| | #16 (permalink) |
| สมาชิก TG แรกเริ่ม ![]() โพส: 210 TG ออร่า: ![]() | เอาหละ ขอเรียบเรียงความคิดก่อนนะ อันดับแรก ฉันคือ ฟินิกซ์ lord knight แห่งเมือง พรอนเทร่า ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงองค์รักษ์ อันดับต่อมา ฉันถูกท้าทายโดย เจ้า พาลาดินงี่เง่าคนนึง ให้เปิดศึกหาสาว อื้มม..... อันดับสาม แล้วทำไมตอนนี้ ฉันถึงต้องมาดูแล “ ยัยนี้ ” ด้วยนะ ฟินิกซ์ บ่นกับตัวเอง พร้อมกับกุมหัว ด้านหลังรถม้า พลางมองไปยังเด็กสาวที่ นั่งแกว่งขาอย่าง อย่างอายๆ เธอกำลังลองกินไอครีมอยู่ เธอค่อยๆ เลียมัน อย่างช้าๆ ทุกครั้งที่เธอเลียมัน เธอจะมีสีหน้าประหลาดใจ “ แหม.... ท่าทางหนูเพิ่งจะเคยชิมไอครีมเป็นครั้งแรกสินะ จ๊ะ ” เจ้าหน้าที่ คาฟร้า ที่ขับรถม้า หันกลับมาถาม เด็กสาวสะดุ้งโหยง จนไอครีมหลุดออกจากมือ จนเลอะเสื้อ กับหน้าของเธอไปหมด ปัญหาก็คือ ไอครีมมันเป็นสีขาว แล้วไอ้สีขาวๆ ที่เป็นไอครีมเนี้ย มันเหมือนกับบางฉากในหนังสือสำหรับผู้ใหญ่จริงๆ เล่นเอาฟินิกซ์แทบเอาหัวโขกกำแพงเพื่อเรียกสติตัวเอง ใจเย็นไว้!! นั้นเป็น ไอครีม!! แล้วอีกอย่างนี้มันเด็ก 10 ขวบนะว้อยย!! พรากผู้เยาว์!!!! มันคุกนะว้อยย!!! หลังจากเรียกสติมาได้เขาก็หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดคราบ ไอครีมออก แล้วพยายามข่มเสียงตัวเองให้ปกติที่สุด “ เอ้า เลอะหมดแล้วดูซิ ” เด็กสาวทำหน้าบูดนิดๆ “ เป็นคุณพ่อนี้ลำบากจริงๆ เลยนะค่ะ ” คาฟร้าหันกลับมาถาม “ ก็บอกแล้วไงครับว่าผมไม่ใช่พ่อของเด็กคนนี้ครับ ” ฟินิกซ์ตอบอย่างเหนื่อยใจนิดๆ “ แต่ขอบคุณมากเลยนะครับที่ให้ติดรถม้าไปเมือง โคโมโดแบบนี้เนี่ย ” คาฟร้าหัวเราะอย่างสดใสแล้วตอบฟินิกซ์ไปอย่างอารมณ์ด ี “ แหมไม่เป็นไรหรอกค่ะ ” “ เออ พี่ชายค่ะ (โอนี่ซัง) ” ไอ้คำพูดโมเอะสุดในรอบปีจากเด็กสาว โอ้วว ไม่เสียดายที่ได้เกิดมาจริงๆ รู้สึกเหมือนเป็นพระเอกในการ์ตูนที่มีน้องสาวคอยเรีย ก พี่ชาย (โอนี่ซัง) โอ้วว!! ไม่ใช่ว้อยยยยยยยยยย อ้ากกก ฟินิกซ์ชักรู้สึกสับสนในชีวิตตัวเอง จนลงไปนอนดิ้นบนรถม้าอย่างปวดหัวสุดขีด “ เรากำลังจะไปที่ไหนกันเหรอค่ะ ? ” เด็กสาวถามอย่างอยากรู้ “ อ้อ เมืองโคโมโดหน่ะ..... ” ฟินิกซ์พูดในขณะที่รถม้าค่อยๆ ผ่านถ้ำที่มืดมิดไป “ โคโมโด? ” เด็กสาวทวนคำอย่างฉงน “ เมืองที่อยู่ติดชายหาดหน่ะ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันและความบันเทิงมากมายเลย หละ ” “ สีสัน....?? ” “ นี้ไงหละ ” ฟินิกซ์ชี้ไปทางแสงสว่างที่เป็นทางออกของถ้ำ พอรถม้าค่อยๆ ออกมาจากถ้ำ เด็กสาวก็ได้เห็นเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสว่างแม้ว่าขณ ะนี้จะเป็นตอนกลางคืนก้ตามที แสงสว่างเจิดจรัสไปทั่วเมืองจน แสงหลากสีทอประกายจากบ้านแต่ละหลัง คบไฟจำนวนมากถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ อย่างสวยงามเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน นี้คงเป็นครั้งแรกสำหรับเด็กสาวคนนี้ที่ได้เห็นสีสัน ขนาดนี้ ดวงตาของเธอเป็นประกายเมื่อต้องกับแสงเหล่านั้น ฟินิกซ์พอเห็นอาการแบบนั้นก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ รถม้าจอดลง ฟินิกซ์กล่าวขอบคุณคาฟร้าเล็กน้อย ส่วนเด็กสาวก็มองไปรอบๆ ทุกอย่างที่นี้ดูจะส่องประกายได้ทีเดียว เขาถอนหายใจหน่อยๆ ยังไงตอนนี้มันก็จะมืด แต่ก็ไม่ได้ดึกมากนัก ยังมีเวลาที่จะให้เขาไปทำงานอยู่ แต่ว่าพอมองไปยังเด็กสาว “ เอ้า..... ” ฟินิกซ์ยื่นมือไปให้กับเด็กสาวผมสีม่วง “ ไปกันเถอะ ” ฟินิกซ์คิดว่าเรื่องงานนั้นเอาไว้ทำทีหลังก็คงไม่เป็ นไร พาเด็กคนนี้เที่ยวเมืองนี้เสียหน่อยก็คงไม่เลวทีเดีย ว จะว่าไปแล้วที่ๆ ขึ้นชื่อของโคโมโดก็ต้องเป็น.... โรงละครสินะ อื้มมมม ว่าแล้วเขาก็จูงมือ เด็กสาวเข้าไปดูละครใน โรงละคร ซึ่งวันนี้พอดีเหลือเกิน มีการแสดงรอบสุดท้ายให้ดูพอดี ละครที่แสดง ก็คือ “ เทพสงคราม ” โดยเนื้อเรื่องมีอยู่ว่า เด็กหนุ่มคนหนึ่งผู้ครอบครองดาบในตำนานและเป็นคนกอบก ู้รูนมิดกันได้ แต่อยู่มาวันหนึ่ง มีปิศาจตนหนึ่ง ได้มาต่อสู้จนกระทั่ง ดาบเล่มนั้นก็ได้แตกออกเป็น 6 ส่วน ประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ แสง และไร้ธาตุ ทำให้เขาต้องทำการรวบรวมชิ้นส่วนดาบทั้ง 6 ใหม่ ชิ้นส่วนแรก ดาบแห่งน้ำ มือสังหารสาวที่ทำงานให้พรอนเทร่า ถึงแม้ว่าปิศาจตนนั้นจะพยายามแย่งมาแต่ก็ไม่สามารถแย ่งมาได้ ชิ้นที่สอง ดาบแห่งสายลม ถูกครอบครองโดยนักเดินทางหน้าใหม่ ซึ่งต่อมาทุกคนรู้จักเขาในฐานะ นักดาบยศพิเศษแห่งเมืองพรอนเทร่า “วิงก์” ชิ้นต่อมา ดาบไร้ธาตุ ดาบเล่มนี้ถูกซ่อนในพรอนเทร่า แต่ทว่าพวกเขามาช้าเกินไป ดาบเล่มนี้ถูกปิศาจตนนั้นพบเสียก่อน เขาได้ดึงดาบขึ้นมาแล้ว ดาบไร้ธาตุก็ซึมซับพลังความมืดของเขาไปจนกลายเป้นดาบ แห่งความมืด เหตุการณ์นั้น ทุกคนยังจำได้ดี เมืองพรอนเทร่าพังพินาศไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แต่ทว่า เทพสงคราม ก็ได้ต่อสู้กับมัน อย่างสุดความสามารถ น่าเสียดาย ที่โรคเก่าของเขา เริ่มกำเริบ เขาได้แลกชีวิตกับปิศาจตนนั้น แต่ความสงบสุขไม่ได้กลับมาจริง..... ปิศาจตนนั้นยังรอดชีวิตกลับมา และเวลาเดียวกันเขาก็ได้ครอบครองดาบแห่งความมืดแล้ว ดาบเล่มที่ 4 ดาบแห่งดิน หลังจากเกิดเหตุการณ์เศร้าต่างๆ นาๆ ดาบแห่งดินก็ปรากฏขึ้นโดยบังเอิญ และ อัศวินเงาแห่งพรอนเทร่า ได้ไปค้นพบมันในหมู่บ้านออค แต่สิ่งที่เขาพบนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ดาบแห่งดิน แต่เขากลับพบกับ เทพสงครามที่ควรจะตายไปแล้ว เขาถูกเทพสงครามแทงเขาที่ไหล่ จนตกลงไปที่แม่น้ำเกือบจะตายไปเสียแล้ว ดาบเล่มที่ 5 ดาบแห่งไฟ….. ฟินิกซ์ผู้ดูละคร เขาเองย่อมรู้ดีว่าละครเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงทั้งห มด ถึงแม้ว่าในละคร ชื่อของตัวละครเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนไปนิดๆหน่อยๆ แต่เขาก็รู้ดีว่า เรื่องราวเหล่านี้ได้เกิดขึ้นและ จบลงเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ........ ดาบแห่งไฟสินะ เขาพูดกับตัวเองแล้วนั่งดูละครไปอย่างเงียบๆ ดาบแห่งไฟถูกซ่อนอยู่ในทะเลทราย อัศวินแห่งไฟอยู่นะระหว่างการเดินทาง ได้ไปพบกับคนรักของเขาที่ตายไปแล้ว แต่ทว่าคนรักของเขากลับกลายเป็น สัตว์ประหลาดไปเสียแล้ว เธอได้กลายเป็นมายา ผู้ดูแลรังมดที่ใหญ่ที่สุดในทะเลทราบ ดาบแห่งเปลวไฟอยู่ในตัวเธอ เธอตัดสินใจจะมอบดาบแห่งเปลวไฟให้กับ อัศวินผู้นั้น แต่นั้นหมายถึงการที่ชีวิตของเธอจะต้องดาบสูญไปด้วย อัศวินแห่งเปลวไฟนั้นจำจะต้องรับดาบมา พร้อมกับน้ำตา และต้องมองคนที่เขารักตายไปถึงสองครั้งด้วยกัน เนื้อเรื่องเดินมาถึงตรงนี้ แม้จะมีบางส่วนที่ไม่ตรงกันบ้างแต่ว่า ก็มีส่วนหนึ่งที่ตรงกัน ‘ เขาต้องมองคนรักตายไปถึงสองครั้งด้วยกัน ’ คำพูดนี้ยังติดในหูเขา ภาพนั้นยังคงติดตาเขาอยู่แม้ว่ามันจะผ่านมาแล้วถึง 3 – 4 ปีก็ตามที ภาพของหญิงสาวที่อยู่ในร่างครึ่งแมลง ที่แม้แต่จะยืนก็ยังยืนไม่ได้ด้วยซ้ำไป เธอเอามือของตัวเองควักลงไปในหน้าอกของเธอเอง แล้วดึงดาบเล่มยาว ที่มีลวดลายของเปลวไฟออกมา “ ทำไม!! ” ตัวเขาในอดีตตะโกนแล้วเข้าไปประคองร่างนั้น “ ทำไมถึงไม่บอกฉันว่าเป็นเธอ!! ” เขาพูดพร้อมทั้งน้ำตาที่ไม่อาจหยุดได้ ครึ่งมนุษย์ครึ่งแมลงที่นอนอยู่ บัดนี้ร่างมนุษย์ของเธอนั้นชัดเจนและมีรูปร่างเหมือน กับที่เขาจำได้ทุกกระเบียนนิ้วเลยทีเดียว “ .....