Thaigaming Network the 8th: the ultimate evolution of gamertainment tribes. Protect the earth from global warming.

สมัครสมาชิก | รายชื่อสมาชิก | ข้อความใหม่วันนี้ | ค้นหา |






กลับไป   Thaigaming > Social Groups

Social Group
This is a public group.

ชมรมจิตวิทยาแห่งบอร์ด TG

Group Created by Vedora's sword

ที่นี่เราจะมาทำการค้นคว้าเรื่องของจิตวิทยาทุกแขนงอ ันได้แก่ พฤติกรรมมนุษย์ สังคม อำนาจการชักชวน ความผิกปรกติทางจิต การจับผิดโกหก ฯลฯ ไปจนถึงความเร้นลับของจิตมนุษย์ อำนาจทางจิตวิญญาณ ประสบการจิตออกจากร่างไปจนถึงจิตวิปัสนา

รวบรวมข้อมูลโดยผม นักจิตวิทยามือสมัครไม่ใช่เล่น และ สมาชิกทุกคนที่สนใจครับ

View All Members Showing 10 of 20 Member(s)
Showing 5 of 6 Picture(s)
Showing Social Group Messages 1 to 15 of 129
  1. Vedora's sword
    11 Oct 2008 01:21
    Vedora's sword
    ตอนนี้หมอเป็นบ้าเองครับ 55+ เลยไม่มีคนมาดูแล 55+
  2. girlfriend555
    09 Oct 2008 18:03
    girlfriend555
    Buffalo Return

    Never die

    เหมือนจะสาบสูญจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ที่จริง ไม่ได้ไปไหน

    กลับขึ้นมาสู่ยังพิภพอีกครั้ง
  3. Glove99
    08 Oct 2008 10:45
    Glove99
    TT^TT

    งุงิ
  4. jungle
    01 Oct 2008 14:05
    jungle
    ตอบถูกครับข้อ1แต่ข้อ2ต้องตอบว่า คนพี่ฆ่าน้องสาวเพื่อให้ชายหนุ่มมางานศพอีกครั้ง
  5. girlfriend555
    30 Sep 2008 19:52
    girlfriend555
    เงียบเหงาดีจริงๆค่ะ ว่างๆเลยเอามาให้ทำกันดู

    แบบทดสอบ EQ



    http://www.bangkokhealth.com/selftest_htdoc/EQ1.asp
  6. Vedora's sword
    30 Sep 2008 14:14
    Vedora's sword
    เงียบเหงามาก ว่าแล้วเอาอะไรซักอย่างมาลงดีกว่า

    ทฤษฎีบุคลิกภาพ


    ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพ (Personality theories) มีมากมายหลายทฤษฎี แต่ในที่นี้จะขอนำมากล่าวพอเป็นสังเขปเพียงบางทฤษฎีท ี่สำคัญ ดังนี้



    1. ทฤษฎีจิตวิเคราะของฟรอยด์ (Freud’s psychoanalytic theory)

    ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เป็นบิดาของกลุ่มทฤษฎีจิตวิเคราะห์ และเป็นผู้ตั้งทฤษฎีที่เกี่ยวกับบุคลิกภาพ เรียกว่า “ทฤษฎีจิตวิเคราะห์เกี่ยวกับบุคลิกภาพ” (psychoanalytic theory of presonality) ขึ้น ซึ่งนับว่ามีอิทธิพลสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใ จพฤติกรรมของมนุษย์ ฟรอยด์ได้ให้ขอคิดเกี่ยวกับบุคลิกภาพของมนุษย์ว่า เป็นผลเกิดมาจากความดิ้นรนพยายาม ระหว่างแรงขับอันเกิดจากภายในร่างกาย (Inner physiological drivers) ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น ความหิว อารมณ์เพศ และความก้าวร้าว เป็นต้น กับความกดดันทางสังคม (social pressure) ที่เป็นตัวคอยขัดขวาง เพื่อให้บุคคลประพฤติปฏิบัติเป็น ไปตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ และศีลธรรมจรรยาที่ดีงาม (Mowen and Minor.1998:202)



