ศาสตร์ลับเกี่ยวกับการระลึกชาติ


ชื่อกระทู้: ศาสตร์ลับเกี่ยวกับการระลึกชาติ

  1. #1
    สมาชิก TG รุ่นเก๋า Vedora's sword's Avatar
    สมัคร
    May 2006
    โพส
    1,142
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0

    ศาสตร์ลับเกี่ยวกับการระลึกชาติ


    ขณะนี้ผมจะมาเสนอในสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครยอมรับ ผู้ที่อ่านเรื่องนี้ก็ควรเปิดใจให้กว้างและใจ้วิจารณ ญาณด้วยนะครับ สำหรับตัวกระผมเองก็เคยมีประสบการณ์มาบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยเปิดเผยกับใคร ผมจึงได้เตือนทุกคนที่อยู่ที่นี่ให้เปิดใจให้กว้างเข ้าไว้และยอมรับทุกอย่างด้วยความสงบแห่งสมาธิ เพราะไม่เช่นนั้น คนที่จะถูกหาว่าบ้าหรื่อไม่ก็เมาอาจเป็นผมเอง

    เห็นว่าทำแบบนี้คงคิดว่าผมมันคนแก่หัวโบราณใช่มั้ยคร ับ อิอิ กรุณาเปิดใจให้กว้างครับเอาล่ะเริ่มกันเลย

    การระลึกชาติ เป็นหนึ่งในอภิญญา 5 ซึ่งเป็นผลของโลกียฌานที่เกิดจากการจิตที่สงบลงมากๆแ ล้วแผ่ออกไปรู้เห็นเรื่องต่างๆ การระลึกชาติไม่ได้ให้ผลทางตรงกับการพ้นทุกข์และผมมอ งการระลึกชาติว่าเป็น Side-effect ของการปฏิบัติที่อาจจะย้อนมาเป็นอุปสรรคสำหรับความก้ าวหน้าในธรรมได้ เนื่องจากไปลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับการระลึกชาตินั้น =) หรือจะบอกว่าเป็นการปฏิบัติที่เกินพอดีก็ได้ครับ

    การระลึกชาติได้นี้ พระพุทธองค์ไม่สนับสนุนและไม่ทรงสรรเสริญครับ โดยมีการกำหนดพระวินัยให้พระสงฆ์ผู้แสดงฤทธิ์อภิญญาต ่อฆราวาสต้องอาบัติถึงขั้นร้ายแรงไว้ทีเดียวครับ ถ้าหลวงพ่อ หลวงปู่ท่านใดจะแสดงฤทธิ์อำนาจต่างๆต่อหน้าฆราวาส ก็ให้เข้าใจกันตามที่พระวินัยว่าไว้เถิดครับ

    ร้ายแรงขนาดไหน ลองอนุมานจากการที่พระพุทธองค์ได้ทรงเปรียบการที่พระ สงฆ์แสดงอภิญญาต่อหน้าฆราวาสว่าเหมือนดังหญิงโสเภณีท ี่เปิดเผยของพึงสงวนเพื่อแลกกับเงินนั่นแหละครับ ผมตีความต่อเอาเองว่าต้องมีผลไม่ดีอย่างรุนแรงแน่ๆคร ับ ท่านถึงบัญญัติพระวินัยไว้เช่นนั้น....
    รายละเอียดวิธีการระลึกชาตินั้นอยู่ในหนังสือหน้า 980-1021 พระไตรปิฏกเล่มที่ 68 และขอสนับสนุนความคิดเห็นของคุณหนู 40 เนื่องจากการระลึกชาติในพระไตรปิฏกนั้นกล่าวไว้ว่า เป็นหนึ่งในวิชชา 8 ซึ่งประกอบด้วย 1) วิปัสสนาญาน, 2)มโนมยิทธิญาน, 3)อิทธิวิธิญาน, 4)ทิพยโสตญาน, 5)เจโตปริยญาน, 6)ปุพเพนิวาสานุสสติญาน หรือ การระลึกชาติ, 7) จุตูปปาตญาน , 8) อาสวักขยญาน
    วิชชา 8 เหล่านี้ เป็นสิ่งที่จะช่วยให้บุคคลที่ได้สามารถบรรลุอรหันตผล ได้เร็ว เป็นเครื่องมือที่จะทำลายการเกิดของวิจิกิจฉาในเรื่อ งทำดีได้ชั่ว ทำชั่วได้ดี และทำลายนามขันธ์(เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ซึ่งจากที่ได้อ่านมา ในสามัญญผลสูตรเรื่องพระเจ้าอชาตศัตรู ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค จำได้ว่าประโยชน์ของปุพเพนิวาสานุสสติญาน หรือ การระลึกชาติ นั้นจะช่วยให้เรารู้ถึงอวิชชาของเราในชาติอดีตว่าเรา ทำกรรมอะไรมาจึงต้องมาเกิดในชาตินี้อีกและทำไมเราถึง ได้รับผลกรรมเช่นนี้ ส่วนจุตูปปาตญาน จะช่วยให้เราเห็นถึงชาติอนาคตว่าสิ่งที่เราทำในปัจจุ บัน(อวิชชา)จะให้ผลเป็นอย่างไรถ้าเราไม่แก้ไขปรับปรุ งตัวตามคำสอนของพระพุทธองค์ และอาสวักขยญาน จะเป็นวิชชาที่ช่วยให้เห็นและวิธีกำจัดอาสวะอันเป็นส าเหตุของอวิชชาในแต่ละบุคคล อันจะยังผลให้บุคคลนั้นสามารถถึงพระนิพพาน คือไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

    ประโยชน์เกี่ยวกับการระลึกชาติ
    1) ทรงใช้ในการเล็งข่ายพระญานว่าผู้ใดจะสามารถสำเร็จมรร คผลได้ ท่านจะได้เสด็จไปเทศนาธรรมให้แก่บุคคลผู้นั้น ขอยกตัวอย่างเช่น พระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านได้ทรงเห็นแล้วว่าพระอัญญาโกณฑัญญะในชาติที่แล้ว ผู้ที่ทำบุญเป็นอันมากเป็นหลายๆชาติและในแต่ละชาติได ้อธิษฐานเพื่อที่จะเป็นพุทธสาวกองค์แรกมาตลอด ท่านจึงเสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์
    2) ทรงใช้ในการเล็งข่ายพระญานว่าพุทธสาวกแต่ละองค์จะสำเ ร็จได้ด้วยวิธีใด เช่น พระจุฬปันถก จะสำเร็จได้ด้วยการพิจารณาผ้าขาวเนื่องจากชาติก่อนๆเ คยพิจารณาผ้าขาวมาก่อน (สามารถหาอ่านได้ในชีวประวัติของพุทธสาวกแต่ละองค์)
    3)ใช้ในการตอบปัญหาธรรมและสั่งสอนพุทธสาวกทั้งหลาย เช่นการตอบปัญหาถึงสาเหตุของวิบากกรรมของพระพุทธองค์ ในแต่ละครั้งนั้นเกิดชาติก่อนๆนั้นท่านได้ทำกรรมอะไร ไว้ หรือใช้ในการเล่าถึงพุทธบารมีของท่านว่าเกิดได้อย่าง ไร
    สำหรับผู้ที่จะฝึกการระลึกชาตินั้นจะต้องคำนึงถึงว่า 1)ท่านอาจระลึกชาติได้เพียงชาติที่แล้ว หรือเพียงสิบชาติ 20ชาติ แต่ในแต่ละบุคคลนั้นได้เวียนว่ายตายเกิดมาแล้วหลายร้ อยหลายพันชาติ ดังนั้นสิ่งที่ท่านเห็นจึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องทั้งห มด 2) ชีวิตความเป็นอยู่ในชาติปัจจุบัน ของแต่ละบุคคลขึ้นกับ กรรมที่ตัดสินใจทำในปัจจุบัน วิบากกรรมในชาติที่แล้ว อาหาร 4 อินทรีย์ 22 ฌาน และมรรค(ในเหตุปัฏฐาน ของพระอภิธรรม 7 บท) ดังนั้นเราจึงอาจแก้ไขในสิ่งที่ได้ทำผิดในชาติก่อนๆไ ด้ และ 3) ผลของกรรมนั้นมี 12 ชนิด ดังนั้นการระลึกชาติเพียงเฉพาะจุดที่เห็นจึงไม่ถูกต้ องทั้งหมด
    ดังนั้นการระลึกชาติจึงเปรียบเหมือนยาที่กินถูกต้องแ ล้วโรคหาย แต่ถ้ากินไม่ถูกต้องก็คือยาพิษนั่นเองจริงๆตามที่คุณ หนู40ได้ให้ข้อคิดเห็นไว้

