Thaigaming Network the 8th: the ultimate evolution of gamertainment tribes. Protect the earth from global warming.

สมัครสมาชิก | รายชื่อสมาชิก | ค้นหา | ข้อความใหม่วันนี้ | ทำสัญลักษณ์ว่าอ่านแล้ว |
 





กลับไป   Thaigaming > Thaigaming General > Fiction

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม แสดงผล
เก่า 06 Sep 2007, 15:40   #1 (permalink)
สมาชิก TG แรกเริ่ม
 
Zero Xion's Avatar
 
โพส: 227
ดาวโหลด: 154
อัพโหลด: 0
รับคำขอบคุณ: 2

TG ออร่า:
Zero Xion aura



Februrary’s Tale (เรื่องเล่าเดือนกุมพา)


Februrary’s Tale


เคยคิดบ้างไหม ว่าเดือนนี้มีอะไรเป็นพิเศษ

ถ้าหากไม่เคยหละก็ เราจะขอเล่าให้ท่านฟัง มันเป็นเรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในเดือนนี้

-----------------------------------------------------
สีแดงชโลมแผ่นดิน


กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วท้องฟ้า


เสียงคมดาบจำนวนนับไม่ถ้วนฟาดฟันกันใน สมรภูมิ


เหล่าทหารกล้า ต่างมีชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน เพื่อกำจัดศัตรูตรงหน้าให้สิ้นซาก

ชุดเกราะที่แข็งแกร่ง และคมดาบที่บรรจงสร้าง

มันอาจช่วยให้ชนะในการศึกแต่ไม่ได้หมายความว่าจะช่วย ปกป้องผู้ที่ถือพวกมันได้เสมอไป

ทุกอย่างล้วนไร้ความหมายเมื่อเผชิญกับความตาย

ฝนที่โปรยปรายมาจากบนท้องฟ้า ก็หาใช่ หยดน้ำหรือปุยหิมะ

หากแต่เป็นลูกศรที่พร้อมจะคร่าชีวิตแก่ผู้ที่ขวางทาง มัน

กว่าครึ่งของทัพเราที่ต้องสังเวยชีวิตให้แก่ฝนธนู ยิ่งเป็นยามราตรีเช่นนี้ การมองเห็นลูกธนูบนท้องฟ้าเรียกได้ว่า เป็นไปไม่ได้เลย

กำแพงปราสาทที่สูงชัน ประกอบ กับคูน้ำที่ล้อมรอบเมือง ยิ่งทำให้การบุกยิ่งยากขึ้น

“ บุกเข้าไป!!!! ” แม่ทัพตะโกนสั่งเหล่าทหารกองหน้าที่ ถือท่อนซุงอันใหญ่ช่วยกันกระทุ้งประตูเมืองให้แตก

พวกทหารต่างช่วยกันทำลายประตูเมืองให้ได้ แต่ว่า ทางเข้าทางเดียวของเมือง ย่อมไม่พังลงง่ายๆ อีกทั้งการป้องกันที่เข้มแข็งของเมือง ยิ่งยากที่จะบุกเข้าไป

“ ย้ากกก!!! ” เหล่าทหารต่างช่วยกันออกแรงเต็มที่ ช่วยกันยกท่อนซุงกระทุ้งประตูเมืองให้แตก

ทางเข้าเมืองเพียงทางเดียว ถูกปิดตายด้วยประตูไม้ที่ทั้งหนาและแข็งแรงย่อไม่พัง ลงง่ายๆ

แต่ทัพฝ่ายเราก็ไม่สนใจ เพราะถ้ามันเป็นทางเข้าทางเดียวหละก็ ต่อให้เป็นกำแพงหินก็ต้องพังมันลงให้จงได้

ครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงท่อนซุงกระทบประตูไม้ ดังแผ่ซ่านเข้าไปยังทุกอณูของทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายรับคงตระหนักดีว่า หากปล่อยไว้เช่นนี้อีกไม่นาน ประตูเมืองที่แสนภาคภูมิใจของพวกเขาก็ต้องพ่ายลงให้แ ก่ความดันทุรังของพวกเรา

และแล้วฝ่ายตั้งรับก็ใช้วิธีการป้องกันกำแพงเมืองที่ ได้ผลยิ่งนัก น้ำมันเดือดที่เตรียมไว้ ถูกราดลงมาบริเวณประตูเมือง

เสียงร้องอันโหยหวนของพวกเราที่ทนกับความร้อนนั้นไม่ ไหว จนต้องทิ้งท่อนซุงนั้นลง แล้วไปดิ้นทุรนทุรายที่พื้น ก็มีมากอยู่

แต่ข้าจะล้มลงไปแบบนั้นไม่ได้..... แม้น้ำมันจะไหลรอดเกราะโซ่ มาสัมผัสผิวหนังข้าก็ตาม

มันร้อนเกินกว่าที่จะบรรยายได้

แต่ข้าจะล้มลงไปไม่ได้ ......

ข้ากัดฟันแน่นกรอด แล้วพูดเช่นนั้นกับตัวเอง แม้จะเจ็บปวดเพียงใด ข้าก็จะถือท่อนซุงนี้ไว้

ท่ามกลางเสียงโหยหวนนั้นเอง ข้าออกแรงกระทุ้งประตูต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงทหารชุดใหม่ที่เข้ามาแทนชุดเก่า ที่ถูกน้ำมันเดือดเล่นงานไปมาบอกให้เปลี่ยนหน้าที่กั น

แต่ข้าก็ยังกำ ท่อนซุงนั้นไว้แน่นแล้วส่ายหัวปฎิเสธเขาไป

“ พังกำแพงเมืองลงให้จงได้!! ” แม่ทัพใหญ่ทิ้งหน้าที่บัญชาการตนเอง แล้วลงมาช่วยทหารเลวพังกำแพงเมือง

มีแม่ทัพไม่กี่คนที่จะทำ แต่การกระทำเช่นนี้ก็เรียกกำลังใจจากทหารตนได้มาก

“ ย้ากกกกกกกกกกก!!! ” ทุกคนต่างส่งเสียงจากสุดใจ และทุ่มแรงกายลงไป กระแทกประตูเมือง

จนกระทั่งประตูเมืองไม่อาจทนได้ จนต้องพ่ายให้แก่ความพยายามของฝ่ายเรา

เหล่าทหารฝ่ายเราร้องเฮกันลั่น ทุกคนเปิดทางให้แก่ทหารม้า บุกเข้าไปในเมือง

พวกทหารม้าเหล่านั้นมีหน้าที่รุกไล่ เหล่าทหารราบที่อยู่หลังกำแพงเมือง และกรุยทางให้กับพวกเรา และถ้าหากเป็นไปตามแผนหละก็การศึกครั้งนี้เราชนะแน่

พอถึงตรงนี้เราก็หยุดพิงกำแพงเมือง เพื่อหายใจซักครู่พลางตรวจดูสภาพร่างกายของตัวเอง
มีเพียงแค่แผลพุพองจากน้ำมันเดือดเมื่อครู่เท่านั้น

ข้าชักดาบคู่ใจของข้าออกมา พร้อมกับหยิบโล่กลมขึ้นมา เตรียมเข้าไปตะลุมบอนในกำแพงเมืองศัตรู

แต่เมื่อข้าจะเข้าไปเท่านั้นเอง ภาพอันน่าตื่นตะลึงก็ปรากฏต่อหน้าข้า เหล่าทหารม้ามากมายเมื่อครู่ ที่ถูกส่งเข้าไปล้วนกลายเหยื่อสังเวยให้แก่หลุมพรางท ี่ถูกขุดเตรียมไว้จำนวนมาก

“ ชิ!! ” แม่ทัพฝ่ายข้าสถบ แล้วรีบสั่งการ “ พวกเราถอยก่อน!!! ”

ถอยงั้นหรือ!!

