

| | #1 (permalink) |
| สมัครไว้แต่ไม่ได้โพส โพส: 14 TG ออร่า: ![]() | Utopia Age:The wheels of destiny Prologue มนุษย์...คือสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งที่แสนอ่อนแอ เป็นสิ่งที่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตสายพั นธุ์อื่น ๆ แล้ว ล้วนแต่ด้อยกว่าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านสัญชาติญาณ การปรับตัว หรือแม้แต่พละกำลัง หากแต่มนุษย์ กลับสามารถก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารได้ ด้วยความสามารถเพียงอย่างเดียวที่มีอยู่ นั่นก็คือการเรียนรู้ และด้วยความสามารถด้านการเรียนรู้นั้นเอง ที่ทำให้เหล่ามนุษย์รู้จักการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์เ ครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อการดำรงชีพ แต่พวกเขาก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เหล่ามนุษย์ยังได้ใช้ความรู้ที่ได้มาเพื่อพัฒนาต่อไป เรื่อยๆ และศาสตร์อย่างหนึ่งที่มนุษย์ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศ ษนั่นคือ “วิทยาศาสตร์” พวกเขาใช้วิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์หาความรู้ที่มีอยู่ ตามธรรมชาติ และนำความรู้ที่ได้มานั้นมาใช้พัฒนาต่อ ๆ กันมา จนเกิดเป็นเทคโนโลยีขึ้น ทว่ายามที่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มาถ ึงจุดสูงสุดนั้นเอง เหล่ามนุษย์ก็ได้หันไปสนใจในศาสตร์ที่พวกเขาเคยละทิ้ ง ศาสตร์นั้นคือไสยศาสตร์ หรือ เวทย์มนตร์นั้นเอง และหลังจากการศึกษาในศาสตร์ที่พวกเขาละทิ้ง พวกมนุษย์ก็ได้ทำการทดลองเวทมนตร์ครั้งใหญ่ขึ้น โดยพวกเขาได้นำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ และใช้มันควบคุมเพื่อการพิสูจน์เหตุผล แต่ทว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นในระหว่างการทดลอง ส่งผลให้เกิดการระเบิดที่มาจากกลุ่มก้อนพลังงานที่เก ิดจากการทดลอง แรงระเบิดที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลให้เกิดความแปรปรวนทาง มิติอย่างรุนแรง ทั่วทุกมุมของโลกเกิดประตูมิติต่าง ๆ ขึ้น และได้นำชีวิตจากมิติอื่นซึ่งมีความเข้มแข็งมายังโลก ของเหล่ามนุษย์ ภูมิประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ และประชากรมนุษย์ที่เหลือรอดจากเหตุการณ์นั้นก็เหลือ เพียงหนึ่งในห้าจากประชากรมนุษย์ทั้งหมด และนี่คือจุดสิ้นสุดของโลกยุคเก่าที่มีมนุษย์เป็นผู้ ปกครอง Chapter 1 : The wheels of destiny "โชคชะตา" คำที่ถูกขีดเส้นจำกัดความไว้อย่างกว้างใหญ่จนแทบไร้ข อบเขต มีทั้งความชัดเจน และเลื่อนลอยอยู่ในตัว จะมีสักกี่คนที่คิดว่าตัวเองเข้าใจมันได้จริงๆ แล้วถ้ามีจริง ตัวตนของคนๆนั้นจะอยู่ที่ใด แล้วชีวิตจะมีความหมายใด ถ้าทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว... ภาพบุรุษทิ้งกายนอนใต้ต้นแอปเปิ้ลเป็นภาพที่เห็นไม่ไ ด้บ่อยนักในเมืองที่รายได้หลักมาจากการค้าขายแห่งนี้ " ตกลงนายตั้งใจเข้าไปที่นั้นจริงๆนะหรือ แล้วจัดการรายละเอียดเรียบร้อยแล้วหรือยัง" เสียงเอ่ยถามดังขึ้นจากชายผู้นั้น ดังขึ้นท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมจากประตูเมืองชั้ นในซึ่งห่างกันไปไม่กี่สิบเมตร เขามีผมยาวประบ่าสีขาวแปลกตา ซึ่งดูจะไม่ค่อยได้รับการเอาใจใส่มากนัก นัยน์ตาสีน้ำตาล รูปร่างสมส่วนและน้ำเสียงที่ไม่จริงจัง สวมชุดยาวเข้ารูปของนักเดินทาง มนุษย์มักจะโทษอะไรก็ตามที่ตัวเองไม่เข้าใจว่าเป็นเพ ราะ"โชคชะตา"เนื่องจากโชคชะตาเป็นสิ่งที่มนุษย ์ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยวิทยาศาสตร์ซึ่งมนุษย์ เชื่อมั่น ทำให้มนุษย์จำนวนมากมักยึดติดกับคำว่าโชคชะตาหรือฟ้า กำหนด ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงโชคชะตาคงเป็นสิ่งที่มีอำนาจมากท ี่สุดที่เคยมีมาบนโลกใบนี้… " อืม" เสียงตอบรับดังขึ้นแล้วตามมาด้วยเสียงถอนหายใจเฮือกใ หญ่ จากชายอีกคนหนึ่งที่ยืนห่างไปไม่ มากนัก เขามีส่วนสูงน้อยกว่าชายคนแรกเล็กน้อย สีผม และสีตาที่เป็นสีน้ำเงินเข้มน้ำทะเล พร้อมด้วยชุดคลุมยาวสีดำมิดชิด ถึงจะดูไม่หรูหรา แต่เพราะเจ้าตัวต้องการจะปกปิดอะไรบางอย่าง ทำให้ดูรุ่มร่ามเกะกะพอสมควรทีเดียว โชคชะตามีการทำงานคล้ายเครื่องจักรขนาดใหญ่ ที่คอยสร้างกระแสการไหลเวียนของการเป็นไปต่างๆบน จักรภพ คอยประสานเรื่องราวต่างๆกัน ทีละเล็กละน้อยจนถึงกว้างใหญ่ไพศาล มนุษย์แต่ละคนสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็คล้ายฟันเฟืองตั วเล็กๆตัวหนึ่งที่ทำงานอยู่ในเครื่องจักรอันนั้น สุดที่จะมีใครหรือสิ่งใดจะมาแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ แต่โชคชะตาจะทำงานเหมือนเดิมตลอดไปนะหรือ แล้วจะทุกคนหรือที่จะยอมเป็นเป็นทาสของคำว่าโชคชะตา. .. " นายก็รู้ แทบจะไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว" นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจับจ้องไปที่แขนข้างซ้ายของตัวเ องและบีบมันจนแน่นด้วยความเกลียดชัง ราวกับอยากให้มันแตกสลายไปต่อหน้าต่อตา "ถ้างั้นก็รีบหน่อย เพราะพวกนั้นน่าจะใกล้ขานชื่อพวกเราแล้ว ตอนนี้เรายังไม่ได้คิดหาวิธีเข้าไปตัวเมือง ชั้นในเลย" ชายหนุ่มผมขาวเอ่ยเร่งอย่างน่าหมั่นไส้เพื่อนทั้งที่ ตัวเองยังนอนกัดแอปเปิ้ลที่พึ่งเด็ดมาจากต้นอย่างสบา ยอารมณ์ นานมาแล้วเคยมีบุรุษผู้หนึ่งผู้ซึ่งไม่เชื่อในโชคชะต า บุรุษผู้ซึ่งกลายเป็นตำนาน ยืนหยัดต่อต้านขัดขืนต่อโชค ชะตา อำนาจมหาศาลถูกสั่นคลอน เมื่อเฟือนตัวเดียวสามารถย้อนทวนการทำงานของเครื่องจ ักรทั้งเครื่อง แต่ผลกระทบที่ตามมาก็มากเกินใครจะคาดคิด... ชายหนุ่มอีกคนที่ทำหน้าเครียดอยู่ในตอนแรกถึงกับถอนห ายใจเฮือกใหญ่รู้ก็รู้อยู่ว่าเพื่อนรักคนนี้กำลังเป็ นห่วงตน เลยเปลี่ยนเรื่องเพื่อเบนความสนใจ แต่ไอ้ความเฉื่อยชานี่ทำให้คนที่เคยเยือกเย็นอย่างเค ้าร้อนขึ้นมาได้ตะหงิดๆ ชายหนุ่มคนแรกที่กำลังจะเริ่มต้นกัดแอปเปิ้ลลูกที่สอ งถึงกับสะดุ้งเฮือกกับสายตาของเพื่อนที่กำลังใกล้จุด เดือดเต็มที่จากระเบิดที่ตนได้โยนไว้ ทันใดนั้นก็มีเสียงระฆังช่วยชีวิตดังขึ้นจากในตัวเมื อง "วอเลท เพกกาทอร์" จนถึงตอนนี้บางทีอาจจะนานเกินไป คนอาจจะลืมเลือนเหตุการณ์ครั้งนั้น โชคชะตาอาจจะถึงเวลาต้องถูกเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เฟืองอีกสองตัวกำลังสั่นไหว.. ชะตาต้องถูกลิขิตด้วยมือของเราเอง... ชายชุดดำนิ่งมองจุดที่เพื่อนตัวเองยืนอยู่ก่อนที่จะห ายไปในพริบตาโดยทิ้งแอปเปิ้ลที่เหลืออยู่ครึ่งลูกแล้ วบ่น พึมพำ "กินทิ้งกินขว้างจริงๆ" กะแล้วว่าเพื่อนของเขาต้องเข้าเมืองไปได้โดยไม่มีเขา ไม่ขึ้นอยู่กับใครคนใดทั้งสิ้น... ไม่นานก็มีอีกเสียงดังขึ้นตามมาจากตัวเมืองชั้นในเช่ นเคย " ลาซิเฟล เซราฟิน" ทันใดนั้นชายผู้มีนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มดังน้ำทะเล แลดูเข้มขึ้นทันทีราวกับตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง เขาสะบัดผ้าคลุมแล้วเดินตรงดิ่งเข้าเมืองอย่างไม่หวา ดหวั่น ไม่เคยมีอะไรมาขวางทางเดินของพวกเราได้ และจะไม่มีตลอดไป!! สักวันปีกที่แปดเปื้อนโลหิตคู่นี้จะโผบินขึ้นสู่ท้อง ฟ้า ...ชะตาที่ถูกกำหนด ชีวิตที่ถูกขีดขั้น ปีกที่ถูกกักขัง สักวันคนจะได้รู้ว่าชีวิตอยู่ในกำมือของเรา!!! ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- อ่านแล้วช่วยบอกกันด้วยนะคับว่าชอบไม่ชอบที่ไหนยังไง หรือไปโพสไว้ที่นี่ก็ได้เป็นที่ลงหลักคับ-----> http://my.dek-d.com/Razifel/story/view.php?id=326165 แก้ไขโดย Razifel : 28 Aug 2007 เวลา 12:58. เหตุผล: รวมโพสอัตโนมัติ |
| | |
| | #4 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ใช่ครับ.... แต่งได้ไม่เลวเลย หุหุ มาประจำที่บอร์ดนี้ ก็ดีเหมือนกันนะ.....