    ความเห็นของนักวิชาการ

    ผู้ศึกค้นคว้าพิสูจน์เรื่อง “การตายแล้วเกิด” กับ “การระลึกชาติ” ซึ่งผู้เขียนเคยนำเรื่องของท่านอาจารย์ผู้นี้มาเสนอไ ปเมื่อปีอาจารย์ สุตทยา ยอมรับว่า เรื่องของการระลึกชาติได้ ในรายที่เป็นเด็กนั้นที่เมืองไทยมีอยู่หลายกรณีและบา งรายก็มีความน่าเชื่อถือมาก แต่สำหรับในรายที่เป็นผู้ใหญ่นั้น เท่าที่ท่านได้ไปพิสูจน์มาแล้ว พบว่า แทบจะทุกรายที่อ้างว่าระลึกชาติได้ ไม่มีความน่าเชื่อถือ เราอาจจะคงเคยได้ยินมาว่า พระองค์นั้นระลึกชาติได้เจ้าสำนักนี้ระลึกชาติได้ ฯลฯ เป็นเรื่องจริงหรือต้มตุ๋น ลองไปคุยกับอาจารย์สุตทยาในฉบับนี้...
    “เรื่องผู้ใหญ่ระลึกชาตินี่เป็นเรื่องที่เชื่อถือไม่ ได้เกือบทั้งนั้น นอกจากการได้อภิญญาแบบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลักษณะอื่นๆ เชื่อถือไม่ได้ถือเป็นพวกนักต้มตุ๋มหลอกลวง พวกนี้บางคนจะอ้างว่าเขาระลึกชาติของคนที่ไปหาเขาได้ ด้วย ส่วนใหญ่จะปลอมแปลงห่มเหลืองเป็นพระเก๊เยอะ ฆราวาสหรือเจ้าสำนักต่างๆ มักจะอ้างว่าเขารู้อดีตชาติของเขาและอดีตชาติคนอื่นเ พื่อหวังประโยชน์อะไรบางอย่าง ลักษณะอย่างนี้มีอยู่ทั่วทุกภาพสังเกตง่ายมาก”
    ในบางรายอาจารย์สุตทยาให้เห็นว่าผู้ที่อวดอ้างตนว่ระ ลึกชาติได้นั้นเป็นผู้ป่วยทางจิต “ลักษณะอย่างนี้น่าสงสารนะครับ พวกนี้มักจะมีอาการหลงผิดว่าตัวเองเคยยิ่งใหญ่ เช่นหลงคิดว่าเป็นพระนางเรือล่มมาเกิดใหม่บ้าง เป็นพระนางจามเทวี เป็นพระศรีอาริย์มาเกิดบ้าง ฯลฯ ดูวุ่นวายไปหมด
    อีกพวกหนึ่งเป็นการระลึกชาติของผู้ถูกสะกดจิตซึ่งเป็ นวิธีที่คนกำลังสนใจมากจนในที่สุด ดร. เอียน ท่านได้ทำบทความวิเคราะห์ออกมาว่า การระลึกชาติภายใต้การสะกิดจิต หลังจากที่ ดร. เอียนได้รวบรวมผู้ถูกสะกดจิตมาทั่วโลกเป็นพันๆ รายก็สรุปได้ว่าผู้ถูกสะกดจิตจะระชึกชาติได้เกือบทุก รายแต่ชาติที่ระลึกได้นั้นเป็นชาติเก๊เกือบทั้งหมด จะเป็นชาติอันเกิดจากจินตนาการเหมือนแต่งความฝันขึ้น เชื่อถือไม่ได้ มีเปอร์เซ็นต์น้อยมากไม่เกิน 5% ที่เป็นอดีตชาติที่แท้จริง
    เพราะภายใต้การสะกดจิต คนๆ นั้นจะตกอยู่ในภวังค์เหมือนคนหลับเคลิบเคลิ้มไปและฝั น จะฝันเป็นตุเป็นตุ ซึ่งบ่อยครั้งที่สิ่งที่ตัวเองฝันนั้นเป็นไปไม่ได้เล ย เช่น คนหนึ่งระลึกได้ว่าตัวเองเคยเกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 และเห็นในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จออกมาจากพระที่นั่งอนันตสมาคม เรื่องนี้ถ้าเราไปตรวจสอบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็จ ะเป็นไปไม่ได้ เพราะพระที่นั่งอนันตสมาคมเพิ่งสร้างเสร็จในสมัยรัชก าลที่ 6 สมัยรัชกาลที่ 5 ยังไม่มีพระที่นั่งอนันตสมาคมเลย รัชกาลที่ 5 ท่านเพียงแต่เสด็จฯไปวางสิลาฤกษ์เท่านั้นและพอสร้างไ ด้นิดๆ หน่อยๆ ท่านก็เสด็จสวรรคตแล้ว”
    เคยมีนักเขียนนวนิยายบางคนที่อ้างว่าตนระลึกชาติได้ อาจารย์สุตทยาได้ตั้งขอสังเกตที่น่าสนใจว่า “นักเขียนนวนิยายหรือนักแสดงอาชีพ เป็นอาชีพพิเศษที่ต้องใช้การจินตนาการตลอดเวลา คนเหล่านี้เขาจะอยู่ในโลกของจิตนาการ นักแสดงนี้เวลาจะแสดงเขาจะต้องเข้าบทอยู่ในโลกของจิน ตนาการเหมือนการสะกดจิตตัวเอง พอเดินเข้าฉากปั๊บเขาคือตัวละครตัวนั้น และพวกศิลปินวาดภาพ ปั้นรูปประติมากรรมก็ต้องสร้างจินตนาการด้วยเหมือนกั น เพระฉะนั้นคนเหล่านี้จะระลึกชาติได้ง่ายมาก เพราะจิตเขาทำงานโอเวอร์ไทม์ จิตทำล่วงเวลา พอถึงเวลาที่เขาหยุดแสดง หยุดเขียนนิยาย หยุดปั้นหรือหยุดวาดเนี่ย จิตเขายังไม่หยุดนะครับ เพราะฉะนั้นคนที่มีอาชีพเหล่านี้ถ้าบอกว่าระลึกชาติไ ด้ พวกที่อยู่ในวงการวิชาการจะไม่เชื่อถือ
    พวกที่ทำสมาธิ อันนี้ก็มีนิมิตเกิดขึ้นมากมายในสมาธิ นิมิตเหล่านั้นส่วนใหญ่เห็นเรื่องไม่จริงนะครับ มันเป็นมายาปรุงแต่ง ถ้าใครไปเชื่อว่าตัวเองระลึกชาติได้ภายใต้สมาธิที่ตั วได้นิ ดๆ หน่อยๆ นี่ก็จะหลงทาง บางคนหลงไปเลยนะครับ ซึ่งส่วนมากจะนึกใหญ่ๆ โตๆ เช่นมักจะนึกว่าตัวไปเกิดร่วมสมัยรัชกาลที่ 5 บ้าง เกิดร่วมสมัยพระเจ้าตากสินหรือพระนเรศวรบ้าง ไม่ค่อยมีใครที่ระลึกชาติว่าไปเกิดเป็นชาวไร่ชาวนาหร อก และมีข้อสังเกตอยู่อย่างนึงสำหรับผู้ใหญ่ที่สำคัญตนเ องว่าระลึกชาติได้เนี่ย เวลาเขาเล่าเรื่องระลึกชาติของเขาที่แม้ไม่จริงแต่บ่ อยครั้งเขาก็บริสุทธิ์ใจที่คิดว่าเขาระลึกชาติได้คือ พูดง่ายๆ ว่าบางคนที่ทำสมาธินี่มักสำคัญตนผิดคิดว่าตัวเองได้ถ ึงขั้นฌาณหรืออภิญญา ทั้งที่จริงจากไปตรวจสอบไปคุยด้วยมักจะไม่ถึง มักได้เฉียดๆ อุปจารสมาธิเท่านั้นเอง พวกนี้เตือนยากครับใครไปทักเขามักโกรธเพราะเขาจะภาคภ ูมิใจที่เขามีนิมิตระลึกชาติได้ ซึ่งผมก็ไม่บังอาจไปเตือนเขา”
