

| |||||||
| ดูผลการโหวต: คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับตำนาน...? | |||
| ถึงคนอื่นไม่เชื่อ แต่ผมก็เชื่อและศรัทธาในมันอย่างมาก... | | 4 | 11.76% |
| เป็นเรื่องที่สนุกสนานและมีสิ่งที่น่าจะเป็นในหลายๆเ รื่อง แต่อาจมีการแต่งเพิ่มเติม.. | | 18 | 52.94% |
| เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง แต่ก็น่าสนใจ... | | 11 | 32.35% |
| ไม่เชื่อหรอก มนุษย์แต่งทั้งเพ ถึงมีเรื่องจริง ก็อาจน้อยนิด... | | 1 | 2.94% |
| ผู้โหวต: 34. ไม่อนุญาติให้โหวตกระทู้นี้ | |||
![]() |
| | คำสั่งเพิ่มเติม | แสดงผล |
| | #1 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ~ ตำนานสงครามและเทพเจ้าต่างๆของแต่ละถิ่น ~ ตำนานสงคราม Ragnarok - ชาวสแกนดิเนเวีย ภาพ>>http://aerith21.unblog.fr/files/2006/10/yggdrasil.jpg ชาวเหนือเชื่อกันว่า จักรวาลแบ่งออกเป็นเก้าโลก เป็นของชาวสวรรค์กับพวกเอลฟ์ ตัวขาวเสียสาม เป็นของมนุษย์ (ซึ่งเรียกว่า แผ่นดินมิดเดิ้ลการ์ด) คนแคระ เอลฟ์ตัวดำ และยักษ์นํ้าแข็งอีกสี่ และใต้พิภพอีกสอง ทว่าความไม่ลงรอยกันในระหว่างเผ่าพันธุ์ เหล่านี้เริ่มมาตั้งแต่โลกเริ่มต้น ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตสิ่งแรก โผล่ออกมาจากภาวะนํ้าแข็ง และไฟที่รุนแรง โดยเฉพาะระหว่างเทพกับยักษ์นํ้าแข็ง ความสัมพันธ์อันหมิ่นเหม่เปราะบาง ถูกทอนให้ร่อยลงทุกทีด้วยความเกลียดชัง ระหว่างกัน เสริมด้วยฟืนแห่ง ความโกรธแค้นนานาประการ ตั้งแต่ที่ โลกิ(Loki) เทพจอมโกง หากลวิธีเข่นฆ่า บาลเดอร์ เทพแห่งความงามและความดี ก่อให้เกิดความแค้นคุอยู่ในใจเทพทั้งมวล ยิ่งนานวันความกระหายจะทำสงครามก็ปะทุมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงช่วงรักนาร็อค ความเดือดดาล ความโลภ และความเกลียดชังก็ระเบิดออกมา ในรูปของสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ในตำนานของชาวเหนือ สงครามระหว่างเทพกับยักษ์นํ้าแข็งครั้งนี้เกิดบนทุ่ งวิกริด (Vigrid-วิกริด ฟังแล้วเหมือน วิกฤติ และความหมายก็แทบจะคล้ายกันเลย) หลังจากฤดูหนาว แสนทารุณที่ยาวเหยียดถึงสามปี พวกเทพนำโดย โอดิน ธอร์ รวมทั้งวิญญาณนักรบผู้กล้าที่ขึ้นไปอยู่ในวัลฮัลลา ส่วนพวกยักษ์นำโดยโลกิ เทพจอมโกง กับวิญญาณจากนรก หมาป่า เฟนเรอ (Fenrir) และสัตว์ ประหลาดจากท้องทะเล จอร์มุนกานด์ (Jormungand) เริ่มด้วยสวรรค์ แอสการ์ดถูกทำลายลง และสะพานรุ้งนํ้าแข็ง ก็ถูกยักษ์เซิร์ทจุดไฟเผาจอร์มุนกานด์ (พญางูแห่งมิดเดิ้ลการ์ด) ดีดตัวขึ้นจาก ทะเลที่กำลังเดือดขึ้น ไปโอบตัวเหนือทุ่งวิกฤติ พ่นพิษไปทั่วทุกทิศทาง หมาป่าเฟนเรอแหกที่คุม ขัง พาฝูงหมาป่าเข้าพิฆาตมนุษย์ มันไม่เพียงแต่จะทำลายล้าง สิ่งมีชีวิตต่างๆ แต่กลืนกินดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ จน โลกทั้งโลกตกอยู่ในความมืด โลกิจอมลวงแล่นเรือพายักษ์นํ้าแข็งข้ามทะเล ที่ปั่นป่วนไปสู่ทุ่งสังเวียน ขณะที่ เฮล ลูกสาวของเขาก็พาวิญญาณขึ้นมาจากนรก มันเป็นสงครามที่แม้แต่ อิกดราซิล (Yggdrasil) ต้นไม้แห่งจักรวาลก็ยังสั่นไหว ด้วยแรงแค้นแห่งผู้อาศัยทั้งมวล โอดินผู้ล่วงรู้ชะตาลิขิต ถึงแม้จะรู้ว่าจะต้องแพ้สงคราม แต่ก็สู้จนเลือดหยาดสุดท้ายอย่างกล้าหาญ ในที่สุดโอดินถูกเฟนเรอฆ่า ส่วนธอร์ โอรสของโอดิน แม้จะสังหารจอร์มุนกานด์ได้ แต่พิษของมันทำให้เขาสิ้นชีพ โลกิปลํ้าอยู่กับ เฮมดาล เทพแห่งแสงสว่างคู่ปรับตลอดกาล และต่างคนต่างตายเพราะคมดาบของอีกฝ่าย หมู่บริวารไม่ว่าเทพ หรือยักษ์ต่างล้มตายเกลื่อนกลาด ทั่วท้องทุ่งเต็มไปด้วยซากศพ ครั้นแล้ว เมื่อสงครามแผ่วลง จนเซิร์ทยักษ์แห่งไฟเห็นว่าพวกตน ไม่มีทางชนะอย่างเด็ดขาด ก็กวัดแกว่งดาบเวียนเหนือศีรษะ จุดไฟให้ลุกทั่วทั้งเก้าโลก เผาผลาญราชวังแอสการ์ดแห่งสวรรค์ มิดเดิ้ลการ์ดแผ่นดินของมนุษย์ รวมทั้งแผ่นดินนรกใต้พื้นพิภพ หวังให้ไฟนั้น "ล้าง" ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ให้มีอะไรเหลือ แผ่นดินจมหายลงไปใต้สมุทรอันเดือดพล่าน เป็นการสิ้นสุดจักรวาลของชาวเหนือ ดูเหมือนว่าท่ามกลางความโหดร้าย ทุกๆ อย่างจะสิ้นสูญ ทว่าก่อนที่สงครามจะอุบัติ มนุษย์ สองคน ลิฟและลิฟธราเซอร์ (ผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่ง) แอบไปกำบังตัวอยู่บนต้นไม้แห่งโลกอิกดราซิล กระทั่งโลกใหม่ (แผ่นดินใหม่) ผุดขึ้นจากนํ้า เขียวชอุ่มงดงามอีกครั้ง ทั้งสองก็ออกมาจากที่ซ่อนเพื่อสร้างพลเมืองให้โลก รวมทั้งเทพชั้นลูกชั้นหลานอีกหลายองค์ที่เหลือรอด เช่น ลูกของโอดิน คือ วิดาร์, วาลี และ โฮเนอร์ ลูกของธอร์ คือ โมดิ และ แมกนิ ผู้สืบทอดค้อน และทั้งบาลเดอร์ผู้กลับมาจากความตาย ต่างก็ช่วยกันสร้างโลกกันใหม่ คงเป็นโลกที่เราอยู่กันในปัจจุบัน -------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ตำนานเทพเจ้า สัตว์สวรรค์ และอื่นๆ http://www.geocities.jp/toy_0515/kabebami-phoenix.jpg Phoenix ฟีนิกส์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายนกปรากฏในตำนานของหลายๆชาติใ นลักษณะที่คล้ายกันแต่แตกต่างกันในบางรายละเอียด ชื่อนี้ได้ระบุขึ้นในตำนานของพวกอียิปต์โบราณก่อนในฐ านะของสัตว์เทพในตำนานซึ่งคู่ควรแก่การบูชา ยกย่อง เคารพ เกี่ยวข้องกับเทพแห่งไฟ ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าขนนกของฟีนิกส์นั้นจะออกเป็นปร ะกายเหลืองทองคล้ายเปลวไฟ บ้างก็ว่าปกคลุมด้วยแปลวไฟทั้งตัวทีเดียว นกฟีนิกส์นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะ มีชีวิตยั่งยืนนิรันดร์(จะไปคล้ายกับนกหงศ์หยกของตำน านจีน ที่เชื่อว่าคู่กับมังกรไง อีกอย่างคือนกหงส์หยกของจีนมีลักษณะคล้ายนกฟีนิกส์มา กจนคิดว่าน่าจะเป็นตัวเดียวกัน แต่แยกออกไปตามความเชื่อของแต่ละภูมิภาค) ขนาดของนกฟีนิกส์นี้จะมีขนาดเท่านกอินทรีย์ตัวโต จงอยปากและส่วนขาเป็นสีทองประกาย ขนสีแดงถึงเหลืองทอง มีเสียงร้องที่ไพเราะดังเสียงดนตรี เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอายุเป็นอมตะ รูปร่างสวยสง่างาม บางครั้งหยิ่งผยอง บางครั้งเปี่ยมด้วยความเป็นมิตร บางตำนานเล่าว่านกนี้สามารถฟื้นชีวิตให้กับผู้ตายได้ และสามารถฟื้นพลังทั้งหมดให้กลับสู่ปกติได้ เนื่องจากเป็นสัตว์เวทย์ตัวหนึ่งภายใต้เทพแห่งไฟบางค รั้งจะพบว่าสามารถใช้มนตร์ไฟได้ ฟีนิกซ์นี้เมื่อหมดอายุขัยลงก็จะสลายตัวเองกลายเป็นข ี้เท่า และฟื้นคืนชีพกลับมาเกิดใหม่จากกองขี้เถ้าเดิมนั่นเอ ง http://www.ochogames.com/store/image...Wyvern_400.jpg Wywern ไวเวิร์น เป็นสิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์หนึ่งของมังกร มีลักษณะทั่วไปคล้ายมังกรคือ บริเวณลำตัวจะปกคลุมด้วยเกล็ด ฯลฯ ที่ต่างจากมังกรทั่วไปคือ จะเป็นมังกร 2 ขา (มีแค่2ขางหลังไว้เดินยืน ไม่มีขาหน้าที่ทำหน้าที่คล้ายมือแบบมังกรทั่วไป) มีลักษณะเด่นคือ มีหางที่มีลักษณะแหลมเรียวคล้ายหอก และมีส่วนที่คล้ายไบมีด หรือหนามแหลมงอกออกมาที่บริเวณปลายหางด้วย(จะเรียกส่ วนนั้นว่าแฉกครับที่แหลมเรียวมากก็ไม่เชิงฮะ) หางของมันที่มีลักษณะพิเศษนี้เอง ที่กลายเป็นอาวุธเด็ด ใช้แทงเข้าที่ศัตรู หรือใช้ฟาดไปที่ลำตัวของศัตรูก็ได้(สังเกตนะฮะ ว่าหางมันจะมีลักษณะคล้ายปลายหอก หรือธนู เพราะฉะนั้นถ้าโดนมันแทงเข้าไปแล้วละก็ ไม่มีทางถอนออกโดยปราศจากแผลเหวอะหวะโคม่าได้เลย นึกแล้ว เสียววววววว) Wyvernนี้ มักจะพบเห็นได้บนโล่ห์ของผู้ถือสาน์ส (คาดว่า คงอยู่ในสมัยยุคกลาง หรือยุคมืดของยุโรป) Wyvern ยังเป็นสัญลักษณ์ของการคุ้มครอง ปกป้อง รักษาอีกด้วย Basilisk Basilisk(บาซิลลิกซ์)เป็นงูใหญ่ที่น่ากลัวและน่าสยดส ยอง แค่มองผ่านเหยื่อก็ทำให้เหยื่อตายได้(คล้ายๆกับเมดูซ านั่นล่ะค่ะ) ได้มีนักเล่านิทานคนหนึ่งอธิบายไว้ว่าคล้ายๆกับ "งูที่มีมงกุฎสีทองเล็กๆบนหัว" (เป็นงั้นจริง คงจะน่ารักน่าดู ลองวาดภาพออกมาดูสิ) ในยุคกลาง มีผู้เชื่อว่ามันเป็นเพียงงูที่มีหัวเหมือนไก่ บางครั้งก็มีหัวเป็นคน บาซิลิกค์เกิดจากไข่ที่ออกมาจากพ่อไก่ระหว่างที่มีกล ุ่มดาวสุนัข(ดาวซิริอัส)ปรากฏบนท้องฟ้า และได้คางคกเป็นผู้กกไข่ การมองเห็นบาซิลิกค์นั้นน่ากลัวสยดสยองมาก ถ้าสัตว์ใดก็ตามได้เพียงเห็นมันมองผ่านแม้แต่ทางกระจ กก็อาจตายได้ทันทีเพราะความกลัว วิธีเดียวที่จะฆ่ามันได้ก็คือ ต้องถือกระจกไว้ข้างหน้าตัวมัน ก่อนที่มันจะมองผ่านมา แล้วเมื่อมันมองมาในกระจกนั้น มันก็จะเห็นเงาตัวมันเองในกระจก และก็ตายทันที (เป็นความคิดดี! ง่ายๆ แต่ได้ใจความ) มีบาซิลิกค์บางตำนานกล่าวว่ามีเขา หรือมีพังพอนด้วย Ceberus เซเบอรัส สุนัขสามหัว ที่คอยเฝ้าประตูนรกให้เฮเดส มีที่มาจากตำนานกรีก มีลักษณะเป็นสุนัขล่าเนื้อขนาดใหญ่ ขนสีดำขลับ ตาสีแดงเลือด มีนิสัยดุร้าย บ้าเลือด