เพียงแค่ข้าได้ยินคำนั้นเท่านั้น สติของข้าแทบขาดกระเด็น

พวกเราอุตสาห์ทะลวงประตูเมืองของมันได้แล้ว ท่านจะบอกให้พวกเราถอยอย่างนั้นหรือ!!

บางอย่างในตัวข้าขาดลง ข้าตะโกนร้องอย่างบ้าคลั่ง แล้วสะบัดดาบสีเงินขึ้นมา แล้วพุ่งเข้าไปในกำแพงเมืองศัตรู

วันนี้ไม่ข้าก็ศัตรูของข้าจะต้องพินาศ!!

พลธนูของพวกมันคงรอพวกสิ้นคิดเช่นข้าอยู่แล้ว พวกมันรีบยิงลูกธนูเพื่อต้อนรับข้าโดยเฉพาะเลย

ข้ายกโล่กลมของข้าขึ้นมา มันช่วยได้บ้าง แต่ไม่ได้ทั้งหมดบางส่วนก็มาโดนขาของข้าบ้าง

แต่นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่!! ข้าไม่สนกับความเจ็บปวดของตนเองอีกแล้ว!!! บัดนี้ข้าโยนโล่กลมทิ้ง แล้วกระโดด เงื้อดาบไปสังหาร ศัตรูเบื้องหน้าข้า

พลธนูหนึ่งคนที่ซุ่มอยู่หลังกองฟาง ถูกเด็ดหัวลงอย่างง่ายดาย ข้าเหลือบไปมองอีกคนที่อยู่ด้านข้างแล้วจัดการสังหาร มันอีกคน

จากนั้นข้าก็ฉวยธนูของมันขึ้นมาแล้ว ยิงตรงไปยังคนที่ซุ่มอยู่ที่เหลืออีกสองคน

ข้าโยนธนูทิ้ง หยิบดาบ แล้วพุ่งตรงไปยังนักธนูที่เหลือ พวกมันเริ่มถอยหนีข้าอย่างหวาดกลัว

ในตอนนั้นเองทหารฝ่ายข้าก็กรูเข้ามาทางประตู พวกเขาคงเห็นการกระทำอันบ้าบิ่นของข้าแล้วจึงเกิดการ ฮึกเหิมเป็นแน่

แต่ข้าไม่สนเรื่องพวกนั้นหรอก ข้าหยิบดาบของข้าแล้วตรงไปสังหารศัตรูของข้าต่อไป

สิ้นสุดศึกที่แสนบ้างคลั่งนั้น ข้าได้แต่เอาหลังพิงกำแพง แล้วหายใจถี่ๆ ราวกับขี้เลื่อยในสมองข้าต้องการอากาศเป็นจำนวนมาก

ท่านแม่ทัพขึ้นไปกล่าวปราศรัยอะไรซักอย่าง แต่ข้าไม่มีแรงที่จะฟังแล้ว..... บัดนี้ข้าอยากจะนอนเสียเหลือเกิน

กลิ่นของต้นหญ้า ชวนให้ข้านึกถึงอดีตของตัวเอง..... สิ่งที่ทำให้ข้าต้องแลกชีวิตถึงเพียงนี้

สายลมอ่อนๆ ที่พัดมากระทบตัวข้า ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ข้าค่อยๆ ทิ้งร่างของตน และปิดเปลือกตาลง

เสียงในความทรงจำของข้าก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

“ แดน.......... นี่ แดน........ ” เสียงหญิงสาวที่คุ้นเคย กระซิบข้างหูข้า

ภาพเหล่านี้คือความทรงจำของข้าสินะ....... รวมทั้งเสียงนี้ด้วย ข้าคงเผลอหลับไปแล้วสินะ

นางกำลังยิ้มให้ข้าซึ้งกำลังนอนหนุนตักนาง รอบตัวเรามีเพียงทุ่งข้าวสาลี

“ เอลิเวีย..... ”

“ จะนอนแบบนี้ไปถึงไหนกัน ” นางถาม

“ อื้มมมม......... ” ข้าลากเสียงอย่างนึกสนุก “ จนกว่าเจ้าจะหอมแก้มข้าเป็นไงหล่ะ ”

นางหน้าแดงในทันใดแล้วรีบเบือนหน้าหนีข้าไปทันที จริงๆ แล้วนางน่าจะชินกับการหยอกล้อของข้าได้เสียทีนะ

“ โธ่....... อย่าล้อเล่นกับข้านะ ปวดขาจะแย่แล้ว งานก็ยังเหลืออีกตั้งเยอะ ” นางบ่นอิดออด

“ ก็ได้ๆ ” ข้าลุกออกจากตักนาง แม้จะยังเสียดายอยู่หน่อยๆ ก็เถอะ แต่ก็ยังอดหยอกเล่นไม่ได้

“ ดีขึ้นไหมเอ่ย ภรรยาที่รักของข้า ”

ข้ารีบก้มหลบก้อนหินที่เฉี่ยวหัวไป พอเห็นว่าปลอดภัยก็บิดตัว ไล่ความล้าออกจากร่าง แล้วหยิบเคียวขึ้นมา

“ เอ้า ไปเก็บข้าวสาลีกันเถอะ ”

แต่พอข้าจะเดินไปเก็บเกี่ยวข้าวสาลีจริงๆ นางก็ดึงตัวข้าไว้

หมวกปีกกว้างของนางปลิวไปตามสายลม แต่นางไม่สนใจมันเลยแม้แต่น้อย นางเขย่งตัวขึ้นมาเล็กน้อย แล้วโน้มตัวเข้ามาหาริมฝีปากข้า

แม้มันจะผ่านไปเร็ว แต่สำหรับข้าแล้ว สิ่งเหล่านั้นมันเหมือนเป็นภาพช้าในความรู้สึกข้า

ความรู้สึกที่ยังคงค้างอยู่ที่ริมฝีปาก...

“ สำหรับที่จอมอู้ที่ลุกไปทำงานไงหล่ะจ๊ะ ” นางยิ้มให้กับข้า


ข้าค่อยๆ ลืมตาและกลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง สหายของข้าคนนึง เขย่าตัวข้าแรงๆ
เป็นไปได้ข้าก็อยากอยู่กับความทรงจำอันแสนดีนั้นเหลื อเกิน แต่ว่าข้าก็จำต้องตื่น

“ เฮ้ แม่ทัพรียกเจ้าไปหน่ะ ”

ข้าเช็ดเอาขี้ตาออกด้วยท่าทีงงๆ ท่าน แม่ทัพต้องการเรียกข้าไปเพราะอะไรกัน
แล้ว ขี้เลื่อยในสมองของข้าก็ค่อยๆ ทำงาน

มันคงเกี่ยวกับเรื่องบ้าบิ่นที่ข้าทำไปในวันนี้เป็นแ น่... ฮะๆๆ สงสัยโดนดุยกใหญ่เป็นแน่แท้

ข้าเดินตรงไปตามทาง เนื่องจากนี้เป็นเมืองที่เพิ่งยึดได้ จึงมีความวุ่นวายอยู่มากมาย และสถานพยาบาลก็ยังไม่แน่นอน ดังนั้น เหล่าทหารที่บาดเจ็บจึงต้องเรียงรายอยู่เต็มสองข้างท าง

ข้ามองไปตามทางเหล่านั้น บางคนโชคไม่ดีเหมือนข้า ต้องสูญเสียส่วนสำคัญๆ อย่างแขนหรือขาไป บางคนโชคร้ายหน่อยก็เสียหัวของตัวเองไป......

แต่ที่สะดุดตาข้ามากที่สุด นั้นก็คือเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาอายุเพียงแค่ 15 ได้เองกระมั่ง.....
เด็กขนาดนี้ยังมาร่วมรบอีก........ จะให้เรียกว่าบ้าบิ่น หรือ กล้าหาญดีหละ

ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้นเอง สหายของข้าก็ช่วยเตือนสติข้า ว่าท่านแม่ทัพรอข้าอยู่
ข้าก็ได้แต่มองเด็กหนุ่มคนนั้น แล้ว ภาวนาให้เขาได้กลับบ้านโดยปลอดภัย

และแล้วข้าก็ต้องเผชิญหน้ากับแม่ทัพของข้าเอง และก็เป็นไปตามที่ข้าคาด

แม้การกระทำของข้าจะนำพามาซึ่งชัยชนะ

แต่ว่าการขัดขืนคำสั่งของผู้บังคับบัญชา นั้นถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง และดีไม่ดี
ถ้าไม่ได้มีเพียงแค่ข้าทำคนเดียว แต่เป็นทหารทั้งกองหละก็

ทั้งกองทัพมิเอาชีวิตไปทิ้งพร้อมๆ กับข้างั้นหรือ.............


เรื่องนี้ข้าเข้าใจ แต่พอโดนต่อว่าเข้าจริงๆ มันกลับน่าโมโหเสียเหลือเกิน

ข้าเดินออกมาจากห้องของแม่ทัพ ด้วยท่าทางเหมือนเด็กที่ถูกแม่ดุมายังไงอย่างนั้น

แต่ดูเหมือน เหล่าทหารจะไม่คิดแบบเดียวกับแม่ทัพ พวกเขาทุกคนที่สังเกตเห็นข้า ต่างเข้ามาตบบ่า แล้วกล่าวชื่นชมข้า

ก็ไม่เลวนักหรอก........

แต่ว่ามันก็วางตัวลำบากเสียเหลือเกิน อันที่จริง ข้าง่วงจนแทบจะตายอยู่แล้วพวกเจ้ารู้บ้างไหม

วันนี้ ยิ่งมีงานฉลองที่ได้ยึดเมืองนี้สำเร็จอีก กรรมเวร แบบนี้ข้าจะได้หลับได้นอนไหมนะ

โดนลากไปโน่นมานี้ บางคนก็ท้าดื่มเหล้าบ้าง บางคนก็ชวนคุยบ้าง........

กว่าข้าจะผละมาหาที่เงียบๆ อยู่ได้ก็ปาเข้าไปโน่น..... เที่ยงคืน ดวงจันทร์ขึ้นตรงหัวพอดี

ที่ๆ ข้าอยู่นั้นเป็นกำแพงเมืองส่วนใน ที่ไม่ค่อยมีคนอยู่ ฮ้า...... ในที่สุด

ข้าถอดชุดเกราะออก ถึงแม้จะมีคำสั่งจากแม่ทัพว่า ห้ามถอดมันก็เถอะ แต่ไม่มีใครรู้เห็น จะเป็นไรไป

อีกครั้งที่ข้า เอาตัวพิงกำแพง... เอาเถอะ ก็ข้าชอบนั่งพิงกำแพงแบบนี้นินา

วันนี้จันทร์เต็มดวง..... มองไม่เห็นดวงดาวไดๆ บนฟ้า อีกทั้งยังไม่มีเมฆอีก

ข้าลองเอื้อมมือไปยังดวงจันทร์ที่ ลอยอยู่บนฟ้า

“ มันเหมือนจะอยู่ใกล้เพียงนิดเดียวเลยนะ “ ข้าพูดออกไปลอยๆ

“ นั้นสินะครับ.......... ” แต่เสียงหนึ่งกลับมาออกความเห็นด้วยกับข้า

ข้ามองตามเสียงนั้นไป เด็กอายุสิบห้าคนเมื่อครู่เป็นคนคุยกับข้านั้นเอง

ถึงจะประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ข้าก็ไม่ใส่ใจนัก พลางทิ้งตัวพิงกำแพงแรงๆ อีกครั้ง

“ ทั้งๆ ที่เห็นมันอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ แต่เรากลับเอื้อมไปไม่ถึงมัน มันน่าตลกไหมหละ ” ข้าพูดต่อ

“ ไม่หรอกครับ.... ถ้า เอื้อมไปถึงหละก็ ทุกคนก็คงจะเอื้อมไปเก็บมันไปแล้วหละครับ ” เด็กหนุ่มกล่าวต่อ

พอได้ยินแบบนั้นแล้วข้าก็อดหัวเราะไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่ามันตลกหรอกนะ แต่เป็นเพราะที่เขาพูดมามันก็จริง ดวงจันทร์ที่แสนสวยแบบนี้ ถ้าหากเอื้อมมาเก็บได้แล้วหละก็ ทุกคนก็คงเก็บมันไว้กับตัวไปนานแล้ว

ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะเข้าใจ ความหมายในการหัวเราะของเรา เขาจึงพลอยหัวเราะตามไปด้วย

“ ….ในการรบวันนี้ ท่านทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจริงๆ เลยนะครับ ” เด็กหนุ่มกล่าว

“ ไม่หรอก..... ข้าไม่คิดว่ามันยอดหรอก ” ข้าตอบไปตามความจริง ก่อนจะนำเอาคำพูดที่แม่ทัพมาต่อว่าข้า มาพูดเสียเอง

“ ข้าฝ่าฝืนคำสั่งของแม่ทัพ ที่ท่านสั่งให้ถอยแล้ว แต่ข้ากลับบุกเข้าไป ที่ข้ารอดมาได้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว ”

“ ถ้าอย่างนั้น ท่านบุกเข้าไปทำไมกันหละครับ ? ” เด็กหนุ่มถาม

“ ทั้งๆ ที่ท่านรู้ว่าข้างหน้านั้นมีกับดัก และมือธนูซุ่มอยู่มากมาย ทำไมท่านถึงบุกเข้าไปหละครับ ”

พอได้ยินเด็กหนุ่มถามเช่นนั้น ข้าก็มองไปยังข้อมือของตนเอง

ที่ใต้ปลอกแขนเหล็กที่เป็นชุดเกราะรบนั้น มีกำไลที่ทำมาจากต้นข้าวสาลีแห้ง

ข้ายกมันขึ้นมา เพื่อให้เด็กหนุ่มผู้ที่ถามข้าได้เห็นด้วยเช่นกัน

“ เพราะข้ามีที่ๆ ข้างต้องกลับไปหน่ะสิ.......... ” ข้าตอบแล้วถามกลับไป

“ เจ้าสนใจจะฟังนิทานชีวิตของข้าไหมหละ ”


“ ถ้าท่านไม่รังเกียจจะให้ผมฟังหละก็นะ ” เด็กหนุ่มส่ง แก้วไวด์ให้กับข้า ราวกับนั้นเป็นค่าเล่านิทานสำหรับข้าเลย

เอาเถอะ ก็คุ้มดีอยู่เหมือนกัน


นานมาแล้ว ข้า อาศัยอยู่ที่ชนบท ที่ๆ ปลูกข้าวสาลีไว้มากมาย มันเป็นทุ่งกว้าง ที่เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวสาลี ข้าจะต้องทำงานหนักทุกที.....

