| |||||||
![]() |
| | Share | คำสั่งเพิ่มเติม | แสดงผล |
| สมาชิกจำนวน 2 คน ที่ได้ขอบคุณ 4040040400 สำหรับโพสที่มีประโยชน์นี้ |
| | #3 (permalink) |
| สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG ![]() สมัคร: May 2006 สถานที่: ข้างหลังคุณไง!!! แฮ่ๆๆ!
โพส: 1,699
Blog Entries: 1![]() ![]() ![]() ![]() ![]() | ตำนานมังกร (ตอนกลาง) เรา ลองมาใช้สมมุติฐานทางชีววิทยาอย่างง่ายๆกันดูว่า เจ้ามังกรนี่มันเป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้นมันจะต้องมีวิวัฒนาการแน่ๆ ตรงนี้แหละคือประเด็น มังกรจะต้องมีวิวัฒนาการ อย่างไรจึงจะทำให้มันมีขนาดใหญ่โต บินได้ และพ่นไฟออกมาตาม เทพนิยาย ความลับของมันน่าจะอยู่ที่คุณสมบัติสามประการ ต่อไปนี้คือ ขนาด ของมัน การพ่นไฟของมัน และท้ายสุด เลือดอันมีคุณสมบัติพิเศษ ของมังกรนั่นเอง ตามเทพนิยายมังกรแต่ละตัวล้วนมีขนาดมหึมา ด้วยกัน แทบทั้งสิ้นแล้ว เจ้า!มหึมานี้มันบินขึ้นได้อย่างไร โดยที่น้ำหนักตัวมหาศาล ของมันไม่เป็นอุปสรรค เลยแม้แต่น้อย? แต่ก็ไม่น่าจะ ยากหากเราเปรียบเทียบกับ!ปีก ชนิดอื่นๆบนโลกนี้ (อย่าลืมว่าเราตั้งอยู่ บนทฤษฎีที่ว่า มังกรเป็น!ชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เทพ มังกร หรือปีศาจมังกรอย่างในนิทาน) ซึ่งข้อมูลที่ได้มา มันก็บอกอะไร เราหลายๆอย่างทีเดียว เป็นต้นว่า ในทุกๆหนึ่ง ตารางเซนติเมตรของปีก ของห่าน แคนาดามันสามารถยกน้ำหนักตัวมันเอง ได้สองกรัม ทำนองเดียวกันกับปีก นก นางแอ่นซึ่งยกได้ 132 กรัม นอกจากพวกนกแล้วความรู้ทาง ชีววิทยายังบอกเราอีกว่า แมลงภู่ยกได้ 1,125 กรัม ในกรณีของนกแก้วข้อแตกต่างก็คือ ลักษณะพิเศษของขนปีก ซึ่งอากาศไหลผ่านจากปีกส่วนบนลงสู่ส่วนล่าง ทำให้ เกิดความแตกต่างของความดัน อากาศขึ้น โอ... ตามทฤษฎีการสร้างเครื่องบินเลยนะเนี่ย แต่ก็คงจะตลกถ้ามังกรดัน มีปีก ที่มีขนเหมือนนก งั้นเราก็มาเปรียบเทียบกับแมลงภู่ดู หากว่าปีก ของมังกรมีประสิทธิภาพ เฉกเช่นปีกแมลงภู่ แล้ว มันจะต้องใช้พื้นที่ปีก 720 ตารางเมตร เพื่อที่จะยกน้ำหนักตัว ขนาดเก้าพันกิโลกรัมให้ทะยานขึ้นบนอากาศ ซึ่ง ปีกลักษณะนี้จะต้องมีความยาว จาก ปลายด้านหนึ่งถึงอีกด้านหนึ่งราว 150 เมตร แน่ล่ะว่านอกจาก!ประหลาดในเรื่อง อุลตร้าแมนแล้วไม่มี!ชนิดใดจะเป็นได้ขนาดนี้ ดังนั้นตัดประเด็นนี้ทิ้งไปได้เลย มีบทความบทหนึ่งกล่าวว่า...."และ แล้วมังกรก็กลับกลายร่างขนาดมหึมา จากปาก ของมันเปลวไฟจะพวยพุ่ง ลมหายใจที่เหม็นเหลือก็รวยรินออกมา กลุ่ม ควันก้คละคลุ้งไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ ณ ยามที่มันสืบเชื้อสาย มังกรก็ร่วมรวมกันเป็นหมู่เหล่า มันกางปีก... ลอยขึ้นสู่ อากาศ และด้วยบัญชาจาก พระผู้เป็นเจ้า มังกรบางตัวที่มีน้ำหนัก มากเกินไป แล้วร่วงหล่นสู่ลำแม่น้ำ อันเป็นสาย ธาราจากสรวงสวรรค์ ในที่นั้นมันจะสูญสลายไป มังกรที่เหลือจะอยู่ร่วมกัน จนพ้นฤดู เมื่อมังกรตนใดร่วงลง มังกรตน อื่นจะรออยู่เจ็ดวันแล้วจึงลงไปเพื่อ ที่จะพบ กับซากขนาดมหึมาที่เหลือแต่โครงกระดูก เพื่อเก็บไปเป็น ศิราภรณ์แห่ง มันต่อไป"... จาก Wonder of the East ของ จอร์ แดนัส เป็นไปได้ไหมว่าเราคลำทางมาผิด และตั้งสมมติฐานผิดๆ เกี่ยวกับมังกร เราไม่ควรที่จะ ถามว่า ทำไม!