

| | #1 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นเก๋า ![]() โพส: 1,103 TG ออร่า: ![]() ![]() | รวมเรื่องเกียวกับแวมไพร์นะครับ (ปล.ไม่ใช่นิยายแต่เป็นบทความ) สวัสดีครับ ผมมาแล้วครับกับเรื่องราวชวนขนหัวลุกเกี่ยวกับแวมไพร ์ครับ อิอิ เชิญรับชมได้แล้วครับ เริ่มตนกันที่เรื่องของ Abhartach กษัตริย์ของ Ireland ในศตวรรษที่ 4 .......นี่เป็นบทความพิเศษของผมที่จะมานำเสนอแก่บรรด าแฟน Dracula ครับ(สงสัยคงมีแต่กระผม T-T) ครับ เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาโดยนักวิชาการหลายคนว่า Dracula มีแหล่งกำเนิดมาจากไหนกันแน่ คนส่วนมากเชื่อว่า "บราม สโตเกอร์" เขียนเรื่อง Dracula ขึ้นเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากเจ้าชาย Vlad Tepes หรือ Vlad Dracula แต่มีนักวิชาการที่จริงจังกับเรื่องนี้(บ้าเรื่องนี้ มั้ง)ออกมาแย้ง เขาอ้างว่า บราม สโตเกอร์ ไม่มีความรู้เรื่อง Vlad Tepes เลย และเขาอาจเคยผ่านหูผ่านตา "The history of Ireland" มาพอควรจนเกิดแนวความคิดที่จะแต่งนิยายขึ้น แต่ความจริงจะเป็นเช่นใดคงยังไม่มีใครพิสูจน์ได้แน่น อนครับ เรื่องย่อของ History of Ireland .........ที่ประเทศ Ireland มีสถานที่แห่งหนึ่งถูกเรียกว่าสุสานของ Abhartach ตำนานกล่าวว่าในศตวรรษที่ห้าที่หก Abhartach เป็นหัวหน้าเผ่าของเผ่าหนึ่งมีชื่อเสียงในทางไม่ดีนั ยว่าเป็นพ่อมด ดังนั่นคนใต้บังคับบัญชาของเขาจึงกลัวเขามาก พวกเขาเหล่านั้นจึงไปขอร้องให้ Cathrain หัวหน้าเผ่าอีกเผ่าให้มาฆ่าเขา Cathrain จึงฆ่าพ่อมดคนนี้และนำศฟไปฝังไว้ในที่เปลี่ยวแห่งหนึ ่ง แต่ว่ารุ่งเช้า Abhartach ก็กลับมาและร้องให้เอาเหยือกรองเลือดคนใต้บังคับบัญช าของเขามาให้เขาดื่มเพื่อศพของเขาจะได้กลับมามีชีวิต อีกครั้ง แต่ Cathrain ก็กลับมาฆ่าและนำศพไปฝังอีก แต่วิญญาณร้ายไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยผู้นี้ได้กลับมาแ ละร้องข้อดื่มเลือดอีกเป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ Cathrain ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้ไปปรึกษาพระ Druid หรือนักบุญของสาสนาคริสต์ ท่านผู้นี้ก็ได้บอกว่า Abhartach กลายเป็นผู้ไม่ตายและเป็นผู้ดื่มเลือดมนุษย์ดังนั้นจ ึงฆ่าไม่สำเร็จ แต่ก็สามารถผนึกไว้ไม่ให้ออกมาอาละวาดได้ด้วยการนำดา บที่ทำมาจากไม้หยิว(ไม้ชนิดหนึ่ง)มาแทงเขาให้ทะลุฝัง ศพโดยกลับหัวลงไปลงหนามไว้รอบๆหลุมฝังศพและนำหินก้อน ใหญ่มาทับหลุมศพอีกครั้งหนึ่ง เท่านี้ชาว Ireland ก็ไม่ต้องบริจาคเลือดโดยไม่เต็มใจอีกต่อไป .........แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าเคยมีคนประสบอุบัติเห ตุในสถานที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นสุสานของ Abhartach เลือดเขาใหลลงดินเสมือนว่าให้ Abhartach ดื่มแม้แต่คนงานที่ไปสำรวจที่นั่นยังทำสายเลื่อยขาดบ าดมือตัวเองเลย..... ![]() .................................................. ........ Abhartach .................................................. .................... ![]() .................................................. ........ Abhartach 2................................................. ..................... ![]() .................................................. ........ Abhartach 3................................................. ..................... ![]() .................................................. ........ Abhartach 4................................................. ..................... คราวนี้มาต่อด้วยเรื่องของ Dracula และแวมไพร์บ้างครับ.............................. .................................................. ........................................... เรื่องที่ทำให้ เค้าวลาด แดร็กคิวล่าโด่งดังในเรื่องความโหดนั้น คือที่มาของฉายา"Impaler " หรือนักเสียบ ครับ เพราะทุกครั้งที่เขาทำสงครามนั้น เขาจะจับเอาเชลยสงครามมา เสียบ ครับ เสียบทั้งเป็น โดยการใช้เสาไม้ที่แหลมๆเสียบจาก ตูด ให้ทะลุออกไปถึงปากครับ แล้วก็จะปักเอาไว้ที่หน้าปราสาทของเขานี่แหละ คือ จริงๆผมก็พอเข้าใจนะ ว่า บางทีเขาก็จำเป็นต้องทำแบบนี้ เพื่อความอยู่รอดของประเทศตนเอง คือ โรมาเนีย เนี่ยเป็นเพียงประเทศเล็กๆเท่านั้นเอง แถมรอบข้างก็ยังเต็มไปด้วยมหาอำนาจในละแวกนั้นเช่นตุ รกี การที่จะเอาประเทศเล็กให้อยู่รอดได้ มันก็ต้องทำอะไรซักอย่างให้ข้าศึกหวาดกลัวแหละครับ แนะนำให้ไปดูหนังเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่อง แดร็กคูล่า อะครับ(ถ้าจำไม่ผิด) หนังไม่ได้เปนหนังผีนะครับ แต่เป็นหนังที่เป็นชีวิตของ เค้า วลาด แดรกคิวล่าเลย คือ ไม่เอาเรื่องผีเผออะไรมาเกี่ยวข้องอะครับ อ่า สำหรับประวัตินั้น นี่เลยครับ วลาด ทีปีซ เกิดประมาณเดือน พ.ย. หรือ ธ.ค. ปี 1431 ภายในป้อมอันเกรียงไกรของโรมาเนีย เป็นโอรสของ วลาด แดร็คคุล ผู้นำสูงสุดของกองทัพทรานซิลวาเนียใยสมัยนั้น แดร็คคุลได้รับตรากล้าหาญ the Order of the Dragon จากจักรพรรดิ ซึ่งเทียบได้อย่างดีกับ เหรียญกล้าหาญสูงสุดในสมัยนี้ เขาเป็นผู้นำที่เหี้ยมโหดที่สุดเท่าที่เคยมีมาของแคว ้นวลาเซีย น่าสงสารผู้คนของแคว้นนี้มากเพราะนอกจากต้องเผชิญกับ สงครามและการบุกรุกจากศัตรูแล้ว ยังต้องมาเผชิญกับผู้นำจอมโหดอย่างแดรคคุลอีก ชาวเมืองต่างเข็ดเขี้ยวแสยงฟันกับการลงโทษที่โหดเหี้ ยมผิดมนุษย์ของเขา และก็ดูเหมือนว่า แดร็คคุล จะนิยมชมชอบเลือดมนุษย์มากเป็นพิเศษทีเดียวล่ะค่ะ โบราณว่าเอาไว้ว่า เชื้อไม่ทิ้งแถวแนวไม่ทิ้งตระกูล วลาดทีปีซ บุตรชายของเขา ก็อำมหิตไม่น้อยหน้าผู้เป็นบิดา ว่ากันว่า ชื่อแดร็คคิวลานี้ แปลเป็นนัยได้สองความหมาย หนึ่งคือ Dragon หรือว่ามังกรนั่นเอง ส่วนนัยที่สองก็น่าจะแปลง่ายๆว่า Son Of Draccul หรือ บุตรชายของนายมังกร ซึ่งก็คือแดร็คคุลจอมโหดนั่นเอง อย่าเพิ่งคิดว่าชื่อนี้เป็นมงคล เพราะความเชื่อของตะวันออกกับตะวันตกในเรื่องมังกร ค่อนข้างต่างกันอยู่ มังกรตระกูลริวหรือหลงของตะวันออก จะนำมาซึ่งความเป็นมงคลและโชคลาภ ต่างกันกับมังกรของตะวันตก ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ชั่วร้าย เป็นร่างแปลงของฝ่ายมารก็คงจะเข้ากันได้ดี กับบุคลิกของผู้นำแห่งวลาเซียเหล่านี้ ด้วยอายุเพียง 17 ปี วลาด ทีปีซ ได้สร้างตำนานแห่งความน่าสะพรึงกลัวเอาไว้แทบทั่วทั้ งยุโรป ความเด็ดขาด อำมหิต และชาญฉลาดของเขา ทำเอาประเทศรอบข้างหวาดกลัวไปตามๆกัน แม้แต่ชาติมหาอำนาจในสมัยนั้นอย่างตุรกีเอง พอได้ยินชื่อวลาด ทีปิซ เท่านั้น ก็แทบจะเข่าอ่อนลงมากองกับพื้นเลย ทำไม? ประการแรกก็มาจากความบ้าเลือดในการทำสงครามของเขา อีกประการก็คงมาจากวิธีลงโทษเชลยศึก วลาด ทีปีซ จับเอาเหล่าเชลยมาเสียบด้วยไม้แหลมจากก้น จนทะลุขึ้นไปซีกบน