสจับจุดอ่อนกองกำลังทหารเรือของไทยได้ว่าไม่ม ีแผนการรุก เพราะเครื่องบินบินมาลาดตระเวนคราวใดก็ไม่เห็นกองเรื อของไทยดำเนินการรุกสักครั้งเดียว ซ้ำยังแยกกำลังออก เป็น ๒ หน่วย ฝ่ายฝรั่งเศสซึ่งมีกำลังทางเรือน้อยกว่าไทยจึงวางแผน การรุกได้อย่างสะดวกโดย มีแนวคิดในการปฏิบัติดังนี้ คือ
    ๑. ต้องทำการรุกโดยฉาบฉวยอย่างมิให้ข้าศึกรู้ตัว (Surprise)
    ๒. ใช้กำลังทั้งหมด ต่อจุดอ่อนแอจุดใดจุดหนึ่งของไทย
    ๓. กองเรือใหญ่ต้องพยายามดำเนินการห่างไกลจากเรือตอร์ปิ โด เรือดำน้ำและเครื่อง บินของไทย
    ๔. การยุทธ์ต้องรุนแรง และใช้เวลาอันสั้น
    จะเห็นได้ว่าฝ่ายฝรั่งเศสวางแผนการรุก ส่วนฝ่ายไทยวางแผนการรับดังนั้น จึงนับว่าฝ่ายฝรั่งเศสได้เปรียบไทย แต่ถ้าหากฝรั่งเศสรุกเข้ามาอย่างพลาดท่าก็อาจจะต้องไ ด้รับโศกนาฏกรรมมากกว่านี้ก็ได้ มันเป็นเรื่องของการเสี่ยง แต่การรบที่เกาะช้างนับว่าฝรั่งเศสเสี่ยงถูกหลัก

    แผนการรุกทางเรือของฝรั่งเศส (พลเรือโท ชาญ วีระประจักษ์)

    พลเรือตรี เตอร์โรซ์ ได้มอบหมายให้ นาวาเอกเบรังเยร์ (Berenger) ผู้บังคับการเรือลา มอตต์ ปิค์เกต์ เป็นผู้ดำเนินการโดยใช้เรือลามอตต์ ปิค์เกต์ เรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ เรืออามิราลชาร์เนร์ เรือตาอูร์ และเรือมาร์น ดำเนินการรุก แต่จะรุก ณ ที่ใด สุดแต่เบรังเยร์จะตัดสินใจเอาเอง
    เบรังเยร์เรียกหมวดเรือของตนว่า "หมวดเรือชั่วคราวที่ ๗" เบรังเยร์ได้นำหมวดเรือออกจากไซ่ง่อน เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๓ เพื่อฝึกยิงปืนร่วมกับ ฝึกแปรกระบวน ฝึกสัญญาณแบบปกปิด และฝึกยิงตอร์ปิโด บริเวณหน้าอ่าวคัมรานห์ (Cam - ranh) หลังจากนั้น จึงนำหมวดเรือกลับเข้าไซ่ง่อนในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๓
    ต่อมา วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๓ ก็นำหมวดเรือออกไปใหม่อีก ได้ฝึกเช่นเดียวกับคราวที่แล้วจนถึง วันที่ ๒๑ ธันวาคม ก็นำหมวดเรือกลับเข้าไซ่ง่อน

    จะเห็นได้ว่าฝ่ายข้าศึกนั้น เตรียมการ และ ฝึกซ้อม กันอยู่เสมอ

    ครับ . . . ระหว่างนี้ มาดูเหตุการณ์ทางบกกันบ้าง นะครับ ครับ


    สถานการณ์ด้านจันทบุรี - ตราด
    ๒๐ ธันวาคม ๒๔๘๓ กองพลจันทบุรีได้ปะทะ กับข้าศึก ประมาณ ๔๐ คน ที่บ้าน บึงชนัง กม. ๕๘ - ๕๙ ผลการปะทะ ฝ่ายข้าศึก เสียชีวิต ๕ คน ฝ่ายเรา ไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย
    ๒๓ ธันวาคม ๒๔๘๓ ประกาศสนธิสัญญาระหว่างไทย - ญี่ปุ่น เรื่องสัมพันธไมตรีและบูรณภาพอาณาเขตของกันและกัน
    สถานการณ์ด้านตะวันออก
    กองพันทหารราบที่ ๓ (ร.พัน ๓) กองพลพระนคร เคลื่อนที่เข้าที่ตั้ง บ้านโนนหมากมุ่น ชายแดน ไทย - เขมร ใน ๒๕ ธันวาคม ๒๔๘๓ ระหว่างการเคลื่อนที่เข้าที่มั่นได้ปะทะกับหน่วยลาดต ระเวนของฝรั่งเศส ฝ่ายฝรั่งเศสถอนตัวกลับไป ตรวจพบรอยเลือดตามเส้นทางถอนตัว ฝ่ายเราปลอดภัย
    ๒๘ ธันวาคม ๒๔๘๓ หน่วยลาดตระเวนฝรั่งเศสได้เข้ามาปะทะฝ่ายเราซึ่งอยู่ ในที่มั่นบริเวณหลักเขตที่ ๔๔ และถอนตัวกลับไป ร.พัน ๓ จึงแลื่อนที่มั่นออกไปข้างหน้าอีกประมาณ ๑ กิโลเมตร

    สวัสดีปีใหม่ ๑ มกราคม ๒๔๘๔ เป็นครั้งแรก
    รัฐบาลไทยโดยมี จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ออกประกาศกำหนดให้ใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๔ เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นไปตามสากลนิยมเหมือนกับนานาประเทศ
    ดังนั้น ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ จึงมีเพียง ๙ เดือน (เดิมใช้วันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่) คือนับตั้งแต่ ๑ เมษายน ๒๔๘๓ สิ้นปี ๓๑ ธันวาคม ๒๔๘๓ (พ.ศ.๒๔๘๓ จึงไม่มีเดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ และ มีนาคม)
    ๓ มกราคม ๒๔๘๔
    กองพลจันทบุรีได้จัดกำลัง ออกลาดตระเวน หาข่าวที่ตั้ง ของข้าศึก ซึ่งทราบจาก ชาวบ้านว่า ข้าศึกคัดแปลง ภูมิประเทศ อยู่ที่ บ้านพุมเรียงล่าง มีกำลัง ไม่น้อยกว่า ๑ กองพัน ห่างจาก แนวฝ่ายเรา ประมาณ ๔ กิโลเมตร เมื่อเคลื่อนที่ยึดบ้านพุมเรียงบน และ คุมชาวบ้าน ไว้ได้หมดแล้ว ขณะเคลื่อนที่ไปบ้านพุมเรียงล่าง ได้ปะทะ กับข้าศึก อย่างหนัก จึงได้ถอนตัวกลับ บ้านบึงชนังล่าง
    ผลการปะทะ ครั้งนี้ ฝ่ายเราเสียชีวิต ๒ คน บาดเจ็บสาหัส ๑ คน
    ฝ่ายข้าศึก นายทหารฝรั่งเศส เสียชีวิต ๑ นาย ทหารญวน บาดเจ็บนับสิบ
    ร.พัน ๓ จู่โจมต่อหมวดลาดตระเวนฝรั่งเศส ทำให้ ฝ่ายฝรั่งเศส เสียชีวิต ๗ นาย ฝ่ายเราปลอดภัย สามารถจับนายสิบฝรั่งเศส และทหารมอรอคโคเป็นเชลยศึกได้ ๒ คน
    ชุดตำรวจสนามที่ช่องจันทบเพชร กิ่ง อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ถูกหน่วยทหารของฝรั่งเศสประมาณ ๖๐ คนบุกเข้าโจมตี ทำให้ตำรวจสนามเสียชีวิต ๔ นาย
    และ ทหารของฝรั่งเศส อีกประมาณ ๒๐ นาย โจมตีชุดตำรวจที่สนามที่ช่องโอบก ตำรวจสนามบาดเจ็บ ๑ นาย
    ๔ มกราคม ๒๔๘๔ ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่อำเภอเขมราฐ และกิ่ง อำเภอชานุมาน อุบลราชธานี ถึง ๖ เครื่อง ทิ้งระเบิด ๑๔ ลูก แต่ไปตกเสียในป่า เครื่องบินฝ่ายเราติดตามไป พบจอดซุกซ่อนอยู่ที่ หนองสะพัง (เข้าในว่าอยู่ในเขตของฝรั่งเศส) จึงโจมตี ทำลายได้ ๖ เครื่อง