ที่มีขนาดมหึมาอย่างมังกรจึงบินได้ แต่เราควรที่จะถามว่าทำไม!ที่มี ความ จำเป็นตามธรรมชาติที่จะต้องบินอย่างมังกรนั้น จึงได้วิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่โต เกินความจำเป็นเช่นนี้ การสืบ พันธุ์และการร่วงหล่นของมังกรก็เป็นประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจและควรจะเก็บ มาขบคิดกัน เป็นไปได้ไหมว่ามังกรไม่ จำเป็นต้องมีปีก ตลอดเวลา มันอาจจะมีปีกเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องบินออกมาหาคู่เหมื อนกับแมลงบางชนิด เช่น แมลง เม่า ปลวก เป็นต้น และสิ่งหนึ่งที่จะเอามาเปรียบเทียบได้กับมังกรและจะช ่วย คลี่คลายปัญหาของการบิน ของมังกรได้ เป็นอย่างดี สิ่งนั้นคือเรือเหาะของเยอรมันใน สมัยสงครามโลกนั่นเอง ภาพของฮินเดนเบอร์กตอน ระเบิดกลาง อากาศ ก๊าซและ เชื้อเพลิงลุกไหม้ส่งผลให้โครงเรือแทบกลายเป็นจุลนั้ นได้จุดประกายอะไร ให้กับท่าน ไหม.. ใช่แล้ว !! มังกรบินได้เพราะลำตัวของมันกลวงและเต็มไปด้วย ก๊าซที่เบากว่า อากาศ มังกรจำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ เพราะจะ ได้เก็บก๊าซได้ปริมาณมากพอที่จะยก ตัวมันให้ลอย ขึ้น สู่อากาศ ...และสุดท้าย มังกรจำเป็นต้องพ่นไฟ เพราะเป็นสิ่งที่ ขาดไม่ได้สำหรับอำนวยความสะดวกใน การบินที่ แปลก ประหลาดของมัน แถมไม่ได้เพียงแค่ถลาไปเหมือน เทอราโนดอน (ไดโนเสาร์ที่มีปีก เป็นพังผืด น่าจะเคยเห็นกันใน Jurassic Park) หรือด้วยอิทธิพลแบบคลื่น อัลเบอร์ทอส มังกรบินได้จริงๆอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว จากตำนานต่างๆ มังกรสามารถบินข้ามมหาสมุทรได้ ภายในเวลาไม่กี่วัน เอาล่ะครับ ตำนานนั้นอาจเชื่อได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะความเก่าที่ เล่าสืบทอดกันมา อาจทำให้ราย ละเอียดผิดเพี้ยนไปบ้าง เรา ลองมาคิดกันอย่างมีเหตุและผลดู เอาเป็นว่าลองลดขนาดปีกของมังกรลงมา เหลือ ยาวราวสัก 6 เมตร ซึ่งหมาย ความว่าจากปลายปีกอีกด้านถึงด้านจะยาว 12 เมตร (ก็ยังคงตัวมหึมาอยู่) ตามหลักกลศาสตร์มันก็ยังคงบินไม่ขึ้นนั่น แหละ เพราะพื้นที่ ของปีก หรือแรงยกที่จะทำได้จะเพิ่มในลักษณะของ กำลังสอง ในขณะที่มวลเพิ่มในลักษณะ ของ กำลังสาม ขนาดยิ่งเล็กลงโอกาสที่จะบินได้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่า เราจะสมมุติให้มังกรมีปีกที่มีประสิทธิภาพที่สุด ใน บรรดา !ที่เรารู้จักกัน ปีกของมันก็ยังจะทรงพลังจนเหลือเชื่อ อยู่ดี เอ๊ะ แบบนี้ก็เหลือทางเดียวสิ ที่มังกรจะบินขึ้นสู่ท้อง ฟ้า ได้โดยไม่อาศัยพลังปีก ทางเดียวที่ว่านั้นก็คือ มังกรมีน้ำหนักหรือมวลที่น้อยมากไง... ทีนี้ปัญหาของ "ปีกมังกร ที่ ถกกันก็คงหมดไปได้ เรารู้แล้วว่ามังกรไม่ได้ใช้ปีกในการ พยุงร่าง อันมหึมาของมันขึ้นสู่บนอากาศ หากแต่ใช้เพื่อ บังคับทิศทางและใช้เป็นเกราะ เพื่อป้องกันตนเอง และถ้ามองมังกรอย่างเผินๆเวลาอยู่บนพื้นเราก็อาจไม่เ ห็นปีกของ มัน ทำนอง เดียวกับ!จำพวกแมลงเต่าทองเวลาหุบปีกนั่นเอง แล้วไฟของมังกรล่ะ? มีปัญหาเหลือเกินว่าทำไมมังกรจึงมัก พ่นไฟเป็นเปลวอยู่ในช่วงสั้นๆของจมูกมัน เท่านั้น เอง ทำไมจึงไม่พ่นออกมาเป็นเปลวเพลิงเหมือนก็อดซิลล่า คำ ตอบก็อยู่ที่พฤติกรรมของ พวกมังกรล่ะ อย่างที่ขาเกมส์ RPG รู้กันว่ามังกรมักจะอยู่ในถ้ำ มันจึงจำเป็นต้องมี การควบ คุมปริมาณอากาศจากกระบวนการทาง ชีววิทยาของมัน แน่ล่ะว่าขีดจำกัดในการ ควบคุมย่อมต้องมีแน่นอน และน้องๆ นักศึกษาที่เรียนเคมีกับชีววิทยากันมาแล้ว ก็คงจะตอบได้ดีว่า กระบวนการดังกล่าวของเจ้ามังกรนั้นก็คือกระบวน การสันดาปก๊าซ" ไฮโดรเยนกับออกซิเยนนั่นเอง เอ... แล้วไฮโดรเยนพวกนี้มัน มาจากไหนกันนะ กลไกทาง ธรรมชาติมากมายมักสร้างที่ไปที่มา ที่พวกเรา คาดไม่ถึงกัน อยู่เสมอๆ ลองนึกตัวอย่างของปลาไหล ไฟฟ้า ที่มี เซลที่สามารถประจุไฟฟ้า ได้ปริมาณมหาศาล เจ้ามังกรก็อาจมีอวัยวะบางชนิดที่สามารถแยก ไฮโดรเยนออก จากสาร อาหารหรือน้ำด้วยวิธีทางชีวเคมี และทำให้มันรวมกับ ออกซิเยนในตอนมันหายใจก็เป็นได้ ไม่ว่า กระบวนการดัง กล่าว จะเป็นยังไงก็ตาม (ก็ไม่รู้นี่นา... มันทำให้มังกรหายใจเป็น เปลวเพลิงได้ เพราะมันจำเป็นต้องทำแบบนั้น เปลวเพลิงใช้ ประโยชน์ได้มากมาย เช่นใช้พ่นเป็นอาวุธ ใช้ดึงดูดเพศตรงข้ามทำนองเดียวกับแพนหาง ของนกยูง แถมยังช่วยในการบินซึ่งจะขออธิบายในตอนหลัง ว่ากันง่ายๆก็คือตราบใด ที่ตัวมังกร ยังมีไฮโดรเยนมากพอ มันก็ สามารถอยู่ในถ้ำ และพ่นไฟได้อย่างสนุกสนาน สบายมาก และคงเป็นเพราะในถ้ำนั้นมืดมังกรก็เลยต้องพ่นลมหาย ใจเป็นไฟเพื่อ ส่องสว่างด้วยล่ะมั้ง ก็อย่างที่กล่าวไว้ในตำนานนั่นล่ะ พวกวีรบุรุษต่างๆมักจะเข้าไปในถ้ำ ที่มีเปลวและ ควันไฟ พวยพุ่งออกมา เจออาการนี้เมื่อไหร่ก็อนุมานได้เลยว่า ในนั้นต้องมี มังกรอาศัยอยู่ภายในอย่างแน่นอน ไฟ คือสัญลักษณ์ที่แท้จริงของมังกร เพราะไม่ว่าชีวิต จะวิวัฒนาการไปในรูปแบบใด ธรรมชาติก็มีเหตุผลมารองรับการ วิวัฒน์นั้นๆเสมอ ได้กล่าวมาแล้วว่า การที่มังกรสามารถบินได้นั้นเพราะมันสามารถทำตัวให้ เบากว่า อากาศได้ ดัง นั้นมันจึงต้องการที่ว่าง ขนาดใหญ่มากจน เกือบจะเท่าตัวมันทั้งหมด เพื่อที่จะบรรจุก๊าซที่เบากว่า อากาศเอาไว้ ซึ่งจะทำ ให้เกิดแรงพยุงตัว แบบเรือเหาะ ว่ากันถึงก๊าซที่เบากว่าอากาศนักเรียนเคมีอาจจะ ตอบได้ว่า ฮีเลียมน่าจะเหมาะที่สุด ทว่าในความเป็นจริงนะ ฮีเลียม มีปริมาณตามธรรมชาติน้อยมาก แถมแทบจะไม่มีบทบาท ใดๆ ต่อสิ่งมีชีวิตเลย ไฮโดรเยนจึงนับว่าเหมาะที่สุด ซึ่งนอกจาก จะมีปริมาณตามธรรมชาติมากแล้ว มันยังเบาและลุกไหม้อย่างรุนแรงได้ เมื่อ รวมกับออกซิเยน สารประกอบบางรูป ของมันมีอยู่ทั่วไปในระบบย่อยอาหารของ! แม้แต่มนุษย์ ร้องอ๋อกันแล้วล่ะ สิ กรดไฮโดรคลอริกนั่นเอง ปฏิกิริยาชีวเคมีนี้จะต้องมี ขั้นตอน อันสลับซับซ้อนมากมาย ตลอดจนสารประกอบอีก หลายอย่างที่จะนำมาสู่ กระบวนการสันดาปของมังกร นี่ล่ะมั้ง ที่ทำให้ลมหายใจของมังกรมีกลิ่นเหม็น และฉุนเฉียว ![]() เครดิตท่านPrettyman แก้ไขโดย 4040040400 : 03 Sep 2006 เวลา 13:18 |