__________________ ![]() ~เชิญอ่านนิยายที่ผมแต่งได้นะครับ~![]() Castlevania : Symphony Of Newworld ข้อมูลปัจจุบัน ยอดอ่าน&ผู้เข้าชม = ประมาณ 4,300 ระยะเวลาที่แต่ง = 4-5 ปี จำนวนบท =13 บท .. ต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาโดยตล อดครับ .. |
| | |
| | #5 (permalink) |
| สมัครไว้แต่ไม่ได้โพส โพส: 14 TG ออร่า: ![]() | Chapter 2 : Open scene ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ชวนให้น่าสะพรึงกลัว ในห้วงเวลาแห่งยามรัตติกาลที่มืดมิด ดาวูกำลังวิ่งหลบหนีจากการตามล่าของสมาพันธ์ เขาเว้นช่วงเพื่อหยุดหายใจเป็นระยะและออกวิ่งต่อไปเร ื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย ร่างของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬ และมือไม้ก็สั่นสะท้านราวกับถูกบางอย่างสิงสู่ “หนีมันให้พ้น หนีมันให้พ้น” ชายร่างยักษ์พูดกับตนเองขณะพุ่งตัวทะยานผ่านพุ่มไม้ “ข้าไม่มีวันยอมให้จับหรอก ไม่มีวัน!” ร่างของชายร่างยักษ์พุ่งทะลุผ่านแมกไม้ที่ขวางกั้นอย ู่ ดาวูไม่กล้าที่จะเหลียวหลังกลับไปมองดูว่าสิ่งใดกำลั งตามล่าเขา เขากำลังตกอยู่ในความกลัวอย่างที่สุดในชีวิต และหลังจากวิ่งอยู่ชั่วพักใหญ่ ดาวูก็ตัดสินใจล้มตัวหลบภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ต้นหนึ ่ง และเงี่ยหูฟังเสียงจากบุรุษผู้ตามล่าเขา หากแต่ไม่มีสรรพเสียงใดตอบกลับมา “ในที่สุด...” เขาพึมพำ “...ในที่สุด...” “ในที่สุดอะไรล่ะ?” ดาวูสะดุ้งเฮือกกับเสียงที่ตอบกลับมา พลันชายหนุ่มคนหนึ่งก็ปรากฏตัวออกมาจากพุ่มไม้ใกล้ ๆ ผมของชายหนุ่มผู้นั้นเป็นสีขาว และนัยน์ตาสีน้ำตาลนั้นก็กำลังส่อแววขบขัน “หวังว่าประโยคนั้นคงจะไม่ใช่ ‘ในที่สุดก็หนีมันพ้นซะที’ นะ” ดาวูผุดลุกขึ้นอย่างกะทันหันแทบจะในทันที “แกเป็นใคร” เขาร้อง “หยุดอยู่ตรงนั้นเชียว ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ” ทว่า ชายหนุ่มกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัว เขาเพ่งมองดาวูอย่างพินิจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามข ึ้นว่า “เจ้าหมอนี่ใช่ ‘ดาวู’ ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีของเรารึเปล่านะลาซิเฟล” หากแต่ไม่มีเสียงตอบจาก ‘ลาซิเฟล’ ชายหนุ่มคนเดิมถอนหายใจอย่างนึกปลงแล้วล้วงหยิบเอาเช ือกออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “อย่าหาว่าอย่างนู้นอย่างนี้เลยนะ ยอมให้เราจับดี ๆ เถอะ แล้วรับรองว่าชีวิตของนายจะอยู่รอดปลอดภัยครบ 32 ประการแน่นอน” ดวงตาของดาวูเบิกกว้างด้วยความโกรธและความกลัว “แกมาจากสมพันธ์อย่างนั้นรึ” “ใช่” วอเลท เพกกาทอร์ตอบ “ทีนี้จะยอมให้เราจับได้รึยัง?” ดวงตาของดาวูเบิกกว้างด้วยประกายกร้าว กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายกำลังถูกเร่งเร้าจากหัวใจ และความหวาดกลัว “ไม่มีวัน” เขาร้อง “แกไม่มีวันจับข้าได้เด็ดขาด” ว่าแล้วดาวูก็พุ่งตัวเข้าหาพลางเงื้อแขนสุดลำ ก่อนจะชกลงไปที่ ๆ ชายหนุ่มผู้นั้นเคยอยู่ เพียงชั่วพริบตาเดียวที่วอเลทหลบ กำปั้นขนาดใหญ่ก็บดขยี้พื้นดินลึกลงไปราวครึ่งนิ้ว เมื่อวอเลทเห็นอย่างนั้นก็ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย “ระวังหน่อย” เขาพูด “เดี๋ยวรากไม้แถวนั้นก็ตายกันหมดพอดี” “แก!” ดาวูร้องอย่างโกรธแค้นพลางเหวี่ยงหมัดอีกครั้ง แต่วอเลทก็ก้มหลบได้อย่างทันท่วงที ดาวูอาศัยแรงเหวี่ยงของตนพุ่งหมัดออกไปอีกครั้ง ทว่าก็ยังพลาดเป้า ในไม่ช้าชายร่างยักษ์ก็เริ่มรู้สึกถึงขีดจำกัดของตนเ อง และเขาก็ได้ตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างที่ตนเองกำลังห วาดกลัว เขาควรจะรีบหนีไปเสียในขณะที่ยังทำได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น ดาวูก็ร้องคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าพลางเหวี่ยงลำแขนอ อกไปเป็นวงกว้าง ทำให้วอเลทต้องกระโดดหลบฉากออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ พริบตาเดียวนั้นเองที่วอเลทกระโดดหลบออกมาจากการโจมต ี ดาวูก็ตัดสินใจที่หันหลังและวิ่งหนีออกไปในทันที ทิ้งให้วอเลทที่ทำหน้างง ๆ อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอาก้ำปั้นทุบกับฝ่ามือเหมือนกับนึกอะไรบางอย่ างขึ้นได้ “อ๊ะ มันหนีไปแล้วนี่” ----------- ดาวูกำลังวิ่งหนีอีกครั้ง และครั้งนี้เขาก็วิ่งหนีเร็วที่สุดเท่าที่เคยทำมาทั้ งชีวิต หัวใจของชายร่างยักษ์นี้กำลังเต้นระรัวอย่างตื่นตระห นก เขาควรจะรู้ว่าไม่ควรยื่นเท้าไปแหยมกับพวกสมาพันธ์นั ่น มันอันตรายเกินไปจริง ๆ และคราวนี้เขาก็ต้องชดใช้ด้วยค่างวดที่แสนแพง ชายร่างยักษ์ไม่รู้ว่าตนเองวิ่งอยู่นานเท่าใด เท่าที่เขารู้เพียงอย่างเดียวคือหนีและหนีให้เร็วที่ สุดเท่าที่จะทำได้ หากแต่เรี่ยวแรงของเขานั้นไม่อาจทำให้วิ่งหนีได้ตลอด ไป ในที่สุดดาวูก็เลือกที่จะหลบในถ้ำแห่งหนึ่งที่เขารู้ จักดี ชายร่างยักษ์รีบเข้าไปหลบภายในนั้นพลางนึกภาวนาอย่าใ ห้พวกสมาพันธ์นั่นตามหาเขาเจออีกเลย แต่ทุกสิ่งไม่ได้ง่ายเช่นนั้น... “วิ่งหนีทำไม ถึงยังไงนายก็หนีไม่พ้นหรอก” วอเลทที่เดินตามมาพูดขึ้นเอามือปัดกิ่งไม้ที่ขวางอยู ่ออกไป “ยอมให้เราจับดี ๆ เถอะน่า ไม่ได้จะเอาไปฆ่าไปแกงซะหน่อย” “กะ – กะ – แก” เสียงของดาวูสั่นสะท้าน “...ปีศาจ” วอเลทเบ้หน้าน้อย ๆ กับคำพูดที่ได้ยินนั่น “ปีศาจเลยเรอะ” เขาบ่น “ไม่มีอะไรดี ๆ ให้สรรเสริญแล้วรึไงเนี่ย” ว่าจบชายหนุ่มก็ดึงเชือกออกมาอีกครั้ง “เอาล่ะ จบเรื่องกันทีดาวู อย่าให้มันยืดเยื้อไปกว่านี้เลย” “ฝันไปเถอะ” ดาวูประกาศกร้าว เขาตัดสินใจที่จะสู้ตาย และอาวุธที่ชายร่างยักษ์ฉวยออกมาจากที่ซ่อนลับก็คือด าบใหญ่เล่มยาว ชายร่างยักษ์ค่อย ๆ ย่างก้าวเดินออกมาอย่างช้า ๆ พลางประเมินศัตรูตรงหน้า แต่หากฝ่ายตรงข้ามกลับดูมีทีท่าไม่ค่อยจะใส่ใจเท่าใด นัก “ลาซิเฟล” วอเลทกระดิกนิ้วเรียก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงตกอยู่ภายใต้ความเงียบสงัดเช ่นเดิม ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างนึกฉุนเล็กน้อย พลางบ่นพึมพำ “เอาวะ ฉันคนเดียวก็ได้” ชั่วพริบตานั้นเองที่สติของดาวูขาดสะบั้น “ตายยยยยย!” “ฮึ้ย?!” วอเลทร้องพลางเอี้ยวตัวหลบดาบเล่มยักษ์ที่หวดลงมาอย่ างเฉียดฉิว ทำให้ดาบเล่มนั้นฟันลงไปที่ต้นไม้เคราะห์ร้ายต้นหนึ่ งที่อยู่ใกล้ ๆ เวอเลทเหลือบตามองดูดาบยักษ์ที่ฟันต้นไม้ข้าง ๆ ตัวจนเกือบขาดนั่นอย่างนึกเสียดาย “ต้นไม้นั่นยังโตได้อีกเยอะแท้ ๆ เชียว” ชายหนุ่มบ่น “ช่วยรักษาธรรมชาติหน่อยสิฟะ” แต่ดูเหมือนคำพูดของวอเลทจะไม่ได้ส่งไปถึงดาวูผู้ตกอ ยู่ในความบ้าคลั่ง ชายหนุ่มร่ายยักษ์ร้องคำรามอีกครั้งหนึ่งพลางถอนดาบอ อกมาอย่างรวดเร็วแล้ว ฟันฉับลงไปอีกครั้ง เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทจากแรงปะทะของโลหะและพื้นด ินทำให้วอเลทหูอื้อ “โธ่เว้ย ลาซิเฟล!” ชายหนุ่มร้องอย่างหัวเสียขณะที่หลบดาบเล่มยักษ์ที่จั ่วลมบนศีรษะของเขาไปอย่างฉิวเฉียด “ทำงานหน่อยสิวะ ต้นไม้แถวนี้พังหมดแล้วนะโว้ย” ครั้นแล้ว เสียง ๆ หนึ่งก็เอ่ยขึ้น “บทพันธนาการที่ 13” พร้อมกันนั้นเอง ร่างในชุดคลุมสีดำก็ทะยานลงมาจากเงามืดในยามรัตติกาล พร้อมกับโซ่เงินที่เริงระบำอยู่ในอากาศดังราวกับสายธ ารน้ำจากฟากฟ้า แสงจันทร์ที่สาดส่องพ้นจากหมู่เมฆดำปลุกโซ่เงินเหล่า นั้นให้เปล่งประกาย เฉกเช่นแสงสว่างจากดวงดารา อันสถิตอยู่นานับพันในห้วงท้องอนธการ “จงพันธนาการ” สิ้นเสียงพูดของร่าง ๆ นั้น โซ่เงินก็สะบัดราวกับแส้ และพันร่างของดาวูไว้จนหมดสิ้นทางขยับเขยื้อนใด ๆ และเมื่อดาวูไม่อาจยืนอยู่ได้เมื่อถูกพันธนาการ ร่างยักษ์ของเขาก็ล้มลงโดยมีร่างในชุดคลุมดำยืนค้ำอย ู่ วอเลทเป่าปากอย่างนึกหมั่นไส้เพื่อนรักน้อย ๆ “โธ่เอ๊ยเจ้าบ้า กว่าจะเสด็จมาได้นะ” ร่างในชุดคลุมดำนั้นหันมาทางชายหนุ่มช้า ๆ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มนั้นเป็นประกายน้อย ๆ คล้ายกับเจ้าตัวจะต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็เงียบไป ปล่อยให้วอเลทก้มลงมองดูดาวูที่ตอนนี้กำลังจ้องมองมา อย่างอาฆาตแค้น แต่ไม่อาจพูดอะไรได้ เนื่องจากโซ่สีเงินนั้นพันธนาการแม้กระทั่งปากของเขา ไว้ด้วย “เฮ้อ ทนเอาหน่อยแล้วกัน” วอเลทถอนหายใจพูดพลางเก็บเชือกของตน “เรารึอุตสาห์จะให้เอาเชือกพันให้จะได้ไม่เจ็บมาก แต่ดันดิ้นมากจนได้โซ่พัน” พูดจบ ชายหนุ่มก็หันมายังลาซิเฟล “ที่จริงแค่ขโมยของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เห็นจะต้องวิ่งหนีอะไรขนาดนี้ก็ได้” “นั่นไม่เกี่ยวกับเรา” ลาซิเฟลตอบขรึม ๆ พลางก้มลงล้วงหยิบก้อนผลึกเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋าของดาวู “บอกหัวหน้าด้วยว่าเราจับขโมยได้แล้ว” “ขอรับท่านลาซิเฟล” วอเลทประชดเพื่อนรักอย่างขัน ๆ แล้วหยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่งที่เขียนคำว่าหัวหน้าแ ล้วพูดขึ้นว่า “หัวหน้าสุดเฮี้ยบขอรับ งานเสร็จแล้ว ช่วยส่งคนมาลากเจ้ายักษ์นี่ที” “ย่อมได้” เสียงตอบรับจากบุคคลที่สามที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทัน หันเล่นเอาวอเลทถึงกับสะดุ้งเฮือก ในขณะที่ลาซิเฟลเพียงแค่หันไปมองดูอย่างรวดเร็วเท่าน ั้น ใบหน้าของวอเลทปรากฏเหงื่อซึม ๆ ขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อนึกถึงประโยคที่ตนเพิ่งพูดไปเม ื่อครู่ “ว่าแต่...ว่าใครว่าเฮี้ยบอย่างนั้นรึวอเลท” ชายหนุ่มยิ้มจืด ๆ พลางชี้ไปที่เพื่อนรักเพียงหนึ่งเดียว “เจ้าลาซิเฟลขอรับ” “หัวหน้ามาทำอะไรที่นี่หรือครับ” ลาซิเฟลถามโดยไม่สนใจประโยคที่เจ้าเพื่อนตัวดีโยนมาใ ห้ นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจับจ้องมองดูบุรุษผู้ที่ถูกเรีย กว่าหัวหน้าอย่างสงสัย “ข้ามาด้วยคำสั่งสองประการ” บุรุษผู้ถูกเรียกว่าหัวหน้าตอบ “หนึ่ง คือสังเกตการทำงานของเจ้าทั้งสองว่าประสบผลเช่นใด โดยงานชิ้นนี้จะเป็นสิ่งที่ตัดสินให้เจ้าทั้งสองได้ร ับการเลื่อนขั้น…” จู่ ๆ วอเลทก็โพล่งขึ้น “เราจะได้เลื่อนขั้น?” แล้วเจ้าตัวก็เงียบเสียงลงในทันใดเมื่อตระหนักได้ว่า ตนกำลังขัดจังหวะ ‘หัวหน้า’ อยู่ “แล้วอีกคำสั่งล่ะครับ” เกิดความเงียบอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่คำสั่งสุดท้ายจะได้ลิขิตชะตากรรมของทั้งสองให ้เริ่มต้นขึ้น “มีภารกิจใหม่ให้เจ้าทั้งสองกระทำ” -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เย้ๆๆมีคนอ่านแล้น^-^ ขอบคุงน้าคับ ส่วนเรื่องย้ายมาลงที่นี่จะรับไว้พิจารณาคับ (ย้ายแน่ๆถ้าที่นี่มีคนอ่านเยอะกว่า หุหุ>*<") แก้ไขโดย Razifel : 01 Sep 2007 เวลา 06:41. |
| | |
| | #6 (permalink) |
| สมัครไว้แต่ไม่ได้โพส โพส: 14 TG ออร่า: ![]() | Chapter3 : Moonlight in the night of darkness ภายใต้เงามืดของผืนป่าในยามค่ำคืนอันเงียบสงัด ภาพชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำสนิท ล้อมรอบด้วยธารเลือดที่หลั่งรินชโลมผืนดิน ปรากฎขึ้นเมื่อแสงจัทราสาดส่องขับไล่เงามืดแห่งอันธก าร ชายคนนั้นเหม่อมองไปยังแสงสว่างหนึ่งเดียวในคืนเดือน เพ็ญ ผู้มาแทนทิวาวรเมื่อตอนสิ้นแสง "ชีวิตข้าก็เป็นเฉกเช่นเจ้า แสงจันทร์ภายใต้อนธการ" แต่ตัวข้าเป็นไม่ได้ดังแสงของเจ้า.. เหมือนดังเสียงกระสิบถูกถ่ายทอดผ่านสายลมยามค่ำคืนที ่แสนเยียบเย็น จันทราสาดแสงผ่านเมฆหมอกที่เคยบดบัง ดังตอบรับคำเรียกขาน ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก... “ภารกิจใหม่อย่างนั้นหรือ หัวหน้า?” วอเลทเอ่ยทวนอย่างมึนงง “ประเดี๋ยวก่อนครับ ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจทีหัวหน้า มันหมายความว่าไงครับ?” ผู้ที่ที่วอเลทกำลังสนทนาด้วยความเคารพอยู่ด้วยนั้นค ือบุรุษวัยกลางคนในชุดทะมัดทะแมงที่ดูสุภาพและให้เกี ยรติผู้อื่นอยู่ในที หากแต่จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า บุรุษผู้นี้คือหนึ่งในผู้นำแห่งสมาพันธ์วิชซึ่งหาตัว จับได้ยากที่สุดของเมืองโรเซียน่า “ก็ดังที่เจ้าได้ยินวอเลท” หัวหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “นี่เป็นภารกิจคุ้มครอง ส่วนเรื่องรายละเอียดนั้น ข้าจะแจ้งให้ทราบที่สำนักงานใหญ่พร้อมกันผู้ร่วมงานอ ีก 3 คน” เมื่อกล่าวจบ บุรุษผู้มีตำแหน่งเป็นถึงผู้นำแห่งสมาพันธ์วิชก็จากไ ปในทันที ทิ้งไว้แต่เพียงความเงียบงันและความมึนงงของวอเลท “ผู้ร่วมงาน?” วอเลทเอ่ยทวนอีกครั้ง พลางหันไปมองดูเพื่อนหัวดีของตนที่ดูจะเข้าใจเรื่องร าวอะไร ๆ ได้เร็วกว่ากันมาก “เฮ้ย ลาซิเฟล” ชายหนุ่มสะกิดเรียกเพื่อน “เมื่อกี้นี้หัวหน้ามาบอกอะไรเรานะ?” ลาซิเฟลมองเพื่อนรักของตนพลางส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ “อะไรก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่ามีงานใหม่ให้เราทำก็เท่านั้นเอง” วอเลทดีดนิ้ว “แล้วหัวหน้าก็เล่นพูดเร็วเกินเข้าใจ ที่แท้ก็มีงานให้เราทำนี่เอง ...ว่าแต่” ชายหนุ่มเหลือบมองเพื่อนของตน “นายคิดว่ามันแปลก ๆ มั้ย” ลาซิเฟลพยักหน้า ดวงตาสีน้ำเงินทะเลของเขาไม่ส่ออารมณ์ใด ๆ “มันก็น่าแปลกอย่างที่นายว่านั่นล่ะวอเลท” เหตุใดคนระดับผู้นำของสมาพันธ์ต้องเดินทางมาเพื่อแจ้ งข่าวเล็กน้อยนี้ด้วยตนเอง... หลังจากแจ้งข่าวอันแสนจะรีบเร่งของผู้นำแห่งสมาพันธ์ วิช วอเลทและลาซิเฟลต่างก็ตกลงว่าจะเข้าไปในตัวเมืองเพื่ อรับภารกิจใหม่ แต่กว่าที่ทั้งสองจะเข้าสู่ตัวเมืองได้ เวลาก็ล่วงไปเย็นเสียแล้ว ทั้งสองต่างเงยหน้ามองดูท้องฟ้าในยามเย็นที่ดวงตะวัน แปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง อันเป็นอาณัติสัญญาณบ่งบอกการสิ้นสุดแห่งดวงตะวัน ที่จะถูกแทนที่ด้วยแสงและเงาแห่งดวงจันทร์ “วอเลท นายกลับไปที่เมืองก่อน” ลาซิเฟลเอ่ยขึ้น “หลังจากรับรายละเอียดภารกิจแล้ว ช่วยเตรียมสัมภาระให้เรียบร้อยด้วยที” “อ้าวเฮ้ย แล้วนั่นนายจะไปไหนน่ะ” วอเลทถามอย่างประหลาดใจ แต่แล้วชายหนุ่มก็นึกขึ้นได้เมื่อได้เห็นนัยน์ตาสีน้ ำเงินเข้มที่เคยดูเยือกเย็นอยู่เสมอกลับอ่อนแสงอย่าง ประหลาดเมื่อเหม่อมองไปยังอาทิตย์ที่ใกล้สิ้นแสง ผู้ถูกใช้งานนามวอเลทถอนหายใจอย่างนึกปลงอนิจจัง ก่อนจะรับปากอย่างเสียไม่ได้เนื่องจากตนเองพอที่จะรู ้เหตุผลของเพื่อนรักดี “รีบไปรีบมาก็แล้วกัน” “คืนนี้เป็นคืนวันเพ็ญ เฉกเช่นในวันนั้น วันที่เพื่อนของเขาได้สูญเสียสิ่งสำคัญไป” บางครั้งถ้าหากว่าเพื่อนของเขายอมปลดโซ่ที่พันธนาการ ตัวเองมานานแสนนานออก โซ่ที่ถูกเรียกว่าความรู้สึกผิดนั่น บางทีคำสาปนั่นก็อาจจะไม่น่ากลัวเท่าที่คิด แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเจ้าตัวจะไม่รู้ แต่ทำเป็นไม่รู้เสียมากกว่า ความคิดนั้นทำให้วอเลท ผู้ที่ไม่เคยชอบคิดเรื่องของคนอื่นถึงกับต้องถอนหายใ จออกมาอีกเฮือกใหญ่ ไอ้เพื่อนบ้าคนนี้มีดีก็หาเรื่องใส่ตัวกับไม่ยอมทิ้ง เรื่องที่ถูกใส่ตัว เป็นเรื่องปวดหัวที่ถ้าเป็นเรื่องของคนอื่นแล้ววอเลท ไม่อยากแม้แต่จะเสียเวลาคิด แต่สำหรับเจ้าเพื่อนแสนมากเรื่องตัวนี้...