    ๕ มกราคม ๒๔๘๔
    ด้านจันทบุรี - ตราด
    เวลาประมาณ ๑๐๐๐ ข้าศึกประมาณ ๑๐๐ คน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คลองบ้านโป่งสลา ได้นำกำลังเข้าตีที่มั่นของกองพลจันทบุรีที่บ้านโป่ง สลา ได้ต่อสู้กัน จนถึง ๑๒๐๐ ปรากฏว่า นายทหารฝรั่งเศส ซึ่งคุมส่วนหน้า ถูกกระสุนปืนของฝ่ายเราตาย ข้าศึกจึงเป่าแตร สัญญาณถอย
    ผลการสู้รบ ฝ่ายเรา เสียชีวิต ๔ นาย
    ฝ่ายข้าศึก ส่วนมากเป็นทหารญวน ตายในพื้นที่ฝั่งเรา ๘ นาย นายทหารฝรั่งเศส ๑ นาย ถูกฝ่ายเรา จับเชลยได้ ๑ นาย
    เมื่อข้าศึกทราบว่า ฝ่ายเรา คือ กองพลจันทบุรีจะเข้าปฏิบัติการ ด้านจังหวัดจันทบุรี จึงเคลื่อนย้าย กำลังจาก ด้านอื่น เข้ามาเสริม และวางกำลังตั้งรับ ไว้ดังนี้
    บ้านไพลิน ไม่น้อยกว่า ๑ กองพัน
    บ้านเดลิเก ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ คน
    บ้านศาลานอก ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ คน
    บ้านศาลากันทัก ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน
    ข้าศึกส่วนใหญ่ เป็นชาวญวน และ เขมร ซึ่งฝรั่งเศสเรียกระดมพลมาทำการรบ เฉพาะผู้บังคับบัญชา ชั้นผู้บังคับกองพัน หรือ กองร้อยอิสระ เท่านั้นที่เป็นทหารฝรั่งเศส
    กองพลจันทบุรี กำหนดที่หมายในการเข้าตี คือ
    ขั้นที่ ๑ เข้ายึดบ้านไพลิน
    ขั้นที่ ๒ เข้ายึด เมืองพระตะบอง เพื่อทำการยุทธบรรจบกับ กองพลลพบุรีที่ เมืองพระตะบองเพื่อเข้าตี กรุงพนมเปญ ต่อไป (กองพลลพบุรี รุกมาจากด้านอรัญประเทศ)

    ด้านตะวันออก - ฝรั่งเศสระดมยิงปืนใหญ่มายังประตูชัย ตั้งแต่เช้าตรู่
    กองพลลพบุรี สั่งการให้ ร.พัน ๖ เข้าตีเพื่อยึดปอยเปต
    ร.พัน ๔ จากวัฒนานคร ไปที่อรัญประเทศ
    ร.พัน ๘ เป็นกองหนุนของกองพล ที่ ร.พัน ๔ คือที่วัฒนานคร
    การเข้าตีปอยเปต
    ๕ ม.ค. ๒๔๘๔,๐๙๐๐ ร.พัน ๖ ผ่านแนวออกตีที่ประตูชัย ฝรั่งเศสดัดแปลงที่มั่นและวางกำลังตั้งรับ แข็งแรงมาก มีทั้งลวดหนาม และดงระเบิด การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด ถึงขั้นรบประชิด คือต้องใช้ดาบปลายปืนเข้าตะลุมบอนกัน ฝ่ายฝรั่งเศสเผาหญ้าแห้ง เป็นเครื่องกีดขวาง ฝ่ายเราใช้ความพยายาม ถึงสองวัน จึงสามารถยึดปอยเปตได้ แต่ก็สูญเสียมาก

    ๖ มกราคม ๒๔๘๔ ฝ่ายไทยส่งเครื่องบินไปโจมตี จำนวน ๑๐ เครื่อง นับว่ามากกว่าทุกคราว และได้โจมตี และทำลายสถานที่สำคัญทางทหาร ในอินโดจีนอีกหลายแห่งเช่น
    ที่ปากเซ ทิ้งระเบิดถูกคลังเก็บระเบิดพัง ๒ หลัง
    ที่หนองสะพัง ทำลายสถานีวิทยุได้
    ที่ไพลิน ทำลายที่ทำการไปรษณีย์ และบ้านเดลิเก กับโรงทหาร
    ที่สวายจิก เขตศรีโสภณ ข้าศึกถูกฝ่ายเราเข้าตีที่ปอยเปตกำลังถอยไปตามเส้นทา งปอยเปต - ศรีโสภณ ทางรถยนตร์ จึงได้โจมตีขบวนยายยนตร์ และยังได้โจมตีที่ตั้งยิงปืนใหญ่ และค่ายทหารข้าศึกด้วย
    ที่สตึงเตร็ง โจมตีคลังน้ำมัน ไฟไหม้อยู่นาน แม้บินกลับแล้วยังเห็นไฟลุกไฟม้อยู่ ปตอ.ข้าศึกยิงต่อสู้การโจมตีของฝ่ายเราอย่างหนาแน่น แต่ฝ่ายเราก็ ปลอดภัยทุกเครื่อง
    ๗ มกราคม ๒๔๘๔ ไทยได้ประกาศสถานสงครามกับอินโดจีน
    ร.พัน ๖ กองพลลพบุรี ยึดปอยเปตได้ กองพลลพบุรีเตรียมเข้าตีศรีโสภณต่อไป

    ทางทะเล
    "หมวดเรือชั่วคราวที่ ๗" ไม่ได้หายไปไหน ฝึก ฝึก และฝึก
    เบรังเยร์ ก็นำหมวดเรือออกไปฝึกยิงปืนใหญ่ที่ชายฝั่ง แล้วก็กลับเข้าจอดในอ่าวคัมรานห์ หลังจากนั้นเขาสั่งให้ทาสีเรือ โดยแจ้งให้คนทั้งหลายทราบว่าเอาไว้ต้อนรับผู้สำเร็จร าชการ (พลเรือโท เดอคูซ์ Decoux เป็นผู้สำเร็จราชการอินโดจีน)
    ครับ . . . นอกจากการฝึกซ้อมทั้งทางยุทธวิธี และเรื่องอื่นๆ แล้ว ยังออกข่าวเพื่อต่อต้านข่าวกรองอีกด้วย ทั้งๆ ที่กองเรือฝ่ายเรา ไม่ได้ทำอะไรเลย
    ในช่วงนี้ พลเรือตรี เตอร์โรซ์ ได้โทรเลขถึงรัฐบาลวิซี เพื่อขออนุมัติส่งกำลังทางเรือเข้าโจมตีกองกำลังทางเ รือที่สัตหีบ

    ด้านตะวันออก บุก - บุก - บุก
    ๘ มกราคม ๒๔๘๔ เครื่องบินของกองทัพอากาศได้ไปทิ้งระเบิดที่ เมืองเสียมราฐ พระตะบอง เป็นครั้งแรก ในกรณีพิพาทไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส

    ฝ่ายไทยส่งฝูงบินทิ้งระเบิดแบบ ๒๖ นาโกยา จำนวน ๙ เครื่อง จากดอนเมือง ไปทำลายที่หมายทางทหารที่พระตะบอง และเสียมราฐ โดยจัดเครื่องบินแบบ ๑๖ หรือ ฮอว์ค ๗๕ จากอุดร ทำหน้าที่คุ้มกัน ร.ต.ผัน สุวรรณรักษ์ นำหมู่บิน จำนวน ๓ เครื่องไปคุ้มกัน

    เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ ๒๖ นาโกยา
    เมื่อฝูงบินทิ้งระเบิดจบภารกิจ กำลังบินกลับ ขณะผ่านนครวัด ร.ต.ผัน ฯ สังเกตุเห็นเครื่องบินข้าศึกกำลังขึ้นจากสนามบินเสีย มราฐ จึงรีบดำลงไปจะโจมตี แต่ถูก ปตอ. ระดมยิงหนาแน่นมาก ต้องดึงเครื่องหลบขึ้น เลยไม่ได้ทำลายเครื่องที่กำลังบินขึ้นนั้น แต่ลูกหมู่ทำสัญญาณให้ดูข้างหลัง เห็นเครื่องโมราน ของข้าศึกตามมา ๔ เครื่อง ร.ต.ผัน ฯ จึงให้ลูกหมู่คุ้มกันฝูงทิ้งระเบิดต่อไป ส่วนตนเองหันไปสู้กับโมราน ๔ เครื่องนั้น สู้กันอยู่นานจนถึงศรีโสภณ โมราน จึงจากไป ร.ต.ผัน ฯ กลับสนามบินอุดรได้ แต่ยางล้อซ้าย และล้อหลังถูกยิงแตก . . . เรียบโร้ย

    เครื่องบินแบบ ๑๖ หรือ ฮอว์ค ๗๕


    ๙ มกราคม ๒๔๘๔
    กองพลลพบุรีเข้าตีเมืองศรีโสภณ ตามแนว อรัญประเทศ - ศรีโสภณ โดยให้
    ร.พัน ๘ เคลื่อนที่ทางเหนือของถนนสายอรัญประเทศ - ศรีโสภณ
    ร.พัน ๔ เคลื่อนที่ทางใต้ของถนน
    ร.พัน ๖ เป็นกองหนุน เคลื่อนที่ตาม ร.พัน ๘
    ฝ่ายฝรั่งเศสดัดแปลงภูมิประเทศ และวางกำลังตั้งรับอย่างแข็งแรงมาก ฝ่ายเราเข้าตีด้วยความยากลำบาก