สามารถเข้าโจมตีทุกสิ่งที่เข้าใกล้ตัวมัน(นี่แหล่ะคื อคุณสมบัติของยามที่ดี ทำให้ไม่มีใครสามารถผ่านตัวมันไปได้ง่ายๆ) มีหางสามหางซึ่งมีลักษณะคล้ายมังกร มีพละกำลังมาหาศาลและรวดเร็วมาก เนื่องจากหัวทั้งสามไม่สามารถหลับลงในเวลาเดียวกันได ้ หน้าที่หลักคือกันไม่ให้สิ่งที่ยังมีชีวิตเข้าไปในแด นของเฮเดส แต่วิธีที่จะผ่านไปได้โดยไม่เจ็บตัวก็มี คือ ทำให้มันหลับโดยการใส่มนตร์หรือผงยานอนหลับ(ที่มีฤทธ ิ์ชะงัด)ใส่ในอาหารแล้วล่อให้มันกิน(คล้ายหมาบ้านเนอ ะ) แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าการให้เสียงเพลงกล่อมจากพิณหรื อเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ทำให้คล้อยหลับไป Cockatrice ครอกกาไทรส์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ค่อนข้างเหมือนกับBasilisk ไม่ว่าจะเป็นทางด้านต้นกำเนิดหรือเรื่องๆอื่น จนบางคนคิดว่าเป็นตัวเดียวกันซะอีก แต่ความจริงย่อมมีเพียงหนึ่งเดียวก็คือ มันเป็นคนละตัวกันค่ะ!! Cockatriceตัวนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีล ักษณะอยู่ระหว่าง "ไก่" และ "มังกร" แค่มันจ้องไปที่สิ่งมีชีวิตอื่นใด สิ่งมีชีวิตนั้นอันต้องกลายเป็นหินทีเดียว และที่แน่นอนคือมันเกิดออกมาจากไข่ของพ่อไก่!!! (หมายเหตุ: คงเกิดจากการแปรผันทางพันธุกรรม การกลายพันธุ์ หรือความผิดพลาดทางด้านยีนส์, โครโมโซม ไม่กัมมันตภาพรังสีล่ะมั้ง ~อันนี้ล้อเล่นนะคะ) จุดเด่นที่ทำให้มันแตกต่างกะBasiliskจริงๆคือ ที่ผิวของมันจะไม่ปกคลุมด้วยเกล็ดตลอดทั้งตัวแบบ จะมีบางส่วนเป็นขนแบบไก่ ลักษณะทางกายภาพทั่วไปค่อนข้างคล้ายไก่ยักษ์ มีปีกบริเวณด้านข้างของลำตัว มีจงอยปากยาว ตาคมแดงดุ มีหางยาวงอกออกมาเหมือนมังกรหรืองู(บริเวณนี้จะไม่มี ขนปกคลุมแต่จะเป็นเกล็ด) Cyclop ไซคลอป์ ยักษ์ตาเดียว สูงใหญ่หุ่นบึกบึนตามลักษณะยักษ์ทั่วไป ศีรษะล้าน(บ้างก็มีผมบ้างประปราย) มีตาอยู่กึ่งกลางเพียงข้างเดียว มีพละกำลังแข็งแรงมาก ดุร้าย มาจากทางเปอร์เซีย อาศัยอยู่ในถ้ำบนเกาะที่ห่างไกลจากผืนดินอื่นๆ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายก็จากเรื่องซินแบด เนื่องจากแล่นเรือไปไหนไม่ไป ดันไปติดเกาะที่อยู่ของไซคลอป์ซะได้นี่ Dragon มังกร เป็นสัตว์ในตำนานทุกคนคงรู้จักกันหมด เพราะว่าพบในทุกตำนานไม่ว่าจะเป็นทางของยุโรป หรือเอเชียก็ตาม มังกรเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ ผู้ยิ่งใหญ่ ความเก่งกล้า มังกรนั้นมีหลายชนิดแตกต่างไปตามความเชื่อของคนในแต่ ละภูมิภาคของโลก(ของจริงๆไม่เหมือนที่กล่าวในแฮรรี่ พอตเตอร์นะว่ามีเป็นสายพันธุ์ๆชื่อหรูๆนั้นน่ะ อันนั้นเป็นจินตนาการของผู้ประพันธ์ที่แต่งขึ้นเอง) แต่โดยทั่วๆไปแล้วจะเห็นจุดเด่นได้อย่างหนึ่งคือ ต้องเป็นสัตว์(ออกไปทางสัตว์เลื้อยคลาน)ขนาดใหญ่ ที่มีร่างกายใหญ่โต มีพละกำลังมหาศาล และบางครั้งมีอำนาจเวทย์ประกอบด้วย(เอ่อ...... เช่นพ่นไฟ มนตร์ดำ เรียกสายฟ้า ฯลฯ) และจุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างคือ มีปีกลักษณะคล้ายของค้างคาว บินได้รวดเร็วและสูงมาก มีเขาและฟันที่ยาวแหลม ตาโตใหญ่ออกไปทางแบบของงู ขนาดตัว รูปร่าง หรือสีเกล็ดนั้นก็แตกต่างกันไป เช่น ทางด้านตะวันตกจะมีบริเวณลำตัวใหญ่อ้วนกลม หางแหลมยาวคอยาว จมูกแหลมมีหลายแบบแยกไปเช่น Gold Dragon ตัวนี้ก็จะมีสีทอง(ตามชื่อ)เป็นมังกรที่จะเรียกได้ว่ าอยู่ฝ่ายเทพก็ไม่ผิด , Black Dragon มังกรดำตัวนี้ก็จะมีอำนาจร้ายกาจมาก เป็นของพวกมาร ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในถ้ำ,Tiamat เป็นราชาของพวกปีศาจ เป็นเจ้าแห่งขุมนรกทั้งเก้า มีห้าหัว, Mist Dragon ก็อยู่แถบน้ำตกใหญ่ๆ หรือหน้าผา หรือบริเวณที่มีหมอกลงจัด สีออกโทนขาว,ฟ้า,เทา ทางด้านตะวันออก ก็ขอกล่าวถึงจีนก่อนเลยว่า จะมีลักษณะ ลำตัวเรียวยาวต่อไปจนถึงส่วนหาง ศรีษะยาว สีที่พบก็จะมีเขียว และทอง บางครั้งแดงก็มี เขาจะมีลักษณะออกไปทางเขากวาง มีหนวดยาวๆสองเส้น ส่วนของไทยยังไม่มีแนชัด Dwarf คนแคระ ในตำนาน เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเหมือนคนตัวเล็กๆ อันนี้ต้องบอกก่อนว่า คำว่าตัวเล็กในที่นี้คือ ตัวเตี้ยกว่ามนุษย์ถึง1/2เท่า บางตำนานก็กล่าวเช่นนั้น แต่บางตำนานก็บอกว่าเล็กจริงๆนะ ทั้งขนาดตัวและความสูงด้วย แต่อย่านำไปปะปนกับศัพย์ที่ใช้ทางชีววิทยานะ Dwarfนี้ จะมีอายุยืนยาว ดังนั้นในบางตำนานถึงเกือบทุกตำนาน จะเห็นเป็นภาพคนเตี้ยอ้วนป้อม หนวดเครายาวเฟิ้มหน้าตาแก่ๆหน่อย ถิ่นที่อยู่อาศัยที่ชอบก็ได้แก่ในถ้ำต่างๆ หรืออุโมงค์ใต้ดิน [บางตำนานว่าคล้ายๆกับว่าเป็นเนินดิน แล้วขุดเข้าไปอยู่ในนั้นน่ะ มองไปก็เหมือนเป็นเนินหญ้าที่มีปล่องไฟยื่นออกมาน่าร ักดี] บางตำนานก็กล่าวว่าอยู่ในต้นไม้กลวงๆ Dwarf มีนิสัยอยางหนึ่งที่พบได้ในตำนานทั่วไปคือ เป็นผู้ที่ชื่นชอบและสะสมพวกของแร่ธาตุที่มีค่ามาก เช่นเพชรพลอย ทองคำ โลหะ เป็นต้น บางตำนานก็กล่าวว่าเป็นนักเหมืองแร่ตัวฉกาจ หรือนักประดิษฐ์ประดอยฝีมือเยี่ยม [ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ หรือเครื่องของประดับ แล้วแต่ตำนานนะคะ] และมีนิสัยที่กล้าหาญ บางครั้งก็ดุดัน มุทะลุ เป็นนักรบฝีมือดีเยี่ยม มีความอดทนสูง อาวุธที่มักพบคือขวาน หรือพลวง Elf เทพยาดา นางฟ้าของติวตอนิค ถ้าเทียบกับกับไทยก็อาจเรียกได้ว่าพวกภูต,พราย ส่วนใหญ่คิดว่าเป็นนางไม้ตัวเล็กๆประจำภูเขาหรือป่า แบ่งได้เป็นสองพวกคือ Good Elf และ Dark Elf พวกแรกมีนิสัยขี้เล่นซุกซน ลักษณะของภูตพวกนี้จะคล้ายๆกับคนธรรมดา บางประเภทตัวเท่ามนุษย์ บางประเภทตัวเล็กกระจ้อยร่อย แต่ที่กล่าวเหมือนกันคือจะมีหูที่แหลมยาว และมีปีกคล้ายแมลงปอ มีบางประเภทที่เป็นนักรบมีอาวุธประจำกายคือธนูและหอก สามารถยิงธนูและปาหอกได้แม่นยำมาก พวกพรายนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์ที่สุด เพราะเป็นพวกที่มาจากเทวดาอีกที มีเวทย์มนตร์เล็กๆน้อยๆ ส่วนพวกDark Elfนั้นเป็นพวกที่มีลำตัวเตี้ย รูปร่างแคระแกร็น หน้าตาน่าเกลียด ชอบแกล้งมนุษย์โดยเฉพาะเด็ก ชอบทำให้เกิดฝันร้าย และบางพวกนั้นดูดเอาพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิตอื่นมาเป ็นพลังงานของตน เคยเจอว่าบางตำนานได้พูดถึงพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บาง ของพวกเอลฟ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ Garuda ครุฑ (หรือ การูด้าในภาษาอื่นๆ) เป็นพญานกที่ควบคุมเหล่าสัตว์ปีกและอาณาเขตบนท้องฟ้า มาจากตำนานอินเดียเก่าแก่ที่แผ่อิทธิพลไปยังประเทศอื ่นๆในแถบเอเชียอย่างกว้างขวาง ครุฆนั้นจะมีลักษณะเป็นพญานกขนาดใหญ่ จงอยปากแบบนกอินทรีย์ ตาโตกลมใหญ่ มีปีกที่กว้างและใหญ่มาก ส่วนของศีรษะและลำตัวด้านล่างเป็นนก มีลำตัวส่วนบนถึงกลางลำตัวเป็นแบบมนุษย์ที่เต็มไปด้ว ยกล้ามเนื้อ(ชายฉกรรจ์) พละกำลังอำนาจก็มีมาก แรงของปีกไม่ต้องพูดถึง จงอยปากแข็งแรงขนาดหิ้วพญาช่างสารได้เป็นตัวๆ ฉลาดและมีปัญญาสูงส่ง แต่อุปนิสัยค่อนไปทางใจร้อน ดุดัน ฉุนเฉียว รักและหยิ่งใยศักดิ์ศรีของตน ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ครุฆนั้นเป็นพาหนะประจำตัวของพระวิษณุ เนื่องมาจากเหตุบาดหมางกับพญานาคราช(ศัตรูคู่แค้นกัน ทีเดียว) บางตำนานของฮินดูกล่าวว่า เป็นสัญลักษณ์แทนแสง(รัศมี)ของพระอาทิตย์ บ้างว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ของเทพแห่งไฟเพระ ว่าตอนที่ครุฆกำเนิดออกมา ตัวจะสว่างจ้าและเปล่งแสงสะท้อนเหมือนลูกไฟหรือด้วงอ าทิตย์ Griffin กริฟฟิน เป็นสัตว์ในเทพนิยาย ร่างกายเป็นครึ่งอินทรี ครึ่งสิงโต โดยส่วนหัวและปีกเป็นอินทรี ส่วนตัวเป็นสิงโต และมีหางเป็นงู บางจำพวกก็มีหางของสิงโต ตามตำนานแล้ว กริฟฟิน เป็นสัตว์เทพผู้พิทักษ์เหมืองทองคำ(ตัวจึงออกสีทองเก ือบทั้งตัว) และทรัพย์สมบัติทั้งหลายแหล่ที่เป็นทอง และเป็นผู้ลากรถม้าของพระอาทิตย์(อพอลโล) กรงเล็บแหลมคม ดุร้ายแต่เชื่องต่อเจ้าของ เรื่องพละกำลังและความไวก็ไม่เป็นสองรองใคร Incubus อินคิวบัส (ไม่ผิดแน่ค่ะ! ชื่อเดียวกับวงดนตรีเลย) มาจากตำนานพื้นเมืองของยุโรปในยุคกลาง (ยุคมืด เรื่องนี้จึงค่อนข้างเลวร้าย) เป็นปีศาจชายที่ล่อลวง ทำร้ายเหยื่อผู้หญิงในความฝันของพวกเธอ คนที่เป็นเหยื่อจะไม่มีทางตื่นขึ้นภายใต้อำนาจของอิน คิวบัส แต่จะรู้สึกได้ถึงสิ่งที่มันกระทำในฝันร้ายนั้น เมื่อเธอ(ผู้เป็นเหยื่อ)ตื่นขึ้นมา จะพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ และบุตรที่กำเนิดออกมานั้น จะไม่มีอะไรผิดแปลกจากมนุษย์ทั่วไปเสียแต่ว่าจะมีอำน าจมนตร์ หรือความสามารถเหนือธรรมชาติมากกว่ามนุษย์อื่น อำนาจที่ว่านั้นออกไปทางชั่วร้าย ศาสตร์มืด เด็กที่เติบโตขึ้น ส่วนใหญ่แล้วท้ายที่สุดจะกลายเป็นบุคคลชั่วร้าย