แต่ว่า ทุกครั้งที่ข้าจะเก็บเกี่ยวข้าวสาลีนั้น จะมี สตรีนางหนึ่งมาช่วยงานข้าเสมอ

เธอเป็นคนขี้บ่น แล้วก็ขี้อาย ฟังดูยังไงอยู่นา....... ช่างเถอะ ข้าชอบแกล้งนางบ่อยๆ อยู่เหมือนกัน
พอนานๆ เข้า พวกเราสองคนก็ชอบพอกันไปโดยไม่รู้ตัว.......

นางมีนามว่า เอลิเวีย.... นางเป็นแค่ชาวนาเช่นเดียวกับข้า แต่ว่านางมีผิวพรรณที่แสนเรียบเนียน และผมของนางก็เป็นสีทองยาวสลวย ริมฝีปากของนางแม้ไม่แต่งแต้มสีสันไดๆ ก็งดงามเหมือนดอกกุหลาบ

จะว่าไปแล้วก็น่าตลกนะ ทั้งๆ ที่ข้ารู้ตลอดเวลาว่าข้ารักนางแค่ไหน และนางรักข้าแค่ไหน..... แต่ข้ากลับมองข้ามมันไป.....

จนกระทั่งวันหนึ่ง.....


ข้าหลับตาลงแล้วพลางนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น

มันเป็นเหมือนวันธรรมดาทั่วๆ ไป ระหว่างที่ข้ากับเอลิเวียกำลังช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าว สาลีอยู่นั้นเอง
รถม้า คันหนึ่ง ควบช้าๆ ผ่านไร่ของข้าไป มันเป็นรถม้าที่หรูหรา ชนิดที่ว่า
ต่อให้พวกข้าเอาข้าวสาลีไปขายซัก ร้อยปีก็คงไม่มีทางได้ใช้เช่นพวกเขา
ด้วยความซุ่มซ่ามของเอลิเวีย นางไปสะดุดล้มขวางทางรถม้า

รถม้าหยุดได้ทันท่วงที ผู้ที่นั่งอยู่ด้านใน รีบออกมาดูอาการของนางในทันที
เขาเป็น ท่านเคาน์ ที่มีอำนาจแถบนี้มาก เรียกได้ว่าใครไปขัดใจเขาหละก็หัวขาดเป็นแน่
ในทันใดที่ท่านเคาน์เห็นหน้านาง ข้าเชื่อว่า กามเทพคงเล่นบ้าๆ กับสมองเขา

นับจากนั้นมา ข้าสังเกตว่า เขาเรียกนางไปพบบ่อยๆ ในตอนแรกข้าก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเรียกนางไปทำไม
แต่พอผ่านไปนานๆ เข้า ข้าก็เริ่มสงสัย และแล้ววันหนึ่งข้าก็ได้รู้ความจริง

วันนั้นฝนตกหนักมาก ข้าได้แต่มองนอนกลิ้งอยู่ในกระท่อมโทรมๆ ของตน จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ทีแรกข้านึกว่าหูของข้าคงเพี้ยน เนื่องจากทำงานหนักไปเสียแล้ว แต่พอข้าเปิดประตูออกเท่านั้นหละ ข้ากลับถามดวงตาข้าว่า มันเพี้ยนตามหูของข้าไปด้วยรึเปล่า

เอลิเวีย ยืนอยู่เบื้องหน้าข้า เสื้อผ้าของนางเปียกชุ่มไปด้วยสายฝน ผมของนางยุ่งนิดๆ
แต่ว่า..... มีสิ่งนึงที่ข้าแน่ใจ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยน้ำตา

นางร้องไห้ แล้วโผเข้ามากอดข้าในทันทีที่เห็นข้า

ตัวของนางช่างบอบบางเสียเหลือเกิน ผมของนางที่เปียกไปด้วยน้ำฝน ช่างอ่อนนุ่มเสียจริง

“ แดน!! แดนน!! ” นางเรียกชื่อข้าไม่รู้กี่ครั้ง นางเอาแต่ร้องไห้และเรียกชื่อข้า

ข้าทำอะไรไม่ได้ ได้แต่กอดนางตอบ แล้วลูบไล้ผมของนาง

ข้านี้ช่างโง่เขลาเสียเหลือเกิน...... ขุนนางผู้สูงศักดิ์ มีเหตุผลใดที่จะเรียกหญิงสาวชาวบ้านไปหา

ท่านเคาน์ผู้สูงศักดิ์ ทำไมต้องเรียก จำเพาะ เรียกนางไปเพียงแค่คนเดียวกัน

ข้าน่าจะรู้ตั้งแต่แรกแล้ว....................

**
นิทานของข้าขาดห้วงลง ข้ามองเงาสะท้อนของดวงจันทร์บนแก้วไวด์อันว่างเปล่า

“ แล้วจากนั้นท่านท่านทำอย่างไรต่อหรือครับ ”

“ แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะทำอะไรได้หละ....... ”
ถึงจะเป็นการขี้โกงไปเสียหน่อย แต่ข้าว่าเล่ามาถึงแค่นี้ก็คงพอสำหรับไวด์ในแก้วของข ้าแล้ว

พอได้ยินข้าตอบไปเช่นนั้น เด็กหนุ่มก็เกาแก้มเบาๆ คงรู้สินะว่าข้าคงไม่อยากเล่าเรื่องต่อแล้ว

ฉลาดไม่เลวเลยทีเดียว

“ ถ้าท่านได้พบกับนางอีกก็คงดีสินะครับ ”

เขาพูดให้กำลังใจข้า ฮะๆ น่าตลกอยู่เหมือนกันเหะ นี้ข้าถูกเด็กปลอบใจงั้นเหรอเนี่ย

“ แล้วเจ้าหละ ” ข้าถามกลับไปบ้าง

“ อ่า...... ผมเหรอ....... ”

ข้ารู้สึกไปเองรึเปล่า หรือว่าเจ้าหนุ่มนี้ดูตื่นๆ เมื่อจะตอบคำถามข้า
เอาเถอะ แต่ละคนก็มีเหตุผลต่างกันในการร่วมรบ เจ้าหนุ่มนี้ก็คงมีเหตุผลของตน
ถึงได้เข้าร่วมสมรภูมิ ตั้งแต่เยาว์เช่นนี้........