เขาคงไม่คิ ดไม่ได้ เมื่อคิดไปคิดมาเสร็จสรรพ วอเลทก็สรุปให้กับตัวเองว่าควรจะมาคิดเรื่องนี้ใหม่อ ีกที เมื่อมีอาหารในท้องพอเพียงที่จะไม่ทำให้เหล่าตัวตืดใ นกระเพาะอาละวาด เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายหนุ่มก็จัดแจงมุ่งหน้าเข้าสู่ตลาดในยามวิกาลของเม ือง อันเป็นที่ซึ่งเหล่าเผ่าพันธุ์หลากหลายมาเพื่อค้าขาย สินค้าของตนที่นี่ ภายในตลาดของตัวเมืองโรเซียน่า มีผู้คนต่างเผ่าพันธุ์มากมายหลากหลายที่เดินสัญจรไปม าเพื่อหาซื้อของที่ตนเองต้องการ สิ่งของที่ว่าเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าที่ถูกค ัดเลือกมาเป็นอย่างดี และผ่านการตรวจตราของสมาพันธ์วิชว่าเป็นสิ่งของที่จะ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ที่ร้ายแรงเกินกว่าการควบคุม แต่สำหรับวอเลทแล้ว สิ่งที่เขากำลังต้องการในขณะนี้ คือไอร้อน ๆ ของอาหารซักชามที่จะช่วยเติมเต็มกระเพาะที่ว่างเปล่า ในขณะนี้ ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ ตัว แม้ผู้คนส่วนมากที่อยู่ในเมืองนี้จะเป็นมนุษย์ แต่ก็จะมีเหล่าเผ่าพันธุ์อื่น ๆ มาอาศัยยังเมืองแห่งนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะเป็นพวกเอลฟ์และปีศาจ วอเลทมองรอบ ๆ ไปเรื่อยและสะดุดตาพวกเอลฟ์ที่กำลังขายอาวุธที่ตนทำข ึ้นให้แก่ปีศาจตนหนึ่ง พวกเผ่าพันธุ์เอลฟ์นี้นับเป็นเผ่าพันธุ์ที่ประหลาดน้ อยที่สุดสำหรับวอเลท แม้ว่าพวกนี้มักจะมีอายุยืนนานกว่ามนุษย์ แต่เผ่าพันธุ์นี้กลับใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด ยกเว้นก็แต่หูที่เป็นเส้นตรงชี้แหลมเป็นแนวนอน ทั้งนิสัยยังรักสงบและชื่นชอบในเสียงดนตรี ต่างกับเหล่าปีศาจที่มักจะดูถูกมนุษย์ลิบลับ สำหรับวอเลทแล้ว เผ่าพันธุ์ปีศาจจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่สุดหากเขาจำ เป็นที่จะต้องข้องแวะ เพราะพวกปีศาจนั้นโดยมากมักจะชอบดูถูกมนุษย์ อีกทั้งยังชอบเขม่นใส่เพราะถือว่าตนเองนั้นมีพลังกาย และพลังเวทย์ที่เหนือกว่าเหล่ามนุษย์ ดังนั้นถึงแม้ว่าเผ่าพันธุ์นี้จะเป็นเผ่าพันธุ์ที่รั กษาสัจจะยิ่งชีพ แต่วอเลทก็ไม่ชอบที่จะสุงสิงกับพวกปีศาจเหล่านี้อยู่ ดี ชายหนุ่มละสายตามาจากการซื้อขายนั้นเพื่อมองหาร้านอา หาร แต่จนแล้วจนรอดวอเลทก็ยังมองหาร้านอาหารไม่เจอเสียที จนกระทั่งชายหนุ่มเกือบจะตบะแตกแล้วนั่นเอง ที่จู่ ๆ เสียงๆ หนึ่งก็ดังขึ้น “ว่ายังไงนะเจ้าพวกมนุษย์นี่” พวกปีศาจแหง ๆ วอเลทนึกในใจในขณะที่ชะเง้อมองดูที่มาของเสียงนั้น และตามคาด ชายหนุ่มก็ได้เห็นภาพซึ่งเห็นได้กันจนเจนตา คือภาพของปีศาจตนหนึ่งที่กำลังยืนจ้องหน้ามนุษย์ที่เ ป็นพ่อค้าคนหนึ่งอย่างเอาเรื่องพร้อมทั้งดาบเล่มโค้ง ยาวที่จ่อไว้ที่คอหอย “เจ้าคิดจะโกงข้าอย่างนั้นหรือเจ้ามนุษย์” “ปะ- -เปล่าซักหน่อย” พ่อค้าผู้นั้นร้อง “ทะ- -ท่านแค่เข้าใจผิดเท่านั้น ข้าบอกแล้วไงว่าดาบเล่มนั้นไม่ใช่ดาบที่ข้าจะขายให้ก ับท่าน” “อย่ามาโกหกเจ้ามนุษย์” ปีศาจตนนั้นขู่ “คิดว่าข้าเป็นปีศาจแล้วจะต้องเป็นพวกโง่เขลาให้มนุษย ์อย่างเจ้าหลอกอย่างนั้นหรือไง พอกันทีสำหรับความกลิ้งกลอกของพวกเจ้า ข้าซื้อดาบเล่มนั้นแล้วด้วยเงินของข้า ส่งดาบเล่มนั้นมา แล้วข้าจะถือว่าเจ้าสิ้นสุดพันธะกับข้า” “ไม่ได้หรอกท่านหญิง” พ่อค้าร้องวิงวอน “ดาบนี่ข้าสัญญาว่าจะขายให้กับคนอื่นแล้ว ข้าให้ท่านไม่ได้หรอก” “อย่ามาเล่นลิ้นกับข้านะเจ้ามนุษย์” “พอทีเหอะ” แม้ว่าโดยปกติแล้ววอเลทจะไม่ค่อยชอบหาเรื่องใส่ตัวเท ่าใดนัก แต่สำหรับคราวนี้ เขาคงจะต้องแขวนคติประจำตัวเอานั้นไว้เสียก่อน เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ทำให้ผู้คนท ั้งหลายต่างหันมามุงดูกันด้วยความสนใจ และปิดกั้นทางเดินที่จะเดินไปข้างหน้าสำหรับวอเลท ซึ่งทางออกที่เร็วที่สุดในขณะนี้คือยุติปัญหาระหว่าง ปีศาจสาวผู้นี้กับพ่อค้าแสนซวยซะ “มีอะไรเจ้ามนุษย์” ปีศาจสาวตนนั้นหามายังวอเลท และนั่นทำให้เขาสังเกตเห็นได้ถึงลายสลักสีดำบนใบหน้า ซึ่งกลมมนได้รูป แม้ว่าวอเลทจะไม่เคยมีความประทับใจใด ๆ กับเหล่าปีศาจที่เขาเคยพบ แต่เขาก็อดยอมรับกับตนเองไม่ได้ว่านี่เป็นหญิงสาวเผ่ าพันธุ์ปีศาจที่เขาเกิดความประทับใจน้อย ๆ นับตั้งแต่ได้เห็นใบหน้าของนางชัด ๆ “คือข้าก็ไม่อยากจะขัดคออะไรหรอกนะ” วอเลทเอ่ยเนิบ ๆ พลางพยายามไม่ทำให้การขัดคอของตนเป็นที่สะดุดตามากไป กว่านี้ “แต่ท่านกำลังทำให้ผู้คนแถวนี้สัญจรผ่านไปมาไม่ได้ถ้า หากเผอิญท่านไม่ได้สังเกต” วอเลทโค้งตัวน้อย ๆ อย่างประชดประชัน “ถ้ายังไงขอให้แม่นางช่วยให้ความร่วมมือ ยอมจบเรื่องไร้สาระนี่เสียทีเถอะ ข้าจะได้เดินต่อได้” “อ้อ เจ้าพวกมนุษย์” ปีศาจสาวตนนั้นยิ้มเยาะ “นอกจากจะเห็นแต่ส่วนเผ่าพันธุ์ของตนแล้ว ยังแล้งน้ำใจต่อกันเสียอีก มิน่าเล่าเหล่ามนุษย์จึงเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไม่น่าคบหา มากที่สุดในบรรดาเหล่าเผ่าพันธุ์ทั้งหลายทั้งมวล” พูดจบ ปลายดาบก็ตวัดมายังวอเลทแทน “ข้าล่ะเกลียดพวกมนุษย์อย่างเจ้านัก” วอเลทยืนนิ่งอย่างไม่สะทกสะท้าน เขาจ้องมองดูดวงตาสีดำอนธการซึ่งแวววาวของปีศาจสาวตน นั้นอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ แม้ว่าเขาจะไม่เคยมีสัมพันธ์ดี ๆ อะไรกับพวกปีศาจอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ชายหนุ่มก็ยังไม่อยากจะมีเรื่องราวอะไรใหญ่โตมากไปกว ่านี้ “เอาอย่างงี้” วอเลทเอ่ยขึ้นหลังจากใช้เวลาคิดชั่วเสี้ยววินาที “เรามาพนันกันดีกว่า” ดวงตาของปีศาจสาวเป็นประกายวาบ “พนันอย่างนั้นรึเจ้ามนุษย์” นางเอ่ยถ้อยคำอย่างเหยียดหยามและดูถูก “มนุษย์ที่แสนกลิ้งกลอกคิดจะใช้เล่ห์กลใด ๆ กับข้าอีกล่ะ?” วอเลทยกมือทั้งสองขึ้น “ไม่มีเล่ห์กลใด ๆ สำหรับการพนันครั้งนี้” เขากล่าว “...