หรือพ่อมดผู้ทรงอำนาจและพลัง มีตำนานกล่าวว่า พ่อมดเมอร์ลินเองก็เป็นทารกที่เกิดจากอินคิวบัสกับแม ่ชีองค์หนึ่ง Succubus ก็เป็นอินคิวบัสเหมือนกัน แต่เป็นเพศหญิงและจ้องจับเหยื่อผู้ชายเท่านั้น บางตำนานเล่าว่า ทั้งIncubusและSuccubusเป็นหนึ่งในพวกเทพยาดาที่โดนล งโทษและถูกขับออกจากสวรรค์ Leprechaun เลปพราคอนเป็นความเชื่อของชาวไอริช เป็นคนแคระที่มีรูปร่างเล็กมาก แต่งตัวค่อนข้างซอมซ่อแต่มิดชิดเนื่องจากอยู่ในเมือง หนาว บางครั้งอาศัยอยู่ในห้องเก็บไวน์ใต้ดิน บางครั้งในบ้านในไร่นา ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแถบชนบทชานเมือง แถบเนินเขาสูง ชอบช่วยเหลือคนในงานต่างๆ ภูตที่ครอบครองทรัพย์สมบัติจำพวกทอง เชื่อกันว่ามนุษย์จะได้ครอบครองทองโดยตั้งใจมองหาภูต นี้ที่ปลายของสายรุ้ง ภูตนี้ไม่เหมือนฮอบบิทนะ ตัวเล็กกว่า3-4เท่าแล้วอวัยวะอื่นๆคล้ายคนทุกประการ และชอบอยู่แอบในบ้านมนุษย์ แต่บ้างพวกก็อยู่กันเป็นกลุ่มใต้ดินที่เป็นโพรง Leviathan ลีไวอาธัน หรือ ลีไวอาซัน มาจากตำนานของพวกฮิบริว เป็นสัตว์ประหลาดที่มาจากทะเลลึก มีลักษะคล้ายมังกรบางจำพวก คือจะมีลำตัวยาว ขนาดใหญ่ ศีรษะยาว ฟันแหลมคม ส่วนใหญ่ที่พบไม่มีเขา มีปีกที่กลางลำตัว(ออกไปทางครีบนิดๆ) นัยน์ตาดุร้าย เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังเวทย์ร้ายกาจมาก ใช้มนต์ได้ เป็นสัตว์ที่ควบคุมผืนน้ำท้องทะเล บางที่เชื่อว่าควบคุมฤดูฝน เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดพายุครั้งใหญ่ ส่วนใหญ่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อมนุษย์ เนื่องจากชอบอยู่อย่างสันโดษ บางคนนับว่าเป็นจ้าวแห่งมังกรของผืนน้ำ Pegasus เพกาซัส เป็นม้าขาว มีปีกคล้ายนกออกมาจากกลางหลัง จากตำนานกรีกโบราณ เล่ากันว่าเกิดมาจากเลือดของเมดูซ่าซึ่งโดนตัดหัวโดย เพอร์ซีอุส เป็นม้าสีขาวบริสุทธิ์ มีความไวมากสามารถเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ งได้อย่างรวดเร็ว(กว่าคองคอร์ดอีก) เป็นม้าคู่กายของแบลาโรฟอน เมื่อแบลาโรฟอนขึ้นขี่เพกาซัสเมื่อใด เมื่อนั้นเขาจะหายตัวได้ เขาและเพกาซัสได้ร่วมกันปราบสัตว์ร้ายอย่าง Chimera ลงอย่างง่ายดาย Siren ไซเรน จากตำนานกรีก เป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งนกครึ่งผู้หญิง (พบบ่อยในเกมแฟนตาซีต่างๆ) ได้กล่าวถึงในมหากาพย์OdysseyของHomerและเรื่องของJason and the Argonauts(เจสันกับขนแกะทองคำ) ลักษณะจะคล้ายๆกับนางเงือกแต่เปลี่ยนส่วนปลาเป็นนก Sirenจะมีศีรษะและส่วนตัวที่เหนือเอวขึ้นไปเป็นผู้หญ ิง ส่วนล่างลงมานั้นจะเป็นนกเลย บางตำนานว่ามีปีกและแขน(ติดกันเป็นส่วนเดียว) บางตำนานมีแต่ปีก ไม่มีแขน ส่วนหูนั้นก็เหมือนจะยื่นยาวออกมาแบบภูตทั่วไป แต่มีขนนกปกคลุม Sirenจะอาศัยอยู่ตามโขดหิน หรือเกาะท่ามกลางทะเล หรือแม่น้ำใหญ่ ส่วนใหญ๋จะปรากฏตัวช่วงกลางคืนที่ฟ้ามืดมิด หรือยามเช้าที่หมอกลงจัด ตามตำนาน Siren สามารถร้องเพลงได้หวานและไพเราะที่สุด และเสียงเพลงของเธอนั้นสามารถทำให้มนุษย์หลงและไล่ออ กตามหาเธอ(บางครั้งจนคลุ้มคลั่ง) Sirenใช้เสียงเพลงของเธอหลอกล่อนักเดินเรือและชาวประ มงทั้งหลายมาหา และกลายเป็นเหยื่อของพวกเธอ (ไม่ต้องเขียนมากก็คงจะจินตนาการได้ว่า ฟันเธอแหลมคม และนิสัยโหดเพียงใด [น่ากัว~]) บางตำนาน(นอกจากของHomer) ได้กล่าวไว้ว่า ไซแรนเป็นเพื่อนร่วมเดินทางของPersephone และบางตำนานยังกล่าวว่า ไซเรนนั้นเป็นลูกสาวของเทพแห่งแม่น้ำหรือทะเลอะไรซัก อย่าง Thunderbird นกอินทรียักษ์ มาจากตำนานของพวกอินเดียแดงทางฝั่งอเมริกันโน่นแน่ะ มีสิ่งพิเศษนอกจากจะเป็นนกยักษ์คือมีสายฟ้าสะท้อนมาจ ากจงอยปากอันคมกริบ เมื่อไรที่มันตีปีกแล้วละก็ จะทำให้เกิดสายฟ้าซึ่งมีพลังมหาศาลสามารถทำลายทุกสิ่ งรอบตัวลงไปได้ทีเดียว ลักษณะทั่วไปคล้ายนกอินทรีสีน้ำตาล ปลายปีกออกสีเลื่อมทอง อาศัยอยู่บนยอดเทือกเขาสูงเป็นเชิงผา บางครั้งรูปร่างก็คล้ายเยี่ยวสีน้ำตาล Undine จากตำนานติวตอนิค Undine(ใครรู้วิธีการออกเสียงก็บอกกันด้วยน้า) เป็นพรายน้ำเพศหญิง ที่ชอบติดต่อ มีสัมพันธ์กับมนุษย์ พวกเธอมักจะแอบเข้ามาอยู่ในสังคมร่วมกับมนุษย์ บางครั้งก็จะมาเข้าร่วมงานเต้นรำ หรือสังสรรค์ตามหมู่บ้านต่างๆแถบชนบท Undineถูกทำให้กำเนิดขึ้นโดยปราศจากวิญญาณ โดยการที่ได้แต่งงานและมีบุตรร่วมกับบุคคลที่มีชีวิต เธอจะได้วิญญาณมาครอบครอง และสร้างความเจ็บปวดและกลายเป็นบทลงโทษของเผ่าพันธ์ม นุษย์ Unicorn ยูนิคอร์น ม้าขาว มีเขาเกลียวสีขาวงอกพุ่งตรงออกมาจากกลางศีรษะ มีขาเหมือนละมั่ง มีพลังเวทย์แห่งการป้องกันมนต์ดำ โดยใช้มนต์นี้ผ่านเขา ยูนิคอร์นเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความบริสุทธิ์ เฉพาะเด็กสาวบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะสามารถแตะต้องตัว มัน หรือตามหาตัวมันได้ บางตำนานกล่าวว่ายูนิคอร์นถูกล่าอย่างโหดเหี้ยมจากชา ติพันธุ์ต่างๆ ทำให้ต้องหนีลงไปซ่อนตัวในเกลียวคลื่นของมหาสมุทร Werewolf มนุษย์หมาป่า เป็นมนุษย์ที่มีความสามารถในการเปลี่ยนหรือแปลงร่างข องตนเองในรูปของหมาป่า ซึ่งแบ่งได้เป็น2ประเภทใหญ่ที่เจอกันบ่อยคือ เป็นทั้งหมาป่าและคนในขณะเดียวกัน คือทรงตัวด้วย 2 ขาได้เหมือนคน หรือส่วนลำตัวเป็นคน นอกจากนั้ไม่ว่าหัว แขน ขา ก็มีลักษณะเหมือนหมาป่าไปหมด อีกประเถทคือ อยู่ในร่างใดร่างหนึ่ง เพียงร่างเดียว คือปกติก็เป็นคนเต็มตัว แต่พอกลายร่างก็เป็นหมาป่าทั้งตัว ไม่มีความเป็นมนุษย์ให้เห็นเป็นต้น (แต่แบบนี้รู้สึกจะหายากหน่อย) มนุษย์หมาป่า เป็นมนุษย์ที่เรียกได้ว่าถูกสาป ยามใดที่พระจันทร์เต็มดวงส่องแสง หรือบางตำนานก็แค่เมื่อเริ่มกลางคืนของคืนพระจันทร์เ ต็มดวง จิตวิญญาณ ความรู้สึก และร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นสัตว์ดุร้าย น่ากลัว ที่พร้อมจะฆ่าทุกๆชีวิตที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ได้ในทั นที หรือมนุษย์หมาป่านั่นเอง บางประเภทไม่มีความทรงจำขณะกลายร่างอยู่เลย หรือไม่มีความรู้สึกในขณะเป็นคนเหลือ ในขณะที่บางประเภทสามารถควบคุมตนเองได้ดี การทำลาย หรือฆ่า ทำได้วิธีเดียวคือใช้วัตถุมีคมซึ่งทำจากเงินไปปลิดชี วิตมันเท่านั้น และการสืบต่อเผ่าพันธุ์มีสองอย่างคือ เหยื่อที่ถูกกัด แต่ไม่ตายก็จะกลายเป็นมนุษย์หมาป่ามนุษย์ หรือสืบต่อกันตามเชื้อสาย(พบยาก เพราะส่วนใหญ่ก็ไม่มีชีวิตอยู่รอดไปหาคุณสามีหรือภรร ยาต่อ หรือตกดึกก็หายตัวไปอะไรทำนองเนี้ย!!) Troll แต่ดั้งเดิมทีจากตำนานของชาวสแกนดิเนเวียน พวกโทรว์ เป็นอสูรกายตัวมหึมา ปร่างใหญ่โต สูงกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า มีรูปร่างคล้ายคนคือสันหลังตั้งฉากพื้น มีแขนขาเหมือนคน แต่หน้าตาหน้าเกลียด หน้ากลัวแบบสัตว์ประหลาดฝรั่งขนานแท้ หน้าตานั้นยังดุร้าย เหี้ยมโหด มักจะกล่าวถึงว่ามีอำนาจมนต์บางอย่างติดตัวด้วย แต่ไร้อารยธรรม และที่สำคัญเป็นอันตราย และศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์ บางครั้งพบว่ากินมนุษย์เป็นอาหารก็มี พวกมันจะมีถิ่นอาศัย และอาณาบริเวณของตัวเองที่แน่นอน บางตำนานว่า ถ้ำใต้ดินขนาดใหญ่ หรือปราสาทของมันเอง โทรว์จะออกลาดตระเวนรอบเขตตนเอง รวมทั้งอาละวาดไล่ฆ่า ทำลายสิ่งต่างๆ รวมทั้งหาอาหารเวลากลางคืนเท่านั้น เพราะตัวมันไม่สามารถทนต่อแสงแดดได้ เมื่อพบแสง ร่างกายจะถูกแผดเผาอย่างรุนแรง (ระเบิดได้เลย) และกลายเป็นหินในที่สุด แต่ในตำนานยุคต่อมา โทรว์ได้ออกมาในลักษณะคล้ายLeprechaunคือ ตัวเล็กๆ เฝ้าสมบัติล้ำค่า แต่มีข้อต่างคือ ยังคงดุร้าย น่ากลัว (คิดว่า จะออกไปทางพวกOrc หรือ Goblinมากกว่า) --------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ตำนานเทพเจ้าสแกนดิเนเวีย จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี Jump to: navigation, ค้นหา Thor ตำนานเทพเจ้าสแกนดิเนเวีย ตำนานนอร์ส ตำนานชาวเหนือ หรือ Norse mythology เป็นตำนานตามความเชื่อของชาวเหนือ หรือสแกนดิเนเวียมีตำนานการเกิดโลกเช่นเดียวกับชนเผ่าอื่นๆ แต่อาศัยที่พวกเขาอยู่ในภูมิประเทศซึ่งเป็นน้ำแข็งตลอดเวลา เรื่องของเทพจึงเกี่ยวพันกับน้ำแข็งค่อนข้างมาก และที่แตกต่างกว่าเทพในความเชื่ออื่นๆก็ตรงที่ เทพชาวเหนือเป็นเผ่าพันธ์ครึ่งยักษ์ครึ่งเทพ มีความตายเป็นที่สุด (ก็คือตายได้นั่นเอง ไม่เหมือนเทพเมืองอื่นที่เป็นอมตะ) ตำนานเทพเจ้าชาวเหนือนี้ ยังเป็นแรงบรรดารใจที่ทำให้ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน เขียนเรื่องของเขาด้วย สำหรับชาวเหนือ วิธีที่จะตายอย่างมีเกียรติ คือตายในที่สนามรบขณะยังมีวัยหนุ่ม เพราะเหตุที่เชื่อว่าจะทำให้ได้รับคัดเลือกไปอยู่ใน วัลฮัลลา(Valhala) สวรรค์แห่งนักรบ ซึ่งวิญญาณของพวกเขาจะได้ต่อตีกันอย่างสนุกสนาน(ตื่น