    ฟรอยด์ ได้อธิบายว่า มนุษย์มีจิต 3 ระดับ คือ (1) จิตสำนึก (Coscious mind) (2) จิตก่อนสำนึก หรือจิตใต้สำนึก (Preconscious or Subconscious mind) และ (3) จิตไร้สำนึก (Unconscious mind) เป็นตัวคอยควบคุมกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ให้แสดงพฤติก รรมออกมาต่าง ๆ นานา ฟรอยด์กล่าวว่า พลังผลักดันที่เป็นแรงขับให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมส่วนใ หญ่แล้วมาจากจิตไร้สำนึก จึงไม่ได้ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ จากความคิดที่ว่าบุคคลเกิดการรับรู้เพียงส่วนน้อยที่ เกี่ยวกับแรงผลักดันภายใน ที่จูงใจให้เกิดการกระทำ จึงเป็นจุดเปลี่ยนความคิดที่สำคัญอันยิ่งใหญ่ต่อการเ ข้าใจบุคลิกภาพของมนุษย์ (Rathus, quoted in Mowen and Minor.1998:202)



    โครงสร้างของบุคลิกภาพ (Structure of personality)

    ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ เพื่อการอธิบายทำความเข้าใจงานเข้า ฟรอยด์ ได้บัญญัติศัพท์เฉพาะขึ้นมาเพื่ออธิบายโครงสร้างบุคล ิกภาพว่า ประกอบด้วยองค์ประกอบที่เป็นระบบ 3 อย่าง คือ อิด (id) อีโก (ego) และซุปเปอร์อีโก (superego) ระบบทั้ง 3 อย่างนี้จะรวมกันเข้าเป็นโครงสร้างของบุคลิกภาพขึ้น แต่จะต้องเข้าใจว่าโอยแท้จริงแล้ว ระบบทั้ง 3 อย่างนี้ไม่อาจแยกเป็นส่วน ๆ ได้เป็นเพียงองค์ประกอบโครงสร้างของจิตตามสมมติฐานเท ่านั้น ไม่ใช่ตามสภาพทางสรีระของมนุษย์ ระบบของจิตทั้ง 3 อย่าง ดังกล่าวอธิบายได้ ดังนี้



    1. อิด (Id หรือ libido) หมายถึง แรงขับทางร่ายกายที่กำกับบุคคลให้กระทำการต่าง ๆ ซึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิด และเป็นตัวกระตุ้นที่ค่อนข้างรุนแรง อันเกิดจากภาวะของจิตไร้สำนึกเปรียบได้กับกิเลส ตัณหา หรือโลภ ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง อิดจึงเป็นแรงกระตุ้นดิ้นรนขวนขวายที่จะประพฤติปฏิบั ติ ไปตามหลักที่เรียกว่า “หลักแห่งความพอใจ” (pleasure principle) นั่นคือเพื่อหลีกเลี่ยงความเครียด (avoid tension) และแสวงหาความพึงใจในทันที เพื่อว่าความรู้สึกและอารมณ์ที่จะได้รับเป็นไปในทางบ วก



    แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะของจิตที่คิดไปนั้น อยู่ระดับจิตไร้สำนึกหรือไม่รู้สึกตัว ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ไม่อาจจะกระทำได้อย่างเต็มที่ จะเห็นได้ว่าความคิดของจิตที่เกิดขึ้นในบัดดลฉับพลัน หลาย ๆ อย่าง ไม่อาจจะรับหรือปฏิบัติได้ในสังคมที่เจริญ ที่มีระเบียบแบบแผน ตัวอย่างเช่น เมื่อบุคคลเกิดความรู้สึกร้อนและกระหายน้ำ จิตของบุคคลนั้นก็จะกระตุ้นให้บุคคลนั้นไปหยิบหรือฉก ฉวยอะไรบางอย่างที่เย็น ๆ มาดื่ม โดยจะไม่คำนึงถึงว่าจำเป็นจะต้องซื้อ หรือใครเป็นเจ้าของหรือไม่ (Loudon and Della Bitta.1993:301)