    ๑๐ มกราคม ๒๔๘๔
    เวลาประมาณ ๐๔๐๐ ฝ่ายฝรั่งเศสเข้าตีปีกซ้ายของกองพลลพบุรี คือ ร.พัน ๘ บางส่วนถูกปิดล้อมอยู่ที่ทางตะวันตกของเมืองศรีโสภณ กองพลฯ ต้องใช้กองหนุน คือ ร.พัน ๖ ขึ้นไปช่วยแก้ไขสถานการณ์ โดยมีเครื่องบินฝ่ายเราสนับสนุน แต่ก็เกือบเกิดความผิดพลาดเพราะความเข้าใจผิด และไม่มีการติดต่อประสานงานที่ดีระหว่างกำลังทางพื้น ดินและกำลังสนับสนุนทางอากาศ
    การรบในวันนี้ ร.พัน ๘ สูญเสียกำลังพลมาก กว่า ๓๐ นาย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก แต่ ร.พัน ๖ ก็กู้สถานการณ์ผลักดันข้าศึกออกไป แลสามารถยึดยุทโธปกรณ์ไว้ได้เป็นจำนวนมาก
    การโจมตีทางอากาศ
    และในวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๔๘๔ นี้ ฝ่ายไทยส่งฝูงบินทิ้งระเบิดแบบ ๒๖ นาโกยา จากดอนเมือง ไปทำลายที่หมายทางทหารอีก คราวนี้ไปถึง ๔ หมู่ และจัดเครื่องแบบ ๑๖ หรือ ฮอว์ค ๗๕ คุ้มกันไปด้วย ๒ เครื่อง มีเครื่องบินจอดที่นครวัด อยู่ ๔ เครื่อง สามารถทำลายได้ ๒ เครื่อง
    ข้าศึกส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นมา ๔ เครื่อง ปรากฏว่า ถูกพลปืนหลังของเครื่องทิ้งระเบิดยิงตก ๑ เครื่อง และต่อสู้กับเครื่องบินคุ้มกันถูกยิงตก ๒ เครื่อง เหลือรอดกลับไปเพียงเครื่องเดียว ส่วนฝ่ายเรา เครื่องบินคุ้มกันถูกยิงตก ๑ เครื่อง เสียชีวิตทั้งนักบิน และพลปืนหลัง คือ พันจ่าอากาศโท บุญเยี่ยม ปั้นสุขสวัสดิ์ และ พันจ่าอากาศตรี บุญ สุขสบาย
    ๑๑ มกราคม ๒๔๘๔ ทหารเมืองหลวง กองพลพระนครบุกต่อไป
    กองพลพระนคร บุกต่อไป
    ร.พัน ๑ อยู่ทางเหนือ เข้ายึด บ้านยา
    ร.พัน ๓ อยู่ทางใต้ เข้ายึด บ้านพร้าว ได้ปะทะกับหน่วยลาดตระเวนของฝรั่งเศส และสามารถผลักดันออกไปได้
    ร.พัน ๙ เป็นกองหนุน
    ๑๓ มกราคม ๒๔๘๔ ร.พัน ๓ ยึดแนวห้วยหนองยาง ซึ่งห่างจากบ้านพร้าวไปทางตะวันออก ประมาณ ๔ กิโลเมตร เป็นแนวตั้งรับ

    ยุทธนาวีที่เกาะช้าง กองเรือฝรั่งเศส "เข้า . . . ที่"
    ๑๓ มกราคม ๒๔๘๔ เบรังเยร์สั่งให้เรือตาอูร์และเรือมาร์นซึ่งมีรัศมีท ำการน้อยที่สุดให้มารับน้ำมันที่ไซ่ง่อนแล้วสั่งให้ไ ปรอบริเวณเกาะคอนโดร์ และในวันนี้พลเรือตรี เตอร์โรซ์ มาหาเบรังเยร์ที่คัมรานห์แจ้งให้ทราบว่า พลเรือโทเดอคูซ์ ผู้สำเร็จราชการอินโดจีน จะมาตรวจหมวดเรือ วันรุ่งขึ้นคือวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔ เวลา ๑๘๐๐ พลเรือตรี เตอโรซ์ได้มาพบกับเบรัง เยร์อีกครั้ง ที่บางลมก้นอ่าวคัมรานห์ แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลวิซี แต่เตอร์โรซ์ ก็อนุญาตให้เบรังเยร์ดำเนินการได้ตามแผน เพราะตนได้รับความเห็นชอบจากพลเรือโทเดอคูซ์ แล้ว
    อย่างไรก็ตามเตอร์โรซ์ก็กลัวจะผิดเหมือนกันจึงได้เขี ยนคำสั่งยุทธการให้ไว้ ๔ แผนด้วย กันซึ่งในช่วงที่เบรังเยร์เดินทางมาเกาะคอนโดร์ เขาสามารถระงับการต่อตีได้ โดยแผนการรุก ทั้ง ๔ แผน มีดังนี้ คือ
    ๑. จู่โจมระดมยิงที่หมายบนบกและพื้นน้ำ ในเวลากลางวันที่สัตหีบ แล้วทำการค้นหาทาง ตะวันออกเฉียงใต้ และทำลายกำลังทางเรือของไทยที่พบตามชายฝั่งไทย
    ๒. ค้นหาและทำลายกำลังทางเรือของไทย ตั้งแต่สัตหีบจนถึงเขตกัมพูชา
    ๓. แสดงกำลังกองเรือเฉพาะกาลหน้าจันทบุรีเกาะช้างและเกา ะกูดโดยให้ยิงข้าศึกที่เป็น ภัย
    ๔. ยกเลิกภารกิจ ให้กองเรือกลับไซ่ง่อน คงปล่อยให้เรือฮาร์มังค์รุซโซลำหนึ่งอยู่ในทะเล ทำการตรวจด่านระหว่างแหลมซังต์ยักซ์ ถึงเกาะคอนโดร์

    . . . "ระวัง"
    ในวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔ เดอคูซ์อนุญาตให้เตอร์โรซ์ปฏิบัติการตามแผน ๒ ได้ ซึ่งหมายความว่าอนุญาตให้ต่อตีกำลังของไทยที่สัตหีบจ นถึงเกาะช้างได้นั่นเอง ทั้งนี้ เตอร์โรซ์ ได้โทรเลขไปยังเบรังเยร์ ที่คอยฟังคำสั่ง ณ เกาะคอนโดร์ว่า "ทร.ไซ่ง่อน ถึง ผบ.หมวดที่ ๗ ฉบับ ๒๐๖ ปฏิบัติทันที หนทางปฏิบัติ ๒ ข้าพเจ้า หมายถึง ๒ ตามที่ระบุไว้ในคำสั่งของข้าพเจ้า ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๑๐๔๓/๑๕๑๐" หลังจากนั้นเบรังเยร์ได้เชิญผู้บังคับการเรือทั้ง ๔ คน มา ประชุมบนเรือลามอตต์ ปิค์เกต์ และสั่งการให้เข้าต่อตีทำลายเรือรบฝ่ายไทยที่บริเวณเ กาะช้าง โดยส่งเครื่องบินไปลาดตระเวนในวันที่ ๑๖ มกราคมพ.ศ.๒๔๘๔ ถ้าหมู่เรือไทยออกทะเลให้ไปค้นหา ถ้าหมู่เรือไทยไปอยู่สัตหีบ เรือลามอตต์ ปิค์เกต์ จะไปต่อตีเดี่ยวและให้เรืออื่นอีก ๙ ลำ ตามไปทีหลัง
    จะเห็นได้ว่าตามที่หนังสือ Marine Indochine เขียนไว้เช่นนี้เป็นการอวดศักดาว่าแม้เรือ ลามอตต์ ปิค์เกต์ ลำเดียวก็สามารถเอาชนะเรือไทยได้ ความจริงนั้นในยามสงคราม เรือรบทุกลำต้องพยายามรวมหมู่กันให้มากที่สุด เพื่อทำลายส่วนย่อยของข้าศึก ดังนั้น การที่กองกำลังทาง เรือของไทยแยกหมวดเรือออกจากกัน จึงผิดหลักยุทธวิธี และทำให้ฝรั่งเศสคุยโตได้
    ที่ประชุมฝ่ายฝรั่งเศสตกลงกันว่าจะไม่แยกกำลัง เพราะเรือปืนหนักของไทยก็มีอานุภาพไม่ใช่น้อย ผลที่สุดเบรังเยร์มีคำสั่งให้เรือทุกลำงดส่งวิทยุ และดับไฟมืด