เช้าขึ้นมาก็ออกไปเที่ยวฝึกการต่อสู้ ฝึกดาบ หากพลาดพลั้งตาย ก็จะฟื้นขึ้นใหม่ตอนเย็น ได้เวลากินพอดี) และรับการเลี้ยงชนิดไม่มีหมดไม่มีอั้น จนกว่าจะถึงเวลาแร็คนาร็อค เวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลจะถูกทำลายอย่างสิ้น เชิง (รวมทั้งพวกเทพด้วย) ฉะนั้นการตายแบบแก่ชรา โรคภัยไข้เจ็บถามหา นับเป็นเรื่องน่าอันอาย ด้วยความที่ศาสนาบอกไว้ว่า ไม่มีอะไรคงทนถาวรกระทั่งเทพเจ้า ชาวเหนือโบราณจึงคิดเสมอ การต่อสู้รบราด้วยความรุนแรงจนกระทั่งตายเป็นสิ่งที่ ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความชั่วร้ายทั้งหลาย เพราะในช่วงเริ่มแรกของอารยธรรม พวกเขาต้องอยู่ในแผ่นดินที่มีแต่ความเย็นเฉียบ ไม่มีความสบาย แสงอาทิตย์จะปรากฏให้เห็นเพียงแค่ช่วงสั้นๆในปีหนึ่ง ชาวเหนือเปรียบเทียบความมืด และความสว่าง กับความชั่ว และความดี สรรพสิ่งต่างๆที่อยู่ในธรรมชาติของเงามืด และธรรมชาติของความสว่างจึงเป็นของกันและกัน ช่วยไม่ได้เลยที่สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นที่ของจินตน าการ เกิดเป็นยักษ์ เป็นพญางู พญาหมาป่า ผูกเป็นเรื่องราวแสนสนุก // กำเนิดชีวิตแรก เทพเจ้าของสแกนดิเนเวีย เมื่อแรกเริ่ม จักรวาลก็คือสภาวะหมุนคว้าง มืดและสับสน และแล้วจู่ๆความสับสนนั่นก็ค่อยๆแตกแยกออก เกิดห้วงว่างขึ้นตรงกลาง เป็นห้วงที่ความลึกหยั่งไม่ได้ อุณหภูมิเริ่มต่ำลงขนาดแช่คนให้แข็งได้ในฉับพลัน ห้วงที่ว่าชาวเหนือเรียก กินนันกาแก็บ(Ginnungagap) ทิศเหนือของกินนันกาแก็บ เป็นอาณาเขตของ นิฟล์เฮม(Niflheim) โลกแห่งความมืดมัวนิรันดร์ น้ำพุ เวอร์เกลเมอร์(Hvergelmir) แฝงตัวอยู่ที่นี่ และน้ำจากน้ำพุก็เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำ 11 สาย ซึ่งก็ไหลไปไหนไม่พ้นนอกจากจะไปสู่ห้วง กินนันกาแก็บ เจอเข้ากับความเย็นที่นี่ น้ำในแม่น้ำก็ค่อยๆแข็งตัวแผ่ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆแท รกตัวเข้าไปในห้วงว่างจนเต็ม ทางใต้ของ กินนันกาแก็บ คือ มัสเปลส์เฮม(Muspelsheim) แผ่นดินแห่งไฟ ซึ่งมีความร้อนอยู่ตลอดเวลา เป็นที่อยู่อาศัยของ เซิร์ท(Surtr) ยักษ์แห่งไฟ ผู้ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างแรก ที่มีบทบาทตั้งแต่การสร้างโลกจนล้างโลกในวาระสุดท้าย (แร็คนาร็อคนั่นเอง) หน้าที่ของยักษ์ตนนี้คือเฝ้ามัสเปลส์เฮมเอาไว้ ไม่ยอมให้ใครเข้า แต่เพราะความที่ตอนนั้นก็ไม่มีใครอยู่ ยักษ์เซิร์ทจึงเบื่อมากๆไม่รู้จะทำอะไรนอกจาก ตีดาบ ทำของ และส่งประกายไฟลอยเข้าไปในกินนันกาแก็บเล่นไปวันๆ ความร้อนที่มาจากประกายไฟนี่ละ นานเข้าบ่อยเข้า ทำให้น้ำแข็งในห้วงละลายเป็นไอ ไอลอยขึ้นกระทบอากาศเย็นกลายเป็นน้ำค้างแข็งร่วงลงมา กองอยู่กับพื้น นับเดือนนับปี น้ำค้างเหล่าก็รวมตัวกันจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมา สองอย่าง อย่างหนึ่งคือ ยักษ์ตนแรก อีเมอร์(Ymir) กับ วัว ออดฮัมลา(Audhumla) [แก้] กำเนิดบรรพเทวา-ต้นยักษา เมื่อเกิดแล้ว ทั้งสองก็หิวซิ อีเมอร์ หันไปหันมาเจอกับเต้านมอันเต่งของวัว ก็ตรงเข้าดูดนมวัวเป็นการใหญ่ แต่วัวออดฮัมลาโชคร้ายหน่อย หล่อนไม่มีอะไรจะกิน นอกจากน้ำแข็งข้างหน้า ก็เลยเลียน้ำแข็งกินไปพลางๆปรากฏว่า น้ำลายอุ่นๆของวัวที่เลียน้ำแข็ง ก็ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งจากก้อนน้ำแข็งที่มัน เลีย นั่นคือ เทพ บูรี(Buri) พระเกษาของพระองค์ทรงงอกขึ้นมาก่อน จากนั้นก็เป็นประเศียร ประวรกาย เป็นชีวิตของชายอีกคนหนึ่ง เทพองค์นี้จะนับเป็นบรระบุรุษของเทพทั้งหมดทีเดียว แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อีเมอร์ไม่สนใจนอกจากให้ตัวเองอิ่มไว้ก่อน นี่เป็นความต้องการแรกของมนุษย์ตั้งแต่เกิด อีเมอร์ใช้เวลาไม่นานนักเขาก็อิ่ม แต่ดูจะอิ่มมากไป มันจึงง่วงแล้วจึงก็ลงนอนบนพื้นน้ำแข็งแล้งหลับสนิทไ ปโดยพลัน ประกายไฟจากดาบของยักษ์เซิร์ทลอยละล่องมาตกข้างตัวเร ื่อยๆสร้างความอบอุ่นให้เขาหลับนานขึ้นและเหงื่อออก แต่ว่าเหงื่อยักษ์ตัวแรกนี่ประหลาดแท้ ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้น ตัวแรกที่เกิดจากหยาดเหงื่อของอีเมอร์ เป็นยักษ์หกหัวที่แสนจะน่าเกลียด ธรุดเกลเมอร์(Thrudgelmir)(ตนนี้เป็นบรรบุรุษของยักษ์น้ำค้างแข็ง ตัวอื่นๆต่อไปอีก พวกนี้นับเป็นศัตรูตลอดกาลของพวกเทพ) ส่วนเหงื่อจากใต้รักแร้ข้างซ้ายกลายเป็นยักษ์ชาย และหญิงคู่หนึ่ง แม้จะมีตนละหัวเดียว แต่ก็น่าเกลียดพอๆกับเจ้าหกหัวตัวแรก ขนาดที่ไม่มีใครอยากจำชื่อด้วยซ้ำ บูรี ต้นกำเนิดเผ่าพันธ์เทพ และ ธรุดเกลเมอร์ บรรพบุรุษยักษ์ คล้ายกับ อีเมอร์ ที่จู่ๆเมื่อเกิดมาแล้ว ก็สามารถให้กำเนิดลูกได้เลย เบอร์เกลเมอร์(Bergelmir) เกิดจากยักษ์ ธรุดเกลเมอร์ ด้วยการกระโดดออกมาจากร่างของพ่อ ขณะเดียวกัน โอรสของ บุรี ก็กระโดดออกจากกายของพระองค์ มีนามว่า บอร์(Bor) บอร์ สมรสกับ เบสล่า(Bestla)ยักษี ลูกสาวตนหนึ่งของอีเมอร์ ได้ผลพวงจากการสมรสเป็นเทพสำคัญสามองค์ โอดิน(Odin) วิลี(Vili) และ วี(Ve) เทพทั้งสามพระองค์นี่จะทรงเป็นต้นวงศ์ของเทพ อีเซอร์(Aesir) ผู้ครองสวรรค์ กำเนิดสงครามเทพ-ยักษ์ คราวนี้พอเห็นเทพเกิดขึ้นเท่านั้น เบอร์เกลเมอร์ ก็ชักจะตกใจกลัวเทพขึ้นมา ทั้งสองจึงช่วยกันรวบรวมพี่น้องๆที่เกิดขึ้นจาก อีเมอร์ ไว้เป็นกำลังฝ่ายตัว ความกลัวเทพอาจเพราะคุณสมบัติที่ยักษ์ไม่มี เช่น ทั้งสามองค์แข็งแรงมาก แผลบาดเจ็บอะไรต่างๆที่เกิดขึ้นก็สามารถหายเองได้อย่ างรวดเร็ว ต่างจากพวกยักษ์ซึ่งมีจะมีมาก และมีเสริมขึ้นเรื่อยๆแต่ความแข็งแรงและแข็งแกร่งกลั บสู้เทพทั้งสามไม่ได้เลย สงครามระหว่างลูกๆ ของธรุดเกลเมอร์และโอรสของบอร์ เกิดขึ้นเป็นเวลานานนับพันๆปีในห้วงกินนันกาแก็บ โดยที่ไม่มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาด หรือฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ ในที่สุด พวกเทพจึงทรงคิดจะต้องยุติ มิให้ อีเมอร์ สมารถให้กำเนิดอะไรต่อมิอะไรที่ไม่พึงปรารถนาอีก โดยทรงฆ่า อีเมอร์ เลือดของยักษ์ตนแรกไหลจากร่าง มากจนกลายเป็นแม่น้ำเลือดใหญ่ ท่วมในห้วงกินนันกาแก็บที่เหลือจนเต็ม ทายาทยักษ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในตอนแรก ต่างจมน้ำในแม่น้ำเลือดนี้ตายหมด ยกเว้น เบอร์เกลเมอร์ สามารถหนีกับภรรยาของเขา ไปขึ้นฝั่งทางใต้ได้ กำเนิดแผ่นดินและโลกต่างๆ เบอร์เกลเมอร์ ตั้งอาณาจักรของยักษ์ขึ้นใหม่ เรียกว่า โจตันเฮล์ม(Jotunheim) ลูกหลานของพวกเขาได้รับการสั่งสอนให้เกลียดแค้นเทพ ส่วนเทพนั้นทรงคิดจะหาทางสร้างจักรวาลให้น่าอยู่เสีย ใหม่ ด้วยการใช้ประโยชน์จากร่างของอีเมอร์ พวกเทพทรงใช้ศพอันมหึมา ข้ามห้วงว่างกินนันกาแก็บ ส่วนต่างๆจากร่างศพให้กำเนิดสรรพสิ่งต่างๆตามทางไปด้ วย เลือดของอีเมอร์ กลายเป็น มหาสมุทร กระดูก เป็น ภูเขา และ ฟันซึ่งแตกหัก กลายเป็น หน้าผาต่างๆ ผม กลายเป็น ต้นไม้ใบหญ้า หัวกะโหลกโค้งมโหฬาร เทพก็เอามาทำ โค้งสวรรค์ สมองของอีเมอร์ กลายเป็น เมฆลอยทั่วท้องฟ้า ที่สำคัญที่สุด เนื้อของอีเมอร์ กลายเป็น แผ่นดินอันมั่นคงอยู่ตรงกลางมหาสมุทร เรียกกันว่า มิดการ์ด(Midgard) หรือ แผ่นดินที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งอันที่จริงก็จะอยู่ตรงกลางระหว่าง นิฟล์เฮม ดินแดนแห่งน้ำแข็ง ความเย็นและความเงียบนิรันดร์ และ มัสเปลส์เฮม อาณาจักรแห่งไฟ แผ่นดินที่ถูกแผดเผาด้วยดวงอาทิตย์ในเวลากลางวัน และยังอยู่ตรงกลางของมหาสมุทร คือถูกมหาสมุทรล้อมรอบด้วย ยิ่งกว่านั้นมิดการ์ด เป็นแผ่นดินของมนุษย์ซึ่งพวกเทพทรงวางไว้เป็นเขตกั้น ระหว่าง แอสการ์ด ของตนกับ โจตันเฮล์ม ของยักษ์ กำเนิดพระอาทิตย์-พระจันทร์ เมื่อโลกเป็นที่เป็นทาง เทพทั้งหลายก็ทรงเห็นพ้องว่า แสงสว่างจะเป็นสิ่งที่จำเป็น พวกเขาจึงเดินทางไป มัสเปลส์เฮม เก็บเอาประกายไฟที่กระเด็นจากดาบเซิร์ทดวงที่ไม่ดับ ขว้างไปบนท้องฟ้า เกิดเป็นดวงดาวพร่างพราวทั่วไปหมด และเกิดสองดวงสว่างสุดคือดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ และสร้างราชรถสำหรับลากลูกไฟทั้งสองไปทั่วฟ้า คันที่ลากดวงอาทิตย์มีทั้งน้ำแข็งและโล่ สวาลิน ไว้ด้านหลังม้าและคนขับ ป้องกันความร้อนรุนแรง มีม้าสองตัวลาก ชื่อ อาร์วาคร์(Arvakr) แปลว่า ขึ้นแต่เช้า กับ อัลสวิน(Alsvin) ซึ่งแปลว่า ฝีเท้าเร็ว ส่วนดวงจันทร์ ไม่ยุ่งยาก เพราะแสงไม่แรงเท่า ทั้งเล็กกว่า มีม้าลากเพียงตัวเดีนสคือ อัลสไวเดอร์(Alsvider) แปลว่า เร็วเสมอ ต่อไปนี้มีการแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