    2. อีโก (Ego) หมายถึง จิตที่รู้สำนึก ที่ก่อตัวและพัฒนาขึ้นมาเมื่อเด็กเจริญเติบโต เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ และความรู้สึกนึกคิด จากการเรียนรู้และประสบการณ์ที่สั่งสม จึงทำให้อีโกได้รับการพัฒนาจนทำให้บุคคลมีความสามารถ ในการคิดที่อยู่ในวิสัยแห่งความเป็นจริง (realistic thinking) รวมทั้งมีความสามารถเผชิญกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมา ะสม รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรกระทำ จึงทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นนักบริหารหรือเป็นผู้จัด การของอิด (a manager for the id) โดยอีโกจะเป็นผู้เลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม เพื่อสนองความต้องการตามสัญชาตญาณให้เกิดความพอใจ โดยยึดถือความเป็นจริงมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เนื่องจากจิตได้กำหนดความต้องการขึ้นมากจนเกินไป อีโกจึงจัดลำดับความสำคัญให้อยู่ในวิสัยที่สามารถจัด การได้ โดยยึดถือความสำคัญของความต้องการแต่ละอย่างเป็นหลัก รวมทั้งคอยขัดขวางยับยั้งควบคุมให้อิดแสดงออกที่เหมา ะสม (Onkvisit and Show.1994:108)

    ดังนั้นจังเห็นได้ว่า การปฏิบัติการของอีโก จึงเป็นการปฏิบัติตามหลักที่เรียกว่า “หลักแห่งความเป็นจริง” (Reality principle) นั่นคือ ความสามารถที่จะเลื่อนเวลาปลดปล่อยความเครียดออกไปได ้ จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม จากตัวอย่างข้างต้น แม้ว่าบุคคลจะเกิดความหิว ซึ่งอิดอาจจะกระตุ้นให้แย่งชิงอาหารจากเพื่อน แต่อีโกก็จะห้ามปรามเอาไว้โดยให้เหตุผลว่า เป็นสิ่งไม่ควรปฏิบัติเพราะน่าเกลียดแสดงให้เห็นถึงค วามตะหละและป่าเถือน จึงควรหักห้ามใจเอาไว้รอเวลาอีกหน่อยอาจจะได้รับอาหา รมากกว่านี้ เป็นต้น



    3. ซุปเปอร์อีโก (Superego) หมายถึง องค์ประกอบส่วนที่สามของบุคลิกภาพเป็นส่วนของจิตที่เ ปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของศีลธรรมจรรยา และระเบียบประเพณีของสังคม หรือเป็นมโนธรรมที่อยู่ในจิตของแต่ละบุคคล อันเกิดจากการเลี้ยงดูอบรมของครอบครัวและสังคม สามารถแยกออกได้ว่าอะไรคือ ความถูกต้องและเป็นสิ่งดีงาม อะไรควรหรือไม่กระทำ จึงทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมทั้งอิดและอีโก เพื่อให้อีโกประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในทำนองคลองธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่ปฏิบัติตามที่จิตเรียกร้องทุกอย่าง



    ความสัมพันธ์กันระหว่างพลังจิตทั้ง 3 ส่วนนี้ นักจิตวิทยาบางท่านได้เปรียบเทียบไว้ว่า อิดเปรียบเสมือนส่วนประกอบพื้นฐานของบุคลิกภาพทางด้า นชีววิทยา ส่วน อีโก เปรียบเสมือนส่วนประกอบของบุคลิกภาพทางด้านจิตใจ และ ซุปเปอร์อีโก เปรียบได้กับส่วนประกอบของบุคลิกภาพทางด้านสังคม (นิภา นิธยายน.2530:39) บุคลิกภาพของคนจะมีลักษณะเช่นใดนั้น จึงขึ้นอยู่กับพลังใดมีอำนาจถ้าอิดมีอำนาจสูง บุคคลนั้นก็จะมีบุคลิกภาพแบบเด็ก เอาแต่ใจตนเอง ถ้าอีโกมีอำนาจสูง บุคคลนั้นก็จะมีบุคลิกภาพแบบผู้ใหญ่มีเหตุผล ถ้าซุปเปอร์อีโกมีอำนาจสูง คนนั้นก็จะเป็นคนมีอุดมคติเป็นนักทฤษฎี (ปรีชา วิหคโต.2533:242) ความสัมพันธ์ของพลังจิตทั้ง 3 ส่วน จึงสรุปได้ว่า อีโก เป็นหน่วยปฏิบัติการ เป็นตัวกลางในการแสดงออกซึ่งบุคลิกภาพ และจะปฏิบัติตามแรงผลักดันของอิด โดยมีซุปเปอร์อีโกเป็นผู้ควบคุม



    กลไกป้องกันตัว (Defense mechanism)