    ๑๖ มกราคม ๒๔๘๔
    ทางพื้นดิน . . . วีรกรรม ร.พัน ๓
    บ้านพร้าว . . . ๑๖ ม.ค.๘๔
    ร.พัน ๓ กองพลพระนคร เข้ายึดแนวห้วยหนองยาง และดัดแปลงภูมิประเทศ เป็นที่มั่นตั้งรับ ทางขวา หรือทิศใต้เป็นที่มั่นตั้งรับของ ร.พัน ๖ กองพลลพบุรี
    ก่อนรุ่งสว่าง ฝรั่งเศสเริ่มเข้าตีด้าน ร.พัน ๖ ก่อน แล้วเข้าตี ร.พัน ๓ ฝ่ายเรารอจนข้าศึกเข้ามาใกล้จนเกือบถึงแนวที่ตั้งปืน จึงให้สัญญาณยิงฉาก เมื่อยิงฉากตลอดแนวกว้างด้านหน้าสักครู่หนึ่ง จึงสั่งให้ยิงต่อเป้าหมายที่ตรวจเห็น มีเสียงปืนโต้ตอบ ห่างออกไปอย่างประปราย แสดงว่าข้าศึกถอยห่างออกไป
    เมื่อฟ้าสางสามารถตรวจการณ์ได้ชัดเจน จึงออกสำรวจ ปรากฏว่า พบทหารข้าศึกเสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก เรียงรายตามเส้นทางในรูปขบวนเดิน และยังได้ธงประจำหน่วยทหารฝรั่งเศส ตกอยู่ห่างจากแนวฝ่ายเราพียง ๒๐ เมตร ข้าศึกที่เหลืออยู่ยังคงยิงมาเป็นระยะๆ
    ทางด้าน ร.พัน ๖ ไม่มีการปะทะ พิจารณาได้ว่า น่าจะเป็นการเข้าตีลวงของฝ่ายฝรั่งเศส
    เวลาประมาณ ๑๒๐๐ ฝ่ายฝรั่งเศสส่งรถถัง จำนวน ๕ คัน มาสนับสนุนการเข้าตีของทหารราบ และยิงลูกระเบิดใส่ฝ่ายเรา ฝ่ายเราส่งรถถัง แบบ ๗๖ จำนวน ๒ คัน ไปเมื่อเวลา ประมาณ ๑๔๐๐ รถถังสองคันนี้มาจากกรมรถรบ พ.ต.สนิท หงส์ประสงค์ ผู้บังคับกองร้อย นำมาเอง ได้บุกเข้าปฏิบัติการในแนวข้าศึกอย่าง รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด โดยไม่มีทหารราบติดตามไป ใช้เพียงการยิง และการเคลื่อนที่ของรถถัง แต่ก็ทำให้ทหารข้าศึกเสียขวัญแตกกระเจิงไป
    ภาพหุ่นจำลองวีรกรรม ร.พัน ๓ ที่บ้านพร้าว จัดแสดงไว้ ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ
    และเมื่อเวลาประมาณ ๑๗๐๐ ทหารฝ่ายฝรั่งเศสก็ถอยออกไปหมด การรบก็ยุติ
    ผลการสู้รบ ฝ่ายเรา
    - ยึดธงประจำหน่วยกรมทหารราบที่ ๕ กองพันที่ ๓ ของข้าศึกได้
    - เสียชีวิตเพราะถูกสะเก็ดระเบิด ๓ นาย บาดเจ็บ ๕ นาย
    ฝ่ายข้าศึก สูญเสีย ตาย บาดเจ็บ และถูกจับเป็นเชลยศึก ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ นาย (ข้อมูลของฝ่ายเรา)

    ธงประจำหน่วยกรมทหารราบที่ ๕ กองพันที่ ๓ นี้ เป็นธงที่มีความสำคัญและมีเกียรติของหน่วย เช่นเดียวกับธงชัยเฉลิมพลของเรา (คำว่า"ธงชัยเฉลิมพล" เป็นชื่อเฉพาะ จึงไม่ควรนำไปใช้เป็นคำสามานยนาม) ลักษณะ เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านละประมาณ ๙๐ เซนติเมตร พื้นสีเทาอ่อน มีขลิบโดยรอบ ด้านหนึ่ง มีรูปหน้าเสือ อีกด้านหนึ่งเป็นอักษร บอกนามหน่วย มีเหรียญครัวเดอ แกร์ กับเพรียญตรามังกร และเหรียญอื่น ประดับอยู่ที่ยอดเสาธง รวม ๓ เหรียญ
    การที่ฝ่ายเราได้ธงนี้ ขณะที่ธงยังม้วนอยู่ในถุง ตกอยู่ห่างจากแนวฝ่ายเราพียง ๒๐ เมตร สันนิษฐานว่า ข้าศึกคงเตรียมธงนี้มาใช้ในการฉลองชันชนะ แต่ผู้ถือธง คงเสียชีวิตเสียก่อน และหน่วยพยายามแก้สถานการณ์เพื่อช่วงชิงธงนี้กลับไปใ ห้ได้ - ธงนี้ฝ่ายฝรั่งเศสได้เจรจาขอคืน เมื่อมีการเจรจาสงบศึก และฝ่ายเราก็ยอมคืนให้เพราะเข้าใจในความจิตใจของทหาร ด้วยกัน
    จากวีรกรรมครั้งนี้กองพันทหารราบที่ ๓ ได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญประดับธงชัยเฉลิมพล เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๔ และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้มีหนังสือชมเชยความกล้าหาญข องกองพันทหารราบที่ ๓ ซึ่งถือว่า เป็นเกียรติประวัติที่อยู่ในความทรงจำของกองทัพไทยตล อดมา


    ทางเรือ
    ฝ่ายฝรั่งเศส . . . "หมวดเรือชั่วคราวที่ ๗" . . . กำลังเดินทาง
    ฝ่ายไทย . . . "ขึ้นไปตรวจหาที่ตั้งไม้บรรทัดวัดระดับน้ำบนเกาะง่าม "
    เวลา ๑๒๑๑ เรือธนบุรีได้รับโทรเลขจาก ทัพเรือ มีใจความว่า ทัพเรือต้องการทราบอัตราน้ำขึ้นสูงที่สุดและต่ำที่สุ ดเป็นระยะเวลาประมาณ ๑ สัปดาห์ และถ้าจะตั้งไม้บรรทัดน้ำขึ้นที่บริเวณเกาะง่ามก็จะเ ป็นการดี
    เวลา ๑๓๐๐ หลวงพร้อม ฯ จึงขึ้นไปตรวจหาที่ตั้งไม้บรรทัดวัดระดับน้ำบนเกาะง่ าม ครั้นเวลาเย็น จึงได้ส่งจ่า ๒ คน พลทหาร ๒ คน ที่ไม่ได้เข้ายามขึ้นไปประจำบนเกาะง่ามชั่วคราวเพื่อ จดระดับน้ำ และเป็นการบังเอิญที่สุดที่จ่าคนหนึ่งนั้นเป็นพลหันป ้อมปืนท้าย ดังนั้น ในเวลารบ นายป้อมท้าย จึงต้องทำหน้าที่แทนพลหันป้อมปืน