นรกภูมิ ถึงแม้ว่าชาวเหนือจะไม่ค่อยกล่าวถึงเรื่องนรกเลย แต่นรกของชาวเหนือนั้นก็มีอยู่ เรียกว่า นิฟล์เฮม เป็นแผ่นดินของคนตาย อากาศหนาวเย็นมาก มีแต่แค่ ยักษ์ กับ คนแคระ เท่านั้นที่อยู่ร่วมกับวิญญาณคนตายได้ นรกของชาวเหนือเป็นอาณาจักรของ เทพี เฮล(Hel) (ที่มาของ Hell) พระองค์นี้เป็นเทพที่สำคัญต่อไปในภายหน้า กำเนิดคนแคระ-เอลฟ์ เทพอาร์วาคร์ ผู้ทรงลากดวงอาทิตย์ ระหว่างที่เทพทั้งสามช่วยกันสร้างโลก เนื้อส่วนหนึ่งของอีเมอร์นั้นก็เริ่มเน่า และได้ผลิตสิ่งมีชีวิตขึ้นพวกหนึ่ง เทพทั้งหลายจึงสำรวจสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น แล้วจึงเปลี่ยนรูปร่างให้เข้ากับอุปนิสัย พวกที่ทำท่าทางโลภ ชอบขู่คำรามและโค้งตัวคุ้ยเขี่ยพื้นดิน สามารถรอดชีวิตได้โดยที่พวกอื่นตาย เทพสร้างให้เป็น คนแคระ(Dwarf) ให้ไปอยู่ในอาณาเขต สวาทัล์ฟเฮม(Svartalfheim) ใต้พื้นผิวแผ่นดินมิดการ์ด ซึ่งพวกมันสามารถจะขุดดินหาแร่มีค่าและอัญมณีมาเก็บไว้เป็นสมบัติ สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าโผล่ขึ้นมายามกลางวัน เพราะแค่แดดอ่อนต้องผิว จะกลายเป็นหินทันที ส่วนอีกพวกหนึ่งไม่มีความโลภ เป็นพวกที่มีจิตใจดี ได้รับเปลี่ยนให้สวยงาม ตัวเบาเหมือนอากาศ เรียกว่า เอลฟ์(Elf) ได้อาณาเขต อัล์ฟเฮม(Alfheim ดินแดนแห่งเอลฟ์ขาว หรือ เอลฟ์สว่าง) อยู่ระหว่างแอสการ์ด กับมิดการ์ด พวกนี้มีสิทธิพิเศษเหนือกว่าคนแคระ ถิ่นที่อยู่พวกเขาปลอดภัย และสามารถมาเที่ยวเล่นโลกมนุษย์ได้โดยไม่มีอันตราย เหตุนี้จึงทำให้เหล่าคนแคระไม่ชอบเหล่าเอลฟ์ กำเนิดมนุษย์ ครั้งหนึ่ง เทพสามองค์ โอดิน โฮเนอร์(Hoenir) และ โลเดอร์(Lodur) ทรงกำลังเดินทางไปตามชายหาด บังเอิญพบต้นไม้สองต้นที่ลอยมาติดหาด ต้นหนึ่งคือ แอช(Ash) ต้นหนึ่งคือ เอล์ม(Elm) โอดินทรงหักเอากิ่งที่มีสาขาของไม้ทั้งสองขึ้นมา ทรงถากให้เข้ารูปเป็นตุ๊กตามนุษย์ผู้ชาย และมนุษย์ผู้หญิง โอดินทรงประทานวิญญาณให้ โฮเดอร์ประทานความรู้สึก และโลเดอร์ประทานชีวิต และสีผิวที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อ จากนั้นกิ่งไม้ทั้งสองก็ปรากฏร่างขึ้น เป็นรูปร่างที่ใกล้เคียงเทพแต่มีขนาดเล็กกว่า เป็นมนุษย์คู่แรกของโลก ผู้ชายมาจากต้นแอชนามว่า อากสค์(Askr) ส่วนผู้หญิงนั้นมาจากต้นเอล์มชื่อ เอมบลา(Embla) เทพทั้งหลายทรงได้ชี้ทิศให้ทั้งสองหาที่ทางตั้งที่อย ู่กันในมิดการ์ด ที่อยู่ของเทวา เทพทั้งหลายนั้นทรงได้สร้าง แอสการ์ด(Asgard) ขึ้น ตามชื่อวงศ์อีเซอร์(Aesir) ของตน ที่นี่ไม่ต้องการสงคราม ไม่มีการสู้รบ สันติภาพคงอยู่ตลอดไป ตราบเท่าที่เทพอีเซอร์ปกครองโลก ถึงกระนั้น ชาวอีเซอร์ก็ไม่ประมาท จึงสร้างโรงตีเหล็กเพื่อตีอาวุธยุทโธปกรณ์ และค่อยๆสร้างสรรค์ส่วนต่างๆของแอสการ์ดให้ใหญ่โตขึ้ นเรื่อยๆ แอสการ์ดเชื่อมกับโลกมนุษย์ ด้วยสะพานรุ้งน้ำแข็งเรียก ไบฟรอส(Bifrost) สะพานนี้ก่อร่างขึ้นมาจากสายรุ้งที่กลายเป็นน้ำแข็ง มันทั้งกว้างและแข็งแรงพอชักรถศึกออกไปได้ ต้นอิกดราซิล กลางแดนสวรรค์ มีไม้อยู่ต้นหนึ่ง ต้นอิกดราซิล กลางแดนสวรรค์ มีไม้อยู่ต้นหนึ่ง เป็นไม้แอช(Ash) นับว่าเป็นไม้ที่สำคัญสุด เพราะที่จริงมันโอบรับโลกทั้งเก้า ไม่ว่า แดนสวรรค์ โลกมนุษย์ โลกยักษ์ โลกคนแคระ โลกเอลฟ์ ไว้กับกิ่งก้านสาขา และรากของมัน โลกมนุษย์อยู่ภายใต้ร่มเงากิ่งก้านสาขา ยอดไม้ระเมฆบนท้องฟ้า ความแข็งแกร่งของไม้ทำให้โลกทั้งหมดตั้งอยู่อย่างมั่ นคง อิกดราซิล มีรากใหญ่ 3 รากหยั่งลึกลงไป อันหนึ่งไปถึงโจตันเฮล์ม แผ่นดินของยักษ์ อันหนึ่งไปถึงนิล์ฟเฮมแผ่นดินน้ำแข็ง และอีกอันหนึ่งไปถึงแอสการ์ดแผ่นดินของชาวสวรรค์ รากทั้งสามทำให้ อิกดราซิล สัมพันธ์กับโลกทั้งสาม คือยักษ์ เทพ และมนุษย์ และได้ดูดเอาน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่งไว้หล ่อเลี้ยงต้น รากที่อยู่กับ แอสการ์ด ไปโผล่ขึ้นบริเวณน้ำพุเอิด น้ำพุแห่งเยาวภาพ (Fountain of Youth) เป็นน้ำพุที่ชาวสวรรค์ใช้ดื่มกินเพื่อให้มีความเยาว์ วัยอยู่เสมอ เทพีที่คอยรักษาแหล่งน้ำ และทรงมีหน้าที่ตักน้ำให้ชาวสวรรค์วันละครั้งคือ พวกนอร์น(the Norns) สามพี่น้อง นามว่า เอิด(Urd อดีต) เวอร์ดานดิ(Verdandi ปัจจุบัน) และ สกัลด์(Skuld อนาคต) จะเรียกรวมกันว่าเป็นเทพีแห่งชะตามนุษย์ก็ไม่ผิด เหตุนี้อิกดราซิลจึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ต้นไม้แห่งชะตาลิขิต (tree of destiny) ด้วย รากต่อมาแผ่ไปถึง นิฟล์เฮม แผ่นดินแห่งน้ำแข็งได้น้ำจากน้ำพุ ฮเวอร์เกลเมอร์(Hvergelmirป ซึ่งมีน้ำตกหลั่นเป็นชั้น แผ่สาขาออกไปเป็นแม่น้ำสายใหญ่ๆของโลก ส่วนรากที่สาม แผ่ไปถึงแผ่นดินของพวกยักษ์ ได้น้ำจากน้ำพุ ไมเมอร์(Mimir) เป็นน้ำวิเศษแห่งความรอบรู้ พวกยักษ์จึงต้องจัดเปลี่ยนเวรยามเฝ้าไม่ยอมให้ใครตัก ดื่มได้โดยง่าย อิกดราซิล เขียวสดตลอดทั้งปีและตลอดไป แม้ว่าใบของมันจะกลายเป็นอาหารของสัตว์ต่างๆไปบ้าง บนต้นยังมีสัตว์อีกหลายชนิดอาศัยอยู่ เช่น บนยอดไม้สูงสุดมีไก่ตัวผู้สีทองตัวหนึ่งคอยตรวจตราขอ บฟ้า มีหน้าที่ขันเตือนเทพหากศัตรูตลอดกาลเตรียมยาตราทัพม า นกอินทรีอีกตัวหนึ่งจะคอยเกาะกิ่งไม้มองสำรวจเช่นเดียวกับไก่ นกตัวนี้มีผู้ช่วยก็คือนกเหยี่ยวซึ่งเกาะอยู่ระหว่าง ตาของมัน ตรงรากไม้มี พญางู นิดฮอก(Nidhoggr) ขดล้อมอยู่ กระรอกชื่อ ราตาโทสค์(Ratatosk) ไม่เคยหยุดวิ่งขึ้นวิ่งลง ระหว่างตรงที่อินทรีเกาะกับรากบน นิล์ฟเฮม คอยตรวจตราไม่ให้พญางูกัดกินรากต้นไม้มากเกินไปยามที ่เบื่อจะแทะศพมนุษย์แล้ว รวมความแล้ว อิกดราซิล เป็นไม้สารพัดประโยชน์ แม้กระทั่งเทพโอดินเอง ก็เคยทรงแขวนคออยู่บนต้นไม้นานถึง 9 คืน เพื่อล่วงรู้ความลับแห่งความตาย และนำมาซึ่งการสร้าง[[อักษรรูน] เล่ากันว่าเทพโอดินก็ได้ทรงตายไปเหมือนกัน แต่เนื่องด้วยได้ดื่มน้ำพุไมเมอร์แล้ว ทำให้มีมนตร์คืนชีพ จึงสามารถฟื้นมาครองสวรรค์ต่อได้ (การแขวนคอเช่นนี้ กลายเป็นประเพณีภายหลัง มีการพบศพอยู่ในปลักตมที่จัตแลนด์ เรียกว่า ศพมนุษย์โทลลัน ลักษณะถูกแขวนคอตาย ทำให้คิดถึงการบูชายัญพลีแก่โอดินเมื่อฝ่ายตรงข้ามชน ะศึก) --------------------------------------------------------------------------------------------------------------- จะมาเพิ่มเรื่อยๆนะครับ ใครสงสัยหรืออยากรู้เกี่ยวกับตำนานใด ถามได้ครับ... Update By ArX 04/05/50
__________________ ![]() ~เชิญอ่านนิยายที่ผมแต่งได้นะครับ~![]() Castlevania : Symphony Of Newworld ข้อมูลปัจจุบัน ยอดอ่าน&ผู้เข้าชม = ประมาณ 4,300 ระยะเวลาที่แต่ง = 4-5 ปี จำนวนบท =13 บท .. ต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาโดยตล อดครับ .. แก้ไขโดย arx-lucifer : 04 May 2007 เวลา 14:46. |
| | |
| | #3 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | แร็กนาร็อก จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี โอดีน แร็กนาร็อก คือชื่อสงครามอวสานโลกใน ตำนานเทพเจ้าสแกนดิเนเวีย อันเนื่องจากการสู้รบระหว่างฝ่ายเทพเจ้า เรียกว่า แอซิร์ (Æsir) ซึ่งนำโดย โอดิน (Odin) กับฝ่ายอสูร เรียกว่า โยตุนส์ (Jotuns) ซึ่งนำโดย โลกิ (Loki) สงครามครั้งนี้ไม่เพียงนำมาซึ่งการสิ้นชีพทั้งฝ่ายเท พเจ้าและฝ่ายปีศาจ แต่ยังเป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่ทำลายล้างทุกสรรพสิ่ งในจักรวาลจนสูญสิ้น หลงเหลือเพียง เทพเจ้า บางองค์ และมนุษย์ ที่จะร่วมกันสร้างโลกใหม่ ประเด็นที่น่าสนใจในตำนานแร็กนาร็อกคือเหล่าเทพเจ้าไ ด้ล่วงรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากสงครามก่อนแล้วผ่านคำ ทำนายว่าจะเกิดเหตุการณ์ อะไรขึ้นเมื่อไร ใครจะต่อสู้กับใคร และใครจะถูกใครสังหาร แม้กระนั้นฝ่ายเทพก็ไม่มีอำนาจเพียงพอจะป้องกันไม่ให ้เกิดสงครามครั้งนี้ขึ้นได้ อย่างไรก็ตามฝ่ายเทพก็ได้ต่อสู้ เผชิญหน้าต่อชะตากรรมของตนอย่างกล้าหาญ ในสังคมของนักรบชาวไวกิ้งการตายในสงครามเป็นวีรกรรมอ ันน่ายกย่องประการหนึ่ง โดยวิญญาณของนักรบผู้พลีชีพในการศึกจะถูกอัญเชิญไปยั งหอแห่งความปีติหรือวัลฮัลลา Valhalla เพื่อพบกับเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ โอดิน ผู้ซึ่งแม้แต่ตัวพระองค์เองก็มิได้เป็นนิจนิรันดร์ จักต้องพ่ายแพ้ต่อสุนัขป่า Fenrir และม้วยมอดไปในการศึกแห่งแร็กนาร็อกในที่สุด คำทำนายของ วอลวา Völva (คนทรงผู้หญิง) เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และชะตากรรมของทวยเทพนับตั้งแ ต่จุดเริ่มต้นของเวลาจนถึงยุคของแร็กนาร็อก ได้ถูกเล่าขานสืบทอดเป็นบทกวีตำนานมาตั้งแต่ช่วง 1000 ปี ก่อนคริสตกาล คำว่า แร็กนาร็อก (Ragnarok) มาจากภาษา สแกนดิเนเวียนโบราณ จากคำว่า Ragnarök ซึ่งประกอบไปด้วยคำว่า แร็กนา (ragna) ซึ่งแปลว่า พระเจ้า หรือ พลังอำนาจในการควบคุม และ คำว่า ร็อก (rök) แปลว่า โชคชะตา ----------------------------------------------------------------------------------------------------- เทพเจ้ากรีก กำเนิดตามตำราฮีเสียด - ชาวกรีก จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี เทพกลุ่มแรก ตามตำรา Hesiod จักรวาลเริ่มต้นจากความว่างเปล่า มีเทพชื่อ เคออส ( Chaos ) แปลว่าความว่างเปล่า ก็อย่างชื่อ ว่างเปล่าจริงๆ ทั้งจักรวาลไม่มีอะไรเลย จากนั้น เคออส ก็ให้กำเนิด ไกอา ( Gaia กายยา หรือจิอา ) ซึ่งแปลว่าดิน ทอรทารัส ( Tartarus ) ซึ่งแปลว่านรก และ อีรอส ( Eros ) ซึ่งแปลว่าตัญหา แล้ว ไกอาก็ให้กำเนิด ยูเรนัส ( Uranus ) ซึ่งเป็นเทพแห่งท้องฟ้า โดยลำพัง แต่ตามตำรา Apollodorus แตกต่างกันเล้กน้อย เรื่องเริ่มต้นที่ ไกอา เลย ขอทำความเข้าใจก่อนว่า เทพเจ้ากรีก ส่วนใหญ่จะเป็นตัวแทนของสิ่งต่างๆทั้งรูปธรรม และ นามธรรม เวลาอ่าน ก็ลองคิดตามไปด้วย เช่นเมื่อกล่าวถึง ยูเรนัส ก็ให้คิดถึง ท้องฟ้า ความกว้างใหญ่ที่แผ่ปกคลุมพื้นดิน หรือ อีรอส ซึ่งเป็น ความรู้สึก เป็นนามธรรม มีผลกับทุกสิ่งทั้งเทพเจ้าและมนุษย์ หรือจะคิดว่า ทอรทารัส เป็นเทพเจ้าแห่งนรก, เป็นผู้สร้างนรก หรือเป็นตัวนรกเองก็ได้ หรือจะคิดว่า ไกอา ก็คือ พระแม่ธรณี จะนึกภาพเป็น เทพเจ้าแห่งพื้นดิน หรือเป็นตัวพื้นดินเอง ก็ได้เช่นกัน ยูเรนัส ยูเรนัสได้เป็นผู้ปกครองเทพเจ้าทั้งหมดเป็นผู้แรก จากนั้น ไกอา และ ยูเรนัส ก็สมสู่กัน ( ไม่ต้องแปลกใจ ว่าแม่ลูกสมสู่กันได้หรือ? มี2นัย แง่หนึ่ง เป็นเรื่องของเทพ อะไรจะเกิดก็ได้ อีกแง่หนึ่ง ตำนานเทพของกรีก เป็นบทประพันธ์ของนักปราชญ์ ซึ่งพรรณนามสิ่งที่นามธรรมให้เป็นรูปธรรม บางสิ่งต้องตีความเป็นปรัชญา เช่นที่ว่า แม่ลูกสมสู่กัน อาจหมายถึง ฝนที่ตกจากฟ้า เปรียบเสมือนน้ำอสุจิจากยูเรนัส หลั่งรดไกอา ทำให้สรรพสิ่งก่อเกิดงอกงาม อะไรทำนองนี้ ก็เป็นได้ ) บรรพเทพให้กำเนิดลูกมากมาย ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นยักษ์ 100 มือ 50 หัว มี 3 ตนด้วยกัน ชื่อ ไบอาริอุส ( Briareus ) กายเอ็ส ( Gyes ) และ คอททัส ( Cottus ) กลุ่มที่สอง เรียกว่า ยักษ์ตาเดียว หรือ ไซครอป ( cyclope ) ชื่อ Arges ( อาเกส ) , Steropes ( สเตอโรเปส ) และ Brontes ( บรอนเตส ) ( ชื่อของสามนี้แปลว่า แสงสว่างจากฟ้า ฟ้าผ่า และ ฟ้าร้อง ตามลำดับ ) ลูกทั้งหกนื้ ถูก Uranus จับโยนลงไปในนรกและขังไว้ เพราะความเกลียดชัง จากนั้น Uranus และ Gaia ก็มีลูก 2 กลุ่มถัดมา 6 ชายเรียกว่า Titans ( ไททาน ) และ 7 หญิง Titanides ( ไททานไนด์ ) ( บางทีก็ถูกเรียกเป็น Titans เหมือนกันหมด ) เนื่องจาก Uranus หรือท้องฟ้า กลัวว่าลูกของตนจะมาแย่งชิงอำนาจ เมื่อ Gaia ให้กำเนิด Titans ออกมา Uranus ก็เอาไปขังไว้ใต้ดิน ทีละตน ( ในเมื่อ Gaia คือพื้นดิน ใต้ดินก็น่าจะหมายถึงในตัว Gaia เอง ) พวก Titans ถูก Uranus ขังไว้ในท้อง Gaia นานเข้า Gaia ก็เจ็บปวดทนไม่ไหว จึงวางแผนที่จะให้ลูกๆในท้องทำร้ายพ่อ และหนีออกมา จึงสร้างเคียวขึ้นมา จากสิ่งที่เรียกว่า Adamant ซึ่งเชื่อว่าแข็งแรงที่สุด และนำไปให้ลูกๆในท้อง พร้อมกับบอกแผนการไป แต่เนื่องจากลูกทุกก็กลัวพ่อ จึงไม่มีใครกล้าทำตามแผนของ Gaia ยกเว้น Cronus ( โครนัส ) ซึ่งยอมที่จะช่วยแม่ Cronus เป็นเทพแห่งเวลา หรือตัวเวลา นั่นเอง ( Adamant แปลว่า เอาชนะไม่ได้ เพราะเจ้าของอาวุธนี้คือ เวลา นั่นคือ ไม่มีใครเอาชนะเวลาได้ นี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งการตีความนามธรรมเป็นรูปธรรม ) โครนัส ตามแผนของ Gaia นั้น Cronus จะรอจนกว่า Uranus จะมาสมสู่กับ Gaia เมื่อมาถึง Cronus ซึ่งอยู่ในท้อง ก็จะต้องใช้เคียวตัดอวัยวะเพศของ Uranus ( ไม่ต้องเสียว เป็นการตีความจากนามธรรมเช่นเดิม ) แล้ว Cronus ก็จะพาพี่น้องหนีกันออกมา แน่นอนว่าสำเร็จตามแผน ตั้งแต่นั้นมา ท้องฟ้าก็ไม่เคยสัมผัสพื้นดินอีกเลย ( อีกนัยทางนามธรรมหนึ่ง ก็คือ เวลา ได้ทำให้ ท้องฟ้า แยกจาก แผ่นดิน ) แล้ว Cronus ก็นำอวัยวะของพ่อไปทิ้งทะเล เมื่อตกโดนทะเล ก็มีฟองเกิดขึ้นมากมาย ในท่ามกลางฟองนั้นก็มีเทพเจ้าอีกถือกำเนิดขึ้นมา คือ Aphrodite นั้นเอง ( ในภาษากรีก คำว่า Aprhodite แปลว่า เกิดจากฟอง ) Aphrodite จึงเป็นเทพแห่งความรักและตัญหา ( ฝ่ายหญิง เพราะ Eros เป็นแบบเดียวกัน แต่ฝ่ายชาย ) ( เป็นที่มาของภาพวาดชื่อดัง Birth of Venus ของศิลปิน So Botticelli และคำภาษาอังกฤษ aphrodisiac ที่แปลว่า ยาปลุกอารมณ์ทางเพศ ) ( มีข้อขัดแย้งบ้าง เกี่ยวกับการเกิดของ Aphrodite ตำรา Apollodorus นั้น Aphrodite เป็นลูกของ Zeus มีตำนานการเกิดอย่างเรียบง่าย ) เอาละ Cronus ก็พาพี่น้องออกกันมาได้สำเร็จ และกลายเป็นมหาเทพแทนพ่อ หลังจากแย่งชิงบัลลังก์แล้ว Uranus ก็แช่ง Cronus ลูกทรพีไว้ว่า เมื่อ Cronus มีลูก ก็จะมาชิงบัลลังก์ เช่นที่พ่อทำกับปู่ ทำให้ Uranus ระแวง และนำมาสู่ ตำนานการกำเนิด มหาเทพ Zeus ( ซูส หรือ เซอูส ) ราชาแห่งเทพปัจจุบัน --------------------------------------------------------------------------------------------------- ตำนานAtlantis ย้อนอดีตไปเมื่อ 2,300 ปีก่อนนี้ได้มีนักปราชญ์ชาติกรีกผู้ยิ่งใหญ่ ท่านหนึ่งชื่อ Plato ท่านได้เรียบเรียงบทสนทนาไว้สองบทชื่อ Timaeus และ Critias บทสนทนานี้ได้กล่าวถึง Critias ผู้เป็นทวดของ Plato ว่าปู่ของท่านซึ่งมีนามว่า Critias the Elder ได้ยินนิทานที่พ่อของท่านที่ชื่อ Dropides เล่ามาอีกต่อหนึ่งว่าเพื่อนของท่านที่ชื่อ Solon ซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวปี พ.ศ. 10 ได้ยินได้ฟังมาจากพระชาวอียิปต์แห่งวิหาร Sais ในประเทศอียิปต์ว่า มีอาณาจักรใหญ่แห่งหนึ่งที่รุ่งเรืองและมีอำนาจมาก ชื่อ Atlantis อาณาจักรนี้ตั้งอยู่บนเกาะๆ หนึ่งกลางมหาสมุทรแอตแลนติก และเกาะมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลมากแต่ในเวลาต่อมาเหตุกา รณ์แผ่นดินไหวได้ทำลายเกาะ และเกาะถูกคลื่นยักษ์ในทะเลไหลท่วมทับจมหายไปในทะเลอ ย่างไม่มีใครคนใดพบเห็นเกาะอีกเลย และในบทสนทนาที่ชื่อ Critias นั้น Plato ได้เล่าถึงอาณาจักร Atlantis ว่าประชาชนของอาณาจักรนี้เป็นลูกหลานของเทพ Poseidon แห่งทะเล บนเกาะมีภูเขา มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้ แร่และสัตว์ป่าเช่น ช้าง มากมาย อาณาจักรนี้มีกษัตริย์ปกครองถึง 10 พระองค์ ซึ่งทุกองค์เป็นบุตรที่ถือกำเนิดจากนาง Cleito และเทพ Poseidon และทุกๆ 5 ปี กษัตริย์ที่กำลังปกครอง Atlantis จะล่าวัวศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำไปถวายเป็นเทพบูชาแด่ Poseidon Plato ยังเล่าอีกว่าในเมืองหลวงของอาณาจักร Atlantis มีบ่อน้ำร้อนสำหรับการอาบน้ำในฤดูหนาว และบ่อน้ำเย็นสำหรับการอาบน้ำในฤดูร้อนอีกด้วย ซึ่งสถานอาบน้ำเหล่านี้ยังถูกแบ่งออกเป็นระดับๆ สำหรับคนในวรรณะต่างๆ เช่น สำหรับกษัตริย์ คนธรรมดา และม้า ตัวเกาะ Atlantis ซึ่งมีกำแพงล้อมรอบนั้นยังถูกแบ่งออกเป็นวงแหวนที่เร ียงซ้อนกัน 5 วง โดยมีสะพานเชื่อมโยงระหว่างวงเหล่านั้นและเรือเดินสม ุทรสามารถลอยลำเข้าไปได้ถึงใจกลางเมือง นอกจากนี้ชาวเมือง Atlantis ยังมีการศึกษา มีความสามารถด้านการทำสงครามและมีศีลธรรมสูง แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักร Atlantis ก็ได้เริ่มสลายจากความเป็นอารยะ ชาว Atlantis ได้เปลี่ยนเป็นคนกักขฬะที่กระหายและอำนาจ เทพเจ้า Zeus จึงได้ตัดสินพระทัยลงโทษอาณาจักร Atlantis ทันที แต่เมื่อบทสนทนา Critias กล่าวถึงตรงนี้ Plato ได้ตัดสินใจจบการเล่าเรื่องอย่างฉับพลันทันใด 50 ปีหลังจากที่ Plato ได้เสียชีวิตลง ในปี พ.ศ. 202 อนุชนรุ่นหลังและเหล่าศิษยานุศิษย์ก็ได้พยายามหาคำตอ บว่า อาณาจักร Atlantis ของ Plato อยู่ที่ใดบนโลก และอาณาจักรนี้มีหรือไม่ Aristotle ผู้เป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของ Plato คิดว่า Atlantis คืออาณาจักรในจินตนาการของ Plato ที่ไม่มีตัวตน และแม้แต่ในยุคของ Pliny the Elder ผู้เป็นนักประวัติศาสตร์โรมันที่มีชื่อเสียงราวปี พ.ศ. 620 ความเชื่อและความไม่เชื่อในเรื่องของ Atlantis ก็ยังคงปรากฏอยู่ โดยพวกที่เชื่อเรื่องนี้มักจะอ้างว่า Plato เป็นนักปราชญ์ที่มีคุณธรรม ดังนั้น ในการเขียนบทประพันธ์ใดๆ ท่านย่อมเขียนอย่างมีเหตุผล และกลั่นกรองว่ามีความถูกต้อง ส่วนคนที่ไม่เชื่อก็มีมากมายเพราะอ้างว่าถ้า Atlantis มีจริง น่าจะมีคนพบเห็นซากของอาณาจักรบ้าง แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้แสดงให้เห็นตลอดเวลากว่า 2,000 ปีนี้ ไม่มีใครประสบความสำเร็จในการเห็น Atlantis เลย ถ้า Atlantis มีจริง อาณาจักรนี้ควรตั้งอยู่ ณ ที่ใด Plato ได้เขียนไว้ว่า Atlantis ตั้งอยู่เลย Pillars of Hercules ออกไป ซึ่งในปัจจุบัน Pillars คือช่องแคบ Gibraltar ดังนั้น Atlantis จึงควรอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักดีเพราะแอตแลนติกเป็ นพื้นน้ำที่ยังไม่มีใครกล้าข้าม ดังนั้นเกาะสวรรค์ต่างๆ ที่ปรากฏในนวนิยายกรีกยุคนั้นจึงมักจะถูกกำหนดให้ตั้ งอยู่ในมหาสมุทรแอนแลนติกทั้งสิ้น ในปี พ.