ขอบใจนะ ” เธอพูดพลางเอามือลูบไล้ใบหน้าของฟินิกซ์ ปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินมากระทบมือของเธอ ภาพในอดีตช่างชัดเจนและไม่อาจลบเลือนออกไปได้ นี้คือชะตากรรมของเขางั้นหรือ.......... เมื่อยามเด็ก เขาก็ต้องเสียงพี่สาวไป ต่อมาก็ต้องเสียคนรักไปครั้งแรก และครั้งที่สอง..... น้ำตาของเขาไหลออกมา ถ้าหากคนทั่วไปมองก็คงนึกว่าคงเศร้าเพราะละครนี้แสดง ได้ซึ้งเหลือเกิน จนไม่มีใครรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของน้ำตาของเขา และเขาเองก็ไม่ต้องการให้ใครรู้เช่นกัน ละครยังคงดำเนินต่อไป ดาบแห่งแสง ดาบเล่มนี้ถูกค้นพบโดยนักล่า เขาได้มันมาขณะที่ผจญภัยที่ถูเขาหิมะ แล้วก็ต้องเจอกับปิศาจผู้ครอบครองดาบแห่งความมืด เมื่อความจริงเปิดเผย จริงๆ แล้ว ปิศาจตนนั้นและ นักล่าผู้นี้เคยเป็น เพื่อน ไม่สิ เป็นพี่น้องร่วมสาบานกันมาก่อน แต่พวกเขากลับหลงรัก ผู้หญิงคนเดียวกัน พอผู้หญิงคนนั้นตายไป เป็นสาเหตุทำให้ปิศาจตนนั้นก้าวสู่ด้านมืดและโทษทุกอ ย่างที่ขวางหน้า ดาบแห่งแสงปะทะดาบแห่งความมืด ผลการต่อสู้เป็นที่แน่นอน ดาบแห่งแสงได้พ่ายแพ้ต่อความมืด แต่ทว่า ปิศาจตนนั้นกลับไม่ลงมือสังหาร นักล่าผู้นั้น เวลาเดียวกัน มีข่าวลือว่า มีคนเห็นเทพสงครามที่แถวๆ พาย่อน มือสังหารผู้ครอบครองดาบแห่งน้ำจึงออกไปตามหา และเธอก็ได้พบกับ เศษซากของหมู่บ้านแห่งสายลมที่สาบสูญ และยิ่งไปกว่านั้นเธอก็ยังพบกับอดีตของเทพสงคราม จริงๆ แล้วเทพสงครามเป็นลูกครั้งระหว่างเผ่าสายลมและมนุษย์ ลักษณะเด่นของเผ่านี้ก็คือ เมื่อยามเด็กจะมีปีกและพอโตขึ้น ปีกนั้นจะหายไปเหลือแต่รอยสัก รูปปีกที่ด้านหลังเท่านั้น ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ถูกทำลายเพียงเพราะความเห็นแก่ตั วของมนุษย์เท่านั้น หลังจากไปเยือนเศษซากของหมู่บ้านแห่งสายลมเสร็จ พอเธอกลับมาก็พบว่า จวนผู้ว่าของเมืองพาย่อนกำลังถูกเพลิงเผาอยู่ ข้างใน เธอได้พบกับเทพสงครามที่ควรจะตายไปแล้ว แต่ว่าเขาถูกกลับเปลี่ยนไปเป็นผีดิบ และอยู้ใต้การควบคุมของปิศาจตัวนั้น ต่อจากพาย่อน ก็เป็นเมืองพรอนเทร่าอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเดินตรงผ่านเทหารนับพันไปอย่างไม่เกรงกลั วความตาย เพราะจริงๆ แล้วเขาก็ได้ตายไปแล้วนั้นเอง เขาตั้งใจจะฆ่า ราชาแห่งพรอนเทร่า แต่ก็ถูกขัดขวางโดยเหล่าเพื่อนๆ ของเขาเอง ผู้ครอบครองดาบทั้ง 5 ต้องต่อสู้ กับเทพสงคราม ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ผีดิบ แต่ว่าฝีมือของพวกเขาก็ต่างกันจนเห็นได้ชัดเหลือเกิน ในวินาทีหนึ่ง ความดีในตัวของเขา ก็ได้หยุดร่างผีดิบของตนเอาไว้ และจงใจสังหารตัวเองลง แต่ก่อนที่เขาจะตายได้เล่าถึงแผนการสุดท้ายของปิศาจใ ห้ฟัง ปิศาจตัวนั้นกำลังลงไปยังใต้หานาฬิกายักษ์ ที่ อัลเดอร์บาลัน เพื่อปลุกปิศาจมังกรที่ว่ากันว่า เพียงแค่หัวของมัน ก็มีขนาดเทียบเท่าเมืองเลยทีเดียว ผู้ครอบครองดาบทั้ง 5 ได้ตรงไปยัง อัลเดอร์บาลันให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ว่า มันก็สายไปเสียแล้ว มังกรตัวนั้นได้ตื่นขึ้นมาแล้ว มังกรตัวนั้นออกอาละวาทและทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง แทบไม่มีใครสามารถหยุดมันได้ มีทางเดียวที่จะหยุดมันได้ ก็คือต้องรวมดาบ Ragnarok ทั้ง 6 เล่มให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันอีก แต่ทว่า ดาบเล่มที่ 6 นั้นกลับไปอยู่ในมือของปิศาจตนนั้นไปเสียแล้ว ตอนนี้พวกเขามีดาบเพียงแค่ 5 เล่มเท่านั้น พวกเขาถอยมาตั้งหลัก และกลับไปรวบรวมกำลังพลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พระราชาแห่งพรอนเทร่าได้อนุญาตให้ใช้อาวุธที่สืบทอดก ันมาของราชวงศ์ นั้นก็คือ เรือเหาะขนาดใหญ่ยักษ์สำหรับการต่อสู้ มันถูกซ่อนไว้ใต้ Arena ของเมือง Izlude พวกเขารวบรวมกำลังรบให้ได้มากที่สุดและพาขึ้นเรือเหา ะ ไปเพื่อต่อสู้กับ มังกรตัวนั้น กำลังรบจากทั่วสารทิศมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็น นักธนู นักล่า นักรบ นักบวช โจร มือสังหาร อัศวิน อัลเคมิส กำลังรบทั้งหมดรวมกันเพื่อต่อกรกับมังกร แม้จะสูสีกันก็จริง แต่มันก็ไม่ช่วยทำให้ชนะได้ ยังไงเสีย ทางเดียวที่จะชนะได้ก็คือต้องไปชิงดาบเล่มที่ 6 มาและหลอมดาบทั้ง 6 ให้กลับไปเป็นดาบRagnarok ให้ได้ เมื่อคิดเช่นนั้น ผู้ครอบครองดาบทั้ง 5 ก็ได้รับความไว้วางใจจากคนทั่วรูนมิดกันด์ให้ไปชิงดา บเล่มสุดท้ายมา พวกเขาตรงเข้าไปหาปิศาจผู้บงการมังกรยักษ์ ไว้ และต่อสู้ห่ำหั่นกับมัน แม้จะมี ดาบ 5 เล่ม ก็ไม่อาจเอาชนะดาบเล่มที่ 6 ดาบแห่งความมืดได้ ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้นเอง โพริ่งตัวน้อย ของผู้ครอบครองดาบธาตุลม ก็ วิวัฒนาการ กางปีกสีขาวอันใหญ่ออกมา จากโพริ่งตัวเล็ก กลายเป็น แองเจอลิง ในพริบตา ว่ากันว่า แองเจอร์ลิ่ง มีพลังในการนำเอาวิญญาณคนตายกลับมาได้ และวิญญาณที่มันเอากลับมานั้นก็คือ เทพสงคราม....... เขากลับมาแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้มีปีกสีดำอีกแล้ว แต่กลับมีปีกสีขาวราวกับเทพ เขาเอาชนะปิศาจตัวนั้น และแย่งเอาดาบกลับมาจนได้ แต่ว่า การที่จะนำเอาดาบเล่มที่ 6 ที่เป็นธาตุมืดไปหลอมรวมนั้น มันเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เขาจึงจะต้องใช้วิญญาณตัวเองแทนดาบ เล่มที่ 6 เดิมทีเขาก็ตายไปอยู่แล้ว นั้นหมายความว่าเขาไม่มีร่างกายให้กลับไปแล้ว ทว่าการกระทำแบบนี้จะต้องทำให้เขาสูญเสียวิญญาณไปด้ว ย จะไม่มีทั้งร่างกาย และ วิญญาณ หลงเหลืออีกต่อไป แต่เขาไม่เสียใจที่จะทำเช่นนั้น เขาหลอมรวมดาบ ทั้ง 5 ไปพร้อมๆ กับวิญญาณของตัวเขาเอง และแล้วดาบ Ragnarok ก็กลับมา และพวกเขาก็ใช้ดาบเล่มนั้น สังหารมังกรยักษ์ และนำความสงบสุขกลับคืนมาสู่รูนมิดกันด์ ละครปิดม่านลง ช่างเป็นละครที่ยาวนานเสียเหลือเกิน แต่ว่าก็ทั้งสนุกและเศร้า ฟินิกซ์ปรบมือให้กับละครที่จบไป เด็กสาวที่นั่งข้างเขาก็เช่นกัน เธอปรบมือให้กับละครนั้นอย่างประทับใจ “ เป็นไงสนุกดีไหม ” ฟินิกซ์ถาม “ ค่ะ ” เด็กสาวตอบอย่างสนุกสนาน ก่อนจะถามกลับไป “ ละครเรื่องนี้ทำมาจากเรื่องจริงเหรอค่ะ ? ” ฟินิกซ์พยักตอบ ” งั้นก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากเลยนะค่ะ...... ” เด็กสาวพูดพลางแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า “ ใช่......... ” ฟินิกซ์รับคำพลางลูบหัวเด็กสาวเบาๆ “ ถึงแม้ว่าจะปกป้องหลายสิ่งหลายอย่างได้ก็ตามที แต่ว่าเวลาเดียวกันก็สูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างไปเหมื อนกัน ” เด็กหนุ่มชี้ให้เด็กสาวมองรอบๆ ตัวเธอ แสงสว่างระยิบระยับ ผู้คนที่ยิ้มให้แก่กัน ผู้คนที่ร้องไห้ให้กัน เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน วันคืนอันแสนสงบ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาปกป้อง คงไม่อาจพูดได้ว่ามันคุ้มค่า แต่ก็บอกได้อย่างชัดเจน มันว่าไม่สูญเปล่า การตายไปของZx ที่ต้องสละทั้งร่างกายและวิญญาณ การตายไปของคนรักของเขา...... “ จะว่าไปแล้วนี้มันก็ดึกแล้วเหะ....... ” ฟินิกซ์พูดราวกับพึ่งนึกขึ้นได้ “ ค่ะ....... ” เด็กสาวพยักหน้ารับ ในขณะที่เด็กหนุ่มได้แต่มองซ้ายมองขวา หาที่พัก บ้านพักเล็กๆ สบายๆ สำหรับนักท่องเที่ยวถูกจัดเตรียมให้กับเขา และเนื่องจากงบประมาณอันน้อยนิด ฟินิกซ์จึงไม่มีทางเลือกมากนักที่จะต้องเลือกห้องเดี ่ยว ที่มีเตียงเดียวขนาดเล็กๆ เพื่อพักนอน อันที่จริง เขานอนกลางทรายจนชินอยู่แล้ว แต่ครั้นจะให้เด็กสาวมานอนในที่ลำบากๆ ด้วยก็ยังไงๆ อยู่ เลยต้องเจียดเงินเดือนที่มีมาใช้อย่างระวัง พูดก็พูดเหอะ องค์รักษ์ฝ่ายขวา ฟังซะหรูหรา แต่ไหงเงินเดือนมันน้อยนักก็ไม่รู้.......... และด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ เขาจึงตัดสินใจว่าจะนอนพื้นและให้เด็กสาวผมสีม่วงนอน บนเตียง แต่ว่า....... “ หนูกลัว.... ” เด็กสาวผมสีม่วง พูดด้วยเสียงที่สั่นด้วยความหวาดๆ อีกทั้งยังเกาะแขนเสื้อของฟินิกซ์ไม่ปล่อยอีก แล้วไหนจะดวงตาที่อ้อนวอน แบบเด็กๆ ทำให้ฟินิกซ์รู้สึกหนักใจอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พยายามอธิบาย “ ฟังนะหนู พี่แค่ลงมานอนข้างล่างเอง ไม่ได้ทิ้งหนูไปไหนหรอก แล้วเตียงนี้มันก็แคบน่าดูเลย คงนอนกันสองคนไม่ได้ ” แต่เด็กน้อยส่ายหน้าแล้วยืนกรานคำเดิม “ หนูกลัว......... ” มันจะอะไรกันนักกันหนา ว้า!!!!!!!!!!!! แล้วไอ้สายตาแบบลูกหมาที่จะถูกทิ้งนั้นมันหมายความว่ าไงฟ่ะ!! ตรูจะบ้า!! ถึงจะคิดแบบนั้นก็เหอะ แต่พอมองไปยังเด็กสาวก็โกรธไม่ลงซะงั้น แรงแขนน้อยๆ ที่ดึงชายเสื้อของเด็กหนุ่ม ยิ่งทำให้เขาใจอ่อน จนยอมตกลงจนได้ ถึงนี้จะมืดแล้วก็เหอะ แต่สำหรับเมือง Comodo นี้ มันกลับสว่างไสว ราวกับเป็นตอนกลางวัน แสงสีที่ถูกสร้างขึ้นมา และประดับประดาไปทั่ว จนเรียกได้ว่า เมืองนี้คือเมืองที่ไม่เคยหลับ ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะนอนข้างๆ เด็กน้อยคนนี้จนกระทั่งเธอหลับแล้วค่อย หลบลงไปนอนบนพื้นแต่ แต่ว่าเขาก็คิดผิด เพราะเว่าเด็กสาวหลับไปทั้งๆ ที่กอดแขนของเขาอยู่ เขาพยายามจะดึงเธอออกอยู่พักนึง แต่ว่ามันก็ไม่เป็นผลเท่าไหร หลังจากความพยายามอยู่ซักพักเขาก็ตัดใจแล้วปล่อยให้เ ด็กสาวนอนกอดแขนเขา ส่วนตัวเขาที่ยังไม่ค่อยง่วงเท่าไหรก็ได้แต่มองออกไป นอกหน้าต่างของเมือง Comodo ต้องพูดว่า สมกับเป็นเมืองแห่งแสงสีสินะ แม้ว่าจะมืดค่ำเท่าไหรแล้วก็ตามที่นี้ก็ยังส่องสว่าง อีกทั้ง ยังมีเพลงจากโรงละครดังมาเนืองๆ ให้ได้ยินอีก หาดสายที่สะท้อนแสงสีแดงอ่อนๆ กับท้องฟ้าสีดำที่ไร้ดวงดาว ก็เป็นทิวทัศน์ที่ยากจะได้หามองจริงๆ และที่สำคัญที่สุด...... สาวๆ แถวนี้ สุดยอดดดดดดดด!!!! แม้แต่คาฟร้า ยังเปลี่ยนเครื่องแบบเพื่อให้เข้ากับเมืองเขตร้อนแบบ นี้ ต้องบอกได้ว่า สุดยอดจริงๆๆ โอ้วว!! แถมที่นี้เ พวก Dancer มือใหม่เยอะ อีก เรียกได้ว่าเมืองแห่งสาวๆ เลย !! เป็นสถานที่ๆ เหมาะแก่การหา สาวๆ ไปเต้นรำในงานเสียเหลือเกิน แต่ว่า กลับต้องมาอยู่กับเด็กคนนี้นี่สิ......... ฟินิกซ์ที่จู่ๆ อารมณ์เสีย หันไปมองเด็กน้อยที่มีผมสีม่วง ซึ่งนอนหลับไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ราว เลย “จะโกรธก็โกรธไม่ลงนี้สิ ลำบากใจ เหะ.........” ฟินิกซ์บ่นกับตัวเองเบาๆ ซักพักเขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง จะว่าไปวันนี้เขาถอนหายใจบ่อยเหลือเกิน แต่ให้ทำไงได้หละนะ เรื่องไม่คาดฝันมันเยอะกว่าที่คิดนี่นะ อื้มม...... “เสียงระฆังของวิหารแห่งเมืองสีขาวเมื่อยามตะวันลับข อบฟ้า ให้ราตรีเข้ามาแทนที่” เสียงเพลงเบาๆ ลอยละล่องมากระทบหูของเขา ทำให้เขาเลื่อนสายตามองออกไปที่ชายหาด หญิงสาวในอาภรสีขาว กำลังขับขานเสียงเพลงอยู่ ที่ริมหาด แสงสะท้อนจากไฟ ทำให้ตัวเธอด็เด่นขึ้นมา เธอร้องเพลงพร้อมๆ กับเคลื่อนไหวไปตามจังหว่ะของเสียงเพลง “ดวงจันทร์ที่เหนือฟากฟ้าทอประกายแสงราวกับไข่ม ุก เจิดจรัสเหนือฟากฟ้า มีเพียงแค่หยาดน้ำตาดวงน้อยที่ลงมากระทบกับพื้น “ เราคือผู้หลงทาง ” แต่จงอย่าร้องไห้ไปเลย เปลี่ยนน้ำตาของเจ้าให้เป็นบทเพลง แล้วร้องไปด้วยกันเถอะ” ฟินิกซ์ไปอาจละสายตาไปจากเธอได้แม้แต่วินาทีเดียว เพราะอะไรหละ........ เพราะเสียงเพลง....? เพราะท่วงท่าของเธอ ? หรือเพราะเธอเป็นผู้หญิงที่สวยงามคนนึง ? ไม่ใช่.......... วินาทีที่เขากำลังจะหาคำตอบให้กับตัวเองอยู่นั้นเอง สตรีนางนั้น ก็หมุนตัวตามจังหว่ะเพลงมา “ Just Sing With me & Smile to me “ ทั้งสองคนสบตากันและ กัน สตรีนางนั้น ยิ้มให้กับฟินิกซ์อย่างอ่อนโยน แม้ระยะทาง ของทั้งสองจะไกลจากกันซักหน่อย แต่ฟินิกซ์ก็แน่ใจว่า สตรีนางนั้นเป็นใครกัน.......... เขาเรียกชื่อเธอไปอย่างเลื่อนลอย...... “ Yu……..ko ? ” |
| | |
| | #18 (permalink) |
| สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG ![]() โพส: 2,045 TG ออร่า: ![]() ![]() สถานที่: ยังอยู่ที่เดิมแม้ใจเธอจะแปรผัน | - " - หลังจากดองมาร่วมปีกว่า
__________________ ![]() The Gate II : อลวนหนักกว่าเดิม : ตอนที่ III การต่อสู้ที่สะเทือนทั้งห้องโถงกำลังเริ่มขึ้นแล้ว “Life is a journey that must be traveled no matter how bad the roads and accommodations.” Oliver Godsmith |
| | |
| | #20 (permalink) |
| Through the Fire & Flames ![]() โพส: 5,581 TG ออร่า: ![]() สถานที่: ๑๓ ๔๕ N , ๑๐๐ ๓๐ E | ไหแตก o_O!!! ตัวละครบางตัว ขุดมาตั้งแต่ภาคแรกเลยทีเดียว แต่ว่า แต่ว่า แต่ว่า... ลงเนื้อเรื่องหลักต่อด้วยเซ่ แง่ม
__________________ The true wise men never need to brag; being modest, though, is what they value. No need to act strong, be strong. |
| | |
| | #22 (permalink) |
| สมาชิก TG แรกเริ่ม ![]() โพส: 210 TG ออร่า: ![]() | ความฝัน คืออะไร แล้วความจริง คืออะไร...... แล้วการที่เธอมาอยู่ตรงหน้าเรา.... แล้วยิ้มให้กับเรา มันเป็นความจริง? หรือมันเป็นแค่ความฝัน? สตรีที่อยู่เบื้องหน้าเรา มองตรงมายังเรา พร้อมๆ กับส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่น นี้เป็นความฝันใช่ไหม...... เธอเดินเข้ามาหาเรา แล้วพูดคุยกับเราเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ ฟินิกซ์....... สบายดีเหรอ ” น้ำเสียงที่ตรงกับในความทรงจำยิ่งตอกย้ำว่าเบื้องหน้ าเขานั้นเป็นใครกัน ถึงกระนั้น ก็ไม่มีคำพูดใดที่หลุดออกจากปากฟินิกซ์เลย “ อะไรกัน ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไง? ไม่พอใจที่เห็นฉันรึไงกัน ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งๆ โมโห “ ......หรือว่าลืมฉันไปแล้วกัน? ” น้ำเสียงเธอฟังดูเศร้าลงมาหน่อยๆ “ ป.... เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น ” “ แต่ก็นะ ฉันก็ไม่นึกว่าจะได้มาเจอเธอเหมือนกันนั้นหละ เหะๆ ” เธอหัวเราะคิกคัก “ อุตสาห์ออกมาเดินเล่นได้ทั้งที ได้มาเจอเธออีกครั้งนี้มันเหลือเชื่อเลยเนอะ ” “ ........ เธอคือ Yuko จริงๆ หรือ ” “ เสียมารยาท!! มาถามแบบนี้กับผู้หญิงได้ไงกัน ” เธอเอ็ดเสียงดัง จนฟินิกซ์ถึงกับประหลาดใจ เขาและเธอมองกัน ซักพัก ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน “ ถ้างั้นนี้ก็เป็นความฝันสินะ? ” “ อยากให้ฉันลองหยิกเธอไหมหละ “ Yuko ถามอย่างนึกสนุก “ ถ้าทำแบบนั้นแล้วฉันตื่นก็ไม่ได้พบกับเธอพอดีหน่ะสิ ” Yukoหน้าแดงไปชั่วครู่กับจะพูดต่อ “ เดี้ยวนี้หัดพูดคำหวานๆ กับผู้หญิงเป็นแล้วเหรอเนี่ย ” ฟินิกซ์เองก็ตอบโต้กลับไป “ เธอก็หัดพูดหยอกเล่นกับผู้ชายได้แล้วหรือเนี่ย ” “ เธอเปลี่ยนไปมากเลยนะ ” ทั้งสองก็พูดออกมาพร้อมๆ กัน โดยไม่ได้ตั้งใจ “ แล้วนายจำได้ไหมตอนเราจะจากกันครั้งสุดท้าย ฉันบอกว่าไง ” Yuko พูดด้วยน้ำเสียงโมโหนิดๆ “ ฉันบอกว่าให้เลิกเอาดอกไม้มาให้ที่หลุมศพฉันทุกๆ วันได้แล้ว ” “ แล้ว? ” ฟินิกซ์เอนคออย่างสงสัย “ ก็นายเล่นส่งแต่ดอกไม้มาให้จน ฉันได้ดอกไม้จนไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหนแล้วรู้ไหม!! ” “ อ้าวไม่ดีรึไงกัน ” “ ไม่ดี!! แล้วแบบนี้จะไปหาเจ้าสาวคนใหม่ได้ไหมหละเนี่ย ห่ะ!! ตอนฉันตายอุตสาห์บอกว่าให้ไปหาสาวดีๆ มาเป็นแฟนให้ได้ซักที แล้วนี่อะไรกัน ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้วยังหาไม่ได้อีกหรือไง!! ” Yuko ต่อว่าเป็นชุด “ เฮ้ๆ ของแบบนั้นมันหากันง่ายๆ ก็ดีหน่ะสิ ” “ เฮ้อ......... ” Yukoถอนหายใจอย่างเนือยๆ “นายเนี่ยนะ.....” “ หือ.?...... ” Yuko มองเลยตัวฟินิกซ์ไปหน่อยก็เห็นเด็กสาวผมสีม่วง นอนกอดแขนของเขาไว้อยู่ “ …………………………………………………………. ” เธอหันมามองฟินิกซ์สลับกับเด็กที่อยู่ข้างๆ “ โลลิค่อน ” “ จะบ้าเรอะ!!! ” “ แหมๆ ล้อเล่นนิดหน่อยก็ไม่ได้นะ ” เธอพูดไปหัวเราะคิกคักไป “ แต่แปลกนะ...... ปกติไม่ค่อยเห็นเด็กคนนี้ไม่ค่อยสนิทกับใครเท่านี้มา ก่อนเลยนะ ” “ เธอรู้จักเด็กคนนี้เหรอ ? ” ฟินิกซ์ถาม เพราะYuko พูดราวกับว่าเธอรู้จักเด็กสาวผมสีม่วงที่นอนอยู่ข้าง ๆ เขา “ อ้าว..... นายก็เคยพบกับเธอหลายครั้งอยู่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ? ” Yukoตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงสัย “ หา??? ” ฟินิกซ์กลับงงหนักเข้าไปอีก “ อ๊ะ.........” จู่ๆ Yuko ก็อุธานขึ้นมา ทำเอาฟินิกซ์ประหลาดใจเล็กน้อย “ ได้เวลาแล้วหละ ฉันต้องไปแล้ว ” “ อา......... เดี้ยวก่อน Yuko…..” ฟินิกซ์ “ ...........ฉันดีใจที่พบเธออีกนะ ฟินิกซ์.....แต่ว่า ” Yukoเ ว้นช่วง “ มันคงจะดีกว่า......... ถ้าพวกเราจะไม่ได้เจอกัน.......... ” ใบหน้าของYukoแม้จะยิ้มอยู่ แต่ว่ารอยยิ้มของเธอก็ดูเศร้าสร้อยเหลือเกิน “ โชคดีนะ......... ” เธอหันหลังให้กับฟินิกซ์ แล้ววิ่งจากเขาไป ฟินิกซ์ที่ตะโกนไล่หลัง เขาพยายามจะลุกจากเตียง แต่ว่า เด็กสาวผมสีม่วงก็ยังกอดแขนเข้าแน่น จะสะบัดให้หลุดออกมันก็ทำได้อยู่หรอก แต่ว่าจะทำให้เธอตื่นเอาเปล่าๆ และพอมองออกไปข้างนอกอีกที Yukoก็หายไปจากสายตาแล้ว.. จะวิ่งตามไปก็คงไม่ทัน ........ เขาได้แต่มองออกไปนอกกรอบหน้าต่าง แล้วมองทิวทัศน์ที่มีเพียงทะเลที่สะท้อนแสงไฟเท่านั้ น คำพูดที่สะท้อนอยู่ในหู..... สีหน้า และรอยยิ้ม...... สิ่งเหล่านี้เหมือนจริงเกินกว่าจะพูดว่าเป็นความฝัน แล้วมันเป็นความฝัน หรือความจริงกันหละ....... ไม่รู้....... แม้จันทราจะลาลับขอบฟ้าไป จนกระทั่ง ตะวันมาแทนที่ ฟินิกซ์ ก็ยังคงไม่แน่ใจ ว่าสิ่งที่เขาได้พบเห็นนั้น เป็นความจริง หรือไม่ “ มันคงจะดีกว่า......... ถ้าพวกเราจะไม่ได้เจอกัน.......... ” คำพูดของYukoยังคงสะท้อนอยู่ในหัวของฟินิกซ์ ทั้งๆ ที่รู้ความหมาย ที่เธอพูดแล้วแท้ๆ แต่ถึงอย่างนั้นทำไมมันถึงได้ปวดใจแบบนี้นะ......... เพราะเรายังรักเธออยู่อีกงั้นหรือ นั้นสินะ...... เป็นเพราะอย่างนั้นรึเปล่านะ.......... ไม่รู้สิ................ “ พี่ชาย? ” เด็กสาวพูดด้วยเสียงงัวเงียๆ พลางขยี้ตาเธอเบาๆ “ อรุ่นสวัสดิ์ ” ฟินิกซ์ลูบหัว เด็กสาวเบาๆ “ เมื่อคืนพี่คุยกับใครรึเปล่า………………..? ” เด็กสาวถามด้วยน้ำเสียงสงสัย ฟินิกซ์มองไปทางเด็กสาวที่ถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา พอได้ยินแบบนั้นแล้วเขาก็ยิ้มออกมาหน่อยๆ “ อื้ม........ ก็นิดหน่อยหน่ะ ” เขาขยี้หัวเด็กน้อยเบาๆ แล้ว เดินออกมาเก็บข้าวของ “ ไปกันเถอะ…. ” เขาพยายามจะเรียกชื่อเด็กน้อย แต่มานึกๆ ดูแล้วตัวเขาเองยังไม่รู้ชื่อของเด็กน้อยคนนี้เลย “ จริงสิ เธอชื่ออะไรเหรอ? ” ทั้งๆ ที่ถามไปแบบนั้นก็ตามที แต่ว่าเด็กน้อยกลับตอบกลับมาด้วยความเงียบแทน “ ถ้าไม่บอก ฉันจะเรียกเธอลำบากนะ อื้มมม.......... ” ฟินิกซ์ปรบมือเบาๆ เป็นการตัดสินใจให้ตัวเอง แล้วเขาก็พูดต่อ “ เอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันจะเรียกเธอว่า ‘พู’ ก็แล้วกัน จะพอใจหรือไม่ก็จะเรียกแบบนี้หละ! ” “ พู........ ” เด็กสาว เรียกชื่อนั้นซ้ำ “ ใช่ พู ที่มากจา... ” “ พูที่มาจาก พูเพิ้ล ใช่ไหมค่ะ..... เพราะผมของเรามีสีเดียวกับสีม่วงสินะค่ะ…. ” เด็กสาวตอบ “ อื้ม ใช่แล้ว ” เด็กสาวหัวเราะคิกคักก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เบา ราวกับเสียงกระซิบ “ ตั้งชื่อมักง่ายเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลยนะค่ะ.... ... ” วินาทีนึงที่ เด็กสาวผมสีม่วงผู้นั้นหัวเราะนั้นเอง ฟินิกซ์ ก็รู้สึกว่าเธอดูโตกว่าวัยของเธอ นอกจากนั้น ใบหน้ายามหัวเราะของเธอ ก็ช่างคุ้นตาเสียเหลือเกิน เรารู้จักกับเธอ ??? ----------------------------------------------------------------------------------- ขากลับ พวกเขาก็ใช้บริการของคาฟร้าอีกครั้ง นับว่าเป็นโชคดีเหลือเกินที่ คาฟร้าจะต้องเดินทางไปที่พรอนเทร่าด้วย วันนี้เป็นวันที่จะมีงานเลี้ยงฉลองใหญ่ ที่พรอนเทร่า แต่ดูเหมือนอัศวินผมแดงดุจเปลวเพลิงจะลืมอะไรไปรึเปล ่า..... ทันทีเมื่อย่างเข้าสู่เมืองพรอนเทร่า เขาก็ได้ตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองลืมไปเสียสนิท “ หาสาวไปร่วมงานเต้นรำให้ได้นะ ฮึๆๆ ” พอเข้ามาในพรอนเทร่า ซิกาชูก็เดินควงสาว มาอวดในทันใด “ ไงๆ เจ้านกขนร่วง ไหนลั่นวาจาไว้เสียดิบดี ไหนหละสาวที่เจ้าจะชวนไปงานเต้นรำคืนนี้~~? ” ซิกาชู พูดด้วยน้ำเสียงของผู้มีชัย ฟินิกซ์ อัศวินผมแดงผู้ยิ่งใหญ่ ได้แต่กัดฟันรับความอัปยศนี้ แต่ ภาษิตโบราณว่าไว้ ถึงจะจนตรอกอย่างไรก็จงเห่าให้เสียงดังเอาไว้ก่อน “ อะไรกัน แค่นี้นึกว่าจะชนะแล้วหรือ พาลาดินแห่งอิสสูด คอยดูเหอะ ในงานเจ้าจะได้อ้าปากค้าง ” “ ฮ่าๆๆ ขอให้มันจริง เหอะ อัศวินแห่งอัคคีผู้พิทักษ์ พรอเทร่า ” แล้วทั้งสองก็ต่อสู้กันด้วยสายตา ถ้าหากมีน้ำมันอยู่แถวนี้หละก็ มันจะต้องติดไฟแน่นอน เด็กสาวผมสีม่วงนั่งดูฟินิกซ์ประมือกับศัตรูคู่ใจ กลัวตัวสั่น จนต้องหลบไปหลังอัศวินหนุ่มเลยทีเดียว “ แล้วคอยดูเหอะ ซิกาชู นายจะต้องพ่ายแพ้!! ” “ ทำได้ก็เอาซิว่ะไอ้นกขนร่วง ” “ หาเรื่องเหรอว่ะ !! ” หัวหน้า ผู้มียศใหญ่ค้ำคอมาทะเลาะกันอย่างกับเด็ก จนพวกทหารปลายแถวต้องแอบนินทากัน ด้วยความเหนื่อยว่าไอ้พวกนี้มันเป็นหัวหน้าพวกเราได้ ไง พอกลับไปถึงปราสาท ณ ที่ ลานฝึกทหาร ฟินิกซ์ก็ตระหนักว่า ตัวเองตกอยู่ในที่นั่งลำบากแค่ไหน ไอ้พวก ทหาร ตั้งแต่ปลายแถว ไปจนถึง พวกเก่งๆ ล้วนแต่มีคู่ควงไปงานเต้นรำทั้งนั้น ตอนแรกคิดว่าจะมีซักคนที่ไม่มีคู่ จะได้เอามาเป็นข้ออ้างในการเอาตัวรอดซักหน่อย แต่นี้มันอะไรกัน!! ว่ากันว่า ทหารแห่งพรอนเทร่าทำตามคำสั่ง ผู้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดี แต่นี้มันดีเกินไปแล้วนะเฟ้ย!! ไอ้พวกบ้า หัด ทำอะไรให้มันถูก กาลเทศหน่อยว้อยยย มาทำตามอะไรตอนนี้หล่ะฟ่ะ ไม่ได้ไปรบซะหน่อย ไอ้พวกเวรนี้ โอยยย ความซวยมาเยือนแล้วตรู และแล้ว ประสาทหูผี ของฟินิกซ์ก็ทำงานในทันใด จู่ๆ ก็มีพวกทหารปลายแถวกำลังกระซิบด้วยน้ำหนักเสียงที่เบ าสุดชีวิต “ อะไรนะ หัวหน้า Shadows ยังไม่หาคู่ควงไปงานเต้นรำเหรอ ” เชืองฟางเส้นสุดท้าย!! ในวินาทีนั้น ตาของฟินิกซ์ก็เปล่งประกาย แล้วออกวิ่งด้วยความเร็วแสงพุ่งตรงไปหาเจ้า Shadow ในทันใด ตอนนั้นเอง Shadow กำลังกินบะหมี่ราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาเล ย “ ไง เจ้าเงา.......... ได้ข่าวว่าแกไม่ได้ไปหาคู่ไปที่งานเต้นรำใช่ไหม ” Shadow ซดบะหมี่ถ้วย แล้วพยักหน้ารับ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฟินิกซ์เห็นแบบนั้น ก็ยิ่งได้ใจ ยกใบบังคับลาออกยัดเยียด ให้แก่ชาโดว์ในทันใด “ งั้นแกก็เตรียมตัวลาออกไปพร้อมๆ กับฉันได้เลย เจ้าเงางี่เง่า ” ชาโดว์ปัด มือฟินิกซ์ ด้วยความไม่พอใจ แล้วทำหน้าราวกับว่าจะเป็นคำถามว่า ‘มันเกี่ยวอะไรกับฉันหล่ะ’ “ อะไรกัน เป็นอัศวินก็ต้องรักษาคำสัตย์ซิเฟ้ย ” ในใจ ชาโดว์ ก็คงคิดอยู่แล้ว ‘ แล้วฉันไปสาบานอะไรกับแกไว้ฟ่ะ ’ “ พูดอะไรอย่างนั้นหละเฟ้ย ไหนๆ ฉันจะซวยแล้วแกก็ต้องซวยตามฉันไปด้วยเฟ้ย ” ชาวโดว์คิ้วขมวด เขาพิจารณาจากสถานการณ์ตอนนี้ และแน่นอน เขาเข้าใจทุกอย่างในทันที ดูเหมือนว่า ฟินิกซ์จะ หาคู่ควงไปงานเต้นรำไม่ได้ ดังนั้น เขาจึงจะต้องหาคนซวยไปด้วย หรือไม่ ก็เอามาเป็นข้ออ้าง เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องเด้งออกจากตำแหน่งด้วยเหต ุผลไร้สาระนั้น ถึงจะเข้าใจสถานการณ์ แต่การกระทำของฟินิกซ์มันไม่ สบอารมณ์เขาเอาเสียเลย เขาเลย หยักไหล่แล้วแกล้งทำเป็นไม่สนใจ “ หน่อย.... ไอ้บ้า นี่!!....... ” ฟินิกซ์ที่โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ แล้วก็โวยวายเป็นการใหญ่ แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่อาจจะขัดขวางการกินบะหมี่ถ้วยข องชาโดว์ได้เลยแม้แต่น้อย “ หัดฟังชาวบ้านพูดมั่งซิโว้ย!! ” แล้วฟินิกซ์ก็โวยวายจนปัด บะหมี่ถ้วยของ ชาวโดวจนตกลงไปที่พื้น น้ำซุบที่อุตสาห์ปรุงมาอย่างดี ค่อยๆ ไหลนองพื้น พร้อมๆ กับเส้นบะหมี่ที่กำลังได้ที่ ค่อยๆ ไหลออกมาจากถ้วย หมูสับที่แถมมากับซองสำเร็จรูปเองก็ กระเด็นจนมาโดนขาของเขา บะหมี่ถ้วย ตกลงไปสู่พื้นแล้ว...... มันร่วงหล่นลงไปสู่พื้นแล้ว....... บะหมี่ถ้วยที่ต้องใช้เวลา 5 นาที เพื่อปรุง บะหมี่ถ้วยที่ต้องใช้เงิน 12zeny ซื้อมากิน...... เพื่อประทังชีวิต “ ……………………… ” ชาโดวอ้าปาก ขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับแรงกดดันที่มากมายมหาศาลมาพร้อมๆ กับจิตสังหาร จำนวนนับไม่ถ้วน “ แก...... ไอ้นกขนร่วง....... ” ชาโดว ผู้ไม่เคยปริปากบ่นอะไร ไม่เคยพูดอะไรออกจากปาก จนใครๆ ก็คิดว่าเขาเป็นใบ้ ได้ปริปากพูดออกมาแล้ว เขาค่อยๆ ชักดาบ มุรามาซะออกมาพร้อมกับ ไอดำทมิฬ เบื้องหลังเขา ปรากฏ เงาของปิศาจที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตที่ฟินิกซ์เคยเห็ นมา “ …อะ.... เออ ใจเย็นก่อนสหาย......... ” ดวงตาที่เคียดแค้น ไม่แสดงให้เห็นว่าได้ยินเสียงใดๆ แม้แต่น้อย หรือพูดง่ายๆ ก็คือไม่ต้องมาแก้ตัว........ “ สหายใจเย็นๆ ....... เดี้ยวฉันไปทำอันใหม่มาให้ก็ได้..... ” ฟินิกซ์ พูดราวกับร้องขอชีวิต แต่ชาโดวก็ค่อยๆ เงื้อดาบขึ้นเหนือหัว โดยไม่สนใจฟังเสียงใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงแหบกร้านราวกับยมฑูตมาเอาชีว ิต “ แก........... “ เฮ้ย ใจเย็นซิเว้ย! นี้แค่บะหมี่ถ้วยอันเดียวเองนะว้อย จะเอากันถึงตายเลยรึไงว่ะ!! นี่แกคิดจะใช้ท่า Shadow Breaker ที่เคยล้ม มังกรไฟ 3 หัว ในครั้งเดียว มาเล่นกันแบบนี้เลยเหรอฟ่ะ!! ” “ ตาย ” วูบ!! ชาโดว รวมเงามืดข้างหลังไว้ในดาบแล้วฟาดลงไปใส่ฟินิกซ์ด้วย พลังเต็มที่ ถ้าโชคดี ก็อาจจะหลบได้ แต่ถ้าโชคร้ายรับไปเต็มๆ ก็ต้องมีเจ็บกันบ้างหละนะ “ อ๊ะ........ ” จู่ๆ ก็มีเสียงอะไรบางอย่างมาแทรกระหว่างการฆ่าฟันกัน ทันใดนั้น เงาสีดำและรังสีอาฆาตทั้งหลายทั้งปวงก็ไปในพริบตา “ ขอโทษนะค่ะ........ เรามาขัดจังหว่ะ เอ..อ.... การฝึกอะไรรึเปล่าค่ะ ? ” หญิงสาวผู้มีผมสีทองยาวสลวย ดวงตาสีเขียวสด แต่งกายด้วยชุดสีเขียวหน่อยๆ แต่จุดที่เด่นสะดุดตาจริงๆ ก็คงเป็นแหลมยาวของเธอ มองดูแปปเดียวก็รู้แล้วว่าเธอ เป็นเอลฟ์ ชาโดวเก็บดาบลงข้างเอวอย่างช้าๆ แล้วส่ายหัวให้ ฟินิกซ์เองก็โล่งใจที่เจ้านั้นเก็บดาบลงไปข้างตัวได้ เสียที แต่ปริศนาใหม่ก็คือ สตรีงดงามนางนี้คือใครกัน ?? “ อ๊ะจริงสิ ชาโดว์ เราถักถุงมือให้เธอด้วยช่วยลองหน่อยสิ ” เด็กสาว เข้ามาแล้วยื่นถุงมือให้ ฟินิกซ์ค่อยๆ เรียบเรียงความคิด แล้วเขาก็จำได้ลางๆ ว่า วันวาเล็นไทด์เมื่อหลายปีก่อน ชาโดว์มันไปช่วยผู้หญิงคนนึงไว้นี้นา จำเหตุการณ์ไม่ค่อยได้หรอกนะ แต่รู้สึกว่า.......... หลังจากนั้น เจ้าชาโดว์จะไปหาเธอบ่อยขึ้น.......? ( ย้อนกลับไปอ่าน ตำนานดาบRaganrok ตอนพิเศษสำหรับวันวาเล็นไทด์ ) “ จริงสิ คืนนี้เรา ไปเต้นรำด้วยกันนะ.... ” เธอกล่าวอย่างอายๆ ราวกับมีสายฟ้าฟาด จาก ท้องฟ้า ผ่าลงมาที่กลางหัว ฟินิกซ์ เขาอึ้งจนได้แต่อ้าปากพะงาบๆ ชาโดว์เองก็หน้าแดงหน่อยๆ แล้วพยักหน้านิดๆ (จนถ้าไม่สังเกตุก็ไม่รู้ว่าเขาพยักหน้า) ให้ แล้วเด็กสาวก็โอบแขนชาโดว์ไว้ แล้วเดินจากไปพร้อมๆ กับ บรรยากาศสุดหวานซึ้ง.......... ฟินิกซ์นั่งอ้าปากพะงาบๆ จนรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นสีขาวซีดทั้งตัวแบบในการ์ต ูนแล้ว “ น่าๆ อย่าไปคิดมากเลยครับ พี่ฟินิกซ์ ” วิงก์เข้ามาปลอบ แต่หารู้ไม่........... เป้าหมายของฟินิกซ์ได้เปลี่ยนไปที่เขาแล้ว เขารีบหันไปทางวิงก์ด้วยตาวาว “ แก....... ไอ้วิงก์....... ” วิงก์ นักดาบยศพิเศษ ถึงอย่างนั้นจริงๆ แล้วเขาก็มีอายุเพียงแค่ 10กว่าขวบเท่านั้นเอง เด็กขนาดนี้ไม่มีทางไปหาสาวที่ไหนมาควงไปเต้นรำได้หร อก!! “ แกหา สาวไปเต้นรำได้รึยัง....... ” ฟินิกซ์พูดพร้อมกับ จิตอาฆาตจำนวนมหาศาล “ พ..... พี่พูดเป็นเล่นไป ผมจะไปมาจากไหนหละ ” เป็นไปตามคาด!! “ ฮึๆๆ... งั้นแกก็เตรียมตัวโด.......!!!!!!!!!!!!!! ” ทันใดนั้นก็มีเสียงแทรกเข้ามาอีก “ นี่วิงก์!! ” มองไปที่ต้นเสียงก็เจอเด็กที่ผูกผมไว้ทั้งสองข้าง ทำหน้าบูดใส่ “ อ้าว..... เธอเด็กที่ขายดอกไม้นี่นา ” ฟินิกซ์ที่ไปซื้อดอกไม้บ่อยๆ ก็เลยรู้จักเธอดี “ อ้าวลุง มาทำอะไรตรงนี้หละ ” เธอพูดแล้วก้มลงทำความเคารพฟินิกซ์เสียก่อน “ ขอโทษนะค่ะ ที่เสียมารยาท แต่พอดีหนูมีธุระกับวิงก์ค่ะ ” “ อ้อ... เออ อื้มมมม..... ” ฟินิกซ์ที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกก็เลยต้องตอบรับไปตา มน้ำก่อน แล้วเด็กสาวก็เดินมาดึงตัววิงก์ออกมาพร้อมกับบ่น “ เจ้าบ้า ไหนบอกจะไปแปปเดียวไง ปล่อยให้ lady รอนานแบบนี้ไม่ดีนะ รู้ไหม!! ” หรือว่า....... “ เดี้ยวก่อนสิ ยู ใจเย็นๆ หน่อยสิ ” วิงก์ที่ถูกลากไปพยายามดิ้นให้หลุดจากมือเธอแต่ดูเหม ือนพยายามไปก็ไร้ผล หรือว่า............... “ ตาบ้า.......... ฉันเหงา.......นะรู้ไหม..... ” เด็กสาว เสียงอ่อนลงเล็กน้อย หรือว่า.............!!!!!!!! “ เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ ” วิงก์เมื่อกี้มัวแต่สนใจว่าจะให้เธอปล่อยมือ เลยไม่ได้ยินประโยคเด็ดเมื่อกี้ “ หนวกหูๆๆ เธอสัญญาแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะพาฉันไปเต้นรำคืนนี้ หน่ะ!! ” สายฟ้าระรอกสอง ผ่าใส่ฟินิกซ์จังๆ!! “ ฉันไปสัญญากับเธอตอนไหนกันหล่ะ! ” วิงก์พูด ขณะที่ค่อยๆ ถูกลากไป “ ไม่รู้หละ ถือว่า เป็นการลงโทษที่ทำให้ฉันรอ!! ” “ อะไรกัน เดี้ยวก่อนสิ ยู ” แล้ววิงก์ก็ค่อยๆ ถูกลากไปจนลับสายตาฟินิกซ์ วิ้ว........ ไม่รู้ทำไม เวลาแบบนี้ต้องมีลมพัดมาด้วยนะ ฟินิกซ์ยืนแข็งเป็นหิน ราวกับโดน Stone Curse เลยทีเดียว แม้แต่ วิงก์ ที่เป็นเด็กสิบขวบ ยังหาสาวไปเต้นรำได้ (แถมเป็นพวก ซึนเดเร่ อีก.....) แต่เขากลับหาใครไปไม่ได้เลยซักคน...... นี้เขาพ่ายแพ้ให้กับแม้แต่เด็ก อายุ 10 ขวบหรือนี่...... “ พี่ชาย........ ” เด็กสาวกระตุกชายเสื้อฟินิกซ์ แล้วมองเขาด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใยพร้อมกับถามเขา “ ไม่เป็นไรนะค่ะ พี่ชาย ” ไม่สิ........ เรายังไม่แพ้....... และแล้วฟินิกซ์ก็ก้มลงไปในระดับสายตาของพู พร้อมกับพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ ไปเต้นรำกับพี่คืนนี้ไหม ” เชือกฟางเส้นสุดท้ายแล้วสินะ....................... .............. |
| | |
| | #24 (permalink) |
| สมาชิก TG แรกเริ่ม ![]() โพส: 210 TG ออร่า: ![]() | เด็กสาวได้แต่มองชุดที่มีขนาดไม่พอดีกับตัวเธอเอง ไม่ว่าชุดไหนก็ไม่เหมาะกับอายุเธอเลยแม้แต่น้อย ฟินิกซ์ที่จนปัญญาก็ได้แต่ทำตัวเป็น OTL อย่างสิ้นหวัง ดันลั่นวาจาไปว่าต้องให้หาสาวมาเต้นรำให้ได้ไม่งั้นจ ะต้องโดนไล่ออก เพื่อเอาตัวรอด ถึงกับต้องเอาเด็กสาวแปลกหน้ามาเป็นคู่ควง ทั้งที่ เธอยังมีอายุ ไม่น่าเกิน 10 กว่าขวบด้วยซ้ำไป เขาคิดทบทวนอีกครั้ง เรื่องที่จะพาเด็กสาวคนนี้ไปเป็นคู่ควง....... ถ้าหากทำ เขาก็ต้องทนรับความอับอาย กับคำครหา เรื่อง lolicon หรืออื่นๆ อีกมากมาย แต่หากไม่ทำก็จะถูกไล่ออกจากงานด้วยวาจาของตัวเอง ไม่ว่าทางไหนมันก็น่าทุเรศพอกัน.............. บ้า ที่ สุด!!! ฟินิกซ์เอาหัวโขกกำแพงด้วยความเจ็บใจ ในขณะที่พูได้แต่มองตามด้วยสายตาสงสัย “ พี่ชายเป็นอะไรไปเหรอค่ะ........? ” เธอถามด้วยความสงสัย ในขณะที่ฟินิกซ์ หันกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มที่หลอกลวงและโกหก 1000% “ ไม่มีอะไรหรอก ” ขณะที่ในใจได้แต่คิดว่า แย่ชะมัด........ “ อื้ม........ แต่หน้าพี่เหมือนจะกลุ้มใจอยู่นะค่ะ ” พูกล่าว เธอยืนบนเก้าอี้เพื่อให้ส่วนสูงมากขึ้น ในขณะที่ฟินิกซ์ย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อคุยกับเธอ “ ไม่ต้องห่วงค่ะ ” เธอเขย่งขาขึ้นนิดนึง แล้วลูบหัวฟินิกซ์เบาๆ “ เดี้ยวเราร่ายคาถา ทำให้หายนะ ” เธอยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขและไร้เดียงสา นี้เราจะใช้เธอเป็นข้ออ้างเพื่อไม่ให้หลุดจากเก้าอี้ อัศวินงั้นหรือ........ เก้าอี้ของอัศวิน มันสำคัญจนต้องหลอกใช้เด็กที่ใส่ซื่อแบบนี้ด้วยหรือ. ......... พอคิดแบบนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เรานี้บ้าชะมัด....... “ พี่รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยหละ ” เขาตอบโดยไม่มีคำโกหกเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ ก่อนจะลูบหัวเด็กน้อยตอบ “ ขอบใจมากนะ ” เอาเถอะ ชีวิตโดยเป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่อัศวินอาจจะไม่เลวนักห รอก ในทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เขามองผ่านหน้าต่างด้วยหางตาโดยพยายามไม่ตื่นตระหนกเ กินกว่าที่ควรจะเป็น แต่ว่าพูกลับสังเกตเห็นปฎิกิริยาแปลกๆ ของฟินิกซ์ เธอจึงถามฟินิกซ์อย่างไร้เดียงสา “ มีอะไรเหรอค่ะ? ” ฟินิกซ์ส่ายหน้าเบาๆ แล้วยิ้มให้เพื่อให้เด็กสาวตัวน้อยคลายความกังวล “ เดี้ยวพี่มานะ..... ไม่นานหรอก ” เขาลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เดินออกมาจากห้องแต่งตัว ทันใดที่เขาออกมาจากห้องแต่งตัว สายตาของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาใช้ดวงตาสีแดงราวกับเปลวไฟที่ไม่มีวันมอด กวาดตามองไปรอบๆ จากนั้นพุ่งไปด้วยความเร็วสูง ไปยังคู่ต่อสู้แล้ว แต่ช้าไปเพียงก้าวเดียว ศัตรูได้บรรลุเป้าหมายของมันแล้ว มันทำการส่งสัญญาณของตัวมันขึ้นไปบนฟ้า หากมองเผินๆ ไม่ว่าใครก็จะมองเห็นสัญญาณนี้ว่าเป็นพลุไฟ แต่ว่าสำหรับนักรบเช่นเขานั้น รู้ดีว่านี้หมายถึงสัญญาณสั่งโจมตีของพวก monster โดยมีผู้ยิงเป็นกากอลย์ตัวนี้ “ ช้าไปงั้นหรือ! ” ฟินิกซ์สถบ ก่อนจะจี้ดาบไปที่คอหอยของกากอลย์ “ พวกแกมีจุดประสงค์อะไรกัน ” “ กี๊ เจ้าพวกมนุษย์ที่หลงระเริงที่คิดว่า ท่านราชาของเราได้สิ้นลง อย่าได้หวังว่าจะรอดไปแม้แต่คนเดียว!! ” มันพูด ก่อนจะดันตัวเองเข้าหาดาบของฟินิกซ์อย่างไม่เกรงกลัว เพื่อฆ่าตัวตาย “ หน่อย........!! ” ฟินิกซ์กัดฟันอย่างเจ็บใจ เขารีบวิ่งขึ้นไปที่หอสังเกตการณ์ที่บัดนี้ไม่มีทหาร เวรยาม เลยแม้แต่น้อย เขามองเห็น ดวงไฟจำนวนนับไม่ถ้วน ที่ด้านเหนือของพรอนเทร่า หากประมาณจำนวนก็คงเป็นหลักพัน....... คำถามก็คือ พวกมันมาจากไหน!! แต่ที่แน่นอน ก็คือ พวกมันวางแผนกันมานาน พวกมันตั้งใจจะบุกเมืองพรอนเทร่าในช่วงที่ พวกเรากำลังฉลองกัน ซึ่งเวลานี้ ทหารยามซักคนในวังยังไม่มีด้วยซ้ำไป อีกทั้ง ประชาชนธรรมดาที่อยู่ในปราสาทที่กำลังสนุกสนานกับงาน เลี้ยงจำนวนมากอีก!! หากแจ้งข่าวนี้ไปทุกคนก็จะตื่นตระหนกและไม่ต่างอะไรจ ากฝูงกระต่ายที่หนีน้ำท่วม...... “ ฮะๆ.... ” เขาหัวเราะเบาๆ ถ้างั้นมันก็ไม่เห็นยากอะไรเลย........ แค่กำจัดพวกมัน ทั้งหมื่นตัวให้หมดก่อนจะมาถึงเมืองพรอนเทร่าได้ เท่านั้นก็พอแล้วนี้...... พอคิดเช่นนั้นเขาก็วิ่งรุดไปหยิบดาบคู่กายของเขามาใน ทันที เขาตรงเขาไปในป่าด้านเหนือของเมืองพรอนเทร่าโดยลำพัง แมกไม้สีดำของราตรีทำให้ทัศวิสัยไม่ค่อยดีนัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาไม่ใช้คบไฟช่วยในการมองเห็น เมื่อเขาไปถึงที่หุบเขาซึ่งเป็นทางแคบๆ ซึ่งมีเพียงแค่ช่องทางนี้เท่านั้นหากพวกมันตั้งใจจะม ายังเมืองพรอนเทน่าได้ ต้องผ่าที่นี้ไป และเมื่อได้เห็นฝูงศัตรู เขาก็ตระหนักได้ถึง ความหนักหนาสาหัสของศึกนี้ ฝูงบลัดดี้ไนต์ ตั้งแนวเป็นกำแพง ในขณะที่กากลอย สติง วินโกส์ อยู่แถวหลัง “ อะไรกัน....... นึกว่าใครที่แท้ อัศวินแห่งพรอนเทร่าเองหรอกหรือ ” ดาร์คพรีส เดินออกมาข้างหน้าแล้วพูดอย่างผิดหวัง “ เห็นกากอย ส่งสัญญาณว่าศัตรูรู้ตัวแล้ว ก็นึกว่าจะมีอะไรมาขัดขวางแผนเราได้เสียอีก ” “ กำลังจะหลุดออกจากตำแหน่งเร็วๆ นี้นั้นหละนะ ” ฟินิกซ์ชักดาบออกมาจากฝัก “ แต่ก็คงไม่ได้หลุดออกจากตำแหน่งด้วยความตายหรอก……….. ” _____________________________________ ไอ้tag นี้มันแปลกๆ อยู่นะ= ='' |
| | |
| | #26 (permalink) |
| สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG ![]() โพส: 2,045 TG ออร่า: ![]() ![]() สถานที่: ยังอยู่ที่เดิมแม้ใจเธอจะแปรผัน | โว้วลุงต่อโคตรแมน =w=" ว่าแต่ปรกติลุงต่อเค้าไตร่ตรองเหตุและผลด้วยหรอ /me เผ่น ปล. แท็ก สึดยอดดด loli + ไหดอง =__=" เหอๆ