“ ช่างเถอะ ยังไงเสียก็มีชีวิตรอดกลับไปให้ได้หละ ”

ข้ากำหมัดแล้วเหยียดไปสุดแขน ที่ระดับสายตาข้า

เขาตะลึงชั่วขณะหนึ่ง ข้าว่าเขาคงรู้ความหมายของมันดี สายตาของเขาจึงหันมามองข้าราวกับเป็นคำถาม

‘ ข้าสมควรได้รับมันหรือ ’

ข้าเองก็ไม่ได้ตอบคำถามนั้นด้วยคำพูด แต่ข้ายังคงมั่นใจว่าเจ้าหนุ่มนั้นสมควรได้รับมัน

เขาเหยียดกำปั้นของตนมากระทบกับหมัดของข้าพอเป็นพิธี

เสียงกำปั้นกระทบกันเบาๆ สำหรับทหารเช่นพวกเรา มันเปรียบเสมือนคำปฎิญาณระหว่างสหายรบ
เป็นการยอมรับอีกฝ่ายในฐานะเพื่อน และสหายร่วมรบ

คืนนี้ จันทร์เต็มดวง เหล่าทหารที่ยังบ้าไม่เลิก พอเห็นจันทร์เต็มดวงก็อ้างกับท่านแม่ทัพว่า วันนี้เหมาะแก่การฉลองจนถึงเช้า

พวกบ้าฉลอง ก็ปล่อยมันบ้าไป ข้าคนหนึ่งหละที่ไม่เอาด้วย แค่นี้ข้าก็อยากจะตอนจะตายอยู่แล้ว

ไม่รู้ว่าช่วงนี้เป็นอะไรกัน พอข้าหลับตาลงทีไร

เรื่องเก่าๆ ก็ตามมาหลอกหลอนข้าถึงในความฝันของข้าทุกที

ครั้งนี้ ข้าถูกเหล่าทหารนับสิบ ใช้กำลังกำหราบข้า

กดข้าจนจำต้องยอมก้มหัวให้กับชายผู้สูงศักดิ์ที่อยู่ เบื้องหน้าข้า

ท่านเคาน์ ผู้ครอบครองแคว้นของข้านั้นเอง

“ เจ้าเองนะหรือ ดันแคนด์ ” สายตาที่เหยียดหยามจ้องตรงมายังตัวข้า

“ เอลิเวีย พูดเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังบ่อยๆ ” ฝีเท้าของเขาใกล้เข้ามาหาข้าเรื่อยๆ

“ น่าประหลาดนะ นางเองก็เล่าให้ข้าฟังถึงเจ้าบ่อยๆ เหมือนกัน ”

พอข้าพูดขึ้นเท่านั้นหละ ข้าก็รู้สึกได้ถึงแรงกดมหาศาลที่ดันหัวของข้าให้ก้มล งไปจนติดพื้น

“ กล้าเรียกข้าว่า ‘เจ้า’ เหตุใดจึงไม่เรียกข้าว่า ‘ท่าน’ ” เขาใช้เท้าของตนกดบนหัวข้า และ ออกแรงมากขึ้นไปอีก

“ ข้าจำได้ว่า เอล ก็เรียกเจ้าเช่นนี้เหมือนกัน ”

ข้ารู้สึกได้ถึงเสียงหายใจที่ตะกุตะกักของเขาอย่างชั ดเจน ข้าได้โอกาสจึงพูดต่อ

“ หรือว่านั้น เพราะเป็นนาง ท่านจึงอนุญาติให้เรียกได้เป็นกรณีพิเศษกัน ทั้งๆ ที่นางก็มี ฐานะเท่ากับข้าน้อยผู้ต้อยต่ำ ” ครั้งนี้ข้าแสร้งพูดสุภาพ เพื่อให้คำพูดแดกดันของข้ารุนแรงขึ้น

ถึงใบหน้าข้าจะถูกเหยียบจนแทบแหงนขึ้นมามองไม่ได้ก็ต ามที แต่ข้ารู้สึกได้เลยว่าคำพูดแดกดันของข้านั้นได้ผล
เพราะครั้งนี้เขาเล่นทิ้งน้ำหนักตัวของเขาลงมาที่หัว ข้าเลย ท่าทางจะเจ็บใจไม่น้อยเลยหละสิ

“ เห.... ท่าทางที่นางพูดมาจะจริงนะ ที่ว่า เจ้าพูดอะไรตรงไปตรงมา และชอบแกล้งนางเนี่ย ”

“ แต่เท่าที่ข้าฟังมา นางบอกว่าเจ้าเป็นคนสุภาพอ่อนโยนและใจดี และเป็นสุภาพบุรุษ ” อีกครั้งที่ข้ายอกย้อนไป

เสียงสะอึกของเขานั้นชัดเจนนัก ข้าใช้จังหวะนี้ซ้ำเติมลงไปอีก
“ หรือว่านั้นเป็นเพียงแค่การแสแสร้งของท่าน เพื่อจะจีบนางกันหละ ”

ข้าว่าบางทีข้าน่าจะเปลี่ยนจากชาวนาไปเป็น “ทนาย” คงดีไม่น้อยเลย
แต่พอมาคิดดีๆ อีกที มีทนายคนไหนว่าความให้สถานการณ์มันเลวร้ายลงเพื่อควา มสะใจส่วนตัวกันบ้างนะ

เอาเถอะ ปกติข้าก็ชอบแกล้งทำให้เอลโมโหบ่อยๆ อยู่แล้ว จะทำให้เจ้าไก่อ่อนนี้ลมออกหูก็ไม่ใช่เรื่องยากหรอก

ดูเหมือนครั้งนี้ มันจะไปแทงใจดำจริงๆ เสียแล้ว เขาเล่นใช้รองเท้าเหล็ก เตะอัดหน้าขนเลือดกำเดาไหลทีเดียว

“ ฮึ ปากดีเสียจริงๆ .... ” เสียงลมหายใจเขารุนแรงกว่าเดิม แต่ทว่าจู่เสียงลมหายใจเขาก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ

แล้วเขาก็หัวเราะอย่างชั่วร้าย ราวกับว่านึกอะไรได้

“ อันที่จริงแล้ว ข้าเป็นคนใจดี และเป็นสุภาพบุรุษมากเลยรู้ไหม ”

อื้ม.... ใช่ สุภาพบุรุษ จะมีสุภาพบุรุษซักกี่คนกันนะ ที่ใช้เท้าเหยียบหัวชาวบ้าน ข้าหละอยากจะรู้จริงๆ

“ จะว่าไปแล้ว.. ข้าได้ยินมาว่าเจ้ามีฝีมือเรื่องการใช้ดาบอยู่บ้างใช ่หรือไม่ ”

ข้าไม่ตอบคำถามนั้น แต่ลางสังหรของข้ากำลังทำงาน ข้าพอเดาได้อยู่ว่าเขาจะพูดอะไรต่อไป

“ การจะฆ่าเจ้าตรงนี้ มันง่ายนิดเดียว เจ้ารู้ไหม ” เขาพูดอย่างวางอำนาจใส่ข้า

“ แต่หากฆ่าเจ้าเสียตรงนี้ เอลิเวียคงจะต้องเสียใจเป็นแน่.... ”


ไอ้จอมหลอกลวง........


“ จริงอยู่ที่ข้าต้องการ เอลิเวีย แต่ว่าข้าก็ไม่ต้องการครอบครองเพียงแค่ร่างของนางเท่ านั้น ข้าต้องการที่จะครองหัวใจของนางด้วย ”

เขาดึงเท้าออกจากหัวของข้าแล้ว ก้มลงมาคุยกับข้าด้วยท่าทางหยิ่งยะโส

“ ดังนั้น ข้าซึ่งเป็นคนใจดีจึงคิดวิธีดีๆ ที่จะยุติปัญหาระหว่างเราได้อย่างสันติ ”

“ ข้าจะส่งเจ้าไปในสนามรบ หากเจ้ากลับมาก่อนตะวันแรกของเดือนมีนาในอีก4ปีได้หล ะก็… ”

เขาใช้มือมาจับหน้าข้า บังคับให้ข้ามองตรงไปยังดวงตาของเขา

“ ข้าเป็นคนที่ยุติธรรมดีใช่ไหมหละ ”

ยุติธรรม.... เจ้ายังกล้าใช้คำนี้ต่อหน้าข้าอีกงั้นรึ ทั้งๆ ที่เจ้าเป็นคนกำหนดเงื่อนไขทั้งหมดขึ้นมาเอง

ข้าอาจจะโง่ แต่ข้ารู้ดีว่าเจ้าคิดอะไรอยู่

เจ้ากำหนดเวลา 4 ปี มันนานพอที่จะให้ข้าตายในสนามรบ

4 ปี นานพอที่เจ้าจะพ่นลมปากต่างๆ นาๆ ใส่นาง และมอบความสุขต่างๆ ให้กับนาง

4 ปี ที่นานพอที่จะให้นางเปลี่ยนใจไปจากข้า....