    แล้วบุคคลท่านได้เล่าที่บอกว่าระลึกชาติได้แล้วน่าเช ื่อถือในสายตานักวิชาการผู้ศึกษาค้นคว้าเรืองนี้โปรด ติดตามอาจารย์สุตทยาต่อไป...
    อาจารย์สุตทยาได้กล่าวถึงผู้ใหญ่ที่ระลึกลึกชาติได้ท ี่น่าเชื่อถือที่สุดคือ “ผู้ที่ได้อภิญญา”
    “ผู้ที่ปฏิบัติสมาธิวิปัสนากรรมฐานได้ถึงระดับอภิญญา ที่ระลึกชาติได้แน่นอน แต่ในสังคมยุคปัจจุบันนี้มีปัญหาว่าใครได้ตัวนี้บ้าง ผมยังไม่เคยพบ ได้ข่าวคราวมาบ้างแต่ว่าหายากมาก เรื่องของ ฌาน หรืออภิญญาทำได้ยากมาก ผู้ที่ทำจะต้องอยู่ในสถานที่สงบ วิเวก ต้องอยู่ตามเขาตามถ้ำเพียงลำพัง เพราะฉะนั้นเวลาจะไปพบไปตั้งต้นหาเนี่ยยาก”
    คำว่า “อภิญญา” นั้นคือความรู้อันวิเศษในพระพุทธศาสนามีอยู่ 6 อย่างด้วยกันคือ 1.อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ 2. ทิพโสต หูทิพย์ 3. ทิพจักขุ ตาทิพย์ 4. เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่น 5. อาสวักขยญาณ ทำอาสวะให้สิ้นไป 6. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ ดังนั้นผู้ปฏิบัติธรรมในขั้นสูงบางท่านอาจได้ถึงระดั บอภิญญานี้และสามารถระลึกชาติย้อนกลับไปได้เป็นพันเป ็นหมื่นชาติเหมือนในครั้งพุทธกาลที่องค์สมเด็จพระสัม มาสัมพุทธเจ้าทรงทำได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งและในเรื่องนี้
    “เรื่องการระลึกชาติหรือการจำอดีตชาติได้เนี่ยมีคุณป ระโยชน์เป็นอันมากในทางจิตวิทยา ทำให้เราสามารถเข้าใจได้ว่า ความชอบ ความชัง นั้นเกิดจากอะไร บางครั้งเราเจอคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ทำไมเจอปั๊บถึงถูกชะตาปุ๊บ มันอาจเป็นไปได้ว่าเราเคยรู้จักกันมาหลายภพหลายชาติแ ล้ว หรือทำไมเจอคนบางคนแล้วรู้สึกเกลียดขี้หน้าตั้งแต่แร กเป็น อะไรอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องศึกษาและค้นคว้าในเรื่องนี้กัน ต่อไป ส่วนตัวผมเอง ผมเคยอธิษฐานจิตอยู่เสมอๆ ให้ผมระลึกชาติได้ ทุกวันนี้ผมยังระลึกไม่ได้เลย(หัวเราะ)”
    ในตอนท้ายนี้อาจารย์สุตทยาได้เล่าถึง ประสบการณ์ทางวิญญาณให้เราฟัง เรื่องหนึ่งอันเป็นเรื่องที่ท่านพบเห็นด้วยตัวเอง เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยที่ท่านยังอยู่ในวัยหนุ่ม...
    “เรื่องของวิญญาณผมก็เคยเจอคืนมีอยู่วันหนึ่งได้มีบุ คคลเข้ามาในห้องผม แล้วทำให้ผมเข้าใจว่าเป็นขโมย ตั้งแต่ตอนผมอายุประมาณ 21 ปี ซึ่งตอนนั้นผมเข้าใจแน่ว่าเป็นขโมย เขาเดินเข้ามาในห้องในตอนกลางคืน แล้วหายเข้าไปในตู้เสื้อผ้าผม เงียบหายไปเลย นานมาก ผมก็ผิดสังเกต ตอนนั้นผมนอนอยู่บนเตียง ก็เลยลุกขึ้นมาเปิดไฟ ดูกลอนทั้งประตูทั้งห้องน้ำก็ล็อคกลอนไว้หมด ผมก็รู้ว่าไม่ใช่คนแล้ว และพอเปิดตู้ดูตู้นั้นเป็นที่เก็บหนังสือจากงานศพไง เป็นร้อยๆ งานเลยนะ ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นศพไหน ไม่รู้เจ้าของงานไหนมาเยี่ยม แต่พอหยิบเล่มบนออกมาดูน่ะผมถึงรู้เลยว่าต้องเป็นศพข องคนๆ นั้นแน่ เพราะผมขอเขามาหลายเล่า แล้วมาฉีกประวัติผู้ตายที่มีภาพผู้ตาย ฉีกทิ้งหมดเพราะผมต้องการเพียงเนื้อหาสาระเอาไปใช้สอ นเด็ก แล้วผมรู้ว่าเด็กที่ผมสอนนั้นกลัวผี ผมก็เลยฉีกรูปโลงศพ รูปพวงหรีดทิ้งซะ ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยรู้จักผู้ตายเลย ท่านคือพระยาผดุงวิทยาเสริม วิญญาณท่านคงมาตำหนิผมน่ะว่าไปฉีกประวัติท่านทิ้ง แต่ในตอนนั้นผมก็ยังไม่แน่ใจทีเดียวว่าเป็นท่าน
    ...ต่อมาผมให้คุณแม่พาผมไปหาคุณหญิงของท่าน ผมไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมให้ท่านฟังก่อนเล ยนะว่าท่านมาเยี่ยม ผมไปถามคุณหญิงหน่อยเดียวว่า นับแต่ท่านเจ้าคุณท่านล่วงลับไปแล้วเนี่ย เคยมีใครติดต่อท่านได้บ้างหรือเปล่า คุณหญิงหัวร่อชอบอกชอบใจบอกว่าทุกคนในบ้านน่ะเห็นท่า นหมด ท่านมาประจำมาบ่อยลองไปคุยสิ คนซักผ้า แม่ครัว คนขับรถ คนสวน เคยเห็นท่านมาเดินอยู่ในบ้านเป็นประจำทุกวัน ผมก็หัวเราะบอกว่า โอ๊ย...ท่านไม่ได้มาเดินในบ้านท่านอย่างเดียว ท่านมาเดินในบ้านผมด้วย เพราะผมบังอาจไปฉีกประวัติท่านทิ้ง (หัวเราะ)ท่านมาเหมือนคนเลยนะครับ”
    ความมหัศจรรย์ของวิญญาณที่หลายท่านได้พบเห็นหรือสัมผ ัสนั้นทำให้เราได้เข้าใจโดยถ่องแท้ว่าเมื่อมี “วิญญาณ” ก็ย่อมมีชีวิตหลังความตายอยู่จริงๆ ส่วนใครจะอยู่สุขสบายหรือทุกข์ทรมานอยู่ในภพภูมิใดนั ้นก็เป็นเรื่องของ “ผลแห่งกรรม” ที่ทำไว้เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ ดังนั้น...มาเร่งสร้างกรรมดีไว้มากๆ ดีกว่า เพื่อว่าชาติหน้าหรือชาติไหนๆ เราจะได้ไม่ต้องกลับมา “เวียนว่ายตายเกิด” อีก


    My Arts

    Vedora's sword's Gallery


    ภาพวาดในเวลาว่างของ Vedora's sword



    Lord Radu Cel Frumos

    Ytinrete rof dlrow eht esruc llahs i!!