    จากที่กล่าวมาแล้ว อีโกพยายามที่จะสนองความต้องการของจิต แต่มีบางอย่างที่อีโกไม่สามารถตอบสนองได้ เนื่องจากขัดกับมโนธรรมสำนึกในซุปเปอร์อีโก จนนำไปสู่การขัดแย้งจนไม่สามารถหาทางแก้ได้ จึงทำให้บุคคลตกอยู่ใน “ภาวะความเครียด” (tension) กลไกการป้องกันตัวจึงเข้ามามีบทบาท เพื่อหลีกเลี่ยงหรือหลีกหนีภาวะความเครียดที่รุนแรง อันเกิดจากความขัดแย้งขององค์ประกอบของบุคลิกภาพ ดังกล่าว

    กลไกป้องกันตัว หรือการปรับตัวมีมากมายหลายวิธี แต่จะขอนำมากล่าวเพียงบางวิธีที่สำคัญ ดังนี้ (Loudon and Della Bitta.1993ซ302)

    (1) การเก็บกด (Repression) เป็นวิธีพื้นฐานเพื่อปกปิดความขัดแย้งเอาไว้ เพื่อไม่ให้แสดงออกมา เพราะหากแสดงพฤติกรรมออกมาจะถูกสังคมตำหนิได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่ที่นั่งดูกีฬาที่ตื่นเต้น ซึ่งโดยจิตใจที่แท้จริงแล้วอยากที่จะแสดงอาการเชียร์ อย่างเต็มที่ แต่เกรงจะถูกตำหนิว่า ทำตัวไม่เหมาะสมกับฐานที่เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สำรวม จึงเพียงแต่นั่งดูกีฬาเฉย ๆ

    (2) การป้ายความผิดให้กับผู้อื่น (Projection) เป็นการบิดเบียนความรู้สึกอันเกิดจากความต้องการของต นเองที่ไม่ดีไปให้บุคคลอื่น ตัวอย่างเช่น คนที่มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเห็นแก่ตัว มักจะตำหนิคนอื่นว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว เพื่อตนเองจะได้รู้สึกสบายใจ ที่มีคนอื่นเห็นแก่ตัวเหมือนกับตน



    (3) การยึดถือผู้อื่นเป็นแบบอย่าง (Identification) เป็นการเลียนแบบพฤติกรรมของผู้อื่นที่

    ตนเชื่อว่า เขามีความสามารถที่จะจัดการกับความขัดแย้ง เช่นเดียวกับความขัดแย้งที่ตนเผชิญอยู่ได้ประสบผลสำเ ร็จ เช่น การเลียนแบบพ่อหรือแม่ เป็นต้น



    (4) นักแสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับความรู้สึก (Reaction formation) เป็นการแสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่ตนมีใ นใจ ตัวอย่างเช่น ผู้ชายหลงรักผู้หญิง แต่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้หญิง จึงแสดงพฤติกรรมทำเป็นไม่สนใจด้วย ซึ่งตรงกันข้ามกับความรู้สึก เป็นการหลอกตนเองเพื่อป้องกันศักดิ์ศรี



    2. ทฤษฎีฟรอยด์ยุคใหม่ (Neo – Freudian theory)

    จากทฤษฎีของฟรอยด์ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ในระยะต่อมาปรากฏว่าผู้ร่วมงานและลูกศิษย์ของฟรอยด์บ างคนไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดของฟรอยด์บางประการ โดยเฉพาะความคิดที่ว่า บุคลิกภาพของคน ซึ่งฟรอยด์เน้นว่าเกิดจากสัญชาตญาณความต้องการทางเพศ (sexual instincts) กลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “กลุ่มทฤษฏีฟรอยด์ยุคใหม่” (Neo – Freudians) มีแนวความคิดที่แตกต่างออกไปใน 2 ประเด็น ที่สำคัญคือ (1) พวกเขาเชื่อว่าปัจจัยตัวแปรทางด้านสังคมและวัฒนธรรม (social and cultural variables) มีอิทธิพลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของคนมากกว่าแรงขับทาง ด้านชีววิทยา (biological drives) เสียอีก (2) การศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับบุคลิกภาพของฟรอยด์ส่ว นใหญ่มุ่งเน้นการสังเกตจากคนในขณะที่ได้รับการรบกวนท างอารมณ์เป็นพื้นฐาน ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าการหยั่งรู้การพัฒนาบุคลิกภาพของค นอย่างแท้จริง ควรจะใข้วิธีการสังเกตคนในขณะที่เขาอยู่ในสภาพแวดล้อ มทางสังคมตามปกติของเขาควบคู่ไปด้วย (Assael.1998:450) ตามแนวความคิดของคนกลุ่มนี้ทำให้เกิดทฤษฎีใหม่เรียกว ่า “ทฤษฎีสังคมและวัฒนธรรม” (social/cultural theories) ขึ้น