| | |
| สมาชิกที่ได้ขอบคุณ 4040040400 สำหรับโพสที่มีประโยชน์นี้ |
| | #4 (permalink) |
| แฟนพันธ์แท้ TG ![]() สมัคร: May 2006 สถานที่: ที่ไหนก็ได้ที่มีคอมให้เล่น
โพส: 3,277
Blog Entries: 1![]() ![]() ![]() |
โอ้ สาระจิงๆ = = (หลังจากที่คุงเบสหลงอยุในอาเขต หาทางออกม่ะเจอทั้งนาน) ป๋มแค่พอรู้บ้างอ่ะนะ รุจัก Tiamat ง่ะ พอได้ยินชื่อมาบ้าง (จากการ์ดSMNง่ะ)
__________________ ไม่มีเพื่อนแท้ และศัตรูที่ถาวร วันนี้ข้าประจักรแล้ว 555 |
| | |
| | #5 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() สมัคร: May 2006 สถานที่: บ้านอันแสนสุข
โพส: 457
Blog Entries: 3![]() |
อืมๆ โครงสร้างร่างกายภายในของมังกรมันจะเป็นไงนะ ถึงได้ดึงไฮโดรเจนออกจากน้ำและอาหารได้ เฮ้อ น่าเสียดายจริงๆ ทำไมพวกอัศวินที่ขยันฆ่ามังกรกันสมัยก่อน เขาไม่คิดที่จะทำการสำรวจโครงสร้างภายในของมังกรมั่ง น้า แล้วหยั่งงี้ คนรุ่นหลังอย่างพวกเราจะไปหามังกรที่ไหนมาสำรวจ(ชำแห ละ)ล่ะเนี่ย เหอะๆ /me นั่งรอตอนต่อ
__________________ |
| | |
| | #6 (permalink) |
| สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG ![]() สมัคร: May 2006 สถานที่: ข้างหลังคุณไง!!! แฮ่ๆๆ!
โพส: 1,699
Blog Entries: 1![]() ![]() ![]() ![]() ![]() | ตำนานมังกร (ตอนจบ) นอก จากความสลับซับซ้อนดังกล่าว อีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถอนุมานเกี่ยวกับ มังกรได้ก็คือ โครงสร้างส่วนใหญ่ของร่าง กายมันจะต้องมีห้องมากมายสำหรับเก็บก๊าซไฮโดรเยน นั่นล่ะคือจุดอ่อนตามธรรมชาติ ของ!ยักษ์เหล่าน ลองคิดกัน ง่ายๆหากมันโดนดาบ หรือไม้จิ้มฉึกทะลุเข้าช่องท้อง สู่ห้องเหล่านี้ สิ่งที่ตามมาก็คือกรด ไฮโดรคลอริก จะทะลักออกมาทำ ปฏิกิริยากับทุกสิ่งที่สัมผัสกับมัน ไม่ว่าจะเป็นดาบ มือที่จับดาบ หรือแม้แต่ผิวหนังของมังกรเองก็ตาม โดนเข้าอย่างนี้ ต่อให้เป็นโคตรมังกรก็สิ้นฤทธิ์ มันจะบินไม่ได้พ่นไฟ ก็ไม่ได้ มีอากาศเหมือนลูกโป่งหรือบอลลูนที่ถูกเจาะทะลุ โครง สร้าง ที่เบาบางของมันจะยุบสลายโดยสิ้นเชิง คงนึกภาพออก ว่าเมื่อมังกร ตาย (ไม่ว่าจะแก่ตายหรือโดนดาบเอ็กซ์คาร์ ลิเบอร์ จิ้มตายก็ตาม) มันจะสลายตัวไปในเวลาไม่นานนักซึ่งค้านกันเอามากๆกับ รูปร่าง ของมัน นี่เองจึงเป็นเหตุผลที่ ว่า ทำไมเราจึงไม่พบกระดูก เศษซาก หรือว่าฟอสซิลของ มังกรเลย เชื่อได้เลยว่ามังกรต้องวิวัฒนาการมาจาก !ประเภทไดโนเสาร์ เพราะรูปร่าง หน้าตามันก็บอกอยู่แล้ว เชื่อว่าในตัวมังกรจะ ต้องมี เยื่อเมือกตามธรรมชาติไว้คอย ป้องกันกรดไฮโดรคลอริก เพื่อ ไม่ให้กัดกร่อนเนื้อเยื่ออื่นๆ และกรดจะถูกหลั่งออกมา จากต่อมในตัวมัน เพื่อใช้ในกระบวนการชีวเคมีของมังกร ช่องว่างต่างๆในตัวมังกร จะถูกกั้นด้วยเยื่อและอวัยวะที่มีหน้าที่เหมือนลิ้นเ ปิดปิด โดยอาศัยแรงดึง ของเนื้อเยื่อ และ จะทำให้การส่งผ่านก๊าซเป็นไปอย่างสมดุลย์ตลอดทั้งร่า งของมังกร เนื้อเยื่อเหล่านี้ จะมีหน้าที่สำคัญอื่นๆอีกกล่าวคือ ใน สภาวะปกติความดันต่างๆ จะอยู่ในภาวะที่ปกติ พอควรที่จะ ทำให้มังกรเดินต้วมเตี้ยม ไปมาบนพื้นดินได้ ไม่ลอยไปมา เหมือนลูกโป่ง เมื่อมังกรต้องการจะบิน เนื้อเยื่อของมันจะขยายตัวทำให้ปริมาตรของตัวช่อง เก็บก๊าซ เพิ่มขึ้นใน ขณะ ที่มวลของก๊าซคงเดิม สิ่งที่ตามมาก็คือความดันลดลง (ลืมกันไปหมดหรือยังนะ PV = nRT , เมื่อ V เพิ่ม P ก็ย่อมลดลง เป็นธรรมดา) พูดถึงการเพิ่มปริมาตรในช่องอากาศของมังกร ขอร้องอย่า ให้ทุกคนนึกถึงมังกรพองลมในลักษณะ ของ ปลาปักเป้า แบบนั้นมันดูน่าเกลียดมากสำหรับ!ที่สง่างามอย่างมังก ร (ถึงแม้ว่าตำราโบราณของจีนจะกล่าวถึงการ เปลี่ยนแปลง ขนาดของมังกร ในลักษณะนี้ก็เหอะ) เพราะการหดตัว ของ เนื้อเยื่อโดยการควบคุมกล้ามเนื้อ ก็ทำให้ กล้ามเนื้อหดตัวเข้าสู่บริเวณครีบของมัน เห็นจากภาพทั่วๆ ไปไหม ไม่ว่าจะมังกรหรืออะไรก็ตามพอมันบินแล้วครีบ หลังมัน จะตั้งต่างกันกับตอนอยู่บนดิน แถมครีบนี้ยังสามารถป้องกันตัวได้อีก นับว่าสารพัด ประโยชน์ดีเหมือนกัน ตอนนี้เราก็สามารถแก้ปัญหา เรื่องการบินของมังกรได้อย่าง สมบูรณ์แบบ เพราะถ้ามังกรต้องใช้ปีกในการพยุงตัว เพื่อบินจริงๆ มันก็ต้องมีกล้ามเนื้อ ที่มีพลังมหาศาลเกินกว่าธรรมชาติจะประทานให้ได้ แต่ด้วยวิธีการลอยตัวนี้มังกร จะ สามารถบิน ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ปัญหาเรื่องการบินที่จะตามมาอีกร้อยแปดพันเก้า ก็เป็นอันพับทิ้งไปได้เลย ที นี้กลับมาว่าเรื่องของซากมังกรที่เราไม่เคยค้นพบกันใ หม่ดีกว่า แม้ว่าจะด้วยกลไกทางชีววิทยาของมังกรจะทำให้เรา ไม่มีวันพบฟอสซิล ของมันได้เลย ในทำนองเดียวกับที่นักชีววิทยาไม่เคยพบซากบรรพบุรุษข องนก ว่าลักษณะที่พวก มัน เริ่มหัดบินนั้นมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่และ เป็นลักษณะอย่างไร แต่ด้วยขั้นตอนเดียวกัน เราสามารถอนุมานถึงการ วิวัฒนาการทางการบินของมังกรได้ตามลำดับขั้นตอนที่ชั ด เจน ตามสมควร ดัง นี้... เริ่มจากขนาดของมันก่อน เราทราบกันดีว่าพวกไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ จะมีขนาดที่ใหญ่โตมาก แต่!ในตระผม ลนี้กลับวิวัฒนาการ จนมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เพื่อความอยู่รอด เพราะ!ตัวเล็กย่อมคล่องแคล่ว และต้องการปริมาณ อาหารน้อย กว่าตัวใหญ่ ไดโนเสาร์รุ่นหลังๆ จึงมีขนาดเล็กลง ในขณะที่พวกตัวใหญ่ๆเริ่มพากัน ล้มหายตายจากไป ตามกฏของ ธรรมชาติ สำหรับตระผมลตัวใหญ่ที่จะ ดันทุรังมีชีวิต อยู่บนโลกใบนี้โดยไม่ลดขนาด ก็มีอยู่วิธีเดียวคือลด น้ำหนักตัวลง เพื่อเพิ่มความ คล่องแคล่วและ สงวนพลังงานใน การเคลื่อนไหว เอาล่ะ เจ้ามังกรก็คงวิวัฒน์ตัวเอง ออกมา ในทางเลือกที่สองนี้ แถมยัง มีโรงงานผลิตก๊าซ ไฮโดรเยนในตัวเองอีก เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ และกินเวลานานเอามากๆ ถึงแม้จะพิลึกและยาก นักวิทยาศาสตร์ก็ยังบอกว่า มันง่ายกว่าที่มนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์จะ วิวัฒน์มาเป็น โฮโมเซเปียนส์อย่างรวดเร็ว ในแบบที่เกิดขึ้นบนโลกของเรานี้ เป็นไหนๆ ในช่วง วิวัฒนาการนี้ บรรพบุรุษของมังกรก็ลดลงและสูญพันธุ์ไปในที่สุด เหลือเพียงผลพวง ของความ เปลี่ยนแปลงเพื่อการอยู่ รอดนั่นก็คือ ...มังกร มันได้ละทิ้งเครื่องประดับอัน ฟุ่มเฟือย เช่น หนอก เขา ต่างๆไปหมด แม้แต่กระดูกก็ยังวิวัฒน์ให้เป็นลักษณะ กลวง พวกเกร็ดหนังหนาๆตามตัวที่เคยเป็นเหมือนเกราะบัดนี้ก ็ได้หนักอึ้งเกินความจำ เป็น พวกมันคงทิ้งส่วนนั้นไป อย่างไม่เสียดายเหลือไว้เฉพาะ เขาที่เอาไว้ป้องกันส่วนหัวเท่านั้น เราสามารถทึกทักเอาได้อย่าสบายมากว่ามังกรใช้ วิธีการเคลื่อนที่ด้วยการ กระโดด เหมือนจิงโจ้แทนที่จะเดิน (ไม่แปลกเลย เมื่อเทียบกับการ เคลื่อนที่ ของพวก ไดโนเสาร์ กินเนื้ออย่างเวโลซี แรพเตอร์) ด้วยการทำรูปร่างให้เบาและการ กระโดดก็ทำให้มังกรรุ่นหลัง สามารถ กระโดดได้สูงขึ้น - น้ำหนักเบาลง จนกลายเป็นแทบ จะบินได้ในลูกหลานของมังกรช่วงหลัง มังกรไม่มีปีกในหลายๆ ชาติเช่นจีนหรือนอร์สนั้นบินได้ แท้ที่จริงมันอาจไม่ได้บิน แต่กำลังกระโดดอยู่ เพียงแต่กระโดดสูงเสีย จนคนเราคิด ว่ามันกำลังบินอยู่ และเราก็ได้ ข้อสรุปว่าพวกมันเป็นบรรพบุรุษของมังกรรุ่นที่มีปีก เอ๊ะ... แล้วทีนี้ปีกของมังกรจะมา จาก ไหนล่ะ? ง่ายๆ พอกระโดดได้สูงขึ้นไกลขึ้นก็ต้องเริ่มหาอะไร มาช่วยบังคับทิศทาง ในการเคลื่อนไหว ธรรมชาติ จึงสร้างปีกมังกร ขึ้นมาช่วยในการควบคุมทิศทาง เรื่องของ เรื่องก็เลยกลายเป็นแรกๆมังกรเคลื่อนที่ด้วยการกระโด ด พอกระโดดเก่ง เข้าก็เลยมีปีก เพื่อช่วยร่อนไปมาในอากาศเหมือนเทอร์ราโนดอนหรือบรรพ บุรุษของนก และพอร่อน เก็บ Level เข้ามากๆก็เลยกลายเป็นบินได้ด้วยเองซะเลย สบายเขาล่ะ ด้วยข้อจำกัดทั้งหลาย ทั้งปวง มังกรจึงไม่น่า เป็น!ที่แข็งแกร่งโดดเด่นอะไรขึ้นมาได้(ยกเว้นรูปร่า ง ซึ่งคงจะ น่าเกรงขามอยู่เอาการ) แต่ก็น่ายกย่องพวกมังกรอยู่ ที่มันสามารถวิวัฒนาการผ่านวิกฤต มาได้เหมือนกับ บรรพบุรุษของพวกนก ด้วยขนาดที่ใหญ่โตเกินไป มังกรจึงจำ เป็นต้อง อยู่ในถ้ำแทนที่จะอยู่ในป่าหรือที่ราบซึ่งเหยื่อและศ ัตรูสามารถมองเห็น ได้ง่าย มังกรคงซุ่ม อยู่ในถ้ำหรือรอย แยกของหินผา คอยเวลาออกมาร่อนมากระโดดจับเหยื่อกิน ที่น่าสงสาร ก็คือ แม้พวกมันจะวิวัฒน์ผ่านวิกฤตเอาตัว รอดมาได้ แต่ด้วยข้อจำกัดที่พวกมันมีพวกมัน ก็คงดำรงเผ่าพันธุ์กันอยู่ได้ไม่นานหรอก ไดโนเสาร์แห่งยุคกลางที่เอา ตัวรอด และสืบเชื้อ สายมา หลายล้านปีเหล่านี้ ท้ายที่สุดก็พากันลดจำนวนลงไปตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาจจะ เหลืออยู่ไม่กี่ตัวที่ยังรอดรอเวลามาให้วีรบุรุษเอาด าบมาเสียบพุงเล่น จนกลายเป็น ตำนานเล่าขานกันมาถึงปัจจุบัน และนี่คือความเป็นมาของมังกรภายใต้สมมติฐาน ที่เป็นไปได้ อ้างอิงข้อมูลจากทั้งเทพนิยายและตำราวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันคงไม่มีมังกรเหลืออยู่บนโลกนี้อีกแล้วนอกจาก ในภาพยนตร์หรือวิดีโอ เกมส์ ซึ่งอย่างหลังนี่ดูจะมีออกมาท้า ทายวีรบุรุษเกมเมอร์ เป็นพิเศษ ...(ขอบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นข้อสันนิษฐาน อยู่ที่วิจารณญานส่วนบุคคลน่ะจะบอกให้ ) เรื่องมังกร จบแล้ว!! รวมรูปมังกรต่างๆในตอนต้น Tiamat Gold Dragon ![]() Mist Dragon ดูในตำนานมังกรตอนต้น Black Dragon ดูในตำนานมังกรตอนกลาง |