    สำหรับเรือธนบุรีนั้นได้มีการเตรียมการโดยม้วนผ้าเพด านและล้มหลักต่างๆที่ไม่จำเป็นออก พร้อมทั้งเก็บสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เพื่อความสะดวก ในเวลาฉุกเฉิน
    เวลา ๑๔๔๕ เครื่องบินจากเรียมส่งข่าวไปให้เตอร์โรซ์ที่ไซ่ง่อนท ราบว่า ที่เกาะช้างมีเรือรบไทยจอดอยู่ ๔ ลำ ในลักษณะสงบ ผ้าเพดานและผ้าบังข้างกางเรียบร้อย ลำหนึ่งนั้น เป็นเรือปืนหุ้มเกราะอย่างแน่นอน ส่วนลำอื่นเป็นเรือตอร์ปิโด สำหรับเครื่องบินที่ส่งไปลาดตระ เวนที่สัตหีบ ได้รายงานให้เตอร์โรซ์ทราบเช่นกัน หลังจากนั้น เตอร์โรซ์ได้รีบส่งข่าวเหล่านี้ไป ให้เบรังเยร์ทราบทันที
    จึงเป็นอันว่าวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔ เวลา ๑๕๐๐ - ๑๖๐๐ เบรังเยร์ทราบตำบลที่แน่นอนของหมู่เรือไทย ทั้งที่เกาะช้าง และสัตหีบ พร้อมด้วยจำนวนเรือ (และความพร้อมรบของเรือ - ผู้เขียน)
    ครั้นเวลา ๑๙๑๕ เรือธนบุรีก็ได้ออกเรือจากเกาะง่ามพร้อมกับเรือหนองส าหร่าย และเรือเทียวอุทก ไปจอดบริเวณอ่าวสลักคอก โดยเรือเทียวอุทกและเรือยนต์ขวาของเรือธนบุรี ผูกอยู่ที่ท้ายเรือ ส่วนบันไดขวาเอาขึ้น บันไดซ้ายห้อยไว้กับหลักเดวิท
    ฝ่ายฝรั่งเศสนั้นไม่กล้ามาโจมตีหมู่เรือที่สัตหีบ เพราะถ้ามาสัตหีบจะต้องใช้เวลามากกว่าการเข้าโจมตีหม ู่เรือที่เกาะช้าง และเวลาถอยกลับอาจจะลำบากเพราะมีหมู่เรือที่เกาะช้าง สกัดอยู่ ดังนั้น จึงเลือกเอาหมู่เรือที่เกาะช้างเป็นจุดโจมตี เมื่อตีแล้วจะได้มีเวลารีบถอนตัวกลับได้ทันท่วงที
    เบรังเยร์มิได้ส่งคำสั่งของตนไปทางวิทยุ เพราะกลัวไทยจะดักฟังเสียงวิทยุเอาไว้ เขาส่งคำสั่งยุทธการทางสัญญาณไฟ "ปฏิบัติตามแผน C ต่อตีกลางวัน - เรือข้าศึก ๔ ลำ ซึ่งจอดอยู่ ที่เกาะช้าง กำหนดให้หมู่เรือตาอูร์ และมาร์น เข้าระหว่างเกาะช้าง เกาะคลุ้ม เกาะหวาย ส่วน เรือลามอตต์ ปิค์เกต์จะเข้าระหว่างเกาะหวาย เกาะจาน ให้เริ่มยิงเมื่อทัศนวิสัยชัดพอ เมื่อถึง สนามยุทธ์จะส่งกำหนดการแบ่งเป้าไปให้ ให้รบไปจนกว่าจะสั่งเลิก เวลาถอนตัวให้ถอนออก ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ขอให้ระวัง การส่งสัญญาณ"
    การที่เบรังเยร์กำหนดแผนนี้เพราะนึกว่าเรือไทย ๔ - ๕ ลำต้องรวมหมู่กันอยู่ที่เกาะง่าม เป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งเป็นเป้านิ่ง และเหมาะแก่การโจมตี ทั้งนี้ฝ่ายฝรั่งเศสมีการวางแผนกำหนด เวลายิงไว้ในแต่ละหมู่ หมายความว่าไม่ให้ยิงพร้อมกันทุกหมู่ ถ้ายิงพร้อมกัน จะตรวจกระสุน ตกลำบากหรือตรวจไม่ได้เลย

    ๑๗ มกราคม ๒๔๘๔
    . . . เกาะช้าง . . . สยามเป็นชาติของเรา อย่าให้เขามาย่ำมายี . . .
    ๐๒๐๐ เรือลามอตต์ ปิค์เกต์เห็นเรือประมงเล็กลำหนึ่งใกล้เส้นทางเรือเดิ น แต่เรือประมงไทยลำนั้นก็ไม่สามารถสื่อข่าวอะไรให้แก่ หมู่เรือไทยเสียแล้ว
    ๐๕๓๐ เรือฝรั่งเศส ๕ ลำ ประจำสถานีรบและ เตรียมปืนใหญ่ไว้พร้อม หมวดเรือแล่นเรียงหนึ่งตามกัน โดยใช้ความเร็ว ๑๓ นอต แล่นเข็ม ๐๔๓ องศา ตรงมายังเกาะคลุ้ม จะเห็นได้ว่าตามเข็มที่ฝรั่งเศสแล่นมานี้จะบังสายตาข องหมู่เรือไทย เพราะมีเกาะคลุ้มเป็นฉากบังไว้ เวลานี้เรือไทยก็จอดอยู่ ณ เกาะง่าม เพียง ๒ ลำ คือ เรือสงขลา และเรือชลบุรี
    ๐๕๔๕ เรือลามอตต์ ปิค์เกต์ ส่งสัญญาณให้เรือในหมวดของตนว่า "นำเรือโดยอิสระเพื่อปฏิบัติตามคำสั่ง" ดังนั้น เรือฝรั่งเศสจึงได้แยกออกเป็น ๓ หมู่ คือ
    หมู่ที่ ๑ เรือลามอตต์ปิค์เกต์ ลำเดียวแล่นเข็มตรงไปเกาะหวาย เข้ามาทางช่องด้านใต้เกาะหวาย และ เกาะใบตั้ง

    หมู่ที่ ๒ เรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ กับอามิราล ชาร์เนร์ แล่นเข็ม ๐๕๐ อง ศา เข้ามาทางช่องด้านใต้ระหว่างเกาะคลุ้มกับเกาะหวาย ตรงไปเกาะง่าม


    หมู่ที่ ๓ เรือตาอูร์ กับมาร์น แล่นเข็ม ๐๒๐ องศา เข้ามาทางช่องด้านตะวันตกระหว่างเกาะคลุ้มกับแหลมบาง เบ้า ตรงไปแหลมบางเบ้า ของเกาะช้าง


    ส่วนเรือดำน้ำ และเรือสิ้นค้าติดอาวุธคงรออยู่ด้านนอกในทะเล ไม่ได้เข้าทำการรบ

    ลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาในเวลา ๐๖๐๐ คือ มีเมฆตามขอบฟ้า พื้นทะเลมีหมอกบาง ๆ ลมตะวันตกเฉียงใต้ มีกำลัง ๑ โบฟอร์ด คลื่นไม่มี ทัศนวิสัย ๖ ไมล์ทะเล อากาศค่อนข้างหนาว อุณหภูมิ ๒๗ องศาเซลเซียส

    การรบระหว่างเรือตอร์ปิโดไทย ๒ ลำ กับ หมวดเรือฝรั่งเศส ๕ ลำ (เกาะง่าม)
    แม้เครื่องบินลัวร์ ๑๓๐ จะรายงานที่เรือของเรือไทยไปให้เตอร์โรซ์ ที่ไซ่ง่อนทราบ แล้วก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าเบรังเยร์ทราบว่าเรือธนบุรีจอดอยู่ที่ ไหนยังคงนึกว่าจอดอยู่ ณ เกาะ ง่ามนั่นเอง เพราะฉะนั้น เวลา ๐๖๑๐ เบรังเยร์ จึงส่ายตามองหาเรือปืนหนักของไทยแต่ก็หาไม่พบ คงพบแต่เรือตอร์ปิโด
    กำลังทางเรือฝ่ายไทยที่เข้าทำการรบมี ๓ ลำ เรือหลวงธนบุรี ระวางขับน้ำ ๒,๒๐๐ ตัน ลอยลำอยู่ที่บริเวณเกาะลิ่ม ส่วนเรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรี ซึ่งมีระวางขับน้ำลำละ ๔๗๐ ตัน ลอยลำอยู่ที่อ่าวสลักเพ็ชร
    ๐๖๑๐ เรือสงขลาเห็นเรือลามอตต์ ปิค์เกต์ขณะที่โผล่ออกมาจากเกาะหวาย คะเนว่าแล่นราว ๒๐ นอต วัดระยะทางได้ ๑๐,๐๐๐ เมตร ขณะนี้ทัศนวิสัยเลว ทีแรกเข้าใจว่าเป็นเรือธนบุรี เมื่อพิเคราะห์ว่าเป็นเรือฝรั่งเศสแน่ ต้นปืนจึงสั่งยิงปืนใหญ่ไปยังข้าศึก ตั้งระยะศูนย์ ๑๐,๐๐๐ เมตร
    เรือชลบุรีจอดหันหัวเรือไปทางทิศ ๐๒๒ องศา โดยประมาณ ส่วนเรือสงขลาหันไปทิศ ๐๔๕ องศา ห่างกันประมาณ ๓๐๐ เมตร
    เมื่อเรือสงขลายิงเรือลามอตต์ ปิค์เกต์ ไปแล้ว ๑ ตับ เรือลามอตต์ ปิค์เกต์ จึงยิงตอบ แต่กระสุนไปถูกเกาะง่ามเสีย
    เรือชลบุรีจึงร่วมยิงเรือลามอตต์ ปิค์เกต์ ด้วย โดยตั้งศูนย์ ๑๒,๐๐๐ เมตร
    ครั้นยิงตับแรกไปแล้วจึงเห็นเรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ และเรืออามิราล ชาร์เนร์ โผล่มาระหว่าง เกาะหวายและเกาะคลุ้ม ในเวลาติดกันก็แลเห็นเรือตาอูร์และเรือมาร์น โผล่มาทางแหลมบาง เบ้าอีก
    เรือชลบุรีจึงเปลี่ยนเป้าใหม่ให้ปืน ๑ และ ปืน ๒ มายังข้าศึกแหลมบางเบ้า โดยตั้งศูนย์ ๘,๐๐๐ เมตร ส่วนปืนท้ายให้ยิงเรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ โดยตั้งศูนย์ ๘,๐๐๐ เมตร
    เรือสงขลาทำการยิงกับเรือลามอตต์ ปิค์เกต์ ปรากฏว่ากระสุนตกต่ำมากจึงแก้ศูนย์ระยะ เป็น ๑๔,๐๐๐ เมตร ปรากฏว่ากระสุนตกสูง จึงแก้ระยะเป็น ๑๒,๐๐๐ เมตร เรือสงขลาบอกว่า ถูกเป้า แต่ฝรั่งเศสบอกว่าไม่มีรอยกระสุนเลย