    บุคคลกลุ่มนี้มีวิธีจำแนกบุคลิกภาพคน โดยอาศัยปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมไว้แตกต่างกันแต่ท ี่ได้รับการยอมรับค่อนข้างมาก ขอนำมากล่าวเพียง 3 ท่าน คือ คาร์ลจุง (Carl Jung) คาเรน ฮอร์นนีย์ (Kare Horney ) และเดวิด ไรส์แมน (David Riesman)
  7. Vedora's sword
    30 Sep 2008 14:10
    Vedora's sword
    คำตอบมี 2

    1น้องสาวหลงเสน่ห์ชายหนุ่มและหายไปด้วยกัน

    2ถูกชายหนุ่มลักพาตัวไปและไม่ทราบชะตากรรม

    มันตอบได้หลายแบบน่ะ และก็โรคจิตน้อยโรคจิตมากต่างกันด้วย 55+
  8. jungle
    29 Sep 2008 18:37
    jungle
    ไม่มีใครตอบผมเลยไม่เปงลัยคงซำ้ซินะครับ
  9. jungle
    27 Sep 2008 07:05
    jungle
    มีผู้หญิงสองพี่น้อง จัดงานศพให้แม่แล้วคนพี่ได้ปิ้งกับผู้ชายในงาน จากนั้นไม่นานผู้ชายก็ไม่มาหาคนพี่อีก
    ต่อมาอีก น้องสาวเขาก็หายไปอีก อยากถามว่า น้องาวหายไปไหน
    คำตอบมีอยู่สองอย่าง จะมีอย่างหนึ่งเป็นของคนโรคจิตร อีกอย่างของคนธรรมดา
  10. girlfriend555
    26 Sep 2008 22:58
    girlfriend555
    เงียบมากๆเลยล่ะคร้าบบบ

    ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

    เริ่มมีอาการเบื่อขึนมาเรื่อยๆ - -*
  11. girlfriend555
    26 Sep 2008 00:56
    girlfriend555
    เงียบสงบดีคร้าบบบบบ

    ก็เพราะไปนอนกันหมดแล้วไงล่ะคร้าบบบบ

    - -* ปิดเทอมแล้วมาอัพเกรดสมองกัน !!!

    ^___________________________________^
  12. Vedora's sword
    25 Sep 2008 20:01
    Vedora's sword
    วันนี้ไม่มีบทความใหม่ๆที่แสนจะยากและน่าเบื่อ อื่ม รู้ตัวนะนี่ อิอิ

    จริงๆก็โดนกับตัวเองครับ เวลาที่ต้องเรียนไอ้ทฤษฎีอะไรก็ได้ขณะที่ตัวเองไม่พร ้อมและเกิดความเบื่อหน่าย ทุกคนจะเป็นเหมือนกันมั้ยครับ แบบนี้

    "อะไรหว่า สอนอะไรก็ไม่รู้ งง ไม่เห็นได้เอาไปใช้ประโยชน์อะไรเลย" 555+ เป็นความคิดที่ไม่ดีของผม อิอิ

    หรือว่า "อีกล่ะ ให้ตรูท่องจำอะไรไม่รู้ วัยรุ่นเซ็ง" อันนี้สมัยมัธยม อิอิ ตอนนี้อาจจะยังเป็นนะ 55+

    แปะรูปนักจิตวิทยาก่อนไปครับ 55+



    ไม่รู้สิ มาดมันให้ 55+



    นี่ล่ะครับ อาจารย์ที่สอนจิตวิทยาให้ผม ก๊ากกก
  13. girlfriend555
    23 Sep 2008 00:41
    girlfriend555
    โออออ