ศ. 2096 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ Columbus ได้พบทวีปอเมริกาแล้ว 50 ปี นักประวัติศาสตร์ชาวสเปนท่านหนึ่งชื่อ Francesco Lopes do Gomara ได้เสนอแนะว่าหมู่เกาะ West Indies และทวีปอเมริกาคือ Alantis แต่ไม่นานความคิดที่ว่าอเมริกาคือ Atlantis ก็เริ่มหมดความเชื่อถือ แต่คนหลายคนที่ยังคลั่งไคล้ในมนต์เสน่ห์ของ Atlantis ก็ได้คิดต่อไปว่า อาณาจักรนี้น่าจะตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกมากกว ่าที่หมู่เกาะ Azores หรือ Madeiras หรือ Canaries แต่การศึกษาทางโบราณคดีที่หมู่เกาะเหล่านี้ไม่ได้ให้ หลักฐานใดๆ ว่าเคยเป็นอาณาจักร Atlantis มาก่อนเลย เมื่อไม่มีหลักฐานใดๆ ในแอตแลนติก ผู้คนที่ยังมีความศรัทธาในเรื่องของอาณาจักร Atlantis ก็ได้หันมาพิจารณาคำของ Plato ที่ว่า Pillars of Hercules นั้นจริงๆ แล้ว Plato น่าจะหมายถึงช่องแคบ Dardanelles ของทะเลดำ (Black Sea) มากกว่าช่องแคบ Gibraltar ดังนั้น การค้นหา Atlantis จึงได้ถูกย้ายจากมหาสมุทรแอตแลนติกมากระทำในแถบทะเล Mediterranean แทน ในปี พ.ศ. 2443 เมื่อ Sir Arthur Evans แห่งอังกฤษได้ขุดพบพระราชวัง Knossos ของอารยธรรม Minoan บนเกาะ Crete ในทะเล Mediterranean หนังสือพิมพ์ The Times ได้พาดหัวข่าวว่า Evans พบ Atlantis แล้ว แต่ก็ไม่มีใครยอมรับ เพราะการสำรวจทางโบราณคดี และทางธรณีวิทยาที่กระทำในเวลาต่อมาได้แสดงให้เห็นว่ า เกาะ Crete ไม่เคยจมลงใต้ทะเลเลย และอีก 30 ปีต่อมา เมื่อ S. Marinastos นักโบราณคดีชาวกรีกได้ขุดพบวัตถุโบราณและสิ่งประดิษฐ ์ต่างๆ ของอารยธรรม Minoan บนเกาะ Crete เขาได้พบว่าวัตถุเหล่านี้ถูกฝังอยู่ภายใต้ฝุ่นภูเขาไ ฟ ที่ได้ระเบิดบนเกาะ Thera เมื่อ 4,000 ปีก่อนนี้ และฝุ่นได้ลอยไกลจากเกาะ Thera มาตกปกคลุมเกาะ Crete ซึ่งอยู่ไกลกันถึง 96 กิโลเมตร ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2482 Marinators จึงได้เสนอความคิดว่า อารยธรรม Minoan บนเกาะ Crete ต้องล่มสลาย เพราะได้เกิดการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ ของภูเขาไฟ บนเกาะ Thera (ซึ่งปัจจุบันเรียกเกาะ Santorini) เหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในครั้งนั้นได้ทำให้พ ระราชวัง Knossos และเมืองต่างๆ ของอาณาจักร Minoan พังทลาย และเถ้าถ่านและฝุ่นละอองจากภูเขาไฟได้ถล่มถมทับสิ่งป รักหักพังเหล่านี้จนหมดสิ้น เมื่อ Marinatos ได้ขุดพบหลักฐานทาง โบราณคดีที่สนับสนุนความคิดนี้ ที่เมือง Akrotiri ซึ่งอยู่ทางใต้ของเกาะ Thera เขาก็ได้พบถนนหนทาง เครื่องใช้ เช่น เครื่องปั้นดินเผามากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Akrotiri ก็เคยเป็นดินแดนหนึ่งของอารยธรรม Minoan บนเกาะ Crete เช่นกัน ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่าอารยธรรม Minoan เป็นอารยธรรมโบราณที่เคยรุ่งเรืองในแถบทะเล Mediterranean เมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อนนี้ และอาณาจักรนี้มีจุดศูนย์กลางของความเจริญอยู่ที่เกา ะ Crete ชาว Minoan มีอารยธรรมสูง มีกฎหมายใช้ มีเทคโนโลยีการถลุงแร่ รู้จักขุดคลอง อุโมงค์ และสร้างท่าเรือ นอกจากนี้ชาว Minoan ยังรู้จักสร้างบ้านที่มีที่ระบายอากาศ และสร้างห้องน้ำที่มีชักโครกอีกด้วย ส่วนในเรื่องค้าขายนั้นชาว Minoan ชอบค้าข้าวสาลี ทองแดง ตะกั่วและเครื่องปั้นดินเผากับผู้คนจากที่ไกลๆ อาณาจักร Minoan มีเมืองท่าสำคัญอยู่บนเกาะ Thera แต่เมื่อราว 3,500 ปีมานี้เอง อาณาจักร Minoan ก็ได้สลายมลายสูญไปทำนองเดียวกับ Atlantis ของ Plato การศึกษาของ Marinatos ในเวลาต่อมาได้ทำให้เรารู้ว่าเมื่อ 1,520 ปีก่อนคริสต์กาลนั้น ภูเขาไฟบนเกาะ Thera ได้ระเบิด 3 ครั้ง และในครั้งสุดท้ายนั้น พลังระเบิดของภูเขาไฟที่สูงถึง 1,600 เมตรมีความรุนแรงมากยิ่งกว่าการระเบิดของภูเขาไฟ Krakatoa ในอินโดนีเซียที่ระเบิดเมื่อปี พ.ศ. 2462 ถึง 5 เท่า เสียงภูเขาไฟระเบิด ในครั้งนั้นสามารถได้ยินไปไกลถึง 3,000 กิโลเมตรของเกาะ Thera ให้ทรุดจมลงใต้ทะเล ฝุ่น ควันและเขม่าภูเขาไฟได้พุ่งขึ้นฟ้าบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้พื้นที่ 400 ตารางกิโลเมตรในบริเวณรอบๆ ภูเขาไฟเปลี่ยนสภาพจากกลางวันเป็นกลางคืน เถ้าถ่านและลาวาที่หนาถึง 30 เมตรได้ทับถมอารยธรรม Minoan บนเกาะ Thera จนมือสนิท และอีก 40 ปีต่อมา การยุบตัวของปล่องภูเขาไฟบนเกาะ Thera ได้ทำให้ทะเลบริเวณรอบเกาะปั่นป่วน คลื่นยักษ์ (tsunami) ที่มีความสูงถึง 30 เมตรได้ไหลพุ่งเข้าถล่มเกาะ Crete มีผลทำให้อารยธรรม Minoan ถึงจุดจบ แล้วอารยธรรม Mycenean ก็ได้เข้ามาแทนที่ทันที เหตุการณ์ปฐพีถล่มล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนั้น อธิบายชะตากรรมของ Crete ได้อย่างสมบูรณ์และ Marinatos เองก็คิดว่าเหตุการณ์นี้อธิบายการสูญสลายของ Atlantis ด้วยทฤษฎี Crete-Thera จึงเป็นทฤษฎี Atlantis ที่ผู้คนยอมรับกันมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้ประมาณ 20 ปี ความเชื่อในทฤษฎีนี้ก็เริ่มคลอนแคลนอีก เพราะนักประวัติศาสตร์ ได้พบหลักฐานเพิ่มเติมว่าภูเขาไฟบนเกาะ Thera ได้ระเบิดก่อนที่พระราชวัง Knossos บนเกาะ Crete จะถูกถล่มถึง 150 ปี ในหนังสือชื่อ Mysteries of the Ancient World ซึ่งมี J. Flanders เป็นบรรณาธิการ และถูกพิมพ์วางตลาด เมื่อเดือนธันวาคม 2541 J. Westwood ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับ Atlantis ว่า Plato เป็นบุคคลเดียว ที่ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับอาณาจักรนี้ และตั้งแต่นั้นมาใครก็ตามที่พูดถึง Atlantis ต่างก็จะอ้าง Plato ทั้งสิ้น จากเอกสารและหลักฐานทั้งหลาย ที่ปรากฏไม่มีใครรู้อย่างมั่นใจ 100% ว่า Plato ได้ตั้งใจเขียนเรื่อง Atlantis ขึ้นมาเพื่อลวงโลก หรือไม่คนบางคนคิดว่าปราชญ์ Solon ที่ Plato อ้างว่าได้ยินเรื่อง Atlantis จากพระชาวอียิปต์นั้นได้นำ "ข่าว" นี้มาบอกต่อๆ กันไปจากปากหนึ่งสู่อีกปากหนึ่ง แต่วิธีการถ่ายทอดข้อมูลลักษณะนี้ มักจะทำให้เนื้อหาของเรื่อง ผิดเพี้ยนไปเสมอ และถ้า Atlantis มีจริงดังที่ Plato เขียนไว้ เหตุใดพระอียิปต์ จึงไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ Herodotus นักประวัติศาสตร์ชาติกรีก ที่ได้เคยไปเยือนอียิปต์เมื่อ 450 ปีก่อนคริสต์กาลฟัง และถ้าข้อมูล Atlantis มาจากพระอียิปต์แต่เพียงแห่งเดียว จริงและข้อมูลนั้นมีเรื่องที่เกี่ยวกับกรีกด้วย เราก็ไม่สามารถจะมั่นใจได้ว่า ข้อมูลของชาวอียิปต์ ที่เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวกรีกเมื่อ 4,000 ปีก่อนนั้นเป็นเรื่องราวที่ถูกต้อง 100% ประเด็นเหล่านี้ทำให้นักวิชาการ ปัจจุบันส่วนใหญ่เชื่อว่า Aristotle คิดว่าถูกที่ว่า Atlantis คืออาณาจักรนิยายที่ไม่มีตัวตน และ Plato ได้เขียนเรื่อง Atlantis ขึ้นมาเพื่อสอนใจ โดยใช้ข้อมูลภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์มาประกอบอย่า งค่อนข้างสมจริงตามแนวหนังสือชื่อ The Republic ของ Plato เอง นักวิชาการเหล่านี้ ได้ชี้ให้เห็นว่านิทานเรื่อง Atlantis มีเนื้อหาที่ละม้ายคล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ของสงคร าม Peloponnesian ที่เกิดขึ้นเมื่อ 431-404 ปีก่อนคริสต์กาล โดย Plato ได้สมมติให้ Atlantis แทน Athens และ Athens คือ Sparta อนึ่ง ในสงครามครั้งนั้นได้มีคลื่นยักษ์พุ่งเข้าถล่มป้อมปร าบของฝ่าย Athens บนเกาะ Atalante จนราบเรียบเช่นกัน ถึงแม้ Plato จะเขียนเรื่อง Atlantis ขึ้นมาโดยอาศัยข้อมูลจากหลายแห่งก็ตาม แต่ก็มีคนอีกหลายคนที่มิได้คิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นน ิยาย คนเหล่านี้มีความรู้สึกอยากจะให้ Atlantis มีจริง และอยากจะเห็น Atlantis อีกครั้ง โดยอยากจะเห็นการผจญภัยในการค้นหา Atlantis ใต้ทะเล เหมือนเช่นที่ตอนกัปตัน Nemo ได้ใช้เรือดำน้ำชื่อ Nautilus ลงไปสำรวจใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์ในนวนิยายเรื่อง Twenty Thousand Leagues Under the Sea ของ Jules Verne และกัปตัน Nemo ได้เห็นซากปรักหักพังของเมืองเห็นซากกำแพงเมืองและเส าหินต่างๆ ใต้ทะเล และที่ประตูเมืองนั้นมีคำจารึกว่า ATLANTIS ครับ ---------------------------------------------------------------------------------------------- Update By ArX 05/05/50 ทังหมดอ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org และ รวมถึง เว็บในเครือ www.geocities.com ครับ ขอขอบคุณมากครับ....