    การรบระหว่างเรือธนบุรี กับ เรือลามอตต์ ปิค์เกต์
    ประมาณ ๐๖๑๒ ขณะที่ทหารเรือหลวงธนบุรีกำลังฝึกกายบริหารตามปกติ ยามสะพานเดินเรือ ได้เห็นเครื่องบินข้าศึก ๑ เครื่อง บินมาทางเกาะกูด ผ่านเกาะกระดาษมาตรงหัวเรือ จึงได้ประจำสถานีรบ แต่ยังมิได้ทำการยิง เนื่องจากว่าเครื่องบินข้าศึกได้บินเลี้ยวพ้นไปทางเก าะง่าม ตรงบริเวณที่เรือตอร์ปิโดทั้ง ๒ ลำ ลอยลำอยู่
    ทางเรือจึงสั่งรื้อเพดาน แล้วออกคำสั่งทางไมโครโฟนให้ห้องเครื่องติดเครื่องจั กรใหญ่ แล้วสั่งให้ต้นหนส่งวิทยุแจ้งไปยังกองบินบกที่จันทบุ รี แต่ปรากฏว่าส่งไม่ได้เพราะทางจันทบุรีไม่ได้รับ
    ๐๖๑๕ เรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ได้เล็งยิงไปยังเปลวไฟปากกระบอกปืนของเรือต อร์ปิโดไทย และทันใดนั้น ทหารทุกคนก็ได้ยินเสียงปืนจากเรือตอร์ปิโด คือ เรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรีทำการยิงสกัดกั้นเครื่องบินข้าศึก โดยทุกคนได้เห็นกลุ่มกระสุนระเบิดในอากาศใกล้เครื่อง บินและเครื่องบิน บินลับตาไป
    ๐๖๒๐ สมอขึ้นพ้นน้ำ เรือธนบุรีเริ่มออกเดิน ขณะนี้เรือลามอตต์ ปิค์เกต์กำลังแล่นลับ เกาะไม้ซี้ใหญ่ เรือธนบุรีใช้เข็ม ๑๓๕ องศา เมื่อสอบศูนย์จากศูนย์รวบเพื่อสับไฟใช้ยิงที่ศูนย์รว บ จึงปรากฏว่าป้อมท้ายยังไม่พร้อม (เพราะพลหันป้อมไม่อยู่ ไปวัดระดับน้ำบนเกาะง่ามตั้งแต่เมื่อวาน) หลวงพร้อม ฯ จึงสั่งหยุดเครื่องหางเสือซ้ายหมด เพื่อให้เรือบังเกาะไม้ซี้ใหญ่อยู่ก่อน
    ๐๖๒๓ เรืออามิราล ชาร์เนร์ เริ่มยิง โดยใช้เปลวไฟปากกระบอกเรือตอร์ปิโดเป็นเป้า
    ๐๖๒๕ เรือตาอูร์ และเรือมาร์นเริ่ม
    เรือไทยเสียเปรียบมาก เพราะเป็นเป้านิ่ง และมิหนำซ้ำยังอยู่รวมกันเป็นกระจุกกระสุนข้าศึกมีโอ กาสพลาดเป้าอื่นมาถูกเข้าได้
    เรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ รายงานว่าพอยิงตับที่ ๓ ถูกเป้า และเรือหมู่นี้ได้ร่นระยะเข้าไปจนถึง ๕,๐๐๐ เมตร เรือหมู่นี้ระดมยิงเรือชลบุรีจนไฟไหม้
    ๐๖๒๙ ขณะการรบติดพันกันอยู่เรือลามอตต์ ปิค์เกต์เกือบยิงเรือตาอูร์และ เรือมาร์น เพราะหลงเข้าใจผิดว่าเป็นเรือรบไทย เคราะห์ดีที่เรือเอก เรอมิญองส่องกล้องใหญ่แล้วจำเรือของพวกตนได้
    ด้วยเหตุที่เบรังเยร์คิดว่าเรือธนบุรีต้องจอดอยู่ที่ เกาะง่าม เวลานั้นทัศนวิสัยเลวนึกว่าเกาะง่ามเป็นเรือธนบุรี เบรังเยร์จึงสั่งยิงตอร์ปิโด ๑ ตับ ๓ ลูก ในเวลา ๐๖๓๐ ตอร์ปิโดเหล่านี้ฝรั่งเศส บอกว่าลูกหนึ่งต้องถูกเป้า (คือเรือ) แต่ผลปรากฏว่าไประเบิดที่เกาะง่าม ไม่มีลูกใดเลยที่ถูกเรือ

    เวลาต่อมาได้ยินเสียงปืนทางเกาะง่ามถี่ขึ้น และไม่ได้เห็นกระสุนระเบิดในอากาศจึงสันนิษฐานว่าคงม ีเหตุทางเกาะง่าม เรือธนบุรีจึงออกเรือ ขณะเดียวกันกับที่ยามบนสะพานเดินเรือ รายงานว่าเห็นเรือข้าศึกทางใต้ของเกาะช้าง โดยที่ยามมองตรงช่องระหว่างเกาะช้างกับเกาะ ไม้ซี้ใหญ่ เรือนี้คือเรือลามอตต์ ปิค์เกต์ กำลังแล่นเข็ม ๐๒๕ องศา และเห็นแสงไฟแลบจากเรือด้วย เพราะเวลานี้เรือลามอตต์ ปิค์เกต์ กำลังระดมยิงเรือสงขลาและเรือชลบุรี
    เรือลามอตต์ ปิค์เกต์ แล่นยิงเรือตอร์ปิโดเสร็จแล้วก็คงแล่นเข็ม ๐๗๕ องศาเรื่อยไป
    ครั้นเวลา ๐๖๓๔ จึงเลี้ยวซ้ายไปถือเข็ม ๐๕๐ องศา ด้วยความเร็ว ๒๐ นอต ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมา ทางกราบขวา เบรังเยร์จึงเห็นเรือธนบุรีโผล่มาระหว่างเกาะไม้ซี้ใ หญ่กับเกาะไม้ซี้เล็ก เขาเกิดสงสัยทันทีว่าเรืออะไรแน่ ครั้นแล้วจึงเกิดความคิดว่า เรือ (ความจริงไม่ใช่เรือ) ที่เขายิงด้วย ตอร์ปิโด ๓ นัด เมื่อเวลา ๐๖๓๐ นั้น คงเป็นเรือศรีอยุธยานั่นเอง แต่แท้จริงนั้นเขายิงเกาะง่าม เพราะตาฝาดนึกไปว่าเป็นเรือปืนหนัก
    ๐๖๔๐ ปืนพร้อมทั้ง ๒ ป้อม เรือธนบุรีเดินหน้าเต็มตัวโดยใช้เข็ม ๑๓๕ องศาและ สั่งเตรียมรบกราบขวา ที่หมายเรือลาดตระเวนข้าศึก
    ๐๖๔๕ เรือลามอตต์ ปิค์เกต์ โผล่ทางด้านตะวันออกของเกาะไม้ซี้ใหญ่ และเริ่มยิงเรือธนบุรีทันที เวลานี้ระยะ ๑๒,๑๐๐ เมตร (ไทยว่า ๑๓,๐๐๐ เมตร) ส่วนปืนเบากราบขวาของเรือธนบุรี ซึ่งผู้ช่วยต้นปืนเป็นผู้ควบคุมการยิงนั้นรุกรนเกินไป ลืมตั้งศูนย์ใหม่ (ได้ตั้งศูนย์ เก่าไว้เพียง ๔,๐๐๐ เมตร) พลประจำปืนเบากราบขวานี้ได้ยินคำสั่งผิด คิดว่าสั่งให้เริ่มยิง จึงได้ยิง เป็นเหตุให้เสียกระสุนไปเปล่า ๆ ๒๖ นัด (คือปืน ๑ ยิง ๑๕ นัด ส่วนปืน ๓ ยิง ๑๑ นัด)
    หลวงพร้อม ฯ สั่งย้ายที่ถือท้ายเรือมาอยู่ในหอรบ
    เวลานี้วิทยุยังส่งไม่ได้ เนื่องจากไม่มีหน่วยใดได้รับวิทยุของเรือธนบุรีเลย นับว่าไทยยังประมาทในเรื่องการติดต่อสื่อสาร แม้จะอยู่ในช่วงที่บ้านเมืองไม่ปกติเช่นนี้
    กระสุนตับแรก (๔ นัด) ของฝรั่งเศส ตกสูง ห่างจากเรือ ๓๐๐ เมตร
    ตับที่ ๒ ยิงตรงแต่ต่ำ โดยห่างจากเรือเพียงฝอยน้ำสูงเสมอหัวเรือ (กระสุนที่ระเบิดในน้ำมีสีต่าง ๆ
    กัน บางนัดก็เป็น สีเขียว บางนัดก็สีขาว บางนัดก็สีใบไม้แกมเขียว )
    เมื่อเรือฝรั่งเศสยิงมาแล้ว ๒ ตับ เรือธนบุรีจึงได้เริ่มยิงตับแรก โดยยิงจากป้อมปืน หัวและป้อมปืนท้าย โดยตั้งระยะ ๑๓,๐๐๐ เมตร ทางฝรั่งเศสบอกว่ากระสุนปืนของไทยตกต่ำ ไปตั้ง ๒,๐๐๐ เมตร
    ตับที่ ๓ บางนัดตกต่ำ ห่างจากเรือธนบุรี ๑๕๐ เมตร
    ๐๖๔๘ เรือฝรั่งเศส ตรวจกระสุนตกได้ว่า คร่อมเป้า (สร้างห้วงควบได้แล้ว)
    ตับที่ ๔ ของฝรั่งเศสมีนัดหนึ่งยิงโดนผนังห้องรับแขกนายพล บริเวณมุมห้องกราบขวา กระสุนทะลุเข้าไปภายในห้องรับแขกแล้วระเบิดขึ้นกลางห้อง อำนาจระเบิดนี้เองทำให้ทะลุขึ้นข้างบนตรงพื้นของหอบังคับการเดินเรือ ทำให้หลวงพร้อม ฯ และทหารในหอบังคับการเสีย ชีวิตและบาดเจ็บ นอกจากนั้นยังมีไฟไหม้ เครื่องสื่อสารสั่งการไปยังปืน และเครื่องถือท้ายในหอบังคับการใช้การไม่ได้ ทำให้เรือซึ่งกำลังเดินหน้าด้วยความเร็ว ๑๔ นอต ต้องหมุนซ้ายเป็นวงกลมอยู่ถึง ๔ รอบ ในขณะนี้เอง เรือลามอตต์ ปิเกต์ได้ระดมยิงเรือหลวงธนบุรีอย่างหนัก ป้อมปืนทั้งสองของเรือหลวงธนบุรีต้องทำการยิงอิสระ โดยอาศัยศูนย์ข้างและศูนย์ระยะที่หอกลาง
    เมื่อเรือลามอตต์ ปิค์เกต์มองไปตรงช่องระหว่างเกาะไม้ซี้ใหญ่กับไม้ซี้ เล็กก็เห็นเรือธนบุรีไฟไหม้ และเอียงทางกราบขวา แต่ปืนเรือธนบุรียังคงยิงมายังเรือลามอตต์ ปิค์เกต์ ได้อยู่ตลอด
    ปรากฎว่า เรือลามอตต์ ปิเกต์ได้ถูกกระสุนปืนจากเรือหลวงธนบุรี โดยมีแสงไฟจากเปลวระเบิด และควันเพลิงพุ่งขึ้นบริเวณตอนกลางลำ จำต้องล่าถอย
    เรือลามอตต์ ปิค์เกต์ แล่นมาจนถึง เกาะจาน จึงหันขวา แล้วใช้เข็ม ๒๖๐ องศา ครั้นถึงเกาะใบดั้ง จึงหันขวาไปใช้เข็ม ๐๑๐ องศา แล้วหันขวาอีกครั้งหนึ่งเข้าช่องระหว่างเกาะจานกับเก าะใบดั้ง เมื่อผ่านเกาะจานไปแล้ว จึงหันซ้ายไปใช้เข็ม ๐๔๕ องศา แล้วส่งสัญญาณแจ้งไปยังเรืออีก ๔ ลำ ให้ติดตามมา แต่ปรากฏว่าเรือเหล่านั้นไม่สามารถตามเรือลามอตต์ ปิค์เกต์ ทัน จึงได้สั่งให้แยกกระบวนเรือออกไป โดยเรือทั้งสี่ใช้เข็ม ๒๓๐ องศา ไปรออยู่นอกระยะปืน ทางตะวันตกของเกาะเหลาใน