| | |
| | #7 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นเก๋า ![]() สมัคร: May 2006
โพส: 1,142
รับคำขอบคุณ: 21 ![]() ![]() ![]() |
ผมเชี่ยวชาญเลยแหละ ถ้าจะพูดถึงบรรพบุรุษของพวกมันก็คงจะเป็นมังกรร้อยหั วไทฟอนที่จอมเทพซูสขังไว้ใต้ภูเขา
__________________ ![]() My Arts Vedora's sword's Gallery ภาพวาดในเวลาว่างของ Vedora's sword Lord Radu Cel Frumos Ytinrete rof dlrow eht esruc llahs i!! |
| | |
| | #8 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() สมัคร: May 2006 สถานที่: บ้านอันแสนสุข
โพส: 457
Blog Entries: 3![]() |
อ่า จบซะแล้ว เรื่องของมังกร อ่านกะลังมันเลย อืม แต่ ลองคิดดูเล่นๆ มังกรมีความสามารถ ในการวิวัฒนาการสูง ใช่มั้ย เพราะงั้น... ตอนนี้ มันอาจจะยังมีอยู่ แต่ในรูปร่างที่ต่างไปก็ได้ ใครจะไปรู้!! เอ่อ แล้วสัตว์ในตำนานตัวต่อไปจะเป็นตัวอะไรหนอ~
__________________ |
| | |
| | #9 (permalink) | |
| สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG ![]() สมัคร: May 2006 สถานที่: ข้างหลังคุณไง!!! แฮ่ๆๆ!
โพส: 1,699
Blog Entries: 1![]() ![]() ![]() ![]() ![]() | อ้างอิง:
ต่อกับ . . . เซอร์เบอรัส (Cerberus) เซอร์ เบอรัส (Cerberus) มีรูปร่างเป็นหมาสีดำ ใหญ่โตพ่วงพี มี 3 หัว ปลายสุดของหางเป็นงู (บางตำนานว่าเป็นหาง มังกร)แต่ก่อนอื่นจะขอกล่าวถึงแม่ของเซอร์เบอรัสกันซ ัก หน่อยน่ะ เพราะมีความเป็นมาน่าสนใจอยู่(หรือน่าสยองก็ ไม่รู้) แม่เค้าเป็นอสุรกาย ชื่อ อีคิดน่า (อีคิดน่า เป็นภาษากรีก เขียนว่า Echidna)ป็นพี่น้องของพวกกอร์กอนส์ทั้งสาม อี คิดน่ารูปร่างหน้าตาประมาณนางงามเชียวน่ะ แต่ขอบอกว่า เฉพาะท่อนบนน่ะ แต่ท่อนล่างลงมาเป็นงูยักษ์มหึมา เมื่อ คุณ เธอไปตกล่องปล่องชิ้นกับอสุรกายอีกตนหนึ่งคือ "ไทฟอน (Typhon) ลูกที่กำเนิดจากคู่รักอันน่าสยองขวัญนี้จึง สยอง กว่าละสุดท้าย ลูกสาวเพียงตัวเดียว คือ "สฟิงซ์ เอาล่ะ กลับมาที่พระเอกของเราดีกว่า เซอร์เบอรัสมีงานประจำ ทำน่ะ จะบอกให้ ไม่ใช่พวกว่างงานระรานชาวบ้านไปวันๆงานของเซอร์เบอรั สคือ เฝ้าทางลง สู่นรกที่หน้าประตูทางเข้า ตรุทาร์ทะรัส เป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของ เฮดิส มันจะยอมให้วิญญาณของคนทุกคนเข้าประตู แต่จะไม่ยอมให้กลับออกมาเป็นอันขาด เมื่อไปถึงประตูนี้ วิญญาณแต่ละดวง จะถูกพาไปรับคำพิพากษาของ สามเทพสุภาคือ แรดดะแมนธัส ,ไมนอส และ อือคัส วิญญาณที่ชั่วร้ายจะถูกพิพากษาให้ต้องทนทุกข์ทรมาน อยู่ในตรุทาร์ทะรัสไปชั่วกัลป์ ส่วนวิญญาณที่ดีจะได้รับคำ พิพากษา ให้พาไปอยู่ยัง ทุ่งอีลิเซียน แดนสุขาวดีของกรีก นอกจากนี้เซอร์เบ อรัสยังเป็นภาระที่ 12 ของเฮอร์คิวลิสอีกด้วย เรื่องราวก็เนื่องจาก เทพีเฮร่ากลั่นแกล้งให้เฮอร์คิวสิ สวิกลจริต และทำความผิดหลาย อย่าง เช่น ฆ่าทายาทของตัวเอง เฮอร์คิวลิสจึงต้องรับโทษโดย ให้อยู่ใต้อำ นนาจของกษัตริย์ที่อ่อนแอ เป็นเวลาถึง 12 ปี และต้องทำ ภาระกิจ 12 ประการ ให้เสร็จสมบูรณ์ จึงจะพ้นโทษ ภารกิจ 12 ประการนั้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการพิชิตปีศาจ หรือไม่ก็สยบ !อิทธิฤทธิ์ต่าง การจับเซอร์เบอรัสมาให้กษัตริย์ ของเขา ก็เป็น 1 ในภาระกิจด้วย และเฮอร์คิวลิสก็สามารถจับเซอร์เบอรัสได้ด้วยพลัง อันมหาศาลของเขา | |