หรือแม้แต่ข้าเปลี่ยนใจไปจากนาง

แล้วข้าก็ถูกเฉดหัวออกมาจากเมืองและถูกส่งมายังกองทั พ กลายมาเป็นเดนสงครามเช่นนี้

ตลอด 4 ปีมานี้ กองทัพที่ข้าเข้าไปประจำการ แพ้บ้าง ชนะบ้าง แต่อย่างน้อยทุกศึก ข้าก็รอดมาได้

ฝันร้ายของข้ายังคำดำเนิดต่อไปเรื่อยๆ......

ไม่ว่าข้าจะตื่นขึ้นมาซักกี่รอบ ข้าก็จะยังคงอยู่ในฝันร้ายนี้...

แต่ข้าไม่เคยรู้เลยว่าอันที่จริงแล้ว ฝันร้าย....


มันพึ่งเริ่มขึ้น


รุ่งสางของวันต่อมา ม้าเร็วก็ส่งข่าวมา แล้วข้าก็ต้องแปลกใจกับคำสั่งที่มีลงมายังพวกข้า

มีคำสั่งให้พวกเรากลับไปยังเมืองหลวงได้ อันที่จริงแล้วนี้ถือว่าเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับเหล่า ทหารแล้ว
การสั่งให้กลับไปเมืองหลวง ย่อมหมายความว่าพวกเรามีโอกาสได้พักผ่อน อันแสนยาวนานอย่างน้อยๆ ก็ได้กลับไปยังเมืองหลวง ก็ยังมีโอกาสได้พบหน้าลูกเมียบ้าง ถ้าดีหน่อยก็อาจขอปลดประจำการได้เลย
และที่ดีที่สุด อาจจะมีการได้เลื่อนขั้น หรือว่า ได้รับรางวัลจำนวนมาก ได้เป็นวีรบุรุษสงคราม
ไม่ว่าทหารคนไหนได้ยินข่าวเช่นนี้ล้วนแต่ต้องยินดีเป ็นแน่

ยกเว้นข้า

ปกติหลังเข้าตี ทหารจะต้องประจำอยู่ที่เมืองนั้นซักพักเพื่อดูแลความ สงบเรียบร้อยของเมือง
คอยดูท่าทีของศัตรูที่จะบุกกลับ หรือ แม้แต่ซ่อมแซมบางส่วนของปราสาทที่ถูกพังลง
อย่างน้อยๆ ก็ ป้องกันไม่ให้เกิดการจลาจลในเมือง ซักหนึ่งเดือน... ไม่ใช่ 1 วัน

มีเพียงข้าเท่านั้นหรือที่สังเกตถึงความผิดปกตินี้กั น...


“ น่าแปลกนะครับ..... ” เสียงหนึ่งมาพูดกับข้า และข้าก็ต้องประหลาดใจเพราะ เจ้าของเสียงนั้นเป็นเด็กหนุ่มคนเดิมนั้นเอง

ข้าเงียบแล้วปล่อยให้เขาพูดต่อ “ ปกติไม่น่าจะมีการสั่งให้ถอยทัพเร็วขนาดนี้นะครับ ”

“ โฮ่... ” ข้าอุทานอย่างประหลาดใจและต้องพูดอย่างทึ่งๆ “ เจ้าก็คิดแบบข้างั้นรึ ”

“ ครับ..... มันน่าแปลกมากเลย ทำไมท่านแม่ทัพถึงได้ให้ถอนกำลังเร็วเช่นนี้ ”

ข้าว่า...ไม่ใช่แม่ทัพหรอกที่ให้ถอนกำลัง

คงเป็นเพราะข้าคิดดังไปรึเปล่าดูเหมือนเด็กหนุ่มจะหั นมาทางข้าแล้วถามข้าด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง “ ท่านหมายความว่าอย่างไรกันครับ ”

ข้าไม่ตอบคำถามนั้น แล้วเอามือไปขยี้หัวเด็กหนุ่มผู้นั้นนั้น แล้วบอกอย่างอื่นกับเขาแทน

“ ถ้าเจ้าไม่อยากตายหละก็ ตอนเดินทางกลับ อยู่ใกล้ๆ ข้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน ”

ถึงมันเป็นเพียงแค่ลางสังหรณ์ แต่ว่า ที่ข้ารอดมาได้ถึงตอนนี้ก็เพราะมัน ไม่ใช่เพราะหัวสมองขี้เลื่อยของข้าหรอก


แต่ครั้งนี้ ข้าขอเพียงให้มันเป็นเพียงแค่ลางสังหรณ์ที่เถอะ..... ..


เหล่าทหารพากันจัดทัพ และออกเดินทางออกเพื่อกลับไปยังเมืองหลวง

ดูเหมือนท่านแม่ทัพเองก็ดีใจที่จะได้กลับเมืองหลวงเห มือนกัน ถึงได้ละเลยวินัยของทหารไป

จนการเดินทัพที่ควรจะไปด้วยความสงบ และเป็นระเบียบ กลับเป็นตรงข้าม

ข้าเองก็พยายามบอก พรรคพวกข้าให้สงสัยกับคำสั่งที่ดูดีเกินไปนี้บ้าง

แต่ไอ้พวกบ้านี้คงไม่คิดอะไรกันแล้วหละ ในหัวมันคงอยากกลับไปหาลูกหาเมียจะแย่แล้ว

สายตาข้า ตรวจดูสองข้างทาง.... และในใจก็ขอให้ที่ข้าคิดมีนเป็นเพียงแค่ลางสังหรณ์บ้ าๆ

“ ไง........ครับ ” เด็กหนุ่มคนเดิม เดินแทรกทหาร ซึ่งตามปกติไม่ควรจะทำได้

“ ไง ” ข้าตอบกลับไป

“ ทำไมท่านไม่ไปบอกแม่ทัพในเรื่องที่พวกเราสงสัยกันหละ ครับ ” เด็กหนุ่มถาม

“ เจ้านี้บางครั้งก็ฉลาด แต่บางครั้งก็ไม่ฉลาดเท่าที่ควรนะ ” ครั้งนี้ข้าผิดหวังนิดหน่อยที่เขาไม่ลองใช้ขี้เลื่อย ในสมองแบบข้าบ้าง

“ เห็นไหมว่า ทัพเราตอนนี้ไม่มีระเบียบเลยซักนิด ” เด็กหนุ่มมองไปรอบๆ แล้วพยักหน้า

“ ท่านแม่ทัพคงอยากจะกลับเมืองหลวงน่าดูนั้นหละ.... ถึงได้ละเลยวินัยทหารแบบนี้ ”

“ หากเราเอาเรื่องนี้ไปบอกกับเขา เจ้าคิดว่าเขาจะฟังงั้นรึ “ ข้าถามเด็กหนุ่มไป

ดูเหมือนเขาจะเริ่มตามความคิดข้าทันขึ้นมาบ้างแล้ว
ถึงแม้ว่าข้าหรือ เจ้าหนุ่มนี้จะเอาเรื่องนี้ไปบอกกับแม่ทัพ ท่านก็คงไม่ฟังอะไร
คงไม่มีแม่ทัพคนไหนมาฟังความเห็นของคนที่ชอบคัดคำสั่ งของตน หรือแม้แต่ทหารที่อายุยังน้อย