    ไม่ได้เข้ามานาน

    มีข้อมูลมาอ่านแว้วววววววว

    - -*

    จะสอบอีกละ -.-

    ตื่นเต้นนนนนนนน ^^"
  14. Vedora's sword
    21 Sep 2008 03:30
    Vedora's sword
    โรคแพนิค ( Panic Disorder)

    นพ.สเปญ อุ่นอนงค์

    www.geocities.com/spainpsy

    โรคแพนิคเป็นโรคชนิดหนึ่งที่มีคนเป็นกันมากและเป็นกั นมานานแล้วแต่ประชาชนทั่วไปมักไม่ค่อย รู้จักและยังไม่มีชื่อโรคอย่างเป็นทางการในภาษาไทย บางคนอาจเรียกโรคนี้ว่า "หัวใจอ่อน" หรือ " ประสาทลงหัวใจ"แต่จริงๆแล้วโรคนี้ไม่มีปัญหาอะไรที่ห ัวใจและ ไม่มีอันตราย เวลามีอาการผู้ป่วย จะรู้สึกใจสั่นหัวใจเต้นแรง อึดอัด แน่นหน้าอก หายใจไม่ทันหรือหายไม่เต็มอิ่ม ขาสั่น มือสั่น มือเย็น บางคนจะมีอาการวิงเวียนหรือมึนศีรษะท้องไส้ปั่นป่วนข ณะมีอาการผู้ป่วยมักจะรู้สึกกลัวด้วยโดยที่ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะกลัวว่าตัวเองกำลังจะตายกลัวเป็นโร คหัวใจบางคนกลัวว่าตนกำลังจะเสียสติหรือ เป็นบ้าอาการต่างๆมักเกิดขึ้นทันทีและค่อยๆรุนแรงขึ้ นเรื่อยๆจนเต็มที่ในเวลาประมาณ 10 นาที คงอยู่สักระยะหนึ่ง แล้วค่อยๆทุเลาลง อาการมักจะหายหรือเกือบหายในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากอาการแพนิคหายผู้ป่วยมักจะเพลียและในช่วงที่ไ ม่มีอาการผู้ป่วยมักจะกังวลกลัวว่าจะเป็นอีก

    อาการแพนิคจะเกิดที่ไหนเมื่อไรก็ได้และคาดเดาได้ยากแ ต่ผู้ป่วยมักพยายามสังเกตุและเชื่อมโยงหาเหตุ ที่กระตุ้นให้เกิดอาการเพื่อที่ตนจะได้หลีกเลี่ยงและ รู้สึกว่าสามารถควบคุมมันได้บ้างเช่นผู้ป่วยบางราย ไปเกิดอาการขณะขับรถทำให้ไม่กล้าขับรถบางรายเกิดอากา รขณะกำลังเดินข้ามสะพานลอยก็จะไม่กล้า ขึ้นสะพานลอยผู้ป่วยบางรายไม่กล้าไปไหนคนเดียวหรือไม ่กล้าอยู่คนเดียวเพราะกลัวว่าถ้าเกิดอาการ ขึ้นมาอีกจะไม่มีใครช่วยในบางรายอาจมีเหตุกระตุ้นจริ งๆบางอย่างได้เช่นการออกกำลังหนักๆหรือ เครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนเช่น กาแฟ ชา น้ำโคล่า ในกรณีแบบนี้ควรหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆเหล่านี้