แล้วก็เอามานั่งเรียงรายกันไปในบริเวณกว้างๆ เช่นกำแพงเมือง หรือ สนามหญ้าใหญ่ๆ วันไหนครึ้มอกครึ้มใจ เขาก็จะนั่งดินเนอร์ดูการประหารด้วยวิธีนี้เสียตรงนั ้นเลย ในช่วงที่ว่างเว้นสงคราม วลาดก็จับเอาชาวเมือง ลูกเด็กเล็กแดงทั้งหลาย มาทำบาร์บิคิวสดๆ พฤติกรรมนี้เอง จึงทำให้ท่านวลาด ทีปิซ แดร็คคิวลาของเรา ได้รับฉายาว่า Impaler หรือนักเสียบ ตระกูลของวลาดจะสิ้นสุดลงในปี 1658 พร้อมกับมรณกรรมของ คอนแสตนติน บาสซารับ ทายาทคนสุดท้ายของวลาเซีย อันนี้จะเป็นเรื่องแดรกคิวล่า ของบรามสโตกเกอนะครับขอไปตัดมาจากเวบอื่นๆ ในคฤหาสน์เก่าๆแถบทรานซิลวาเนีย มีท่านเคาท์ หรือจะเป็นท่านเอิร์น หรือท่านดยุค ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากผู้ปกครองแคว้นทรานซิลวาเนียโบร าณ เชื่อกันว่าเขามีอายุยืนมากว่าสามศตวรรษแล้ว เรื่องของเรื่องจะเริ่มต้นขึ้นราวปี 1890 ความอดอยากได้ระบาดไปทั่วโรมาเนีย ชาวนาชาวไร่ ได้อพยพเข้าไปหางานทำในประเทศอื่น เช่น เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศสกันหมด ทำเอาท่านเคาท์เจ้าของปราสาท เริ่มอดอยากปากแห้งเพราะไม่มีมนุษย์มาเป็นอาหาร ดังนั้นเคาท์แดร็คคิวลาจึงวางแผน ที่จะอพยพไปหาแหล่งอาหารที่อื่นบ้าง ด้วยอะไรมาดลใจก็ไม่ทราบนะคะ เป้าหมายของท่านเคาท์คือลอนดอน ท่านเคาท์จึงติดต่อกับนายหน้าค้าที่ดินที่นั่น แจ้งจุดประสงค์ไปว่า เขามีความต้องการที่จะขายปราสาทหลังงามในราคาถูกเป็น พิเศษ นายหน้าขายที่ดิน ได้ส่งเด็กหนุ่มอนาคตไกลของบริษัทชื่อ โจนาธาน ฮาร์เกอร์ มาเป็นตัวแทนเจรจากับท่าเคาท์ สิ่งที่เขาพบในปราสาทหลังใหญ่แห่งทรานซิลวาเนียก็คือ บรรยากาศอันไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง รวมทั้งเจ้าของปราสาทผู้ลึกลับ ฮาร์เกอร์สรุปว่า เขาไม่ชอบบรรยากาศและตัวเจ้าของปราสาทหลังนี้เอาเสีย เลย ท่านเคาท์มีลูกน้องเป็นสาวสวยสามคน ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้น ได้ย่องเข้าห้องของเขาตอนกลางคืนในสภาพยั่วยวนสุดฤทธ ิ์ เคราะห์ยังดีค่ะ ที่โจนาธาน ฮาร์เกอร์รอดจากการเป็นเหยื่อคมเขี้ยวของนางมาได้อย่ างหวุดหวิด เรื่องราวชักจะยุ่งเหยิงมากขึ้น เมื่อท่านเคาท์เดินทางไปถึงลอนดอน เหยื่อรายแรกของเขาชื่อ ลูซี่ เวสเทนรา และเรื่องราวก็เข้าล็อคเป๊ะ เมื่อแดร็คคิวลาพบกับภรรยาสาวสวยของฮาร์เกอร์ ซึ่งเหมือนกับอดีตภรรยาของเขาราวกับแกะ ศรสวาทและพิษรักแผลเก่าเล่นงานท่านเคาท์แดร็คคิวลาขอ งเราเข้าเสียแล้วค่ะ แต่ศึกรักนี้คงไม่ยุติลงง่ายๆ เมื่อโจนาธาน ฮาร์เกอร์ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากนักล่าแวมไพร์ แวน เฮลซิ่ง ได้เดินทางกลับมาเพื่อปกป้อง มิน่า ภรรยาสุดที่รักของเขา จากการต่อสู้อันขนพองสยองเกล้า ระหว่างอมนุษย์และพรรคพวกของฮาร์เกอร์ ท่านเคาท์พ่ายแพ้พาหัวใจอันบอบช้ำกลับไปที่ปราสาทในท รานซิลวาเนีย ซึ่งฮาร์เกอร์และพรรคพวก ก็ได้ตามไปกำจัดท่านเคาท์ถึงที่นั่น เพื่อตัดรากถอนโค่นภัยร้าย ท่านที่เคยชมฉบับภาพยนตร์มา คงจะนึกเห็นใจท่านเคาท์แดร็คคิวลาอยู่บ้างนะคะ พ่ายทั้งรักและรบแบบนี้ น่าสงสารแย่เลย เรื่องจบลงตรงที่ว่า แดร็คคิวลาโดนลิ่มตอกอกและตัดหัวจนสูญสลายไป แต่ดูเหมือนว่า วิญญาณแห่งความชั่วร้ายของเขายังคงวนเวียนอยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่า แดร็คคิวลาโดนกำจัดไปอย่างถาวร หรือว่ายังวนเวียนหลบเร้นหาเหยื่ออยู่ในเงามืดของรัต ติกาลต่อไป หากว่าแดร็คคิวลา