__________________ ![]() The Gate II : อลวนหนักกว่าเดิม : ตอนที่ III การต่อสู้ที่สะเทือนทั้งห้องโถงกำลังเริ่มขึ้นแล้ว “Life is a journey that must be traveled no matter how bad the roads and accommodations.” Oliver Godsmith |
| | |
| | #27 (permalink) |
| สมาชิก TG แรกเริ่ม ![]() โพส: 210 TG ออร่า: ![]() | ดาบที่หนักขึ้นเรื่อยๆ กับดวงตาที่เริ่มมองเห็นได้น้อยลง กลิ่นสาบฉุนของเลือด ที่สาดกระจาย “ ฮะๆๆ ” เราได้แต่หัวเราะแห้งๆ พลางดึงดาบออกจากร่างศัตรูที่นอนอยู่บนพื้น กะอีแค่ ศัตรูหมื่นตัว มันไม่เท่าไหรหรอก เยอะกว่านี้ก็เคยล้มมาแล้วเลยเฟ้ย แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เหอะ นั้นก็มันหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นมีดาบแห่งไฟ หรืออย่างน้อยๆ ก็เคลย์มอร์ เป็นอาวุธคู่มือ แต่นี้เล่น ฉุกหละหุกจนหยิบมาได้แต่ดาบห่วยๆ ที่มีดีแค่เอาไว้ประดับยศเท่านั้นเอง อีกทั้งขนาดก็ไม่พอมืออีก จะจับสองมือก็ไม่ถนัดเอาเลย ฮะๆๆๆๆ นี้อาจจะแย่ก็ได้เหะ “ ว่าไงหละ มีดีแค่นี้แค่นี้รึไงกัน ” ทำเป็นพูดดีไปเรา ทั้งๆ แรงถือดาบในมือก็แทบไม่มีแล้วแท้ๆ ล้มไปได้ เก้าพันกว่าตัวแล้ว เหลือแค่หนึ่งในสิบ แค่นี้มันไม่เท่าไหรหรอกน่า!! อึก... ทำเทห์อยู่ไม่ได้นานขาเราก็เริ่มไม่มีแรงแล้วเหะ.... . ชิ แย่ชะมัด ฟินิกซ์ได้แต่มอง ศัตรูที่เหลือเพียงหนึ่งในสิบที่อยู่เบื้องหน้า พวกมันมองอัศวินหนุ่มที่ ล้มกองทัพของพวกมันลงไปได้ถึงเก้าในสิบ ด้วยความหวาดกลัว “ อะไรกัน หรือแม้แต่พวกแกก็กลัว มนุษย์ตัวเล็กๆคนนึงรึไงกัน ” อัศวินหนุ่มดึงตัวให้ยืนขึ้นมาด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ทั้งร่างเขาเปื้อนไปด้วยเลือด “ แก.......มันไอ้ปิศาจ..... ” ดาร์พรีส กล่าวด้วยความหวาดกลัว “ ฉันไม่อยากได้ยินคำนั้นจากคนที่ทรยศพระเจ้ามาหรอกนะ ” ฟินิกซ์แดกดันพลางควงดาบ “ อีกพันตัวหรือสองพันตัวก็เข้ามา ฉันจะล้มพวกแกให้หมดนั้นหละ!! ” เขาทิ่มดาบลงพื้น พร้อมกับเปลวไฟรูปนกฟินิกซ์ที่สยายปีกขึ้นด้านหลังเข า “ เข้ามาเลย!!!! ” เขาเรียกเปลวไฟรูปนกนั้นเข้ามาในดาบ จนดาบกลายเป็นสีแดงฉาน เขาพุ่งตรงไปหาศัตรูเบื้องหน้าพร้อมกับเปลวไฟสีแดงขอ งดาบที่ลากเป็นแนวยาวตามไปด้วย “ หน่อย!! ” ดาร์กพรีสสถบ พลางสั่งการให้ abyss knight ที่เหลือ พุ่งเข้าตรงไปหาเขา พร้อมๆ กับให้บลัดดี้ไนต์และ มิโนทอร์ตั้งแนวป้องกันให้กับ การ์กอยและวินโกส์ที่อยู่แถวหลังคอยยิงสนับสนุน “ อย่าไปกลัวมัน มันก็แค่มนุษย์ที่ใกล้ตายคนหนึ่ง!!! ” “ การ์กอยหน่วยที่ 1 ยิงธนูได้!! ” สิ้นคำสั่ง ห่าธนูระรอกใหญ่ก็เข้าตรงมาหาอัศวินหนุ่ม แต่ว่าพวกมันกลับหายไปในเปลวไฟที่เขาปล่อยออกมาเพียง วูบเดียว “ ปะ..... เปลวไฟนั้นมันอะไรกัน!! ” ฟินิกซ์ยิ้มในขณะที่เผชิญหน้ากับอัศวินดำขี่ม้า “ พวกแกคงไม่รู้สินะ!!! ” เขาเหยียบหลังม้าของabyss knight เพื่อใช้เป็นฐานในการกระโดด “ ว่าเปลวไฟของนกฟินิกซ์หน่ะ!! ” เขาออกแรงกระโดดแล้วตัดหัวของ abyss knight ขาดออกจากบ่าด้วยดาบเดียว “ เปลวไฟของนกฟินิกซ์หน่ะไม่มีวันมอด!!!!!!! ” ร่างที่ตายไปของ abyss knight กลายเป็นเปลวไฟสีแดงฉาน เขาฟาดดาบเช่นเดียวกันนี้ใส่ abyss knight ตัวอื่นๆ มันกลายเป็นพวกมันกลายเป็นเพียงแค่เปลวไฟสีแดงฉาน เบื้องหลังร่างเขา “ จงไปเกิดใหม่ ด้วยเปลวไฟของนกอมตะเสียเถอะ ” ฟินิกซ์วาดดาบลงอย่างงดงาม ท่ามกลางร่างของเหล่าปิศาจที่มอดไม้ด้วยเปลวเพลิงสีแ ดงฉาน และค่อยๆ กลายเป็นเถ้าธุลี ไปท่ามกลางความมืด พวกที่เหลือมองร่างของอัศวินผมแดง ที่เบื้องหลังเขาคือ นักรบชั้นแนวหน้าที่เรียกได้ว่ามีฝีมือเป็นอันดับหนึ ่งของพวกมัน กลับกลายเป็นเพียงแค่เปลวไฟฉากหลังของเขา “ กรอด....... ” แม้แต่ตัวดาร์กพรีส ก็เริ่มขยาดอัศวินที่มีฝีมือเกินคาดคนนี้ “ หน่อย...... ” ในใจมันเริ่มถูกสิ่งที่เรียกว่าความกลัวเกาะกิน ทำให้ความเยือกเย็นและสุขุมที่เคยมีหายไปทีละน้อยๆ มันกำลังชั่งใจว่าระหว่างล้มอัศวินเบื้องหน้าดี หรือถอยกลับไปตั้งหลักทางไหนจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า กัน แต่ในระหว่างที่มันคิดอยู่นั้นเอง เสียงที่เย็นยะเยือกก็ดังขึ้นด้านหลังเขา “ ............ ไม่น่าเชื่อว่าจะหยุดพรรคพวกของข้าได้เพียงแค่ลำพังต ัวคนเดียว ” เสียงนั้นทำเอาดาร์พรีสตัวแข็งและสั่นด้วยความกลัว ในขณะที่ฟินิกซ์ ได้แต่มองไปยังเจ้าของเสียงนั้น “ เจ้าช่างเป็นคนเก่งจริงๆ ข้าชักสนใจเจ้าแล้วสิ ” เจ้าของเสียงนั้นลอยอยู่เหนือพื้น พร้อมๆกับวงเวทย์ใต้ขา มันมองมายังอัศวินหนุ่มข้างหน้าด้วยดวงตาที่เป็นเพีย งแค่แสงสว่างสีเหลืองแดง ภายใต้ใบหน้ารูปหัวกะโหลกของมัน “ ถ้าเจ้ามาอยู่ฝ่ายเดียวกับข้าคงดีไม่น้อยเลยทีเดียว ”มันกล่าว พร้อมกับผ้าคลุมสีดำที่สยายออกในความมืด “ เหอะ............ หลังจากให้เพื่อนแกมารุมกระทืบข้า 9000กว่าตัว แล้วถึงค่อยมาชวนมาเป็นพวก พูดตลก ก็ให้มันน้อยๆหน่อย เจ้าปิศาจหน้าใหม่ ” ฟินิกซ์พูด “ ฮ่าๆๆ เจ้าก็ตลกไม่แพ้กันเลยนะ ” มันพูดอย่างนึกสนุก “ ถ้าข้าอยากให้เจ้าเป็นสมุนข้า ก็แค่ทำให้ตายเสียก่อน เช่นเดียวกับที่ข้าเคยคืนชีวิตให้กับสหายเจ้านั้นหละ ” ฟินิกซ์ กัดฟันแน่น เมื่อได้ยินเรื่องนี้ “ ใช่แล้ว ข้านี้หละคือคนที่เคยทำให้เพื่อนของเจ้ากลายเป็น undead และให้มาอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกของข้า น่าเสียดาย เจ้านั้นมีจิตใจเข้มแข็งไปหน่อย เลยควบคุมไม่ได้ ช่างเป็นผลงานที่น่าผิดหวังจริงๆ ” มันหัวเราะอย่างยะโสในขณะที่โทสะของฟินิกซ์พลุกพล่าน “ ข้าว่า เจ้าคงเหลือแรงอยู่ไม่มาก แค่อัศวินที่ใกล้ตายคงไม่เป็นคู่ต่อสู่ที่สมศักศรีข้ าเท่าไหรหรอก...... ” มันวาดวงเวทย์ในอากาศ และดึงดาบเล่มนึงออกมาจากวงเวทย์ มันเป็นดาบเล่มยักษ์ ปลายดาบเป็นงอลงมาคล้ายเคียว มันคือดาบที่โบราณเคยใช้ประหาญนักโทษ “ Executioner ” “ ถ้าเป็นดาบเล่มนี้คงจะเหมาะกับมือของเจ้าสินะ ” มันกล่าว และในทันใดนั้นดาบเล่มนั้นก็ลอยไปหาฟินิกซ์ พร้อมกับคำพูดของมัน “ รับไปซะ ” “ ข้าว่าดาบ ’ธาตุมืด’ คงไม่เป็นปัญหาสำหรับเจ้า ใช่ไหมอัศวินหนุ่ม ” ฟินิกซ์รับดาบเล่มนั้นขึ้นมากวัดแกว่งแล้วมันเหมาะมื อกว่าดาบโกโรโกโส ในมือเสียอีก “ คิดเสียว่าเป็นของขวัญให้กับพรรคพวกข้าคนหนึ่งแล้วกั น ” “ นั้นหมายถึงถ้าข้าตายหละนะ ” ฟินิกซ์ตั้งท่า เขาสูดหายใจลึกๆ เข้าปอด และเพ่งสมาธิไปที่ดาบ ทันใดนั้นดาบสีดำก็ค่อยๆ เปลี่ยนสีกลายเป็นสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิง ‘ธาตุ’ ในดาบก็ไม่ใช่ธาตุมืดอีกต่อไป “ งั้นแสดงพลังของเจ้าให้ข้าดูหน่อยอัศวินหนุ่มผู้เคยค รอบครองดาบแห่งอัคคี ” “ งั้นฉันไม่เกรงจะแล้วนะเฟ้ย!!!!!!!!!!!! ” ฟินิกซ์ระเบิดพลังและพุ่งตรงหวังจะปิดฉากคู่ต่อสู้ที ่อยู่เบื้องหน้าลงในดาบเดียว เขาพุ่งร่างตัวเองไปเร็วราวกับกระสุน “ เปรี้ยง!!!!!!!!!!!!!! ” ดาบที่หวังจะปลิดชีพคู่ต่อสู้ลงในครั้งเดียว “ เป็นไปไม่ได้......... ” กลับถูกหยุดลงได้ด้วยนิ้วเดียว..... “ ………..