    ขณะเกิดอาการผู้ป่วยมักกลัวและรีบไปโรงพยาบาลซึ่งแพท ย์ที่ห้องฉุกเฉินมักตรวจไม่พบความผิดปกติ และมักได้รับการสรุปว่าเป็นอาการเครียดหรือคิดมากซึ่ งผู้ป่วยก็มักยอมรับไม่ได้และปฏิเสธว่าไม่ได้เครียด เมื่อเกิดอาการอีกในครั้งต่อมาผู้ป่วยก็จะไปโรงพยาบา ลอื่นและมักได้คำตอบแบบเดียวกันผู้ป่วยหลายๆ รายไปปรึกษาแพทย์เพื่อเช็คสุขภาพโดยเฉพาะหัวใจซึ่งก็ มักได้รับการตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียดและ ไม่พบความผิดปกติอะไรที่สามารถอธิบายอาการดังกล่าวได ้ซึ่งก็ยิ่งทำให้ผู้ป่วยกังวลมากขึ้นไปอีก อาการต่างๆที่เกิดขึ้นเรียกว่าอาการแพนิคซึ่งแปลว่าต ื่นตระหนกเราจะสังเกตุได้ว่าอาการต่างๆจะคล้ายกับ อาการของคนที่กำลังตื่นตระหนกในโรคแพนิคผู้ป่วยจะเกิ ดอาการแพนิคนี้ขึ้นมาเองโดยไม่มีเหตุกระตุ้นและ เกิดแล้วเกิดอีกซ้ำๆการไม่รู้ว่าตนกำลังเป็นอะไรจะยิ ่งเพิ่มความตื่นตระหนกให้รุนแรงขึ้นอาการแพนิค ไม่มีอันตราย อาการนี้ทำให้เกิดความไม่สบายเท่านั้นแต่ ไม่มีอันตราย สังเกตุได้จากการที่ผู้ป่วยมักจะ มีอาการมานานบางคนเป็นมาหลายปีเกิดอาการแพนิคมาเป็นร ้อยครั้งแต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไรสักทีบางคน เป็นทีไรต้องรีบไปโรงพยาบาล"แทบไม่ทัน"ทุกครั้งแต่ไม ่ว่ารถจะติดอย่างไรก็ไป"ทัน"ทุกครั้งเพราะอาการ แพนิค ไม่มีอันตราย

    ในปัจจุบันเราพอจะทราบว่าผู้ป่วยโรคแพนิคมีปัญหาในกา รทำงานของสมองส่วนที่ทำให้เกิดอาการ " ตื่นตระหนก"โดยเป็นความผิดปกติของสารสื่อนำประสาทบาง อย่างเราจึงรักษาโรคนี้ได้ด้วยยายาที่ใช้ รักษาโรคนี้จะมี 2 กลุ่มคือ

    1. ยาแก้เป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็วใช้เมื่อเกิดอาการขึ้นมาเ ป็นทีกินทีกินแล้วหายเร็วได้แก่ยาที่คนทั่วไปรู้จักก ัน ในนามของยา"กล่อมประสาท"หรือยา"คลายกังวล"ยาประเภทนี ้มีความปลอดภัยสูงแต่ถ้ารับประทาน ติดต่อกันนานๆจะเกิดการติดยาและเลิกยาก

    2. ยาป้องกันเป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้าปรับยาครั้งหนึ่งต้องร อ 2-3 สัปดาห์จึงจะเห็นผลเมื่อยาออกฤทธิ์เต็มที่ ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแพนิคเกิดขึ้นเลยยากลุ่มนี้จะเป็ นยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าบางตัวยากลุ่มนี้ไม่ทำให้ เกิดการติดยาและสามารถหยุดยาได้เมื่อโรคหายในการรักษ าด้วยยาเราจะจ่ายยาทั้ง 2 กลุ่มในช่วงแรกๆ ยาป้องกันยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ผู้ป่วยจะยังมีอาการจ ึงยังต้องใช้ยาแก้อยู่ เมื่อยาป้องกันเริ่มออกฤทธิ์ ผู้ป่วยจะกินยาแก้น้อยลงเอง แพทย์จะค่อยๆเพิ่มยาป้องกันจนผู้ป่วย "หายสนิท" คือไม่มีอาการเลย แล้วให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อไปเป็นเวลา 8-12 เดือน หลังจากนั้นจะให้ผู้ป่วยค่อยๆหยุดยา ผู้ป่วย ส่วนใหญ่จะสามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการกลับมาอีกแต่ ก็มีบางรายที่มีอาการอีกเมื่อลดยาลงในกรณี แบบนี้เราจะเพิ่มยากลับขึ้นไปใหม่แล้วค่อยๆลดยาลงช้า ๆ

    เครดิท http://www.geocities.com/spainpsy/panic.htm
  15. Vedora's sword
    16 Sep 2008 23:56
    Vedora's sword
    ครับ เข้าใจแล้ว

Thaigaming Network : Japan Music World | Flixya Idm | Coming soon.
Home | News | Event | Article | Howto | Preview | Review | Cheat | Play | Anime | Club | Download | Blog | Group | Service | Forum
Blog | Article | Good Articles | Get Index Directory | Upload Files | Games | Online Shop | Lyrics and Tabs | Buy Netbook | Netbook Thai
Copyright © 2000-2008 Thaigaming Network. All Right Reserved.