เป็นผลงานสุดคลาสสิคที่ว่าด้วยความรักของแวมไพร์ตนหน ึ่ง ซึ่งมีต่อนางอันเป็นที่รัก ในปัจจุบัน ผลงานของสุภาพสตรีซึ่งถูกยกย่องว่า คลาสสิคไม่แพ้แดร็คคิวลา เพียงแต่กลับกัน เพราะความรักในเรื่องที่ว่า กระเดียดออกไปทางโฮโมและโลลิคอนเอามากๆ (อันนี้นายโซนิคว่ามานะคะ จริงเท็จอย่างไร ใครทราบกรุณาให้คำตอบน้องด้วย) ก็คือ อินเทอร์วิว วิท เดอะ แวมไพร์ ที่จับเอาพระเอกสุดหล่อสามคนมาประกบกัน หากมีเวลาน้องจะพยายามแกะมานำเสนอค่ะ แดร็คคิวลาอาจมีด้านมืดซึ่งชั่วร้าย แต่เขาก็มีหัวใจรักอันมั่งคงและเป็นอมตะ กาลเวลาไม่สามารถทำให้หัวใจรักของเขาจืดจางลงได้ สิ่งนี้กระมังคะ ที่ทำให้แดร็คคิวลาฉบับ บราม สโตเกอร์ โด่งดังและตราตรึงอยู่ในหัวใจของผู้คนตราบจนถึงทุกวั นนี้ อ้อ แล้วก็ แวมไพ เองก็มีหลายชนิดนะครับ อันนี้ก็ไปตัดมาจากเวบอื่นเช่นกัน SLAVIC VAMPIRES ชาวสลาฟเป็นชาติที่ร่ำรวยเรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์ม ากที่สุดในยุโรปตะวันออก ดินแดนนี้กินพื้นที่ตั้งแต่ รัสเซีย บุลแกเรีย เซอร์เบียร์ จนกระทั่งถึงโปแลนด์ ความเชื่อพวกนี้ฝังรกรากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แน่ะครับ แหล่งชุมนุมแวมไพร์ที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ที่ เมือง Magyars ซึ่งปัจจุบันเป็นพรมแดนต่อกันระหว่างประเทศฮังการีกั บโรมาเนีย คำว่าแวมไพร์ก็มาจากภาษาของพวกเขานี่แหละครับ แวมไพร์พวกนี้จะมีเล็บมือและผมที่ทั้งยาวทั้งสกปรก มุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คน วิธีการปราบแวมไพร์ของชาวสลาฟก็คือจับทำบาร์บีคิวครั บ เผาทั้งเป็นเลย หรือไม่ก็พรมน้ำมนต์ที่ได้มาจากโบสถ์ใส่พวกมันก็ได้ ROMANIA เนื่องจากโรมาเนียถูกแวดล้อมไปด้วยประเทศของชนชาติสล าฟ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าแวมไพร์ของพวกเค้าจะกระเดียดไปทางแวมไพร์เชื่อสาย สลาฟนิดๆ ภาษาพื้นเมืองของโรมาเนียนั้น เรียกแวมไพร์ว่า Strigoi ครับ อาจจะหมายถึง นกฮูกแก่ๆ หรือปีศาจก็ได้ทั้งนั้น Strigoi มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน Strigoi ส่วนมากคือพวกผู้ใช้คาถา ซึ่งจะกลายเป็นแวมไพร์เมื่อตายแล้ว เจ้า Strigoi พวกนี้จะถอดวิญญาณออกจากร่างไปเพื่อชุมนุมกันในคืนพร ะจันทร์เต็มดวง หรือไม่ก็ออกตระเวนดูดเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือไม่ก็เพื่อนบ้านใกล้เคียง คนที่เกิดมาโดยมีสัญญลักษณ์ของปีศาจ (มีหาง เขี้ยวงอก ขนดกรุงรัง) หรือคนที่ตายอย่างผิดธรรมชาติ หรือตายโดยที่ยังไม่ได้ทำพิธีรับศีล พวกนี้มีสิทธิจะเป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ถ้าครอบครัวไหนมีลูกเพศเดียวกันถึงเจ็ดคน คนที่เจ็ดนั่นแหละครับ แวมไพร์มาเกิด พวกผู้หญิงแถวนั้นเวลาท้องพวกเธอต้องกินเกลือครับ เพื่อป้องกันลูกที่อยู่ในครรภ์ ส่วนพวกสุดท้ายที่มีสิทธิเป็นแวมไพร์ชัวร์ๆ คือพวกที่โดนแวมไพร์กัดเอา ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวพันกับเรื่องของแว มไพร์อย่างใกล้ชิดครับ คิดว่าเราๆท่านๆก็คงคุ้นเคยกัน นั่นคือเรื่องราวของมนุษย์หมาป่านั่นเอง ตำราเค้าว่าไว้ว่ามีมนุษย์พวกหนึ่ง เมื่อถึงวันดีคืนดี จะมีปฏิกิริยากับดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ จนสามารถกลายร่างเป็นหมาป่า หมาดำ หรือแม้แต่หมูได้ สิ่งกลายพันธ์พวกนี้ศัพท์วิชาการเค้าเรียก Lycanthropy ครับ ชาวโรมาเนียมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากมายพอๆกั บแวมไพร์เลยทีเดียว ว่ากันว่าแวมไพร์นั้นจะแหวกหลุมศพขึ้นมาบนพื้นโลกเมื ่อถึงเวลาอันควร มันมีใบหน้าที่ซีดเซียว ลมหายใจเหม็นเปรี้ยว และไม่ยอมแตะต้องอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียมอย่ างเด็ดขาด บ้านใดที่สงสัยว่าสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้ วจะกลายเป็นแวมไพร์มักจะไปเปิดหลุมศพดูว่าศพยังอยู่ห รือไม่ เค้ามีเวลาในการสำรวจหลุมศพดังนี้ครับ ถ้าเป็นเด็กก็สามปีหลังการตาย ห้าปีสำหรับหนุ่มสาว และเจ็ดปีถึงจะเปิดสำหรับผู้ใหญ่ที่โตแล้ว วิธีสังหารแวมไพร์ดูจะคล้ายๆกันทุกที่เลยครับ กล่าวคือ เมื่อชาวโรมาเนียพบหรือสงสัยว่าใครเป็นแวมไพร์ จะโดนจับเอากระเทียมยัดจนเต็มปากแล้วเอามาเผาไฟ หลุมศพใดที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งพำนักกายของแวมไพร์ ก็จะมีการยิงกระสุนเงินทะลุฝาโลงเข้าไป ถ้าถุกแจ็คพอทเจอแวมไพร์ โลงนั้นจะมีไฟลุกพรึ่บดูสวยงามทีเดียวเชียวครับ GYPSIES AND VAMPIRES สำหรับคอหนังแล้ว ยิปซีดูจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับหนังผีดูดเลือดเ ลยจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นดารารับเชิญมันทุกเรื่องไป ในตำนานก็เช่นกันครับ ยิปซีมีบทบาทกับแวมไพร์อย่างใกล้ชิด วรรณกรรมชื่อดังของ บราม สโตเกอร์ ที่ชื่อ"แดร็คคิวล่า"นั้น ก็ได้กล่าวถึงสาวยิปซีที่คอยดูแลโลงของแดร็คคิวล่าอย ่างจงรัก ในความเป็นจริง ชาวยิปซีมีต้นกำเนิดมาจากอินเดียทางตอนเหนือ และอพยพย้ายถิ่นฐานเรื่อยมาจนเข้ามาถึงยุโรปราวๆศตวร รษที่ 14 ไล่เลี่ยกันกับการถือกำเนิดของจอมทรราชย์ วลาด แดร็คคิวล่าครับ ความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรมอันเร้นลับของชาวยิปซีม ีอิทธิพลกับยุโรปในตอนนั้นไม่น้อย โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องวิญญาณและโลกหลังความตาย ไม่นานนัก ตำนานต่างๆที่เล่าขานกันมาในหมู่ยิปซีก็ถูกผนวกเข้าไ ปเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องเล่าของยุโรปแถบโรมาเนียและตุ รกี แน่นอน เรื่องเหล่านี้รวมเรื่องแวมไพร์เข้าไปด้วย บ้านเดิมของเหล่ายิปซี อินเดีย แหล่งรวมแห่งปรัชญาตะวันออก ที่นี่มีเรื่องเล่าลือและตำนานเกี่ยวกับสิ่งที่คล้าย แวมไพร์อยู่มากมาย เป็นต้นว่าภูต(Bhuta) วิญญานของคนที่ตายแบบผิดปกติชนิดวิญญาณยังสิงสู่อยู่ ในร่าง ภูตเหล่านี้จะเดินท่อมๆไปตามถนนสายเปลี่ยวในยามค่ำคื น คอยทำร้ายและดื่มเลือดมนุษย์เป็นอาหาร แวมไพร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอินเดียเห็นจะได้แ ก่ Kali หรือเจ้าแม่กาลีนั่นเอง นางนับเป็นภาคหนึ่งของพระแม่ทุรคา กาลีมีรูปร่างที่ดุร้าย สวมสายสังวาลย์ที่ทำจากหัวกะโหลก เจ้าแม่กาลีนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดเรื่องราวของยิปซี แวมไพร์ เพราะความเชื่อและศรัทธาในตัวพระนางยังติดอยู่กับขาว ยิปซีแม้ว่าพวกเขาจะข้ามน้ำข้ามทะเลย้ายรกรากมานับร้ อยๆปีแล้วก็ตาม นามของกาลีจะเปลี่ยนไปตามการเรียกของยิปซีแต่ละสาย แวมไพร์ของชาวยิปซีมีอยู่ตัวหนึ่งชื่อมุลโลครับ มีพฤติกรรมที่น่าสนใจเอามากๆ อันว่าเจ้ามุลโลนี้ส่วนมากจะเป็นประเภทผีล้างแค้น กลับมาจากความตายเพื่อทวงหนี้จากศัตรูคู่แค้นด้วยการ สูบเลือดเป็นอาหาร แวมไพร์ที่เป็นผู้หญิงยิ่งน่ากลัวใหญ่เลยครับ แวมไพร์พวกนี้สามารถมีชิวิตอย่างคนธรรมดาและดำรงชีพด ้วยการกินเรี่ยวแรงสามีจนทำให้พวกเขากระปลกกระเปลี้ย แวมไพร์ของยิปซีนั้นไม่ได้มีแค่คนตายเท่านั้น สัตว์เลี้ยงหรือผักผลไม้ก็เป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ฟักทองและแตงกวาที่ถูกทิ้งไว้ในบ้านนานๆโดยไม่มีใครก ินนี่ก็ด้วย วันดีคืนดีมันจะเคลื่อนไหวได้เอง ส่งเสียงอึกทึกและมีเลือดหยดไหลออกมาเป็นทางดูน่าสยด สยองมาก ค้างคาว หลายครั้งหลายคราวที่มีการพาดพิงถึงแวมไพร์ สมาชิกกิตมศักดิ์ที่มักจะโดนลากเข้ามามีเอี่ยวด้วยก็ คือค้างคาว ไม่มีพยายหลักฐานใดๆมาพิสูจน์ได้ว่าแวมไพร์กับค้างคา วเกี่ยวข้องกันยังไง แต่กระนั้นตำนานของแวมไพร์และค้างคาวก็ยังมีคู่กันแบ บแยกไม่ออกเหมือนกาแฟกับคอฟฟี่เมทนั่นเชียว ตำนานของค้างคาวมีมากมายกระจัดกระจายไปทุกซีกโลก ในแอฟริกาใต้ มีเรื่องเล่าของคามาโซตซ์ เจ้าแห่งค้างคาวที่อาศัยในถ้ำยักษ์ใต้พิภพ ในยุโรปเองค้างคาวและนกเค้าแมวมักจะถูกโยงใยเข้ากับเ รื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติอยู่บ่อยๆ นั่นคงเป็นเพราะเสียงของมันฟังดูน่ากลัวและพบเห็นได้ เฉพาะตอนกลางคืน มนุษย์เรากลัวความมืดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนี่ครับ เลยจับเอานกเค้าแมวและค้างคาวเหมารวมเข้าไปกับผู้ที่ ชอบหลบเร้นในความมืด(ก็ผะ-อี๋ น่ะแหละ)ซะเลย อีกสาเหตุหนึ่งที่ค้างคาวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับตำนานแว มไพร์น่าจะมาจากพฤติกรรมของมัน มีค้างคาวอยู่สามสปีชี่ส์ที่ดูดเลือดของสัตว์อื่นกิน เป็นอาหาร ถิ่นฐานของพวกมันอยู่ในทวีปแอฟริกาครับ เจ้าค้างคาวพวกนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับทหารสเปนใน ยุคล่าอาณานิคมเป็นอย่างมาก เมื่อกลับมาถึงยุโรป ตำนานของค้างคาวดูดเลือดยิ่งถูกเติมสีใส่ไข่ให้น่าฟั งโดยเหล่ากลาสี ค้างคาวเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของแวมไพร์ไปด้วยประการฉ ะนี้ แถมนับว่าความเชื่อนี้ก็มีแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งนักเขียนใหญ่อย่าง แบรม สโตเกอร์ กับ มัลคอม ไรห์เมอร์ก็ยังเอากับเขาด้วยเลยนี่ครับ โรคตื่นแวมไพร์ในศตวรรษที่ 18 ตำนานแวมไพร์เป็นที่คุ้นเคยกับซีกโลกต่างๆมานมนาน แต่เชื่อมั๊ยครับว่าอังกฤษเพิ่งรู้จักแวมไพร์เอาเมื่ อศตวรรษที่ 18 นี้เอง ช่วงนั้นโรคกลัวแวมไพร์ระบาดหนักในยุโรปตะวันออกลามม าถึงอังกฤษ ชาวบ้าชาวช่องกลัวกันมาก ขนาดเดินไปไหนมาไหนยังต้องมีพวงกระเทียมแขวนคอไปด้วย มีการโต้เถียงกันระหว่างกลุ่มผู้นำว่าเรื่องนี้เป็นไ ปได้จริงหรือไม่ และควรใช้นโยบายใดทำให้บ้านเมื่องสงบลง สมัยนั้นการสื่สารยังไม่เจริญนัก แต่ก็น่าแปลกที่ข่าวลือกระจายข้ามประเทศอย่างรวดเร็ว บางเรื่องก็เป็นตลกร้ายที่เหลือเชื่อเอามากๆ เช่นกองทัพแวมไพร์บุกเข้าพระราชวังในฮังการเล่นงานจน ทหารและคนในวังเป็นแวมไพร์กันหมด แม้แต่ข่าวที่ว่าพระราชวังเครมลินเต็มไปด้วยแวมไพร์ก ็ยังมีออกมา ของแถมที่มากับข่าวลือก็คือการออกล่าแวมไพร์ มีคนถูกย่างสดไม่เว้นแต่ละวันในข้อหาเป็นแวมไพร์ หลายรายถูกทรมานอย่างทารุณก่อนเอาลิ่มตอกอก สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวแวมไพร์ของชาวยุโร ปได้เป็นอย่างดี แล้วก็ยังมีคนนำตำนานแวมไพมาสร้างเป็นseriesชุดอีกคร ับ ถ้าใครเคยเล่นเกมคงจะคุ้นกันดี Vampire the masquradeไงครับ ของwhite wolf คือ ในซีรี่นี้จะเป็นเรื่องราวของแวมไพทั้ง13ตระกูลมีการ แต่งเป็นทั้งนิยาย และเกมต่างๆมากมาย เนื้อเรื่องดีมากๆเลยครับ อันนี้จะเป็นต้นกำเนิดของแวมไพในซีรี่นี้นะครับ คือ เริ่มแรกเลยหลังอดัมกับอีฟได้ถูกขับไล่จากสวยอีเดนแล ้ว ทั้งคู่ได้มีลูกด้วยกัน คนเลยคือ เคน และคนที่2ชื่อเอเบล ทีนี้ เนื่องจากว่าพระเจ้ารักเอเบลมากว่าkain ทำให้เคนไม่ค่อยชอบขี้หน้าเอเบลมากนัก จนในที่สุดเคนจึงได้สังหารเอเบลน้องชายของตนเอง(อันน ี้รู้สึกจะมีจริงในคัมภีไบเบิ้ลนะ ผมไม่แน่ใจเท่าไรนัก) พระเจ้าจึงได้ลงโทษเคน โดยการสาบให้เคนต้องมีชีวิตทีอยู่ในรัตติกาลเท่านั้น ไม่มีโอกาศได้เห็นแสงในรุ่งอรุณและจะไม่สามารถลิ้มรส ชาติอาหารใดๆได้นอกจากเลือด และจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆชั่วนิจนิรัน ซึ่งนี่เองทำให้เคนได้กลายเป็นแวมไพ ตัวแรกของโลก ทีนี้ หลังจากนั้นเคนได้ออกเร่ร่อนไปเรื่อยๆจนได้พบกับลิลิ ส(เป็นภรรยาคนแรกของอดัม ก่อนที่พระเจ้าจะสร้างอีวาให้ ถือกันว่าลิลิเป็นราชินีแห่งรัติกาล)และทั้งคู่ก็มีล ูกด้วยกัน4คน พวกนี้จะเป็นแวมไพรุ่นที่2 และในรุ่นที่3 จะมี13ตน ซึ่งจะเป็นต้นกำเนิดแวมไพทั้ง13ตระกูลในซีรี่ นี้ Arodev Savard แวมไพร์อมตะ บุตรชายของซาตาน (จากนิยายของผม) แต่เดิมแล้ว Arodev เป็นแวมไพร์ที่ค่อนข้างรักสงบ เขาเกิดเมื่อศตวรรษที่ 15 โดยเกิดจาก Lord Vedora ซาตานในรูปลักษณ์ของเทพ และแวมไพร์สาวตนหนึ่ง ตอนที่เขาเป็นเด็กนั้น เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกจอมเทพ Cronus ( Clolias ในนิยายผม) พาไปฝากไว้กับ ชาววาเบคซึ่งเป็นอาณาจักรกึ่งภพ Arodev ได้เติบโตที่นั่น และหลังจากที่โตเป็นหนุ่มเขาก็พบความจริงว่าผู้ที่เล ียงดูเขาไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง และที่ที่เขาอาศัยก็ไม่ใช่โลก ดังนั้นเขาจึงหาทางกลับไปยังโลกและก็ทำสำเร็จ Arodev พบว่าตัวเขาไม่อาจถูกต้องหรือสัมผัสกับแสงอาทิตย์ในโ ลกได้ ประกอบกับชาวเมือพากันหวาดกลัวเกี่ยวกับเรื่องแวมไพร ์ Arodev ได้รู้ว่าเขาเป็นหนึ่งในแวมไพร์มาสเตอร์ ดังนั้นเขาจึงเลือกทำในวิถีแห่งแวมไพร์นั่นคือการล่า เหยื่อด้วยการดูดเลือด Arodev เปลี่ยนจากเดิมโดยการเป็นแวมไพร์กระหายเลือด แต่ว่าเขาเป็นแวมไพร์บ้าโรคจิตที่ชอบดูดแต่เลือดผู้ห ญิงและเด็ก ดังนั้นบรรดาสาวกของ Arodev จึงมีแต่แวมไพร์เด็กทั้งนั้น และอาศัยอยู่ในคฤหาสร้างกลางป่าทึบ ด้วยระยะเวลาเพียง 10 ปี ก็มีแวมไพร์เพิ่มขึ้นมากมายนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ในหมู่บ้านทั้งหมดกลายเป็นแวมไพร์โดย Ardoev เหล่านักล่าก็พากันเกรงกลัวเป็นอันมาก แต่น้อยคนเท่านั้นที่จะรู้ว่านี่ก็เป็นแผนการของ Arodev เช่นกันโดยการทำเด็กให้เป็นแวมไพร์ เมื่อนักล่ามาพบเข้าก็เกิดใจอ่อนกับภาพลักษณ์ของเด็ก และเป็นหนทางสู่ความตาย ภายหลังมีนักล่าแวมไพร์ฝีมือดีและกล้าหาญบุคเข้าไปพบ กับ Arodev ได้สำเร็จ แต่เขาถูกแวมไพร์อมตะตนนี้จัดการ ถึงแม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้แต่ก็ไม่ลืมที่จะทิ่งคำพูดสุดท ้ายเอาไว้ให้ Arodev จึงรู้สึกละอายในสิ่งที่ตนทำและเกรงกลัวฑันต์สวรรค์เ ป็นอันมากที่ทำให้เด็กนับร้อยนับพันต้องกลายมาเป็นแว มไพร์ ดังนั้นเขาจึงหนีแต่ทว่า Arodev กลับต้องมาเผชิญหน้ากับ ยมฑูต Mirus Revard และรู้ความจริงว่า Mirus เป็นพี่ชายของเขาซึ่งเป็นบุตรของซาตานด้วยกันทั้งคู่ Arodev ถูก Mirus สังหารแต่เขาก็ได้รับความช่วยเหลือจาก Clolias