ไม่เลวนี้นา เจ้าทะลุมนต์ป้องกันข้ามาได้ ก็เก่งแล้ว ” หัวกะโหลกนั้นกล่าวด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจ แต่สำหรับอัศวินหนุ่มนั้น มันคือคำปรามาสและสบประมาทอย่างรุนแรง “ กรอด......... ” “ แต่ไม่ต้องกลัวไป.... วันที่เจ้าจะมาเป็นสมุนข้ายังอีกยาวนานนัก..... ” มันผลักอัศวินหนุ่มกลับไปด้วยแรงที่มองไม่เห็น นี้มันไม่ตลกเลยแม้แต่น้อย!! พลังเช่นนี้ อาจจะเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของdragon zombie ในอดีตเลยทีเดียว!! พลังระดับนี้หากไม่มีดาบRagnarok แล้วหละก็ คงล้มมันไม่ได้แน่!! “ เอาหละ ” มันหันหลังให้แก่อัศวินหนุ่ม และลอยตัวมายังสมุนของมัน ก็คือ ดาร์คพรีส “ ทีนี้........ก็มาถึงเรื่องของเจ้าแล้ว ดาร์กพรีส...... เจ้าคงรู้ดีสินะ การที่เอากำลังของข้ามาใช้โดยที่ข้าไม่รู้จะมีโทษเช่ นใด ” “ ข้าขออภัย ท่าน Dark Lord…… แต่ว่า ข้าเห็นว่านี้เป็นโอกาสดีที่จะทำลายเมืองหลักของมนุษ ย์ ในขณะที่พวกมันกำลังฉลองกันอยู่!! ” “ เจ้าโง่!! ” Dark Lord กล่าวด้วยโทสะ พร้อมกับสั่งให้สายฟ้าหนึ่งสายฟาดใส่ลูกน้องมันอย่าง ไม่ปราณี “ เจ้ารู้ไหม ทำไมทั้งๆ ที่ข้าทรงพลังและมีสมุนใต้อาณัติข้า มากมายแต่ข้ากลับไม่ส่งไปร่วมสงครามตอนที่ราชาแห่งปิ ศาจฟื้นคืนชีพขึ้นมา!! และเจ้าUnknowขึ้นไปควบคุมมัน!!!!!! ” “ ขะ... ข้า ” “ ทั้งๆที่ข้าสนุกข้าสนุกที่จะได้เห็นมนุษย์ต้องยุ่งเห ยิง ข้าสนุกที่ได้เห็นพวกมันหวาดกลัว!! ข้าสนุกที่พวกมันต้องหลบพวกเราอย่างหวาดหวั่น!! สนุกที่ได้มองเห็นมันตายอย่างทุกข์ทรมาร!! ” “ แต่รู้ไหมว่าทำไมข้าถึงไม่ไปร่วมในแน่วหน้าใน ความสนุกอันน่าตื่นเต้นนั้นรู้ไหม สมุนข้า!!!! ” มันเพิ่มความรุนแรงไปตามโทสะของมัน “ แต่ถ้าหากพวกมันตายไปหมด แล้วจะเหลือสิ่งใดเป็นความสุขให้กับข้า เจ้าตอบข้ามาสิ สมุนข้า!! หรือเจ้าอยากให้ข้าสนุกกับการทรมารของทหารข้าเช่นเจ้ าแทน!! ” มันเพิ่มความรุนแรงจนสมุนของมัน ลงไปนอนกองกับพื้น “ การกระทำของเจ้านั้นผิดพลาดเกินกว่าจะโทษตายของเจ้าจ ะได้รับ แต่ว่า...... ” Dark Lord หันมามองอัศวินหนุ่ม “ อย่างน้อยๆ เจ้าก็ทำให้ข้าได้เห็นเรื่องสนุกๆ ในคืนนี้ ” “ อัศวินแห่งอัคคี เอย วันนี้เจ้าต่อสู้และฆ่าฟันพวกพ้องข้าไปมาก........ แต่ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า เนื่องด้วยความกล้าหาญ ” มันยิ้มอย่างผยองและพูดต่อ “ หรือพูดให้ถูกก็คือ ความบ้าบิ่นของเจ้า ” “ มันเป็นการแสดงที่สนุกมาก ฮึๆๆๆ ” ฟินิกซ์ค่อยๆ ลุกขึ้นมาด้วยเรี่ยงแรงที่เหลือ เขาฟังคำเหล่านั้นเหมือนดั่งคำสบประมาทและดูถูก “ จริงสิ.......... เจ้าคงยังไม่รู้ ” dark lord ขยับมือ เบาๆ ทันใดนั้น ก้อนหินยักษ์ ด้านหลังฟินิกซ์ก็ถูกเคลื่อนออก ด้านหลังก้อนหินนั้น มีเด็กน้อยผมสีม่วงอยู่ “ พู!! ” อัศวินหนุ่มมองไปยังเด็กน้อยที่มีท่าทีหวาดกลัวคนนั้ น มันขยับมือ เบาๆ ทันใดนั้น ร่างของเด็กสาวคนนั้นก็ลอยไปหามัน “ สาวน้อยคนนี้ดูการต่อสู้ของเจ้ามาซักพักแล้ว..... ” dark lord จับร่างของพูล เบาๆ “ หือ....... ” ทันใดที่Dark lord ต้องตัวเด็กสาว มันก็รู้สึกประหลาดใจ “ เจ้าก็คือ....... ” มันพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน “ ปล่อยพูล ลงมา!!! ” ฟินิกซ์รวบรวมแรงที่เหลือทั้งหมด ที่อาจจะเป็นแรงเฮือกสุดท้าย ระเบิดเปลวเพลิงสีแดงรูปนกฟินิกซ์ออกมา อย่างรุนแรง อ้ากกกกกกกกกกกกกกกก!!! ฟินิกซ์ตัดสินใจด้วยพลังทั้งหมด เปลวไฟสีแดงค่อยๆ ลุกโชติช่วง นกอมตะเบื้องหลังเขาค่อยๆ เด่นชัดขึ้นมา และกระพือปีกและ สลัดสะเก็ดไฟออกไปคล้ายกับขนนก เขาวาดดาบ กลางอากาศ จากนั้นใช้แรงทั้งหมด พุ่งไปข้างหน้าพร้อมๆ กับเปลวไฟรูปนกที่บินตามเข้ามา “ Phoenix Breaker!!!!!!!!!!!!!! ” ด้วยแรงทั้งหมดที่เขามี เขาพุ่งตรงไป ใช้ดาบฟาดลงไปพร้อมๆ กับเปลวไฟนั้น มันถูกม่านพลังอันแข็งแกร่งกั้นเอาไว้ได้ แต่ก็เพียงชั่วพริบตานึงเท่านั้น แม้แต่ดาร์กหลอดยังประหลาดใจ ด้วยดาบและเปลวไฟอันมหาศาลนั้น ทะลุม่านพลังมา และตัดแขนข้างที่จับพูลไว้ออกอย่างง่ายดาย มันถอยไปหนึ่งก้าว ขณะที่ฟินิกซ์ หมุนตัวและรับพูลมาในอ้อมแขน “ ฮึๆ.... ” มัน หัวเราะ “ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!! ” มันหัวเราะอย่างพอใจ “ มันต้องอย่างนี้สิ ถึงจะสมกับชื่อ อัศวินผู้เคยครอบครองดาบRagnarok แห่งเปลวไฟ!! ฮ่าๆๆๆๆๆ !! ” มันหัวเราะ “ วันนี้ข้าสนุกจริงๆ อัศวินหนุ่ม ” มันสะบัดผ้าคลุม แล้วหันหลังกลับ “ วันนี้เจ้าข้าสนุกจริงๆ ” มันร่ายมนต์ครอบคลุมทั้งกองทัพของมัน “ หวังว่าวันหน้าเจ้าคงจะทำให้ข้าสนุกกว่านี้นะ ” มันยิ้มและหายไปในความมืด พร้อมๆ กับพรรคพวกของมัน “ แฮ่ก....... แฮ่ก........ ” เมื่อเห็นว่าปลอดภัย ฟินิกซ์ก็ทรุดร่างของตัวเองลงกับพื้น “ พี่ชาย!! พี่ชาย!!! ” พูลกอดร่างที่แทบไม่เหลือแรงนั้น พร้อมกับร้องไห้ออกมา ฟินิกซ์ยิ้มบางๆ แล้วลูบผมของเธอเบาๆ “ ไม่เป็นไรแล้วหละ...... ” ---------------------------------------- เหนื่อยชะมัด............... ฟินิกซ์คิดเช่นนั้น ทันทีที่เขากลับไปถึงเมืองและได้รับการปฐมพยาบาลอย่า งดี แต่เขาก็ปฎิเศษที่จะนอนเฉยๆ ในห้องพยายบาล เขามาที่งานเลี้ยง และหามุมดีๆ เพื่อนั่งชมงานรื่นเริง งานรื่นเริงและชีวิตของคนที่นี้ทั้งหมด ที่เขาปกป้อง...... แต่กลับไม่มีใครรู้เรื่องนี้ เอาเถอะ มันก็มีค่าพอให้ปกป้องหละนะ....... เขายิ้ม เมื่อคิดอย่างนั้น เขาจำเป็นต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วยชุดที่ขาดกระจ ุยและยับเยิน นั้นก็เพราะ เขาไม่เหลือชุดอื่นให้ใส่อีกแล้ว นั้นทำให้ให้คนอื่นนินทาเขา และตีตัวออกห่างจากเขา ราวกับว่ารังเกียจเขา ก็ไม่แปลกหรอก แค่ชุดหน่ะไม่เท่าไหรหรอก แต่ว่าเล่นมีกลิ่นสาบเลือดปิศาจมาด้วยนี้สิ และในทันทีที่เข้าในงาน เขาก็เตรียมใจที่จะฟังคำสบประมาทอีกสองสามคำจาก ครูเซส ซิกาชูที่ท้าเขาหาสาวให้มาเป็นคู่ควง หลังจากได้รับคำถากถางและเยอะเย้ย อย่างเช่น “ ไอ้นกกินแห้ว ” หรือ “ เด้งจากตำแหน่งอัศวินแล้วไปทำไร่แห้วซะเถอะ ” อะไรพวกนั้นมานิดหน่อย เลยต้องฟาดปากกันพอเป็นพิธีหน่อย อื้ม...... ถึงจะพูดว่าพอเป็นพิธีก็เหอะ ต้องให้ลูกน้องของแต่ละฝ่ายมาห้ามมวยด้วยนี้ก็หนักเอ าการอยู่เหมือนกัน แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ มันเล่นเอาสาวรุ่นแม่มาเป็นคู่ควงเพื่อเอาตัวรอด จากการเด้งออกจากตำแหน่งนี้สิ!!! บัดซบเอ๋ยยย!!!! ถ้ารู้ว่ามันจะใช้วิธีสกปรกแบบนั้นก็พา พูลมาในงานซะก็ไม่ต้องก้มหน้ารับความพ่ายแพ้แบบนี้แล ้ว บ้า เอ๋ย!!!!!!!!!!!!!!!! “ เออ..... ” บัดซบเอ๋ย......... “ คือว่า.... ” เสียงหนึ่งเข้ามาพูดกับเขา จนทำให้เขาต้องหยุดความคิดบ้าๆ ของเขาไว้เสียก่อน เขาเงยหน้ามามองคู่สนธนาของเขา เบื้องหน้าเขาคือหญิงสาวผมยาวในชุดราตรี ที่เรียกได้ว่าสวย.... อาจจะเป็นสตรีที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมาก่อนเลยก ็ว่าได้ นางโค้งให้ฟินิกซ์อย่างสง่างาม และพูดด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ “ ช่วยให้เกียรต เต้นรำกับฉันได้ไหมค่ะ........ ” ---------------------------------------------------------- ยังมีต่อ........ - -!! ปั่น เผา ย้ากๆๆ!! ก็ยังไม่ได้เขียนต่ออ่ะ เหะๆๆๆ ^^'' vvvvvvvvvvvvvvvvvvvvvvv แก้ไขโดย Zero Xion : 13 Jun 2008 เวลา 01:30. |
| | |