ว่าแต่ท่านจะกล้ารับคำท้าของข้าหรือเปล่าเล่า” ปีสาจสาวนิ่งเงียบไปชั่วครู่ “บอกเงื่อนไขของการพนันนั้นมาก่อน” นางกล่าว “แล้วข้าจะตกลงเองว่าจะรับคำท้านั้นหรือไม่” “ยุติธรรมดี” วอเลทว่า “กฎง่าย ๆ ฟันข้าให้โดนในดาบเดียว ท่านชนะ แล้วท่านจะได้ดาบที่ท่านต้องการรวมทั้งเงินที่จ่ายไป แต่ถ้าไม่โดน ท่านก็จะได้เงินคืนแต่ไม่ได้ดาบนั่น ตกลงไหม?” “ยุติธรรมดี” “แน่นอน” คราวนี้ปีศาจสาวยิ้ม “ก็ดี เมื่อข้าชนะแล้วอย่าลืมคำพูดของเจ้าเสียล่ะ” วอเลทยิ้ม เขานึกเริ่มที่จะชอบในความตรงไปตรงมาและความรอบคอบขอ งปีศาจสาวผู้นี้ แต่ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ ดาบโค้งยาวก็พุ่งแหวกอากาศมาเกือบแทบจะในทันที เสี้ยววินาทีก่อนที่ดาบเล่มนั้นจะทันได้สัมผัสกับเนื ้อหนังของวอเลท ชายหนุ่มก็เอี้ยวตัวหลบด้วยความไวชนิดที่ใกล้เคียงจน แทบจะน่าเสียวไส้ ดาบเล่มโค้งยาวตวัดผ่านจุดเดิมที่วอเลทยืนอยู่ไปอย่า งเฉียดฉิวจนผู้ที่มองอยู่ไกล ๆ เกือบจะมองเห็นเป็นบุรุษหนุ่มถูกฟัน แต่เมื่อเขายังคงสามารถยืนอยู่ได้โดยไร้รอยขีดข่วนใด ๆ เสียงฮือฮาจึงดังก้องไปทั่วบริเวณ เนื่องด้วยน้อยนักที่จะมีมนุษย์ผู้ท้าทายปีศาจจะเป็น ฝ่ายชนะ ดวงตาสีดำอนธการซึ่งแวววาวของหญิงสาวเผ่าปีศาจวาวโรจ น์ด้วยความโกรธและอับอาย “เจ้า!” นางร้อง ใบหน้างามในยามนั้นของปีศาจสาวเต็มไปด้วยอารมณ์ที่มา กมายหลากหลาย ทั้งไม่คาดคิด ทั้งตกตะลึง ราวกับไม่คาดคิดว่ามนุษย์ที่ตนดูถูกจะกลับเป็นฝ่ายชน ะตนได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ “ก็ได้เจ้ามนุษย์ เจ้าชนะ” นางพูดอีกแค่นั้นก่อนที่จะหันไปคว้าถุงเงินของตนที่ใ ช้จ่ายเป็นค่าดาบจากพ่อค้าที่วอเลทช่วยไว้ และเดินหายไปท่ามกลางหมู่ฝูงชน วอเลทลอบยิ้มอยู่ภายในใจลึก ๆ ในขณะที่ฝูงชนต่างพากันตบบ่าของเขา เว้นก็แต่พวกเหล่าปีศาจที่ไม่สนใจที่จะยอมรับมนุษย์ผ ู้นี้ ท่ามกลางเสียงร้องเฮฮาเหล่านั้น วอเลทได้ยินเสียงพร่ำร้องขอบคุณจากพ่อค้าที่ตนช่วยเอ าไว้ “ขอบคุณท่านมากจริง ๆ ขอบคุณท่านมาก...” “ไม่เป็นไร” วอเลทหันมายิ้มให้อย่างเนือย ๆ “แต่ตอนนี้ข้ามีเรื่องให้ท่านช่วยข้าหน่อย” “โอ...บอกข้ามาเถอะท่าน ถ้าข้าช่วยได้ ข้ายินดีช่วย” “ถ้างั้นช่วยพาข้าไปร้านอาหารที่ใกล้ที่สุดที ตอนนี้...ข้าหิวจนหมดแรงเสียแล้ว” พูดจบ ร่างของวอเลทก็ร่วงล้มลง เวลาเดียวกันนั้นเอง ณ ป่าโลหิตนอกเมืองโรเซียน่า ที่ซึ่งได้ถูกขนานนามไว้ว่า ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่ล่วงล้ำเข้าไปถึงใจกลางของป่าแห่ งนี้ คนผู้นั้นจะไม่มีวันได้กลับออกมา หากแต่สำหรับลาซิเฟลแล้ว คำกล่าวนี้ดูจะไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มนึกหวั่นเกรงกลัวแ ต่อย่างใด ห้วงนภายามค่ำคืนรัตติกาลที่ดวงจันทราเปล่งประกายสว่ างสดใสยิ่งกว่าคืนใดกำลังทำให้ชายหนุ่มหวนนึกถึงอดีต ของตน เขาเงยหน้าเพิ่งมองดูหมู่ดาวที่โผล่พ้นจากเมฆหมอกที่ ดำมืดซึ่งส่องสว่างเคียงคู่ร่วมกับดวงตะวันแห่งรัตติ กาลอย่างยาวนานในขณะที่เดินไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางเงามืดแห่งพงไพรที่ปกคลุมลงมา ลาซิเฟลหลับตาลง ครั้นแล้ว ชายหนุ่มก็ถอนหายใจ ดวงตาสีน้ำเงินทะเลของเขามีแววประกายประหลาดเมื่อละจ ากภาพของหมู่ดาวและแสงจันทร์เบื้องบน เขาทอดมองทิวทัศน์รอบ ๆ ตัวที่เงียบสงัด จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า “ออกมาได้แล้ว เหล่าชนผู้ซ่อนเร้นในความมืด ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ในที่แห่งนี้” พริบตาที่ลาซิเฟลเอ่ยปากนั้นเอง เหล่าบุรุษกว่า 20 คนที่สวมหน้ากากปกปิดใบหน้าก็ปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบ งัน ราวกับพวกเขาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความมืดของเงาแ ห่งพงไพร ลาซิเฟลกวาดสายตามองดูเหล่าผู้ปรากฏกายขึ้นจากความมื ดนั้นอึดใจหนึ่ง ดวงตาสีน้ำเงินทะเลของชายหนุ่มไม่สอประกายใด ๆ นอกจากเพียงความเยือกเย็น “พวกเจ้าต้องการอะไร” เหล่าบุรุษผู้ปรากฏกายขึ้นจากความมืดย่างเท้าก้าวเข้ ามาอย่างช้า ๆ พลางหยิบอาวุธคู่กายของตนขึ้นแสดง “เราไม่ต้องการสิ่งใด” บุรุษปริศนาเหล่านั้นกล่าว “นอกจากชีวิตของเจ้า” หากแต่พริบตานั้นเองที่คำพูดหนึ่งของบุรุษอหังการในช ุดคลุมสีดำได้หยุดสะกดการเคลื่อนไหวของเหล่าชีวิตทั้ งมวล ดวงตาสีน้ำเงินวาวเริงโรจน์ราวกับเปลวเพลิงซึ่งถูกปล ุกลุกโชน “งั้นพวกเจ้าก็คงเลือกผิดวันเสียแล้ว” พลันไอสีแดงเลือดมหาศาลล้นทะลักจากมนุษย์ผู้ที่มีพลั งเหนือกว่าเผ่าพันธุ์ ไม่ใช่ไอเวทย์ ไม่ใช่ไอปีศาจ ไม่ใช่จิตสังหาร แต่เป็นไอแห่งความตาย!!! “วันนี้ข้าอารมณ์ไม่ดี” เหล่าบุรุษผู้มุ่งหมายชีวิตเดียวของชายหนุ่มต่างถอยช ะงัก ไม่มีใครผู้ใดกล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน ลาซิเฟลยิ้มเยาะอย่างดูแคลนในขณะที่วาดมือคล้ายจะหยิ บจับบางสิ่งบางอย่างจากธาตุอากาศ ก่อนเปล่งเสียงประกาศก้อง “จงตอบรับคำเรียกขานแห่งข้า รีนาเซีย” --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- อ่านแล้วช่วยคอมเม้นกันด้วยน้าคับ ^^ แก้ไขโดย Razifel : 02 Sep 2007 เวลา 07:08. |
| | |
| | #7 (permalink) |
| สมัครไว้แต่ไม่ได้โพส โพส: 14 TG ออร่า: ![]() | Chapter 4 : Before the tale run วอเลทรู้สึกตัวตื่นขึ้นในยามรุ่งอรุณแห่งเมืองโรเซีย น่า ภายในห้องพักเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เขาถูกนำตัวมาส่ง ชายหนุ่มค่อย ๆ เหลือบมองดูดวงตะวันที่บัดนี้ฉายขึ้นอยู่ภายใต้ท้องฟ ้าที่เป็นสีคราม วอเลทพลิกตัวหันหนีแสงแดดนั่นอย่างซึมเซา “วอเลท” บุรุษหนุ่มผู้ถูกเรียกชื่อไม่ตอบสนอง “วอเลท ตื่นได้แล้ว” คราวนี้วอเลทตอบสนองเพียงเล็กน้อยโดยการยกมือขึ้นแล้ วขยับโบกไล่ “วอเลท...” เสียงเรียกชื่อนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คล้ายกับจะเป็นการเตือนอะไรบางอย่าง หากแต่บุรุษหนุ่มผู้ที่ถูกเรียกนั้นก็ยังคงไม่ใส่ใจแ ต่อย่างใด นอกจากพลิกตัวอีกครั้งแล้วส่งเสียงงึมงำคล้าย ๆ จะขับไล่สิ่งที่มารบกวนการนอนหลับของตน “ตื่นได้แล้ว!” สิ้นเสียงร้องอย่างหมดความอดทน ร่างของวอเลทก็ถูกถีบจนกลิ้งตกเตียง หากแต่ดูเหมือนว่าสิ่งนั้นจะยังไม่สามารถปลุกให้ชายห นุ่มลืมตาตื่นขึ้นได้ “นายนี่มัน...” ลาซิเฟลจ้องมองดูเพื่อนของตนอย่างนึกหมั่นไส้ ดวงตาสีน้ำเงินทะเลเป็นประกายหมั่นไส้เต็มประดา เมื่อดูเหมือนว่าเพื่อนของตนจะไม่สามารถถูกปลุกด้วยว ิธีการธรรมดา ลาซิเฟลจึงจำใจคว้าแก้วน้ำที่วางอยู่ใกล้ ๆ แล้วสาดใส่อย่างไม่ปราณี คราวนี้วอเลทตื่นเต็มตา “เฮ้ย! ใครเล่นสาดน้ำห๊ะ?” บุรุษหนุ่มผู้ตื่นแสนยากร้องโวยวายพลางยกมือขึ้นกุมห ัวที่ดูเหมือนจะเจ็บแปลก ๆ เหมือนกับถูกอะไรกระแทก ก่อนจะสังเกตได้ว่าตนเองไม่ได้นอนอยู่บนเตียง “อ้าว? แล้วนี่เรามานอนอยู่ตรงนี้ได้ยังไง” ลาซิเฟลพ่นลมหายใจพรืดเหมือนจะนึกไม่ออกว่าจะสรรหาคำ อะไรมาบรรยายท่าทีของเพื่อนตนเองได้ เขาขยับเสื้อคลุมสีดำให้เข้าที่พลางพูดว่า “นายยังจำได้มั้ยว่าวันนี้เราต้องไปไหนกัน” “ไม่” วอเลทตอบต่ออย่างทันทีทันใด โดยไม่สังเกตว่าเพื่อนรักของตนเองทำสีหน้าเป็นอย่างไ ร ก่อนจะค่อย ๆ ขยับลุกตัวขึ้นพลางบิดขี้เกียจอย่างมึน ๆ “ว่าแต่เรามอยู่ที่นี่กันได้ยังไงเนี่ย” ลาซิเฟลส่ายหัวน้อย ๆ อย่างนึกทำใจกับนิสัยของเพื่อนตน ที่พอเมาได้ที่แล้วจะจำอะไรไม่ได้เลยเมื่อตื่นขึ้นมา ชายหนุ่มหยิบเอากระดาษที่มีตราประทับของสมาพันธ์วิชอ อกมาจากเสื้อคลุมแล้วยื่นส่งให้อย่างนึกอนาถใจ “นี่เป็นจดหมายอย่างเป็นทางการ” เขากล่าวอย่างแช่มช้า “จากสมาพันธ์” เท่านั้นเองที่วอเลทสะดุ้งเฮือกเหมือนกับเพิ่งนึกอะไ รขึ้นได้ “ตายโหงแล้ว” เขาร้อง “ภารกิจใหม่ที่หัวหน้า…” พูดได้เพียงเท่านั้น สีหน้าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของวอเลทก็จางหายไป และถูกแทนที่ด้วยสีขาว ลาซิเฟลพยักหน้าน้อย ๆ “นายมีเวลา 2 นาที ฉันจะไปรอที่ประตูทางออกแล้วกัน” พูดจบชายหนุ่มก็เดินออกไปจากห้องพลางปิดประตู โดยไม่สนใจกับเสียงตึงตังของการจัดการตัวเองของเพื่อ นของตน ดวงตาสีน้ำเงินทะเลฉายแววขัน ๆ เล็กน้อย หากแต่เป็นเพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้นก่อนที่มันจะหาย ไป เพื่อนของเขายังคงทำให้เขารู้สึกดีได้อยู่เสมอ เพียงไม่นานนัก วอเลทก็ปรากฏตัวที่ประตูทางออกในสภาพที่ไม่ค่อยจะดูด ีนัก หากแต่นั่นกลับดูเป็นเรื่องเล็กลงไปถนัดใจ เมื่อปัญหาอันใหญ่หลวงกำลังปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า และผลลัพธ์อย่างเดียวที่วอเลทพอจะนึกออกได้นั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากเงื้อมมือของมัจจุราชที่เตรียมจะเด็ ดคอของเขาทิ้ง “เร็วดีนี่” ลาซิเฟลเอ่ยทัก “ฉันคิดว่า...” แต่แล้วคำพูดทั้งมวลก็ถูกกลืนหายไป แก้ไขโดย Razifel : 12 Dec 2007 เวลา 08:58. |
| | |
| | #8 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | โหดดีเดือดจริงๆ เรื่องนี้ อิอิ
__________________ ![]() ~เชิญอ่านนิยายที่ผมแต่งได้นะครับ~![]() Castlevania : Symphony Of Newworld ข้อมูลปัจจุบัน ยอดอ่าน&ผู้เข้าชม = ประมาณ 4,300 ระยะเวลาที่แต่ง = 4-5 ปี จำนวนบท =13 บท .. ต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาโดยตล อดครับ .. |
| | |
| | #9 (permalink) |
| สมัครไว้แต่ไม่ได้โพส โพส: 14 TG ออร่า: ![]() | เมื่อถูกเพื่อนรักแสนดีกระชากคอ พร้อมทั้งคำพูดที่ฟังดูประหลาดพิกล เนื่องจากตัวผู้พูดเองดูแทบจะไม่ได้ใส่ใจว่าคำพูดนั้ นจะสื่อความหมายของตนได้หรือไม่ “คำสั่งสมาพันธ์- -สาย- -ตายแน่!” “ไม่หรอก” การเคลื่อนที่ของวอเลทหยุดอยู่ในท่าชะงักนิ่งค้าง นัยน์ตาสีดำสนิทของเขาจับจ้องมองดูลาซิเฟลด้วยความปร ะหลาดใจกึ่งงงงัน และเกือบจะเป็นการถามไปในทีว่าสิ่งที่พูดมานั้นมีควา มหมายว่าอย่างไร ลาซิเฟลถอนหายใจอีกครั้ง “นี่เราอยู่ที่ใจกลางนครหลวงแห่งเมืองโรเซียน่า ไม่ใช่แถวนอกอาณาเขตเมืองหลวงนะ ยังจำได้มั้ย?” ดวงตาของวอเลทฉายแววงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง “นี่เราอยู่ที่นครหลวงแล้วงั้นรึ?” เมื่อลาซิเฟลพยักหน้า วอเลทก็สบถสาปส่งเจ้าคนท่ามาก เมื่อรู้ว่าตนเข้าใจผิดอย่างแรง “แล้วทำไมแกไม่บอกกันก่อนวะ เล่นทำเอาขายขี้หน้าประชาชีเขาหมด” “ก็เห็นรีบมาก” ลาซิเฟลตอบนิ่ง ๆ พลางปัดเสื้อคลุมของตนที่มีรอยอันเกิดจากการถูกลากมา “แถมยังไม่คิดจะเอะใจถามซักคำ” วอเลทพ่นลมหายใจพรืด “ช่างมันเถอะ” ชายหนุ่มว่าพลางเหลือบมองป้ายร้านอาหารที่ให้บริการท ี่พักที่ตนใช้เป็นที่พักผ่อนเมื่อคืนมา “ว่าแต่พวกที่นอนในเมืองหลวงนี่ก็ไม่เลวร้ายอย่างที่ค ิดแฮะ นาน ๆ ทีได้พักอย่างนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ ว่าไหมลาซิเฟล?” “ก็จริง” ลาซิเฟลตอบรับ ดวงตาสีน้ำเงินทะเลของเขาฉายแววประกายเหมือนเช่นทุกค รั้งที่เงยหน้ามองดูผืนฟ้า “วันนี้ฝนอาจจะตก” เขาเอ่ยพลางสะบัดเสื้อคลุมของตนแล้วก้าวเดินออกไปสู่ ถนนใหญ่ที่มีผู้คนมากมาย “มาเถอะ อย่างน้อยไปเร็วก็ย่อมดีกว่าไปช้า” วอเลทเงยหน้ามองดูท้องฟ้าที่ดูไม่มีวี่แววว่าฝนจะตกแ ต่อย่างใดแล้วเกาหัว “เจ้าบ้า อากาศดีอยู่เห็น ๆ อย่างนี้ฝนมันจะไปตกได้ยังไงกัน” พูดจบ ชายหนุ่มก็ออกเดินตามเพื่อนของตนที่กลืนหายไปในหมู่ช นที่เดินกันขวักไขว่ในทันที ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ในย่านนครหลวงแห่งเมืองโรเซียน่าในช่วงกลางวันเช่นนี ้แลดูแตกต่างมากกว่าในช่วงกลางคืน แม้ว่าจะมีผู้เดินกันอยู่มากมายตามถนนใหญ่ที่ถูกตัดแ บ่งแยกออกเป็นซอยเล็กซอยน้อย หากแต่ก็ยังน้อยกว่าในเวลากลางคืนที่พ่อค้าจะสามารถน ำอาวุธชนิดต่าง ๆ มาค้าขายกันได้ เนื่องด้วยเมืองโรเซียน่านั้นถือเป็นเมืองใหญ่ที่มีก ารติดต่อค้าขายระหว่างพ่อค้าเป็นอันมาก จึงจำเป็นที่จะต้องมีกฎอนุญาตให้ขายอาวุธเฉพาะในเวลา กลางคืน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่อาจจะทำให ้เกิดความวุ่นวาย วอเลทจ้องมองดูทางเดินไปรอบ ๆ ขณะมุ่งไปยังที่ตั้งแห่งศูนย์กลางสมาพันธ์วิช ในยามช่วงเช้าอย่างนี้ สิ่งที่เหล่าพ่อค้าจะนำมาค้าขายกันมากนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพวกวัตถุดิบสำหรับการเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งแม้ว่าการเล่นแร่แปรธาตุในที่นี้ แท้จริงแล้วจะมิได้เกี่ยวข้องกับการแปรธาตุแม้แต่น้อ ย หากแต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง สิ่งใดก็ตามที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับเว ทมนต์จะถูกเรียกว่า ‘การแปรธาตุ’ ในไม่ช้า ทั้งคู่ก็เดินมาถึงย่างจัตุรัสใจกลางเมืองโรเซียน่า ที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนต่างเผ่าพันธุ์มากมาย สถานที่แห่งนี้จึงแลดูตระการตากว่าที่ใด ๆ ในเมืองโรเซียน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำพุที่อยู่ใจกลางเมืองซึ่งถูกสลั กขึ้นจากศิลาหินนานับชนิด ละม้ายคล้ายกับว่าเป็นการยกย่องแด่เหล่าผู้ก่อตั้งมห านครโรเซียน่านี้ หากแต่สิ่งนั้นก็ช่างดูด้อยค่าเสียเหลือเกินในสายตาข องวอเลท เขาทอดสายตามองไปตามถนนทุกสายที่ถูกตัดมาบรรจบกับสถา นที่แห่งนี้อย่างนึกสงสัยในความคิดของบุคคลซึ่งวางแผ นสร้างตัวเมือง มันดูราวกับเป็นสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกนำมาใช้เป ็นสนามรบ ทั้งตัวเมือง ตึกราบ้านช่อง ทั้งหมดล้วนถูกสร้างอย่างมีระเบียบและแบบแผนจนดูเหมื อนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดมาตั้งแต่แรกเริ่มแล ้ว ราวชะตากรรมที่ถูกกำหนด... ชายหนุ่มสะบัดไล่ความคิดเหล่านั้นออกไปจากหัว เขายังไม่ควรคิดถึงเรื่องนี้ในขณะนี้ ยังมีก้าวเดินอีกมากที่เขาจะต้องก้าวผ่านไป... และชะตากรรมอีกมากมายที่จะยังคงรอคอยอยู่ ทั้งสองเดินทางกันต่อไปอีกเล็กน้อย วอเลทเริ่มสังเกตดูรายละเอียดของตัวเมืองมากขึ้น เมื่อคืนนี้ชายหนุ่มไม่ค่อยได้มีโอกาสสำรวจตัวเมืองน ี้มากเท่าไหร่นักเนื่องจากความมืดและเหตุสุดวิสัยจาก การมีเรื่องกับเผ่าปีศาจที่ไม่ค่อยจะญาติดีกับเผ่ามน ุษย์เช่นเขาเท่าไหร่นัก เท่าที่วอเลทสังเกตดู ส่วนตัวเมืองที่สำหรับไว้พักอาศัยของชาวเมืองนั้นจะอ ยู่ปะปนไปกับพวกย่านค้าเสียมาก มีบางส่วนเท่านั้นของเมืองนี้ที่ถูกแยกกันไว้ต่างหาก สำหรับเป็นที่พักอาศัย ถนนทุกเส้นสายที่ถูกสร้างขึ้นนั้นทะลุเป็นทอด ๆ ต่อถึงกัน และทุกสายล้วนแล้วแต่มาบรรจบ ณ ที่แห่งนี้ ใจกลางเมืองโรเซียน่า และโดยไม่ทันตั้งตัว ในระหว่างที่วอเลทกำลังเหม่อลอยสังเกตสังกาตัวเมืองอ ยู่นั้นเอง เขาก็เดินไปชนกับใครบางคนซึ่งจู่ ๆ ก็หยุดเดินโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียงแต่อย่างใด และเมื่อชายหนุ่มเงยหน้าเพื่อที่จะด่า คำพูดทั้งมวลก็ถูกหยุดชะงักไว้ที่ลำคอ เมื่อมองเห็นว่าดวงตาสีน้ำทะเลนั้นกำลังทอประกายวาวโ รจน์ด้วยความโกรธ วอเลทเอี้ยวตัวมองไปตามสายตาของเพื่อนของตนอย่างนึกส งสัย ฉับพลันนั้นเองที่เขามองเห็นชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลั งต้อนพาเอาเด็กชายหญิงคู่หนึ่งไปยังตรอกเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครผู้ใดสังเกต เป็นอีกครั้งที่วอเลทรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจกับความคิด ของเพื่อนตน หากแต่ภาพเหตุการณ์นั้นก็ช่างเหมือนกับเหตุการณ์หนึ่ งในอดีต ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนานนักแล้ว และวอเลทก็เลือกที่จะทอดทิ้งอดีตนั้นไปนานแล้วด้วยเช ่นกัน อดีตที่ทำให้เขาเห็นความโสมมในความชั่วช้าของเหล่ามน ุษย์ที่ถูกชักจูงด้วยความปรารถนาอันดำมืด แต่ถึงกระนั้นก็ตาม วอเลทก็ไม่ได้คิดสนใจจะแทรกแซงเหตุการณ์ที่มักเกิดขึ ้นบ่อย ๆ นัก เขาถอนหายใจพลางตบบ่าเพื่อนของตน “งานนี้ตามใจเจ้าก็แล้วกัน” สิ้นเสียงบอกกล่าวของวอเลท ลาซิเฟลก็ตวัดเสื้อคลุมของตนพลางก้าวเดินไปยังตรอกนั ้นอย่างเงียบเชียบ ดวงตาสีน้ำเงินทะเลของเขาหลุบซ่อนเข้าไปภายในเงามืดข องตรอกนั้นเมื่อย่างก้าวเข้าไป ทุกย่างก้าวของชายหนุ่มในเวลานั้นดูไม่ต่างอะไรจากเง ื้อมเงาแห่งยมทูตที่ถูกกลืนหายไปพร้อมกับเงาสีดำ วอเลทถอนหายใจ เพื่อนบ้าของเขายังคงใจดีอยู่เหมือนเดิม สถานที่ทำการแห่งสมาพันธ์วิชนั้นอยู่ไม่ไกลจากจัตุรั สใจกลางเมืองมากนัก วอเลทเดินตามลาซิเฟลไปอย่างเนือง ๆ ในขณะที่เพ่งมองผู้คนสัญจรผ่านไปมาด้วยความเร่งรีบ เขานึกสงสัยในกลไกของชีวิตของเหล่าผู้คนมากมายที่ไม่ ล่วงรู้ถึงภยันตรายที่อยู่ใกล้ตัว ผู้คนเหล่านี้มีชีวิตไปเพียงวัน ๆ ทำงานหาเงินและเสพสุข จะมีใครบ้างที่เคยเหลียวมองดูภาพรอบ ๆ ตัวว่ามีสภาพเช่นใด เช่นเมื่อครู่นี้ที่ลาซิเฟลได้ช่วยฉุดชีวิตของเด็กน้ อยสองคนออกมาจากตรอกนั้น เด็กทั้งสองตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ดวงตาของทั้งคู่บ่งบอกได้อย่างดีถึงสิ่งที่ทั้งสองได ้ประสบมา และมันน่ากลัวเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ “แล้วจะเอายังไงกันดีล่ะ” วอเลทถามพลางมองดูเด็กน้อยทั้งสองที่เกาะเสื้อคลุมขอ งลาซิเฟลเอาไว้ “เจ้าคงจะไม่กะเตงเด็กสองคนนี้ไปกับเราถึงทีสมาพันธ์ห รอกใช่ไหม?” “ไม่หรอก” ลาซิเฟลตอบ “เราจะพาเขาไปส่งที่ศูนย์ทำการของสมาพันธ์ สมาพันธ์จะรับและฝึกพวกเขาให้รู้จักการทำงาน” พูดจบ ชายหนุ่มก็มองดูเด็กน้อยทั้งสองด้วยดวงตาสีน้ำเงิน “มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กสองคนนี้” แต่วอเลทส่ายหน้าและบ่นพึมพำ “เจ้านี่ใจอ่อนจริง ๆ” ที่ตั้งทำการของสมาพันธ์นั้นสูงเด่นเป็นสง่าเหนือกว่ าสิ่งก่อสร้างใด ๆ ในเมืองโรเซียน่า อาจกล่าวได้ว่าสำนักงานของสมาพันธ์วิชนั้นมีความใหญ่ โตและดูมีมนต์ขลังอย่างประหลาดจากสิ่งก่อสร้างโบราณจ ากในอดีต มันเป็นตัวอาคารที่ถูกสร้างขึ้นจากหินชั้นดี และถือเป็นงานประติมากรรมชั้นเยี่ยมที่ยังคงหลงเหลือ อยู่บนโลกใบนี้ วอเลทจ้องมองดูอาคารสูงสง่านั้นตาวาว ความงดงามของอาคารที่ถูกสร้างขึ้นนี้มองดูราวกับวิหา รอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสองก้าวผ่านเข้าไปยังซุ้มโค้งอันเป็นทางเข้าสู่ส มาพันธ์พร้อม ๆ กับเด็กทั้งสองที่เดินตามมาติด ๆ ภายในห้องโถงที่ซุ้มโค้งนั้นนำมาเต็มไปด้วยภาพวาดต่า ง ๆ ที่ถูกสรรสร้างขึ้นจากเหล่าจิตกรที่ถูกว่าจ้างมา วอเลทจ้องมองภาพวาดตาฝาผนังนั้นอย่างนึกชื่นชมในความ งามของมัน สมาพันธ์นั้นช่างใส่แม้กระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ ทั้งหมดเดินมาเรื่อย ๆ จนมีชายคนหนึ่งเดินตรงมา ชายผู้นั้นสวมเครื่องแบบสีเทาเข้มของสมาพันธ์ ใบหน้าของเขานั้นมองดูเป็นมิตร “ยินดีต้อนรับท่านทั้งสองสู่สมาพันธ์วิชของเรา” เขากล่าว “ไม่ทราบว่าธุระอันใดที่นำพวกท่านมายังที่แห่งนี้” “เราเดินทางมาตามคำสั่งของท่านเอลาดีมิเทรียส” ลาซิเฟลกล่าว ชื่อเอลาดีมิเทรียสนั้นเป็นชื่อเต็ม ๆ ของหัวหน้าของพวกเขา ชายผู้นั้นพยักหน้าน้อย ๆ ครั้งหนึ่งแล้วผายมือ “ถ้าเช่นนั้นขอเชิญท่านทางนี้ หากแต่ข้ามีคำถามสำหรับเด็กน้อยสองคนนั้น” เขาว่า “เด็กน้อยเหล่านี้มิใช่ส่วนหนึ่งของสมาพันธ์ ทั้งยังดูเหมือนว่าจะไม่มีธุระใดด้วย เหตุใดพวกท่านจึงพวกเขาจึงมายังแห่งนี้” “เด็กทั้งสองนี้กำพร้า และไม่มีที่อยู่อาศัย” ลาซิเฟลตอบ “ส่วนสาเหตุที่ข้านำพวกเขามายังที่แห่งนี้ เพื่อให้สมาพันธ์รับไว้เป็นเด็กฝึกงาน” “แล้วใครจะเป็นผู้รับเด็กทั้งสองนี้ไว้ฝึกงาน?” “ไอดาดัส” ชายผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้น “ไอดาดัส? ท่านหมายถึงช่างตีเหล็กของสมาพันธ์เช่นนั้นหรือ?” “ใช่ และบอกเขาว่าข้า ‘ลาซิเฟลขอฝากเด็กน้อยทั้งสองนี้ไว้ให้เป็นผู้ช่วยงาน ของเขา’ บอกเขาเพียงแค่นี้ แล้วเขาจะเข้าใจเอง” “ข้าเข้าใจแล้วถ้าเช่นนั้นข้าจะเป็นผู้นำเด็กทั้งสองนี้ไปหาไอดาดัส เอง ขอเชิญท่านไปได้แล้ว ท่านเอลาดีมิเทรียสกำลังคอยท่านอยู่” กล่าวจบ ชายผู้นั้นก็พาเด็กทั้งสองไป เด็กทั้งสองจ้องมองดูลาซิเฟลอยู่ครู่หนึ่งก่อนโค้งลง น้อย ๆ คล้ายแสดงความขอบคุณ และเดินจากไปกับชายผู้นั้น วอเลทพ่นลมหายใจ “พับผ่าสิ เจ้านี่ใจอ่อนเป็นบ้าเลย” ชายหนุ่มว่าอย่างนึกขัน ๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนตน “เอาเถอะ รีบไปกันดีกว่า ขืนช้ากว่านี้มีหวังหัวหน้าได้โวยตายชักแน่” ภายในห้องของเอลาดีมิเทรียสนั้นช่างเย็นยะเยือก แต่บรรายายภายในห้องนั้นยิ่งเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเมื่ อวอเลทก้าวเข้าไป ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกตกแต่งด้วยสีน้ำตาลดำ แค่เพียงก้าวเข้าไป วอเลทก็รู้สึกถึงบรรยายมืดมัวที่ชวนให้หม่นหมองใจ บุคคลที่นั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะตัวใหญ่ไม่แม้แต่จะเง ยหน้าขึ้นมอง บุรุษผู้เป็นหัวหน้าหน่วยแห่งสมาพันธ์วิชอันยิ่งใหญ่ วอเลทยิ่งรู้สึกเสียวสันหลังมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินห ัวหน้าของเขากล่าวเสียงต้อนรับ “ยินดีต้อนรับ” วอเลทหรี่ตาจ้องมองรูปภาพที่อยู่เบื้องหลังของหัวหน้ าตน มันเป็นรูปของซากวิหารที่ดูเหมือนจะรอดพ้นจากการถูกท ำลาย แต่ความรู้สึกบางอย่างกำลังรบกวนวอเลทเมื่อมองดูรูปภ าพนั้น ราวกับว่ามีสัญญาเตือนภัยตรายบางอย่างที่มองไม่เห็น “พวกเจ้ามาสาย” “ขออภัยขอรับหัวหน้า” ลาซิเฟลกล่าวพลางโค้งตัวลง “การเดินทางของเรามีอุปสรรคเล็กน้อยทำให้ล่าช้าอีกทั้งเรายังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ๆ มีผู้คนมากมาย” “ช่างมันเถอะ” เอลาดีมิเทรียสว่าพลางโบกมือ “ความล่าช้าของเจ้าไม่ได้ทำให้งานที่ข้าจะมอบหมายนี้เ สียไปแต่อย่างใด หากแต่ถ้าจะมีเรื่องใดสลักสำคัญขึ้นมาบ้าง ก็คงเป็นต้นเหตุความล่าช้าของพวกเจ้า” วอเลทสะดุ้งเฮือก งานนี้เป็นเรื่องจนได้ “ข้ามีเหตุผลที่พอจะเชื่อได้ว่า ก่อนที่เจ้าทั้งสองจะมาถึงยังที่แห่งนี้ เจ้าได้ชิงเด็กสองคนมาจากพ่อค้าวาณิชผู้หนึ่ง” ลาซิเฟลไม่ตอบสิ่งใด เขายืดตัวขึ้นตรงและจ้องสบตากับหัวหน้าของตน “ใช่...