  2. #2
    Banned
    สมัคร
    Aug 2006
    โพส
    103
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    ไงสวัสดี..
    ไอ้เรื่องที่ละลึกชาติน่ะมันก็มี...บางคนก็จำได้หมด. ..แต่มันก็แปลกนะจู่ๆก็วูบเข้าสมองเฉยเลย

  3. #3
    สมาชิก TG แรกเริ่ม
    สมัคร
    May 2006
    โพส
    223
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    อ้างอิง ข้อความของ Yufaritus อ่านข้อความ
    ไงสวัสดี..
    ไอ้เรื่องที่ละลึกชาติน่ะมันก็มี...บางคนก็จำได้หมด. ..แต่มันก็แปลกนะจู่ๆก็วูบเข้าสมองเฉยเลย
    สวัสดี
    อ่อว่าแต่เหอะค่อยเจอผีป่ะ

  4. #4
    Banned
    สมัคร
    Aug 2006
    โพส
    103
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    อ้างอิง ข้อความของ Zuszizro อ่านข้อความ
    สวัสดี
    อ่อว่าแต่เหอะค่อยเจอผีป่ะ
    ผีเหรอ.....ไม่...ถ้ามี ก็วิ่งแถวตามบ้านนอก ฟืดฟาด บนหลังคาน่ะ

  5. #5
    Death of a Salesman ValeRian's Avatar
    สมัคร
    May 2006
    สถานที่
    Salesman จากนรก
    โพส
    2,299
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Blog Entries
    1
    Rep Power
    0
    เชื่อ เรื่อง dejavu ไหมล่ะครับ


    นั้นล่ะ เคยไหม สถานที่บางที่ไม่เคยไปเเต่คุ้นเคยไปจริง เเล้วเดินคล่องมากๆ เเถมทุกอย่างเปะดังใน dejavu


    ผมเชื่อเรื่องนี้คับ เพราะประสบตัวเองมาเเล้ว มันวนเวียนอยู่ความคิดมาตั้งเเต่เด็กๆเเล้วครับ


    ตอนเเรกนึกว่า ฝันธรรมดาไม่มีอะไร




    เเต่เมื่อช่วงปีที่เเล้วว่า ผมเคยไป ณ ที่เเห่งนี้ มาเเล้ว นั้นก็คือ เเหลม พรหมเทพ อะ ทั้งที่ ผมไม่เคยดูรูปชัดๆเลย


    เเถมมันเปะทุกอย่าง เเม้เเต่ก้อนหิน ต้นไม้ พูดเเล้วขนลุก... สาบานไม่เคยไป เเละรู้จักเเหลมพรหมเทพมาก่อน


    เลยในชีวิต....



    ผมขนลุก...ไปเลย จิงไม่จิงคิดเอาเอง ครับ



    ผมเคยไปถามพระมาเรื่องนี้ล่ะครับ ท่านก็ว่า มนุษย์เราก็คงเวียนว่ายตายเกิดอยู่เรื่อยไปนั้นล่ะ




    ปล. ผมคนนึงที่เชื่อคับ สงสัย ชาติที่เเล้ว ผมเคยไปที่นั้น หรือมีก็อาจตกเหวตกที่นั้นก็เป็นได้...






    อะขอ ยืม บลอคหน่อยล่ะกัน ของคุณ lockheart เรื่อง เดเจวู คับ http://lockheart.exteen.com/20041119/dejavu#
    แก้ไขโดย ValeRian : 15 Sep 2006 เวลา 20:30


    เกรียนนักใช่ไหมตบเกรียนเเตก!!

  6. #6
    สมาชิก TG รุ่นเก๋า Vedora's sword's Avatar
    สมัคร
    May 2006
    โพส
    1,142
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    เชื่อครับ และเคยมีความทรงจำคราวๆที่ว่า มีเสียงเดินรองเท้าบูทบนพื้นที่เรียบและเก็บเสียงซึ่ งคาดว่าเป็นพื้นปราสาท

    ที่นี้จะเล่าประสบการณ์เหลือเชื่อล่ะครับ ตอนอยู่ ม.1 (นานมาแล้ว) ผมนัดกับอาจารย์ที่สอนผมท่านหนึ่งว่าจะไปวัดกันในวัน พรุ่งนี้ ตกดึกผมก็เข้านอนตามปกติและก็ฝัน ในฝันพบตัวเองอยู่ในศาสาแห่งหนึ่งที่พระกำลังฉันอาหา รที่ญาติโยมนำมาถวาย ตัวผมยืนอยู่ตรงทางเข้าทางที่เขาวางรองเท้ากันและสัง เกตเห็นกลองขนาดใหญ่มากสองกลอง ผละแม่ผมก็มาปลุกให้ตื่นขึ้นเพราะเป็นเวลานัดแล้ว (6โมงเช้า) "ขอบอกอีกนะครับ ผมฝันในช่วงใกล้ฟ้าสว่าง โบราณว่าเป็นฝันที่เรียกว่าเทพสังหร คือจะเป็นจริงในอนาคต" ในช่วงที่กำลังนั้งบนรถผมจำค่อยได้ถ้าจะพูดตรงๆคือไม ่คิดถึงเรื่องที่ฝันเลยแม้แต่น้อง แต่พอไปถึงวัด ใส้บาตรบนศาลาผมก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกับว่าเคยมาที่น ี่มาก่อนแม้จะคิดว่าไม่เคยมา แลพที่นั้นก็มีกลองใหญ่ๆสองกล้องด้วย ใส่บาตรฟังพระเทศเสร็จผมก็มองกลองใหญ่ๆสองกลองนั้น ผละคิดติดใจอยู่ว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน พอคิดดีๆ ก็รู้แล้วว่าเป้นอันเดียวกับในฝันและที่นี่ก้เป็นที่ เดียวกันด้วย ผมลองเอาเรื่องนี่ไปเล่าให้อาจารย์เพ็ญแขที่ชวนผมมาฟ ัง อาจารย์ก็บอกว่าผมเป็นคนมีบุญจึงได้ฝันเห็นวัดล่วงหน ้าได้ แต่ท่าทางของแกก็ดูปกติไม่ได้คิดอะไรมากครับ

    ลืมบอกไปว่าวัดนั้นคือวัด "ภูดินแดง" ครับ ผมยังมีประสบการณ์แบบนี้อีกมากแต่ที่ชัดที่สุดก็คื่อ เรื่องนี้ครับ
    แก้ไขโดย Vedora's sword : 15 Sep 2006 เวลา 20:49 เหตุผล: รวมโพสอัตโนมัติ


    My Arts

    Vedora's sword's Gallery


    ภาพวาดในเวลาว่างของ Vedora's sword



    Lord Radu Cel Frumos

    Ytinrete rof dlrow eht esruc llahs i!!

  7. #7
    Death of a Salesman ValeRian's Avatar
    สมัคร
    May 2006
    สถานที่
    Salesman จากนรก
    โพส
    2,299
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Blog Entries
    1
    Rep Power
    0
    เดเจวูเท่าที่พบๆมีอยุ่สองเเบบนะคับ


    เเบบรู้เหตุการ์ณล่วงหน้า... รึ สิ่งที่ตัวเองฝันรึมันเเว่บเข้าในความคิดเองมานานเเส นนาน....