เทพแห่งเวลาซึ่ง Clolias ได้ทำให้ Arodev เป็นแวมไพร์เทพโดยการให้ดื่มไวน์จากจอกศักดิ์สิทธิ๋ข องพระเยซู Clolias ได้ถ่ายทอดวิชาต่างๆให้กับ Arodev และได้บอกให้ Arodev อยู่เพื่อปกป้องโลกแทนการอยู่เพื่อทำลาย ภายหลัง Arodev ลงจากแดงศักดิ์สิทธิ์ของ Clolias แล้วเขาจะต้องเผชิญหน้ากับเด็กแวมไพร์ของเขาเองและจา กนั้น Arodev ก็ออกไล่ล่า ยมฑูต Mirus พี่ชายของตนไปเรื่อยๆ เพราะได้รับรู้จาก Clolias ว่า Mirus คิดจะต่อต้านพระเจ้า ![]() .................................................. ......... Arodev Savard .................................................. ............... ![]() .................................................. ......... Arodev Savard 2................................................. ................
__________________ ![]() Castlevania: Vlad Radu Legend เล่ม 1 เล่ม 2 Lord Radu Cel Frumos Ytinrete rof dlrow eht esruc llahs i!! แก้ไขโดย Vedora's sword : 06 Aug 2006 เวลา 10:25. เหตุผล: รวมโพสอัตโนมัติ |
| | |
| | #3 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นเก๋า ![]() โพส: 1,103 TG ออร่า: ![]() ![]() | ปีเตอร์ โปโกรโจวิท เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในศตวรรษที่ 18 เรื่องมีอยู่ว่า โปรโกรโจวิทเสียชีวิตลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ จากนั้นก็มีคนพบเขาออกมาเดินตอนกลางคืนหลังจากที่เขา เสียชีวิตไปแล้ว และไม่นานก็มีข่าวว่ามีผู้คนถูกเขาดูดเลือดจนเสียชีว ิต โปรโกโจวิทได้ไปหาภรรยาของเขาและได้ร้องขอรองเท้าจาก เธอ ภรรยาของเขาแสนจะหวาดผวาถึงกับหนีไปอยู่เมืองอื่น และก็มีข่าวว่ามีผู้คนถูกทำร้ายเสียชีวิตเรื่อยมา ดังนั้นเหล่าชาวบ้านที่ใจกล้าจึงได้พร้อมใจกันมุ่งไป ยังหลุมศพของเขาและทำการขุด สิ่งที่ทำให้เหล่าชาวบ้านประหลาดใจก็คือ ศพของนายโปโกรโจวิท ไม่เน่าเปื่อยเลยนอกจากส่วนของจมูกเล็กๆน้อยๆอีกทั้ง ผิวหนังยังหลุดลอกออกมาเผยให้เห็นผิวหนังใหม่ที่ขึ้น มาแทนที่ สภาพช่างเหมือนกับกำลังลอกคราบ และเมื่อเห็นดังนั้นเหล่าชาวบ้านจึงทำลายศพนั้นด้วยก ารเอาไม้แหลมตอกหัวใจ ตัดหัว และเผาทำลายศพนั้นไป และจากนั้นก็ไม่มีเหตุการร้ายๆเกิดขึ้นอีก และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ อาโน โพล ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกแวมไพร์ตนหนึ่งทำร้ายแต่สมัยนั้น มีความเชื่อที่ว่าต้องกินดินจากหลุมศพแวมไพร์และนำเล ือดของมันมาทาที่ตัวจึงจะสังหารมันได้ นายโพลได้ดั้นด้นไปเอาเลือดและกินดินได้สำเร็จและเขา ก็สามารถฆ่าแวมไพร์ตนนั้นได้จริงๆ แต่ก็ไม่อาจรักษาเขาให้หายจากการเป็นแวมไพร์ตัวต่อไป ได้ ในตอนกลับอาโน โพลได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตและจา กนั้นก็มีข่าวว่ามีคนโดนทำร้ายจนเสียชีวิตไปหลายราย ดังนั้นเหล่าชาวบ้านจึงได้ทำการขุดศพเขาขึ้นมาอีกครั ้งปรากฏว่าสภาพช่างเหมือนกับกรณีของโปโกรโจวิทมาก ชาวบ้านจึงได้จัดการโดยวิธีเดียวกันนั้นคือ ตอกลิ่ม ตัดหัว และเผาทำลายศพนั้นเสีย แน่นอนมันแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ แต่ทว่าหลังจากนั้นทายาทของนายโพลทั้งหมดเสียชีวิตลง อย่างไม่ทราบสาเหตุ เหล่าชาวบ้านจึงได้ขุดศพขึ้นมาก็พบว่ามีสภาพแบบเดียว กับนายโพลทุกประการ ดังนั้นชาวบ้านจึงได้จัดการกับทุกศพด้วยวิธีเดียวกัน |
| | |