    . . . ถึงเรือจะจมในน้ำ ธงไม่ต่ำลงมา . . .
    ๐๖๔๕ เรือสงขลาสละเรือใหญ่ เพราะเรือเริ่มเอียงทางกราบซ้าย และคว่ำในเวลา ๐๖๕๓
    ๐๖๕๐ เรือชลบุรีสละเรือใหญ่ เพราะท้ายเรือเริ่มจม และจมมิดลำในเวลา ๐๖๕๕
    ๐๗๕๑ เรือลามอตต์ ปิค์เกต์ ได้ระดมยิงทางกราบซ้ายและปล่อยตอร์ปิโด ๑ ตับ ๓ ลูก ปรากฏว่าตอร์ปิโดไม่ถูกเรือธนบุรีเลย
    เบรังเยร์ตัดสินใจเดินทางกลับ เพราะเห็นว่าเรือธนบุรีต้องจมแน่
    ๐๘๐๐ จึงเลี้ยวขวาไปใช้เข็ม ๒๓๐ องศา รวมทั้งส่งสัญญาณให้เรืออีก ๔ ลำ แล่นเข้ากระบวน และเมื่อเรือผ่านเกาะใบดั้งแล้ว จึงเปลี่ยนไปใช้เข็ม ๒๗๐ องศา แล่นออกทะเลไป
    ๐๘๓๐ เรือธนบุรีแล่นไปทางแหลมน้ำ ไฟกำลังโหมไหม้อยู่บริเวณสะพานเดินเรือ และในห้องครัว จากระเบิดที่ถูกทิ้งจากเครื่องบินฝ่ายเดียวกัน ไฟลุกทั่วไปในช่องทางเดิน แม้จะพยายามดับไฟแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เรือธนบุรีลดความเร็วลง เพื่อไม่ให้กระแสลมเข้าช่วยกระพือโหมเปลวเพลิงมากนัก เรือเอก ทองอยู่ สว่างเนตร ต้นเรือ จึงตัดสินใจนำเรือไปทางแหลมงอบ แต่ยิ่งแล่นไฟยิ่งลุกใหญ่ และต่อมาก็หยุดแล่น
    ๐๙๕๐ ร.ล. ช้าง เข้าเทียบกราบขวา ร.ล. ธนบุรี เพื่อช่วยดับไฟ แต่สายสูบน้ำดับเพลิงก็ไม่ยาวพอที่จะดับไฟที่ลุกไหม้ อยู่ใต้ดาดฟ้า อาการของเรือธนบุรี ทรุดลงเรื่อยๆ จากน้ำที่เข้าเรือจนท้ายเรือทรุดต่ำลง เรือเอก ทองอยู่ สว่างเนตร ขอให้ ร.ล.ช้าง จูงไปเกยตื้นที่บริเวณแหลมงอบ เมื่อเรือแล่นใกล้ที่ตื้นบริเวณแหลมน้ำ ท้ายเรือก็เริ่มแปล้น้ำลงทุกทีและเอียงทางกราบขวาเล็ กน้อย
    ๑๑๓๐ หลังจากที่จูงพลางดับไฟพลาง เรือธนบุรีถูกจูงมาเกยตื้นบริเวณแหลมงอบ ต้นเรือสั่งให้ลำเลียงผู้บาดเจ็บลงสู่ ร.ล.ช้าง ชาวบ้านและทหารได้ช่วยกันดับไฟอย่างสุดความสามารถ แต่อาการของ ร.ล. ธนบุรีทรุดหนักสุดจะเยียวยา เรือเอียงลงทางกราบขวา จนกราบเรือเกือบจะตักน้ำ ไม่สามารถที่จะแต่งระดับเรือต่อไปได้อีก
    ต้นเรือจึงสั่งให้สละเรือ ท่ามกลางความอาลัยของเหล่าทหาร
    ประมาณเวลา ๑๖๔๐ กราบเรือทางขวาก็เริ่มจมน้ำมากขึ้นตามลำดับ เสาทั้งสองเอนจมลงไป กราบซ้ายและกระดูกงูกันโครงโผล่อยู่พ้นน้ำ



    ภาพสุดท้ายของเรือหลวงธนบุรี

    แผนที่แสดงแนวเส้นทางเดินเรือ ตลอดระยะเวลาต่าง ๆ ที่เรือรบของฝ่ายไทยได้ต่อสู้กับเรือรบฝรั่งเศส ในการรบที่เกาะช้าง
    แผนที่นี้ พลเรือโท พัน รักษ์แก้ว ได้สรุปขึ้นจากแผนที่แสดงการรบของทั้งสองฝ่ายหลังเปร ียบเทียบกับเพื่อหาความเป็นจริงที่น่าจะเป็นไปในขณะน ั้น