    ฉะนั้น ถ้าเปรียบว่า เราเป็นเเค่ภาชนะไว้บรรจุข้อมูลก็ไม่ผิดหรอก ผมเชื่อยังงั้นจริงๆ...



    เรื่องระลึกชาติไง คับ ถ้าคุณๆอ่านในบลอคที่ผมให้ลองอ่านดู. ประกอบกันได้เลย



    คือได้ยินเรื่องเด็กอินเดียระลึกชาติไหมคับนั้นล่ะ เด็กคนนึงพึ่งเกิดมาไม่กี่ปีที่สมารถรู้ตัวตนของคนๆน ึงได้อย่างดี


    รุ้ทุกอย่างเบอโทรศัทพ์ เหมือนกระทั่ง ญาตพี่น้องตัวเอง ผมเชื่อคับ เพราะไอเรื่อง dejavu เมื่อปีที่เเล้ว


    ทำให้ผมได้มาสนใจเกี่ยวเรื่องระลึกชาติครับ ตั้งเเต่เด็กก็ไม่เคยเชื่อเท่าไรหรอก คับ จนมาประสบถึงได้เชื่อ


    โพสนี่ไม่ได้ว่า ให้ทุกคนต้องคล้อยตามนะคับ เพียงว่า ผมได้เกิด dejavu ก็เลย ไปหาข้อมูลมาประกอบผมเป็นคน


    ชอบเรื่องที่มันลึกลับๆอยุ่เเล้ว





    ถ้า บางคนเคย ดู anime เรื่อง serial experiments lain ที่ ตอน เอพิโซดสุดท้าย ที่ lain ที่ได้บอก ว่าโลกคนเรานั้นมี

    หลายๆ layer ทับซ้อนกันไป ผมว่าจิงคับ



    ย้อนกลับไปในบลอคของ คุณ lockheart ที่เเกบอกว่า สมองคนเราที่เกิดเดจาวู เพราะเกิดจากการไหลของคลื่นไฟฟ้า
    ที่ผิดปรกติ คือ ไหลไปยังไงไม่รู้ทำให้การกระทำที่เรากำลังทำอยู่ ณ ขณะนั้นคลับคล้ายว่าเคยเกิดมาก่อนหน้านี้มาแล้ว แต่ไม่สามารถจำเวลาได้


    คล้ายๆกับ ทฤษฎีสัมพันธภาพ ของไอน์สไตน์ล่ะครับ คือ สิ่งใดก็ตามที่เคยเกิดไปแล้วในอดีตจะย้อนกลับมาเกิดซ ํ้าอีกเหมือนกับการที่ เรากลับชาติมาหลายๆชาตินั่นแหละครับ เราจะผ่านประสพการณ์มากมาย และบางสิ่งอาจหลงเหลือในความทรงจำของเราแล้วเราย้อนก ลับมาเกิดอีก ทำให้รู้สึกว่าเคยเห็นมาก่อน ส่วนโลกคู่ขนาน คือ โลกที่ขนานกับโลกแห่งความจริงที่เรามีตัวตนอยู่ในขณะ นี้ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็มีเราอีกคนหนึ่งในโลกอีกโลกหนึ่ง......เช่นขณะนี้เ ราได้ตัดสินใจบางสิ่ง ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในขณะที่อีกคนของเรานั้นได้ตัด สินใจไปอีกทางทำให้ชีวิตตนเอง และผู้อื่นเสียหายแต่มันเกิดในโลกคู่ขนาน หรือ บางครั้งคุณอยากฆ่าตัวตายแต่คุณล้มเลิก บางทีคุณในโลกคู่ขนานอาจฆ่าตัวตายไปแล้วก็ได้ประมาณน ี้ละครับมาดูแนวคิดของหลักวิทยาศาสตร์กันบ้างดีกว่า deja vu เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่าเคยได้พบเห็นมาแล้ว แต่ทางวิทยาศาสตร์เขาอธิบายว่า เป็นการที่สมองของเราแปลข้อมูลผิดพลาด พูดง่ายๆก็คือ เราไม่ได้เห็นมาแล้วหรอก แต่เราคิดไปว่าเห็นมาแล้วสมองคนเราก้อเหมือนเครื่องจ ักรย่อมเกิดข้อผิดพลาดบ้าง การเกิดเดจาว ูคือ เมื่อสมองรับภาพมาจากประสาทตา ก้อนำมาแปลความหมาย เพราะ ฉนั้นสมองทั้งสองต้องทำงานประสานกันและไว้มาก เมื่อเกิดสมองข้างหนึ่งเกิดส่งข้อมูลมาช้าไปเพียงนิด เดียว ก็ทำให้สมองแปลความหมายของภาพนั้นว่าเป็นภาพจากความจ ำไม่ใช้ปัจจุบัน ทำให้เรารู้สึกว่าเหตุการที่เราเจอนั้นเราเคยเห็นมัน มาก่อน...... โดยส่วนมากจะเกิดกับคนที่เป็นลมบ้าหมู และจะเกิดบ่อยมากก่อนที่จะมีอาการชักมีคนเล่าว่า เขานั่งรถทัวร์กลับต่างจังหวัดตอนดึก ระหว่างทางเห็นอุบัติเหตุข้างทาง แล้วก็ผ่านไป สักพักก็เห็นอีก เห็นอยู่เรื่อยๆที่สำคัญเป็น คันเดิม คนเดิมและกำลังหันมามองเขาอยู่ด้วย พอตื่นขึ้นมา รถจอดปรากฏว่ามี อุบัติเหตุเกิดขึ้นเหมือนในฝันเป๊ะเลย



    โทษนะครับ ผมขอ อนุญาต ก็อบมาเลยล่ะกัน



    งั้น ผมจะขอ พูด เกี่ยวกะ เเนวคิดของผมล่ะกัน คับ เอาเป็นว่า ผิดถูก จิงไม่จริงๆ ยังไงก็ขอ พูดหน่อยคับ ขอระบาย


    คุณเชื่อเรื่องโลก คู่ขนานไหม ครับ โอเค 1 เรื่องเเล้วนะ.... ที่ผมจะยกมาพูดคือ



    สมมุติ คนเกิดมาบนโลกนี้เเล้ว มี identity เช่น นาย a นาย a ได้การกระทำอะไรก็ไม่รู้ 1 การกระทำ



    การกระทำ ของนาย a ล่ะ ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่รุ้จบได้ ถ้าเปรียบนาย a เป็นต้นไม้ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ กิ่งเเละ

    เเขนงเเตกเเยกมาไม่รู้จบ



    เช่น นาย a ในโลกนี้ ฆ่าตัวตาย เเต่ นาย a อีกโลกไม่ฆ่า เเละยังมีชีวิตดำเนิน ต่อไป....ก็จะเหมือนความว่า

    โลก ของเรา ได้มีการทับซ้อนเเละเลื่อมล้ำกันไปในตัวซะเเล้ว..


    อะพูดง่ายๆ ถ้า a ตายก็จบใช่ไหม ? ถูก โอเค จบเรื่องนี้ นะคับ


    เเล้วมาต่ออีกเเนวคิดเลย นะครับ นาย a เป็น เเค่ ภาชนะบรรจุ ข้อมูลเอง เมื่อ เสื่อมสลาย พูดง่ายๆ ตาย!


    ข้อมูลทั้งหลาย ก็อาจจะวนเวียนไปในบรรยกาศ ไปในรูปของคลื่นเเม่เหล็กไฟฟ้า... (เรื่อง Lain ไปดูซะ)



    โอเค สมองคนเรามีคลื่นไฟฟ้าใช่ไหมคับ คุณคงคิดว่า มันมาเกี่ยวอะไรด้วย(วะ) ที่ผมกำลังจะบอกมันเกี่ยวนะครับ



    สมองเรามีคลื่นไฟฟ้า ถ้า วันดีคืนดี เราจะได้รับ คลื่นอะไรเเปลกๆ เข้ามาในสมอง นั้นล่ะ dejavu


    เคยมีคนบอกว่า วิญญาณ เป็นคลื่น ชนิดนึง เเต่ที่นี้ ผมไม่ขอพูดต่อเเล้วนะครับ เดวมันจะหลุดประเด็นไป...



    ผมบอก ว่า ถ้า คนเราเป็นเเค่ ภาชนะบรรจุรับรอง ข้อมูล ผมว่า เรื่องเด็กที่ ระลึกชาติได้ น่าจะเป็นอย่างที่ผมคิดเอา

    ไว้ล่ะคับ ไม่ใช่ก็คงใกล้เคียง



    เเต่ทำไม ใช่ว่าทุกคนจะระลึกชาติ ได้ ผมว่า ธรรมชาติคงมีกลไกที่ป้องกันเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดเรื ่องวุ่นวายขึ้นมาก็ได้คับ



    ลองคิดเล่นๆ ถ้า นาย a ม่องไป เเล้วเกิดใหม่จำอะไรๆในชาติก่อนได้เเล้ว ไปนั้งคุยกับ เพื่อนที่ อายุ 90ได้อย่าง หน้า


    ตาเฉย





    เหอๆ ที่พูดมาก็เเค่ความคิดบ้าๆ บอ ของผมนั้นเอง อะคับ..หึหึ



    ผมว่า โลก เราคงวุ่นวาย พิลึกเลย ครับ ถ้าทุกคนสามารถจำอะไรที่เคยผ่านมาในชาติก่อน...


    เกรียนนักใช่ไหมตบเกรียนเเตก!!

  8. #8
    สมาชิก TG รุ่นเก๋า Sariel's Avatar
    สมัคร
    May 2006
    สถานที่
    たいくつだね~
    โพส
    1,190
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    - -" มีจิงน่ะหรอเนี่ย...

  9. #9
    สมาชิก TG แรกเริ่ม Razh-'s Avatar
    สมัคร
    Jun 2006
    สถานที่
    ... in the Winds
    โพส
    235
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    ถ้าเกิดใหม่แล้วจำอะไรๆ เหมือนชาติก่อนได้?
    ... ถ้าเข้าจำได้แม้แต่ความรู้สึก ตอนที่เขากำลังจะตายล่ะ ?

    คิดแล้วสยองพิลึก~
    M e a n i n g l e s s : อ ะ ไ ร ๆ ก็ ไ ม่ มี ค ว า ม ห ม า ย

    ... ~

  10. #10
    สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG 4040040400's Avatar
    สมัคร
    May 2006
    สถานที่
    ข้างหลังคุณไง!!! แฮ่ๆๆ!
    โพส
    1,699
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Blog Entries
    1
    Rep Power
    0
    อ๊ะเหตุการณ์แบบนี้ผมก็เคยเกิดเหมือนกัน บ่อยๆเลยสิ - -"

    ปล.ถ้าเห็นข้อสอบล่วงหน้าได้ล่ะก็ ^^

  11. #11
    Death of a Salesman ValeRian's Avatar
    สมัคร
    May 2006
    สถานที่
    Salesman จากนรก
    โพส
    2,299
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Blog Entries
    1
    Rep Power
    0
    โฟกัสไปเลยล่ะ



    ผมเชื่อว่า เรา เป็น เเค่ "ภาชนะ" ที่ใช้บรรจุ ข้อมูลเท่านั้นอะคับ


    รอวันที่"ภาชนะ"ใบนั้นที่จะเเตกลลายไปเท่านั้นเองล่ะคับ



    นั้นล่ะ การเวียนวายตายเกิดก็คงเป็นเเบบนั้นล่ะ มั้ง?


    เกรียนนักใช่ไหมตบเกรียนเเตก!!

  12. #12
    แฟนพันธ์แท้ TG pannana's Avatar
    สมัคร
    May 2006
    สถานที่
    ที่ไหนก็ได้ที่มีคอมให้เล่น
    โพส
    3,288
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Blog Entries
    1
    Rep Power
    0
    ก้อเคยบ่อยๆเลยงับ ที่ฝันเห็นอนาคตเนี่ย ป๋มจำม่ะได้แระนะว่าเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่

    แต่พักนี้ม่ะค่อยฝันถึงอิกแล้วหล่ะ

    ...ป๋มคิดนะ คิดมาตลอดเลย ทำยังงัย? ไม่อยากจะเวียนว่ายตายเกิดอีก? ถ้าตายแล้วจะเป็นอย่างไรหล่ะ?
    เมื่อตายไปแล้วเราจะยังรู้สึกตัวอีกรึปล่าว? เราเกิดมาเพื่ออ่ะรัย? อยู่เวียนว่ายตายเกิดเพื่ออ่ะรัย? จุดเริ่มต้นอยู่ที่ไหน? ได้อย่างไร? (เยอะแยะไปหมดเลย)

  13. #13
    สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG moopra's Avatar
    สมัคร
    May 2006
    สถานที่
    CP Farm
    โพส
    1,846
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    เพราะมนุษย์เก่งเกินไป= =" ตอนแรกมนุษย์ก็เกิดมาไม่ต่างจากพวกสัตว์ป่าเท่าไหร่ ใช้ชีวิตอยู่แบบสัตว์ป่า กินๆ นอนๆ แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้ได้ ทำให้มนุษย์มีความนึกคิด มีการพัฒนา การเข้าสังคม แล้วมนุษย์ก็พัฒนาไปไม่เคยสิ้นสุด คิดอยู่เสมอว่า "วันพรุ่งนี้จะต้องสบายกว่านี้ " โลกมนุษย์ถึงเป็นอย่างทุกวันนี้ได้

    และตอนนี้ 4500 ล้านปีที่โลกเกิดมา กำลังจะพัง เพราะมนุษย์ที่อยู่มา5000กว่าปี(รึเปล่า)= ="


    ชื่อ
    : หมู หรือ หมา ตามสะดวกเรียก....
    การศึกษา : ธรรมศาสตร์รังสิต
    งานอดิเรก : เซนเซ่อ

  14. #14
    สมาชิก TG รุ่นเก๋า Vedora's sword's Avatar
    สมัคร
    May 2006
    โพส
    1,142
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Rep Power
    0
    ขอบคุณครับ ข้อมูลของคุณวิชาการมากเลยจริงๆครับคุณ Vale Rian เรื่องแนวคิดและทฤษฎีผมก็มีนะครับ ผมคิดว่าเราอาจแลกเปลี่ยนความคิดได้นะครับ

    ผมขออธิบายพลังอำนาจขั้นต้นให้ฟังพอประมาณก่อนล่ะกัน นะครับ
    พลังอำนาจทั้งหมดในจักรวาลถูกควบคุมโดยสองพลังอำนาจ นั่นคือ การสร้างและการทำลาย การสร้างมีหน้าที่สร้างสสารและชีวิตและการทำลายก็จะเ ป็นไปในทางตรงข้าม สองพลังอำนาจนี้เป็นคู่ขนานกันและต่างฝ่ายต่างมีอิทธ ิพลซึ่งกันและกัน กล่าวคือ การสร้างกำเนิดการทำลายและการทำลายก็กำเนิดการสร้าง (ตัวอย่างครับ ผมอาจเห็นหินก้องหนึ่งและทุบมันแตกออกมันก็กลายเป็นด ิน นี่คือการสลายของหินเป็นจุดเรื่มของการเกิดของดิน)