“ แต่อย่างน้อยท่านก็น่าจะบอกกับเขาหน่อยสิครับ ” เด็กหนุ่มพูด

“ ข้าก็พูดไปแล้ว แต่ท่านแม่ทัพก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟอย่างที่ข้าคิด แล้วบอกข้าว่าถ้าหากไม่พอใจกับคำสั่งหละก็ ก็ยินดีจะให้ข้านั่งพักในคุกไปซักพักหละนะ ”

ข้ายักไหล่แล้วนึกถึงหน้าท่านแม่ทัพ ที่โมโหจนลมออกหูแล้วชี้นิ้วต่อว่าข้า

“ ท่านกลัวที่จะถูกลงโทษหรือครับ ” เด็กหนุ่มถาม

คำถามนี้มาสะกิดต่อมความโกรธข้า จนข้าต้องเขกหัวเขาซักที

“ เจ้าบ้ารึเปล่า ข้าไม่ได้ถูกขังคุกหรอก!! ”

ข้าพ่นลมออกมาฟืดใหญ่ๆ ก่อนจะพูดต่อ


“ แต่ที่ข้ากลัว ถ้าหากข้าไปติดอยู่ในคุกแล้ว ใครจะมาปกป้องกองทัพตอนนี้หละ!! ”


เด็กหนุ่มมองข้าอย่างทึ่งๆ เขาคงคิดว่าข้าคงจะแค่กลัวที่ถูกแม่ทัพดุ หรือไม่ก็กลัวการถูกลงโทษเท่านั้น คงไม่นึกว่าข้าจะมีความคิดแบบนี้สินะ
เอาเหอะ ข้าก็ไม่คิดจะโทษเขาหรอก เพราะจริงๆ ที่ข้าพูดก็ชวนให้เขาคิดว่าข้าเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว

“ ท่านหมายความว่า..... อาจจะมีคนซุ่มโจมตีเราขณะกำลังกลับเมืองหรือครับ ”

ข้าเพยิดหน้าให้เขาดูสภาพกองทัพที่ไร้ระเบียบตอนนี้อ ีกครั้งแล้วถามเขากลับไป

“ แล้วเจ้าคิดว่าถ้าหากจะซุ่มโจมตีศัตรูตอนไหนจะเหมาะไ ปกว่าตอนนี้หละ ”

หลังจากปล่อยให้เขาคิดดูว่าที่ข้าพูดมันจริงหรือไม่ ข้าก็สั่งให้สมองของข้าเตรียมแผนการที่จะรับมือกับสิ ่งที่จะเกิดขึ้น

ไม่ทันจะสั่งให้ขี้เลื่อยในสมองของข้า ทำงานซักเท่าไหร เสียงเฮลั่นก็ดังขึ้นจากนั้น สิ่งที่ข้ากลัวเป็นจริงเสียแล้ว
สองข้างทาง มีทหารจำนวนมากพุ่งมาหาพวกเรา พวกมันคงรอเวลานี้อยู่แล้ว ข้ารีบกดหัวเด็กหนุ่มให้ก้มต่ำลง
ข้าชักดาบของข้าออกมา และหยิบดาบที่ข้างเอวของเด็กหนุ่มออกมาจากฝักของเขา

ดาบคู่ของข้า ตัดหัวเหล่าศัตรูที่ตรงมาหาข้าอย่างง่ายดาย แต่ว่าเหล่าสหายของข้าที่ไม่ทันระวัง
เกือบทุกนายเสียชีวิตของตัวเองไปในชั่วพริบตา บางคนโชคดีหน่อยก็แค่บาดเจ็บเล็กน้อย

ข้ากวาดสายตาประเมินสถานการณ์ มันจะมีทางไหนรึเปล่าที่ทำให้ข้ารอดไปจากสถานการณ์นี ้

มือทั้งสองของข้ากำดาบคู่ในเมือไว้เสียจนแน่น มองไปรอบๆ ด้วยหางตาของข้า ก็พบว่าเด็กหนุ่มพยายามลุกขึ้นมาหลังจากที่ข้ากดลงไป ที่พื้นแล้ว

“ ฟังนะเจ้าหนู!! ” ข้าพูด ไม่สิ ข้าสั่งเขา

“ พาทหารพวกเราหนีไป!! ข้าจะรับมือตรงนี้เอง!! ”

พอเขาได้ยินเช่นนั้นก็รีบปฎิเสธสิ่งที่ข้าสั่ง “ ท่านจะบ้าหรือ ท่านจะรับมือพวกมันคนเดียวได้อย่างไรกัน!!! ”

เขาหยิบดาบที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาแล้วฟาดฟันศัตรูที่ ตรงเข้ามาหา
“ ถ้าหากท่านจะอยู่ที่นี้ ข้าก็จะอยู่ด้วย!!!! ท่านไม่ใช่หรือที่บอกว่า หากข้าไม่อยากตายให้อยู่กับท่านไว้!!! ”

พอข้าได้ยินเช่นนั้นก็ทำให้ข้าโมโหขึ้นไปอีก ข้าฟันศัตรูคนหนึ่งทิ้งแล้ว กระชากคอเสื้อของเด็กหนุ่มคนนั้นขึ้นมา

“ เจ้าฟังนะ!!! “ ข้าตะเบ็งเสียงใส่เขา

“ ข้ารู้ว่าเจ้าฉลาด!!! แต่เจ้าลองคิดดูถ้าหากท่านแม่ทัพเป็นอะไรตอนนี้จะเกิ ดอะไรขึ้น!!! ”

ศัตรูที่คิดว่าข้าแตกคอกับพวกเดียวกัน พุ่งตรงมาหาข้า แต่ข้าไม่สนมันข้าแค่ปล่อยมือลงชั่วครู่ แล้วเหวี่ยงตัวเองหมุนเป็นวงใส่แรงกระโดดเตะอัดหน้าข องมันจนมันล้มลงไปนอนหงายกับพื้น


“ ฟังข้า!!! หากพวกเรายังอยู่ตรงนี้กันอีก พวกเราทั้งหมดจะได้ตายกันตรงนี้!! ฉะนั้นรีบพาทุกคนให้หนีไปได้!!!! “

ข้าตวัดดาบเป็นวงกว้าง สังหารศัตรูอีกคนหนึ่งลงอย่างง่ายดาย

“ไม่เช่นนั้นพวกเราจะตายกันตรงนี้ทั้งหมด!!!!! ”

“ แต่ถ้าหากข้าทิ้งให้ท่านสู้คนเดียว...... ท่านจะต้องตายนะครับ!!!! ”

“ หนวกหูน่า!!!! ” ข้าพูดแล้วใช้ดาบในมือข้างหนึ่ง แทงทะลุคอหอยของศัตรูที่คิดจะทำร้ายข้าจากด้านหลัง

“ แล้วคำสัญญาของท่านกับคนรักของท่านหละครับ !!!! ”

จู่ๆ ภาพเอลิเวียก็ลอยขึ้นมา ภาพของนางที่กำลังโปรยิ้มให้กับข้าอย่างอ่อนโยน
เพียงแค่เสียสมาธิไปกับจินตนาการของข้าชั่วครู่เดียว เท่านั้น ลูกธนูก็พุ่งทะลุอกของข้าไป

“ อึก!!!! ” ข้ากันฟัน แล้วดึงเด็กหนุ่มมาหลบหลังที่กำบังด้วยกัน

“ ฟังข้านะ..... ข้าเองก็ไม่อยากมาตายที่นี้เหมือนกัน ”