    เครื่องบินไทยไล่เรือรบฝรั่งเศส (พลเรือโท ชาญ วีระประจักษ์)
    ทัพเรือที่สัตหีบแจ้งให้กองบินที่จันทบุรีทราบว่าเกิ ดการรบทางเรือขึ้นที่เกาะช้าง เครื่องบินจากจันทบุรีจึงบินออกหาข้าศึกในอ่าวไทย จนพบเรือฝรั่งเศสทั้ง ๕ ลำ (เอกสารบางฉบับ ของฝ่ายไทยว่าส่งเครื่องบินออกล่า ๑๘ เครื่อง)
    ๐๘๕๔ เครื่องบินได้โจมตีเรือลามอตต์ ปิค์เกต์มีลูกหนึ่งตกห่างเรือเพียง ๕ เมตร อีกลูกหนึ่งตกห่างท้ายเรือเล็กน้อย แต่ไม่ถูกเรือฝรั่งเศสเลย
    อย่างไรก็ตาม หลังจากยุทธนาวีที่เกาะช้างแล้ว ฝ่ายไทยได้ส่งเรือมัจฉาณุ และเรือสินสมุทรไปลาดตระเวนนอกเกาะช้าง เพื่อป้องกันมิให้ฝรั่งเศสแอบมายกพลขึ้นบกแถวจังหวัด ตราด

    บทเรียนจากการรบในสายตาของผู้ไม่ได้เป็นทหารเรือ
    ฝ่ายฝรั่งเศส
    - ปฏิบัติเช่นในยามสงตราม คือมีการลาดตระเวนทางอากาศ และรวบรวมข่าวสารอยู่เสมอ
    - มีการฝึกทั้งทางยุทธวิธี และเรื่องที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งยังมีการซักซ้อมแผนอีกด้วย
    - มีการต่อต้านข่าวกรอง เช่น การทาสีเรือใหม่ และออกข่าวว่าเตรียมรับผู้สำเร็จราชการ
    - มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และต่อเนื่อง เช่น สั่งให้เครื่องบินที่เรียมทำการลาดตระเวนดูการเคลื่อ นไหวของเรือรบไทย แล้วส่งข่าวให้ผู้บังคับหมวดเรือชั่วคราวที่ ๗ ทราบทุกระยะ
    - มีการระวังป้องกัน และรักษาความลับในการส่งข่าว และระหว่างการเดินทาง
    ฝ่ายไทย ก็มีบทเรียนหลายประการเช่นกัน ซึ่ง พลเรือโท ชาญ วีระประจักษ์ ท่านได้ว่าไว้ดังนี้
    ข้อบกพร่องของไทย (พลเรือโท ชาญ วีระประจักษ์)
    ๑. เรือระยองลาดตระเวนไม่พบข้าศึก
    ๒. การปืนเรือธนบุรีหลังจากยิงเป้าจริงที่แหลมบางเบ้าแล ้ว ก็มิได้ทำการยิงจริง ๆ อีกเลย การฝึกต่าง ๆ คงกระทำโดยวิธีสมมุติกันตลอดมา ทำให้การยิงปืนอ่อนไป ปรากฏว่ายิงไม่ถูกเรือลามอตต์ ปิค์เกต์ เลยสักนัดเดียว
    ๓. ขาดพลหันป้อมท้าย จึงทำให้ปืนท้ายพร้อมช้าไป เท่ากับหมดสมรรถภาพไปตั้งครึ่ง
    ๔. คนนาฬิกาไม่ได้เปลี่ยนระยะเมื่อต้นปืนสั่งเปลี่ยนศูน ย์ยิงตับแรกทั้งนี้เพราะไม่ได้ฝึก หัดให้ชำนาญ และตื่นเต้นเนื่องจากเป็นการรบครั้งแรก
    ๕. ปืนบางกระบอก ปิดลูกเลื่อนไม่เข้าที่ เพราะปืนร้อนจัดเกินไป
    ๖. การยิงของเรือธนบุรีช้ามาก เพราะบังเอิญมีเหตุขัดข้องที่มาขัดขวางหลายอย่าง
    ๗. การตรวจกระสุนตกตรวจไม่ได้ เพราะควันบังกล้อง ซึ่งอุปสรรคเกิดจากโชคร้ายที่เรือไม่สามารถใช้หางเสื อได้
    ๘. ในการยิงอิสระ (ขณะที่เรือหมุนอยู่นี้) พลเล็งยิงเล็งลำบากมากเพราะต้องหันปืนตามเป้าอยู่ตลอ ดเวลา ทำให้หมดมุมยิง ต้องหันปืนมายิงทางกราบตรงข้ามอีก
    ๙. เครื่องบินไทยยังไม่สามารถจำลักษณะเรือไทยเมื่อมองจา กมุมสูงได้
    ๑๐. ผู้บังคับบัญชาไม่กวดขันให้พนักงานวิทยุ อยู่เข้าเวรตลอดเวลา แม้ในยามวิกฤติ

    . . . วันไหนร่วงโรย ดอกโปรยตกพรู ทหารเรือเราจงดู ตายเป็นหมู่เพื่อชาติไทย . . .
    จำนวนคนตายและบาดเจ็บในการรบทางเรือ (พลเรือโท ชาญ วีระประจักษ์)
    เรือสงขลา ตาย ๑๔ คน ประกอบด้วยจ่า ๓ คน พลทหาร ๑๐ คน และพลเรือน ๑ คน
    บาดเจ็บสาหัส ๘ คน ประกอบด้วย นายทหาร ๒ คน พันจ่า ๑ คน จ่าและพลทหาร ๕คน บาดเจ็บเล็กน้อย ๒๕ คน
    เรือชลบุรี ตาย ๒ คน ประกอบด้วย จ่า ๑ คน และพลทหาร ๑ คน
    บาดเจ็บ ๑๔ คน ประกอบด้วย จ่า ๓ คน และ พลทหาร ๑๑ คน
    เรือธนบุรี ตาย ๒๐ คนประกอบด้วยนายทหาร ๒ คนพันจ่า ๑ คน จ่า ๔ คนและพลทหาร ๑๓ คน
    บาดเจ็บ ๓๙ คน ประกอบด้วยนายทหาร ๒ คน พันจ่า ๒ คน จ่า ๘ คน และพลทหาร ๒๗ คน
    ฝ่ายฝรั่งเศส
    ฝรั่งเศสแจ้งว่าไม่ถูกกระสุนฝ่ายไทยเลย ที่ต้องเอาเรือลามอตต์ ปิค์เกต์ ไปซ่อมที่ญี่ปุ่นก็เพราะความเสียหายที่เกิดจากความกร ะเทือนของปืนใหญ่ของตน
    สรุปผลการรบจะเห็นว่าฝรั่งเศสเอากำลังส่วนใหญ่เข้าต่ อตีกำลังส่วนย่อยของไทย ในอัตราส่วน ๔ ต่อ ๒ ไทยจึงแพ้อย่างราบคาบฝรั่งเศสบอกว่าฝ่ายเขาไม่ถูกกระ สุนเลย แต่ไทยเรายืนยันว่า ฝรั่งเศสถูกกระสุนบ้าง
    และนับจากได้เกิดการรบที่เกาะช้างแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีเรือรบของข้าศึกเข้ามาในอ่าวไทยอีกเล ย
    การรบทางเรือที่เกาะช้างในครั้งนี้ แม้จะไม่จัดว่าเป็นการยุทธใหญ่ก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นการรบทางเรือตามแบบอย่างยุทธวิธีสมัย ใหม่ กำลังทางเรือของไทยเข้าทำการสู้รบกับกำลังทางเรือของ ข้าศึก ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจทางเรือ และมีจำนวนเรือที่มากกว่า จนข้าศึกต้องล่าถอย ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจการระดมยิงหัวเมืองชายทะเลทาง ภาคตะวันออกของประเทศได้สำเร็จ จึงนับเป็นเกียรติประวัติอันน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ซึ่งจะบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของชาติไทย และ ทหารเรือสืบไป

    . . . ส่วนตัวเราตายไว้ยืน ไว้ยืนแต่ชื่อ ให้โลกทั้งหลายเขาลือ ว่าตัวเราคือ ทหารเรือไทย
    ชาวตราดจึงได้ร่วมกับกองทัพเรือ จัดสร้างอนุสรณ์สถานยุทธนาวีขึ้น บริเวณบ้านแหลมงอบ ต.แหลมงอบ อ.แหลมงอบ จว.ตราด โดยมีพระอนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้กองทัพเรือไทย ประดิษฐานบนอาคารที่สร้างเป็นเรือรบจำลอง หันพระพักตร์ไปยังบริเวณยุทธนาวีเกาะช้าง เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน และเหตุการณ์ในครั้งนั้น






    เครดิตจาก http://iseehistory.socita.com/index....711047&Ntype=1
    ข้ามิได้ชมชoบใusสชาติvoJสุsา

    แต่ข้านั้uนิยมในบssยากาศใuกาsร่ำสุรายิ่Jนัก ....


กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •  
Thaigaming.com
Thailand Biggest Gaming Communities
ขณะนี้ กำลัง ปรับปรุง อัพเกรดระบบ อาจพบ ปัญหาระบบยังไม่สมบูรณ์
Join us