    เวลา เป็นพลังอำนาจที่ไหลเวียนอยู่ระหว่างการสร้างและการท ำลาย เวลามีอิทธิพลต่อทุกสิ่งที่ถูกสร้างและถูกทำลายทั้งส ิ้น (หากไม่มีเวลา การสร้างและการทำลายจะไม่เกิดขึ้น) และยังเป็นตัวจนบันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่มีอยู่ซึ่งมา ยมายไม่มีที่สิ้นสุด เวลามีอยู่สองลักษณะคือ เวลาอย่างหยาบและเวลาอย่างละเอียด เวลาอย่างหยาบคือเวลาที่ไหลเวียนไปและมีอิทธิพลในการ สร้างและการทำลาย สามารถย้อนกลับและควบคุมได้หากคุณเป็นผู้อยู่เหนือกฏ แห่งเวลา เวลาอย่างละเอียดคืสิ่งที่ผ่านพ้นไปอย่างไม่มีความหม าย เป็นสิ่งทีอธิบายยาก ไม่มีส่วนใดๆในการสร้างและการทำลาย (ผมไม่อาจจะอธิบายได้ถูกต้องได้ แต่ถ้าคุณเข้าสู่สภาวะจิตสงบก็จะเข้าใจได้ง่ายมาก)

    เหตูและผล สองอำนาจนี้เป็นคู่ขนาน อยู่เหนือการสร้างและการทำลาย และขณะเดียวกันก็อยู่ใต้การสร้างและการทำลายด้วยเช่น กัน เหตุและผลมีส่วนในการกำหนดทุกสรรพสิ่งไม่ว่ารูปธรรมแ ละนามธรรม เป็นอำนาจที่บริสุทธิ์ (คุณเองก็สามารถควบคุมเหตุและผลได้ด้วยการใช้เหตุกำห นดผล นั่นก็เปรียบเสมือนว่าคุณกำหนดอนาคตเองได้ หากเข้าใจพลังอำนาจนี้)

    และนอกเหนือจากนีด อำนาจต่างๆก็จะอยู่ภายใต้อำนาจเหล่านี้

    ถ้าจะอธิบายถึง ทฤษฏีคู่ขนานล่ะก็ ทุกสรรพสิ่งในมาหสากลจักรวาลก็ล้วนมีคู่ขนานของมันทั ้งนั้น ดังนั้นทุกสรรพสิ่งจึงมีสิ่งที่ตรงข้ามกัน เช่น ตัวอย่างโรคร้ายชนิดต่างๆ เมือมีเป็นก็ต้องมีทางรักษา มีเกิดและก็ต้องมีตาย (เรื่องนี้สำหรับมนุษย์ผู้ปรารถนาชีวิตอมตะคงต้องคิด ให้ดี ในเมือคุณเกิดแล้วก็ต้องเป้นสิ่งมีชีวิตและสิ่งมีชีว ิตก็ต้องมีตาย แต่ถ้าจะไม่ตายล่ะ ก็ต้องไม่เกิดด้วยเช่นกัน) เรื่องของจักรวาลก็มีคู่ขนานเป็นของมันเอง และยังแบ่งออกเป็นมิติหลายๆมิติ เช่น มิตินี่นาย ก เป็นเด็ก มิติที่สอง นาย ก เป็นผู้ใหญ่ และมิติที่สาม นายก็เป็นคนแก่ มันค่อนข้างอธิบายยากเกี่ยวกับเรื่องนี้ และมิติ เองก็มีมากมายไม่มีที่สิ้นสุดด้วย แต่ระหว่างมิติแต่ละมิติ ก็จะถูกเชื่องโยงกันด้วยเวลา (หากคุณสามารถควบคุมเวลาได้คุณก็จะไปอยู่ในยุคใดก็ได ้ วัยใด หรือแม้แต่ชาดใดก็ยังได้)

    ตามทฤษฎีของไอสไตน์ เขากล่าวว่าเวลาสามารถอธิบายได้ด้วยทรงกลม นั่นก็หมายความว่า อนาคตของเราก็คืออดีตที่เราผ่านมานี่เอง มนุษย์เคนเพ้อว่าจะบินด้วยความเร็วที่เหนือแสงและหลา ยคนก็คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ในหนังสือ "สมาธิหมุนของ ดร.สุวินัย" ได้เขียนถึงภูมิปัญญาของมนุษย์ต่างดาวเอาไว้ ว่าพวกนั้นเจริญถึงขั้นใช้ "ม่านตัดเวลา" ย้อนเวลาและเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงได้ และก็เช่นเดียวกับคำกล่าวของพระภิกษุรูปหนึ่งที่ว่า เทพหรือพรหมณ์ เดินทางได้เร็วกว่าแสง แค่คิดว่าจะไปที่ใดก็สามารถไปปรากฏตัวที่นั่นได้เลยท ันที สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ผมจะนำมาวิเคราะห์ดูนะคร ับ

    คำกล่าวที่ว่าทุกอย่างเป็นดาบสองคม ผมเชื่อเรื่องนี้ และก็รู้ดีด้วย ผมเองคิดว่าคุณต้องเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีแน่ เพราะตัวอย่างก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

    หากจะพูดถึงการระลึกชาติ ตามคำบอกกล่าวของพระเถระ ก็กล่าวว่า ดวงจิตของเราจะจดบันทึกความจำของโลกและจักรวาลทั้งหม ดเอาไว้ เมื่อเราเกิดใหม่ดวงจิตนั้นจะถูกปิดกั้นความทรงจำเดิ ม ทำให้เราจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นมาก่อน (แบบที่ว่าดวงจิตเปรียบเสมือนฮาร์ดดิสเก็บข้อมูลและส มองเปรียบเสมือนแรมเรียกใช้ข้อมูล) คนที่เกิดใหม่ส่วนใหญ่มักจะจำไม่ได้ว่าเป็นอะไรแต่ก็ มีบ้างที่มีความทรงจำประหลาดๆติดตัวมาหรือจำได้เลยก็ มี

    ตามหลักวิทยาศาสตร์ก็มีกล่าวว่า สมองมนุษย์แยกได้สี่ส่วนนั่นคือสมองซีดซ้ายซีกขวาซีก หน้าและซีกหลัง ซีกซ้ายมีหน้าที่เกี่ยวกับตรรกะ การคิดคำนวณ ซีกขวาควบคุม ศิลปะ สมาธิ แรงดลใจ ซีกหลังเป็นส่าวที่กำหนดพฤติกรรมก้าวร้าว ป่าเถื่อน เป็นสมองเก่าของสัตว์เดียรัจฉาน และสมองซีกหน้าก็มีหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับสัมผัสพิเศ ษ เซ้นต์ รวมไปถึงการระลึกชาติ ความเชื่อทางศาสนาก็เชื่อว่าสมองส่วนนี้หากได้รับการ ฝึกฝนก็จะบรรลุ มีอิทธิฤทธิ์ ระลึกชาติได้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงตัวอย่างที่ว่าคนที่ได้รับความกรัทบกระเทือน สมองส่วนหน้าจะเกิดความทรงจำประหลาดขึ้นมา และความเชื่อบางประเทศก็มีที่ว่าหัวกะโหลกเปรียบเสมื อนสิ่งที่เชื่อมต่อระหว่างภพนี้และภพหน้า (มีตัวอย่างเกียวกับคนใช้คนหนึ่งขอให้เจ้าของคฤหารฝั งกระโหลกเขาไว้ที่คฤหาสเมื่อเขาตาย เขาจะดูแลคฤหาสให้) อย่างไรก็ดีก็ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัตเกี่ยวกัยสมองส่ว นหน้าของคนเท่าใดนัก

    การละลึกชาติเป็นสิ่งที่อธิบายได้แต่จะต้องเปิดใจกว้ างรับรับรู้ข้อมุลทั้งหมด เพราะไม่ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวก ันด้วยเวลาทั้งนั้น กล่าวคือคำทำนาย หลักการณ์ วิชาการณ์ วิทยาศาสตร์ ศาสนา ฯลฯ ทุกอย่างล้วนมีความสัมพันธุ์กันทั้งนั้น

    ในเมื่อบอกว่าอำนาจคู่ขนานมีจริง ก็เปรียบดังได้ว่า ทุกสิ่งก็เป็นได้ทั้งจริงและเท็จในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุนจะยอมรับในด้านใด

    นี่เป็นหลักการณ์บางส่วนที่ผมรู้เห็นมาจากการนั่งสมา ธิ หากมีเวลาผมจะมาอธิบายเพิ่มให้ได้สาระใจความที่ชัดเจ นกว่านี้


    My Arts

    Vedora's sword's Gallery


    ภาพวาดในเวลาว่างของ Vedora's sword



    Lord Radu Cel Frumos

    Ytinrete rof dlrow eht esruc llahs i!!

  15. #15
    Death of a Salesman ValeRian's Avatar
    สมัคร
    May 2006
    สถานที่
    Salesman จากนรก
    โพส
    2,299
    Downloads
    0
    Uploads
    0
    Blog Entries
    1
    Rep Power
    0
    มะกี้พึ่งดูเรื่อง triangle ที่ช่อง star movie จบไปหยกๆ


    ดูเเล้วก็นึกถึง ทฤษฎีของไอนสไตน์เรื่อง เวลา..

    เมื่อลองพิจารณาดูแล้วจะสังเกตได้ว่า การเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการเกิด - ดับ ของสสารนี้จะถูกควบคุม โดย กาลเวลา เสมอ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจะต้องอาศัยเวลาไม่ว่า จะเป็น นาที วินาที หรือแม้เพียงเสี้ยวนาที ในจุดนี้เองที่ไอน์สไตน์ได้อธิบายเอาไว้ในทฤษฎีสัมพั นธภาพว่า สรรพสิ่งในจักรวาลมิได้ดำรงอยู่เพียง 3 มิติ คือ กว้าง ยาว ลึก หากแต่ ยังดำรงอยู่ในมิติที่ 4 คือ มิติแห่งกาลเวลา อีกด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลแม้แต่มนุษย์ ล้วนดำรงอยู่ใน 4 มิติ ทว่า น้อยคนที่จะสามารถสัมผัสถึงมิติที่ 4 แห่งกาลเวลานี้ได้





    ถ้าจะพูดเจาะจงไปเลย ก็คือ เวลาก็เป็นคลื่นอย่างนึงนะครับ เฉกเช่นเดียวกับความทรงจำของเราไง...




    ถ้าจะให้พูดว่า ถ้าคุณจะย้อนเวลาได้ คุณต้อง ย้อนระลอกคลื่นของเวลา เเต่ในความเป็นจริงในทางปฎิบัติ



    ตัวตุณคงไปอยู่ในช่วงเวลานั้นไม่ได้เเน่ๆ มันฝืนหลักธรรมชาติเกินไป..


    เเต่จิตสามารถทำได้เเน่นอน! อย่างที่คุณ Vedora's sword บอก หากจะพูดถึงการระลึกชาติ ตามคำบอกกล่าวของพระเถระ ก็กล่าวว่า ดวงจิตของเราจะจดบันทึกความจำของโลกและจักรวาลทั้งหม ดเอาไว้ เมื่อเราเกิดใหม่ดวงจิตนั้นจะถูกปิดกั้นความทรงจำเดิ ม ทำให้เราจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นมาก่อน (แบบที่ว่าดวงจิตเปรียบเสมือนฮาร์ดดิสเก็บข้อมูลและส มองเปรียบเสมือนแรมเรียกใช้ข้อมูล)



    กายเราคงย้อนไปในอดีตไม่ได้ เเต่ผมว่า จิตเราสามารถย้อนได้เเน่... เห็นด้วยเช่นกัน..






    เเถม นอกเรื่อง หน่อยนะครับ..... ไหนๆมันก็เลยเถิดไปเเล้ว





    อ้างอิงจาก ทฤษฎีที่ว่า แสงเดินทางด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที ขณะที่เส้นรอบวงของโลก 1 รอบ มีความยาว 40,000 กิโลเมตร ดังนั้น แสงเดินทางรอบโลกได้ประมาณ 7.5 รอบในเวลา 1 วินาที ในขณะที่โลกหมุนรอบตัวเองอยู่ตลอดเวลาด้วยความเร็ว 0.5 กิโลเมตรต่อวินาที ถ้าให้แสงเดินทางจากตะวันออกไปตะวันตก หรือจากตะวันตกไปตะวันออกจะมีความเร็วแตกต่างกันหรือ ไม่ คำตอบคือไม่ เ เสงเดินทางด้วยความเร็วคงที่ตลอด..


    เเสงเดินทางได้ด้วยความเร็ว 3เเสนกม/ชม ถ้า สมมุติ คุณสามารถเดินได้ใกล้เคียงกับความเร็วเเสงคงเดินทางร อบ
    โลก พอครบ 1 ชั่วโมง และลงจอดที่จุดๆเดิมตอนออกเดินทาง ณ จุดๆนี้ จะเปลี่ยนไปเป็น อีก10 ปีข้างหน้า ซึ่งนั้นก็คือ ทุกสิ่งบนโลกนี้จะมีอายุเพิ่มขึ้นอีก10 ปี


    สมมุตินะคับ..ในทางทฤษฎี


    ฉะนั้น ถ้าเราเดินไปในอนาคต เป็นไปได้ คับ ไม่เเน่ถ้าคุณสามารถ เอาชนะกฎโมเมนตัมอันนี้ได้


    เป็นหลักของโมเมนตัมที่ว่า
    โมนเมนตัมของวัตถุ = มวลของวัตถุ x ความเร็วของวัตถุ
    ดังนั้น ถ้ามวลของวัตถุมาก ความเร็วมาก แรงที่เกิดจากการปะทะของวัตถุก็จะมากด้วยครับ


    พูดง่ายๆถ้ายานพาหนะคุณรึตัวคุณสามารถทนต่อเเรงกดอัน มหาศาล คุณสามารถไปอนาคตได้เเน่ๆคับ..



    เเล้วคุณสามารถ เดินทางย้อนอดีตได้ไหม?? ถ้าจะพูดกันตรงผมว่าก็คงไม่ได้

    ปรากฎการ์ณเเสงสัมพันธ์กับเวลา พูดกันตรงๆ สมมุติว่า จักรวาลกำเนิดขึ้นมา เกิดบิ๊กเเบงค์เเล้ว

    ปัง! เเสงได้เริ่มเดินทางเเล้ว.... เฉกเช่นได้กับน้ำตกมันไหลย้อนขึ้นไม่ได้เหมือนกับเวล าเหมือนกันเวลากับเเสง



    ไหลย้อนกลับไม่ได้ เช่นกัน..มีเเต่จะไปเเต่ข้างหน้าอย่างเดียว..



    พูดเเล้วก็ซับซ้อนเอาเป็นว่า ถ้าคิดจะย้อนอดีตเป็นไปไม่ได้ คับ ฟันธง! เเต่เรื่อง มิติคู่ขนาน หรือ เหลื่อมกันอันนี้ก็ไม่

    เเน่ครับ




    ดั่งคำที่ว่า อะไรที่มันผ่านมาเเล้ว เราไปเเก้ไขมันไม่ได้.... เเต่สิ่งที่เราจะดำเนินต่อเราสามารถเปลี่ยนเเปลงได้!





    ปล.จากระลึก ชาติ กลายเป็น ทฤษฎีเรื่องเวลาไป ได้ โทษนะครับ ที่นอกเรื่อง มากไปหน่อยอะ เมามัน...ไปอภัยด้วย..
    แก้ไขโดย ValeRian : 16 Sep 2006 เวลา 23:15


    เกรียนนักใช่ไหมตบเกรียนเเตก!!

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •  
Thaigaming.com
Thailand Biggest Gaming Communities
ขณะนี้ กำลัง ปรับปรุง อัพเกรดระบบ อาจพบ ปัญหาระบบยังไม่สมบูรณ์
Join us