| | |
| สมาชิกที่ได้ขอบคุณ 4040040400 สำหรับโพสที่มีประโยชน์นี้ |
| | #12 (permalink) |
| สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG ![]() สมัคร: May 2006 สถานที่: CP Farm
โพส: 1,850
รับคำขอบคุณ: 126 ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() |
อ๋อ ภารกิจ12ประการของเฮอคิวลิส เคยมีอยู่ในเครื่องนะ เด๋วมาอีดิท= = ปล.มันอ่านว่า เคลเบรอส ก็ได้ใช่ใหม(ภาษาอังกฤษดิ้นด้าย)
__________________ ชื่อ: หมู หรือ หมา ตามสะดวกเรียก.... การศึกษา : ธรรมศาสตร์รังสิต งานอดิเรก : เซนเซ่อ |
| | |
| | #13 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นเก๋า ![]() สมัคร: May 2006
โพส: 1,142
รับคำขอบคุณ: 21 ![]() ![]() ![]() |
โทษทีครับผมมันเป็นคนขี้เกียจครับ อิอิ เดี่ยวบอกชื่อมังกรรุ่นปู่กับรุ่นพ่อครับ ไทฟอน เป็นมังกรรุ่รแรกครับ มีร้อยหัวสองร้อยกร เป็นบุตรของพระแม่ทรณีกับเจ้าบาดาลทาเทอร์ริส เคยต่อสู้กับเทพซูสมาแล้วและก็ทำให้ซูสขาเดี้ยงมาเหม ือนกัน เห่อๆ ลูกๆของไทฟอนก็จะมีเป็นสัตว์ประหลาดหลายๆตัว อย่าง ไฮดร้า(มังกรเจ็ดหัวที่สู้กับเฮอร์คิวลิส) เคเบลอส ไคมีร่า และก็อื่นๆอีกมาก ถ้าอยากรู้ก็ลองไปขุดอ่านดูนะครับ เห็นมีอยู่หลายเว็บเลยส่วนใหญ่เป็นเว็บนอก
__________________ ![]() My Arts Vedora's sword's Gallery ภาพวาดในเวลาว่างของ Vedora's sword Lord Radu Cel Frumos Ytinrete rof dlrow eht esruc llahs i!! |
| | |
| | #15 (permalink) | |
| สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG ![]() สมัคร: May 2006 สถานที่: ข้างหลังคุณไง!!! แฮ่ๆๆ!
โพส: 1,699
Blog Entries: 1![]() ![]() ![]() ![]() ![]() | อ้างอิง:
ไคมิร่า (Chimera) หรือไคเมร่าเป็นลูกตัวสำคัญของ อีคิดน่า และ ไทฟอน (ดูเรื่อง อีคิดน่า ได้จากหน้า เซอร์เบอรัส) เป็นพี่ชายของ เซอร์เบ อรัสนั่นเอง ไคเมร่ามีร่างกายกำยำ และร่างกาย ของมันเป็นที่รวม ของ!ร้าย ถึง 3 ชนิดทีเดียว คือส่วนหัวถึง หน้าอกเป็น สิงโต ลำตัวเป็นแพะ แต่บั้นท้ายกลับเป็นมังกร จะเห็นได้จากรูปว่า !ทั้งสามที่มารวม อยู่ในร่างเดียวของ ไคเมร่านี้น่ะ ล้วนแต่มีหัว ของมันเองอยู่ จึงอย่าได้สงสัยถ้าเห็นหัวแพะ โผล่อยู่กลางหลังของมัน และมีหัวงูอยู่ที่ปลายหางอีกด้วยเท่านั้น ยังไม่พอ มันยังสามารถพ่นไฟออกมาได้ เหมือนมังกรอีกด้วย แต่ถึงยังไงก็ตาม ไคเมร่ายืดอยู่ได้ไม่นานก็ถูกวีรบุรุษ เบลเลอโรฟอน ผู้ขี่ม้าบินเพกาซัสยิงเอาเท่งทึงสิ้นชื่อไปเลย แก้ไขโดย 4040040400 : 03 Sep 2006 เวลา 14:18 | |
| | |
| สมาชิกที่ได้ขอบคุณ 4040040400 สำหรับโพสที่มีประโยชน์นี้ |
![]() |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
| แสดงผล | |
| |