ข้าพักหายใจซักพักแล้วบอกเขาต่อไป “ แต่ถ้าไม่ทำเช่นข้าบอกหละก็ จะต้องมีอีกหลายชีวิตที่จะต้องตายลง เจ้าเข้าใจไหม ”

“ พาคนหนีไปให้มากที่สุด ” ข้าย้ำคำเดิม

“ แต่!!! ”

“ หากเจ้ารอดไปได้หละก็......... ” ข้าถอดปลอกแขนออก แล้วให้กำไลข้าวสาลีแก่เด็กหนุ่ม

“ นำกำไลข้าวสาลีไปให้กับคนรักของข้าด้วย.... ตอนนั้นนางคงได้เป็นนายหญิงผู้สูงศักดิ์แล้ว...... ”

ข้ากำหมัดแล้วเหยียดไปสุดแขนของข้า เช่นเดียวกับที่เมื่อครั้งที่แล้ว

เด็กหนุ่มมองข้า ดวงตาของเขาสั่นเทิ่มและคลอไปด้วยน้ำตา เขารับเอากำไลของข้าไปแล้ว เหยียดแขนมากระทบหมัดกับข้าเบาๆ

“ ข้าสัญญาครับ..... ” เขาปาดน้ำตาทิ้งแล้วรับเอากำไลของข้าไป

เด็กหนุ่มพุ่งออกไปและตะโกนสั่งทหารทุกนายอย่างองอาจ “ ทหารทุกนายตามข้ามา!!! ”

น้ำเสียงที่สั่งการของเขาช่างทรงอำนาจยิ่งนัก เพียงแค่ข้าได้ยินเท่านั้น ก็รู้สึกได้ว่าเขาเป็นคนที่พึ่งพาได้
ในความโกลาหนแบบนี้ ทหารทุกนายต้องการคำสั่ง หรืออย่างน้อยๆ ใครก็ได้ที่บอกได้ว่าทำอย่างไรพวกเขาถึงจะรอดไปได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีคนยอมทำตามเด็กหนุ่มที่อายุเพ ียง 15 เช่นเขา
พวกทหารฝ่ายเราทำตามที่เขาสั่งโดยไม่สงสัย และถอยตามเด็กหนุ่มไป

ข้าเองก็ได้อู้พักหายใจครู่หนึ่งแล้ว จึงพุ่งออกไปขวางทางมิให้ศัตรูที่ต้องการตามไป ไม่ให้ทำตามอย่างที่มันคิด

“ ย้ากกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!! “ ข้าถือดาบคู่ของข้าเข้าฟาดฟันกับศัตรูที่อยู่เบื้องห น้าข้าอย่างไม่คิดชีวิต

หากมีอะไรจะทำให้ข้ารอดจากพวกมันได้หละก็..... มันก็คงเป็นอะไรที่มากกว่าปาฏิหาริย์แล้ว

ในเวลานี้ไม่รู้ว่าทำไมกันนะ..... ฉันยังคงคิดถึงเธอ..... ใบหน้าที่ยิ้มให้กับเรา ราวกับรอเรากลับไป

มันคงไม่เป็นอย่างนั้นสินะ.........





- . * + * . - . * + * . - . * + * . - . * + * . - . * + * . - . * + * . - . * + * . - . * + * . -



คุยกับนักดอง

ฮา ไอ้เรื่องบ้านี้ นั่งทำอยู่ตั้งนานก็ไม่เสร็จซักที ส่วนฉากน้ำเน่าของเรื่องนี้ต้องยอมรับจริงๆครับว่ามั นเน่าจริงๆ - -''

ส่วนตัวแล้ว ไอ้เรื่องนี้ควรจะเป็นเรื่องสั้นแท้ๆ แต่ทำไมไม่รู้ ยิ่งแต่งก็ยิ่งยาว...... แถมในหัวก็คิดพล็อตต่อจากเรื่องนี้ได้อีก กรรมเวง

จะพยายามเขียนเรื่องนี้ให้เสร็จไวๆ เพื่อจะได้ไปเขียน "ลุงต่อม่อเด็ก" กับ "บิ้กบอดเพราะรัก" ได้

ยังไงก็ขอขอบคุณที่อ่านเรื่อง น้ำเน่าเดือดกุมพา เอ๊ย!! เรื่องเล่าเดือนกุมพา ไว้ ณ ที่นี้คับ
__________________

แก้ไขโดย Zero Xion : 06 Sep 2007 เวลา 15:45.
  ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
 
เก่า 09 Sep 2007, 13:15   #2 (permalink)
แฟนพันธุ์แท้ TG ในตำนาน
 
tearnote's Avatar
 
โพส: 4,478
ดาวโหลด: 423
อัพโหลด: 0
รับคำขอบคุณ: 9

TG ออร่า:
tearnote auratearnote aura


สถานที่: บ้านโนนบักเห็บ

=[]= ? แว่วเสียงกุมภาพันธ์ หรอฮะ ?
/me นั่งอ่านซะ ....
  ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 09 Sep 2007, 17:53   #3 (permalink)
Zra
Through the Fire & Flames
 
Zra's Avatar
 
โพส: 5,658
ดาวโหลด: 31
อัพโหลด: 40
รับคำขอบคุณ: 4

TG ออร่า:
Zra aura


สถานที่: ๑๓ ๔๕ N , ๑๐๐ ๓๐ E

อ่านแล้วแทบจะลงความเห็นอย่างพร้อมเพรียง น้ำเน่าได้ใจจริงๆท่านจิ๊บ = ="

ป.ล. แต่งเรื่องลุงต่อให้เสร็จ แล้วดองยาวอันต่อไป ( ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องของใครก็ไม่รู้ =3=")ก็ได้นะงับ : P
__________________
หากใครคนหนึ่งมีคำถาม สักวันคุณอยากจะพบใคร....
คำตอบในใจคือใครที่คุณต้องการ ....

-------------------------------------------------

No need to act strong, be strong.

แก้ไขโดย Zra : 09 Sep 2007 เวลา 18:02.
  ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 11 Sep 2007, 12:36   #4 (permalink)
ไอ้คุณต่อครับผม
 
PhoeniXz`'s Avatar
 
โพส: 719
ดาวโหลด: 174
อัพโหลด: 99
Blog Entries: 5
รับคำขอบคุณ: 8

TG ออร่า:
PhoeniXz` auraPhoeniXz` aura


สถานที่: EveryWhere

fic แบบ FS ของจิ๊บเรื่องแรกหรือป่าว~

ไงก็ตั้งใจแต่งละ แล้วก็อยากอ่าน "บิ๊กบอดยอดรัก" แล้วเรื่องอี่น drop ไปก็ได้
__________________
ทุก FILE ที่ผม upload ไปใช้ไม่ได้แล้วนะครับไม่ต้องมาถามว่าทำไม DOWNLOAD ไม่ได้
ถ้าใคร reupload ให้ก็จัดการได้เลยครับ ไม่ว่ากัน

  ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
แสดงผล

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are งดใช้


Thaigaming Network : Japan Music World | Flixya Idm | Coming soon.
Home | News | Event | Article | Howto | Preview | Review | Cheat | Play | Anime | Club | Download | Blog | Group | Service | Forum
Blog | Article | Good Articles | Get Index Directory | Upload Files | Games | Online Shop | Lyrics and Tabs | Buy Netbook | Netbook Thai
Copyright © 2000-2008 Thaigaming Network. All Right Reserved.