ข้าได้ยินเรื่องน่าสนใจก่อนที่เจ้าจะมาถึงที่น ี่เพียงเล็กน้อย” บุรุษผู้ทรงอำนาจแห่งสมาพันธ์วิชยังคงกล่าวต่อไป “พ่อค้าวาณิชผู้นั้นเล่าว่าเขาได้ซื้อเด็กทั้งสองคนนั ่นมาจากท่าเรือเอเรเซีย และเดินทางรอนแรมมาถึงโรเซียน่า เผอิญว่าเด็กสองคนนั่นหนีมาได้ วาณิชผู้นั้นจึงส่งคนไปตามกลับคืนมา” วอเลทกลั้นลมหายใจ ตามการหยุดเว้นจังหวะของหัวหน้า “แน่นอน พวกเขาเจอเด็กสองคนนั่นในที่สุด แต่กลับถูกขัดขวางโดยชายคนหนึ่งที่ไม่รู้ที่ไปที่มา ชายคนนั้นซัดผู้ที่วาณิชว่าจ้างมาจนนอนหงาย และพาตัวเด็กสองคนนั้นไป” กล่าวจบ หัวหน้าก็จ้องมองดูลาซิเฟลด้วยแววตาเพ่งพินิจ “แต่หลังจากนั้น พ่อค้าวาณิชผู้นั้นก็มายังที่สมาพันธ์แห่งนี้ และยื่นคำร้องขอให้ติดตามเด็กน้อยทั้งสองนั้นกลับคืน มา ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ “เจ้าจะว่าอย่างไร ลาซิเฟล เซราฟิน” นานชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่ลาซิเฟล เซราฟินจะกล่าวตอบ “หากสมาพันธ์รับคำร้องของวาณิชผู้นั้น ข้าก็คงไม่มีข้อกล่าวอย่างใดหากแต่ข้าคิดว่าเราไม่ควรมองค่าของชีวิตเท่ากับค่าขอ งเงินตรา” “เจ้าพูดถูกที่ว่าชีวิตของมนุษย์นั้นไม่อาจถูกตีค่าเป ็นเงินตราได้ แต่เจ้าก็ควรจะรู้ว่างานที่สมาพันธ์ของเรากระทำนั้นเ ป็นเช่นใด” เอลาดีมิเทรียสตอบอย่างเคร่งขรึม “เราทำงานจากใบร้องขอต่าง ๆ ของผู้คน เจ้าจะทำอย่างไรหากข้าจะสั่งให้เจ้าเป็นผู้นำเด็กทั้ งสองนั้นไปคืนแก่พ่อค้าวาณิชผู้นั้น” บรรยากาศแห่งความอึดอัดยิ่งแผ่ปกคลุมแน่นขนัดกว่าเดิ ม วอเลทเริ่มจะรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองจะขาดอากาศหายใ จตายเพราะความเงียบงันที่เกิดขึ้น บ้าชะมัด...นี่เพื่อนของเขาคงไม่ได้คิดจะงัดข้อกับหั วหน้าหน่วยของตัวเองหรอกนะ “สมาพันธ์จะรับเฉพาะใบคำร้องที่ถูกที่ควรเท่านั้น” ลาซิเฟลตอบ “ข้าคิดว่าใบคำร้องของพ่อค้าวาณิชผู้นั้นไม่บริสุทธิ์ พอที่จะเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง” “เจ้ามีหลักฐานอะไรเช่นนั้นรึ?” ดวงตาสีน้ำเงินของลาซิเฟลหลุบลงชั่วครู่หนึ่งเหมือนก ับรำลึกถึงบางสิ่งบางอย่าง จากนั้นชายหนุ่มจึงกล่าวว่า “ข้าไม่มีหลักฐานใดในเวลานี้ แต่ข้าเชื่อว่าชีวิตที่วัยเยาว์ไม่ควรจะถูกจองจำหรือ จำกัดอิสรภาพ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใดก็ตามที แต่หากสมาพันธ์ยังคงยืนยันที่จะเลือกรับคำร้องขอนั้น ข้าก็คงไม่มีสิ่งใดที่ต้องกล่าวอีกต่อไป” นานชั่วครู่ที่เอลาดีมิเทรียสไม่ตอบสิ่งใด ราวกับว่ากำลังใคร่ครวญบางสิ่งบางอย่างอยู่ ครั้นแล้วบุรุษผู้กุมอำนาจแห่งคำสั่งการก็ถอนหายใจพล างเอ่ยว่า “ถ้าเจ้ากล่าวเช่นนั้น ข้าเองก็คงจะจำต้องยอมรับในสิ่งที่เจ้ากล่าวมา แต่เจ้าทำให้ข้าลำบากใจ เซราฟินเห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้รบกวนจิตใจของเจ้าเป็นอย่างมา ก... มากเสียจนบางทีข้าคิดว่าเจ้าอาจจะไม่เหมาะที่จะกระทำ งานให้แก่สมาพันธ์” “ข้าเชื่อว่าข้ากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง” “แม้ว่าเจ้ากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าสมาพันธ์จะต้องเห็นว่ามันถ ูกต้องเสมอไป” “สิ่งที่สมาพันธ์จะกระทำจำต้องมีคุณธรรม ข้าเชื่อเช่นนั้น” “อย่าเชื่อในสิ่งที่เจ้าเชื่อนัก เซราฟิน” เอลาดีมิเทรียสปราม “บางครั้งสิ่งที่เจ้าเชื่ออาจจะกำลังหลอกลวงเจ้าสมาพันธ์ไม่ใช่อะไรนอกจากกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันเพื่ อสร้างผลประโยชน์ จงสำนึกในข้อนี้ไว้ให้ดีก่อนที่เจ้าจะออกไปจากห้องนี ้” ลาซิเฟลนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยตอบรับ “ขอรับ” “ผู้ที่จะร่วมงานกับเจ้ารออยู่ข้างนอกแล้วพวกเขาจะเป็นคนอธิบายภารกิจนี้ให้แก่พวกเจ้าเอง จงระลึกอยู่เสมอว่าตัวเจ้าเป็นใคร และเหตุใดเจ้าจึงทำงานให้กับสมาพันธ์นี้” “ขอรับ” “ถ้าเช่นนั้นก็ไปได้แล้ว” พูดจบ เอลาดีมิเทรียสก็หันไปหา บุรุษอีกผู้หนึ่งซึ่งดูเหมือนจะหลับตานิ่งมาพักใหญ่ มองเพียบปราดเดียวเขาก็รับรู้ได้ในทันทีว่านั่นเป็นก ารยืนหลับ เอลาดีมิเทรียสประวิงเวลาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเรียกเสียงดังชัด “เพกกาทอร์” “ขอรับ?” วอเลทสะดุ้งตื่นพลางขานรับ “เจ้าเข้าใจหรือยัง” ชายหนุ่มสะบัดหัวเล็กน้อย “ขอรับ ข้าเข้าใจดี...ว่าแต่มีอะไรอย่างนั้นหรือขอรับท่านหั วหน้า?” ดวงตาของบุรุษผู้อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าหน่วยแห่งสมาพั นธ์วิชเต็มไปด้วยความเอือมระอา “ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าได้แล้ว” แก้ไขโดย Razifel : 13 Jan 2008 เวลา 12:14. เหตุผล: รวมโพสอัตโนมัติ |
| | |
| | #10 (permalink) |
| สมัครไว้แต่ไม่ได้โพส โพส: 14 TG ออร่า: ![]() | ถ้ามีใครหลงผิดเข้ามาอ่านก็ช่วยเม้นด้วยน่ะครับ ไม่นานนักหลังจากที่ทั้งสองออกมาจากที่ทำการของสมาพั นธ์วิช วอเลทก็หยิบเอาแผ่นกระดาษที่ได้รับมาดูสถานที่ ๆ พวกตนต้องไป “งานอารักขาขุนนางระดับสูง” ชายหนุ่มพึมพำ “ปัดโธ่เอ๊ย นึกว่าหัวหน้าจะใช้งานอะไรหนัก ๆ กว่านี้ซะเสียอีก กะอีกแค่งานไปอารักขาแค่นี้ให้พวกระดับล่าง ๆ ทำก็ได้” แต่สีหน้าของลาซิเฟลมีแววครุ่นคิด “แล้วขุนนางที่เราต้องอารักขานี่เป็นใคร?” “เทลาเลียส” วอเลทอ่านชื่อจากแผ่นกระดาษที่ถืออยู่ “เป็นขุนนางส่วนในอารักษ์ขององค์กษัตริย์ มีอำนาจสั่งการกองพลได้ประมาณ 1-2 กองพล...” คิ้วของวอเลทขมวดลง “...ในนี้บอกว่ากำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวออกเดินทางสู ่เมืองดาโกเรียให้เราไปรอที่ประตูเมืองตรงทางทิศตะวันออก” “ถ้าอย่างนั้นก็ไปเถอะ” ลาซิเฟลกระชับเสื้อคลุมของตนพลางออกเดิน “จัดเตรียมของให้พร้อม ข้าสังหรณ์ใจว่างานในคราวนี้มีอะไรไม่ธรรมดา” วอเลทยักไหล่ “เจ้าพูดเหมือนกับข้าจะสนอย่างนั้นแหละ” กว่าทั้งสองจะจัดเตรียมของเสร็จและไปถึงประตูเมืองทา งทิศตะวันออกก็ตกเย็นมากแล้ว เนื่องจากเมืองโรเซียน่านั้นมีความกว้างใหญ่มาก ประกอบกับเหล่าผู้คนที่มีอยู่มากมายจึงทำให้การสัญจร ไปได้ช้า แต่กระนั้นทั้งสองก็มาถึงทันเวลา และพบกับผู้ร่วมงานทั้งสามคนซึ่งยืนคอยอยู่แล้วทั้งหมดสวมเสื้อคลุมสีเทาตั้งแต่ศีรษะจรดหัว และปิดบังใบหน้าเอาไว้ภายใต้ผ้าคลุมศีรษะ “เจ้าคือเซราฟินและเพกกาทอร์ใช่หรือไม่” หนึ่งในนั้นร้องถามขณะที่ทั้งสองเดินเข้าไปใกล้ “ข้าคือลาซิเฟล เซราฟิน” ลาซิเฟลเอ่ย “และนี่เพื่อนของข้า วอเลท เพกกาทอร์เราทั้งสองคนมาจากสมาพันธ์ตามคำสั่ง” “พวกเจ้ามาช้า” เสียงอีกเสียงกล่าว “ประตูเมืองโรเซียน่าจะปิดในอีกไม่กี่ชม.นี้อยู่แล้ว ถ้างานในครั้งนี้จะล้มเหลวเพราะพวกเจ้ามาสาย...” “แต่พวกเราก็มาทันเวลา” วอเลทสวนตอบกลับอย่างรำคาญใจ “เงียบ ๆ แล้วรีบไปเสียที ข้าอยากจะพักเต็มแก่แล้ว” “เจ้า!” วอเลทสะดุ้งกับเสียงที่โพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มี ขลุ่ย เขากวาดตามองดูรอบ ๆ ตัว และพบว่าต้นเสียงนั้นดังมาจากหนึ่งในเหล่าบรรดาผู้ร่ วมงานตรงหน้านี้เอง “ใคร? ข้าอย่างนั้นรึ?” “ |