__________________ ![]() ~เชิญอ่านนิยายที่ผมแต่งได้นะครับ~![]() Castlevania : Symphony Of Newworld ข้อมูลปัจจุบัน ยอดอ่าน&ผู้เข้าชม = ประมาณ 4,300 ระยะเวลาที่แต่ง = 4-5 ปี จำนวนบท =13 บท .. ต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาโดยตล อดครับ .. |
| | |
| | #4 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นเก๋า ![]() โพส: 1,103 TG ออร่า: ![]() ![]() | มาตามคำชวนแล้วครับ หลักฐานของทวีป มู ขี้เกียจลงภาพประกอบครับ อิอิ James Churchward นายพันผู้สนใจปรัชญาตะวันออก ได้เดินทางไปพำนักที่อินเดีย โดยอาศัยอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งใกล้เมือง Rishi ด้วยความสนใจด้านตำนานโบราณ เชิร์ชวาร์ดได้สนิทสนมกับนักบวชผู้ใหญ่รูปหนึ่งอย่าง รวดเร็ว ความใฝ่รู้ของเขาทำให้นักบวชเกิดความพอใจ และถ่ายทอดตำนานเร้นลับที่สาปสูญมานานนับพันปีเรื่อง หนึ่งให้กับเขา ไม่เพียงแต่ตำนานครับ นักบวชท่านนั้นยังได้ถ่ายทอดภาษาโบราณที่ครั้งหนึ่งเ คยเป็นภาษาดั้งเดิมของมนุษยชาติให้กับเชิร์ชวาร์ด นายพันหนุ่มใหญ่รู้สึกทึ่งระคนกับอัศจรรย์ใจเป็นอย่า งยิ่ง โดยเฉพาะกับเรื่องราวที่เขาได้ศึกษามาหลังจากนั้น ยิ่งแกะรอยลึกเข้าไปเขาก็ยิ่งงงงัน เพราะเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงที่เขาเรียนรู้มา มันเพียงพอที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาต ิได้เลยทีเดียว เจมส์ เชิร์ชวาร์ดตั้งปณิธานไว้กับตัวเองว่า เขาจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะทั่วโลกยังทีดินอดนต่างๆอีกมากมายที่รอให้เขาบุ กเบิก เพื่อศึกษาเข้าไปถึงแก่นลึกของอาณาจักรโบราณที่ล่มสล ายไปแล้วเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ทวีปแห่งมารดร... มู เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2411 ครับ นี่แหละครับ หน้าตาของนักโบราณคดีคนเก่ง เจมส์ เชิร์ชวาร์ด หลักฐานที่ค้นพบทั้งหลายแหล่นำมาสู่คำถามที่ว่า ทวีปแห่งมารดรหรือมูนี้ได้สูญหายไปในอดีตกาลหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงแค่ตำนานของคนรุ่นก่อนเท่านั้น หากมีจริง มู ตั้งอยู่ที่ไหน ควรจะมีลักษณะของภูมิศาสตร์หรืออารยธรรมเป็นเช่นไร? ว่ากันว่าทวีปมู ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งประสบภัยพิบัติคล้ายกับแอตแลนติส และปัจจุบันคงเหลือเพียงหมู่เกาะเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปให้เราเห็นเท่านั้น เป็นเรื่องน่ากลัวเหมือนกันนะครับ เพราะในตำนาน มู เป็นดินแดนที่กว้างใหญ่มหาศาล แต่กลับหายไปจนแทบไม่เหลือร่องรอย ทั้งที่ตามหลักฐานที่เราพอจะมีอยู่ ตำนานของอาณาจักรนี้ บอกกับเราว่า ครั้งหนึ่ง ที่นี่เป็นจุดกำเนิดอารยธรรมของมนุษยชาติ มีอายมากกว่า 50,000 ปี ซึ่งแน่นอนว่า เก่าขนาดนี้ร่องรอยอะไรก็คงไม่เหลือแล้ว เราจะเอาอะไรไปศึกษา แล้วเรื่องนี้มันน่าเชื่อถือได้ไหม? อารยธรรมโบราณต่างๆสืบทอดมาจากมูใช่หรือไม่ และประการสำคัญ มูกับแอตแลนติส เป็นดินแดนเดียวกันหรือเปล่า เดี๋ยวเราจะค่อยๆมาค้นหาคำตอบกันครับ มากล่าวถึงเชิร์ชวาร์ดกันต่อ จากการศึกษาทำให้นักโบราณคดีผู้นี้สนใจเรื่องของมูเป ็นอย่างมาก เขาได้เดินทางสำรวจไปทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปออสเตรเลียและหมู่เกาะในทะเลใต้ ซึ่งเชิร์ชวาร์ดเองเชื่อว่าเคยเป็นที่ตั้งของมูมาก่อ น หลักฐานที่ทำให้เขาปักใจเรื่องของดินแดนโบราณนี้ อย่างแรกคือแผ่นจารึกที่เขาได้ทำการศึกษาในอินเดียคร ับ เราเรียกกันว่าจารึกนาอะคัล(Naacal) อย่างที่สองก็คือ เมื่อนำเอาเรื่องราวจากจารึกนี้ไปโยงใยกับอารยธรรมโบ ราณ ที่มีความเจริญแบบผิดยุคสมัยและมีที่มาที่ไปอันมืดมน (สำหรับนักโบราณคดีน่ะนะ) เช่น อียิปต์ แอซเท็ค อินคา จะพบว่า มันมีความสัมพันธ์กันอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีโบราณ หรือตำนานอันน่าทึ่งที่บังเอิญมาพ้องต้องกัน จนเราอาจจะยืนยันได้ว่า ทวีปซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของโลก เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมของมนุษยชาตินั้นมีอยู่จริง แต่จะใช่อันเดียวกับแอตแลนติสไหม หลักฐานของใครหนักแน่นกว่า เพราะหลายคนก็มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกัน ประการสำคัญ นักคิดนักเขียนพวกนี้ไม่มีใครยอมใครด้วย ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านและเลือกที่จะเชื่อ (หรือรับฟังไว้ก่อน)ก็แล้วกันนะครับ แผนที่โบราณซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของอาณาจักรมู เมื่อกล่าวถึงอาณาจักรมูแล้วไม่กล่าวถึงคนๆนี้ก็ดูดห มือนจะขาดอะไรไปสักอย่างครับ บุคคลที่ว่าเป็นนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสชื่อ ชาร์ลส-เอเตียน บราสเซอร์ เดอ บอร์บอร์ก ซึ่งนับเป็นคนแรกเลยที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับทวีปมู ขึ้นมา เดอ บอร์บอร์ก เคยศึกษาอยู่ในอเมริกาครับ ระหว่าที่เขากำลังศึกษาเรื่องราวของชาวมายาอยู่นั้น (พ.ศ. 2407) เขาได้แปลเอกสารโบราณส่วนหนึ่งของชาวมายาออกมา โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิ ดที่รอดจากการเผาทำลายของชาวสเปนมาได้ ผลจากความพยายามของบอร์บอร์กทำใหอนุชนรุ่นหลังอย่างพ วกเราได้ทราบว่า ครั้งหนึ่งเคยมีนครโบราณที่ต้องมีอันเป็นไป ด้วยการจมลงสู่ก้นมหาสมุทรเพราะการระเบิดครั้งใหญ่ขอ งภูเขาไฟ เดอ บอร์บอร์กพบอักษรภาพคู่หนึ่งในเอกสารโบราณนั้น ซึ่งการออกเสียงของอักษรดังกล่าวตรงกับตัวเอ็มและตัว ยูในภาษาอังกฤษ เขาจึงอนุมานว่า นครโบราณที่จมหายลงสู่ใต้น้ำนั้น น่าจะมีชื่อว่านครมูหรืออาณาจักรมูครับ การค้นพบของเดอบอร์บอร์กสร้างความตื่นตัวให้วงการโบร าณคดีอยูไม่น้อยครับ นักโบราณคดีหลายคนพยายามแกะรอยอาณาจักรดังกล่าวจากเอ กสารต่างๆที่พอจะหาได้ ซึ่งผลงานที่ออกมาก็มีทั้งตั้งอกตั้งใจและแหกตา เนื่องมาจากมูลเหตุอยู่ที่เอกสารโบราณของชาวมายา ดังนั้นหลักฐานเพิ่มเติมที่ควรสนใจจึงน่าจะอยู่ที่แห ล่งอารยธรรมของมายา ซึ่งก็โชคดีอีกนั่นแหละ ที่นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสอีกทีมได้ค้นพบหลักฐานน่าส นใจที่โยงใยถึงอาณาจักรมูอีกชิ้นหนึ่ง นักโบราณคดีชุดนี้นำทีมโดย ออกัสตัส เลอพอง กีออง ครับ เลอพอง กีออง แถลงว่า สิ่งที่พวกเขาค้นพบคือหลักฐานที่ว่าด้วยตำนานของชาวม ายาครับ กล่าวถึงนครโบราณที่มีนามว่า มู มีผู้ปกครองเป็นราชินีนามเหมือนชื่อนครนั่นคือ ราชินีมู(Moo) พระนางมีสวามีเป็นพี่น้องกันแต่ต่อมาได้สิ้นพระชนม์ล งด้วยการแย่งอำนาจ จนนางต้องอภิเษกกับน้องชายอีกคนหนึ่ง กระทั่งเมื่อนครนี้ประสบภัยจากภูเขาไฟระเบิด ราชินีมู ได้พาผู้คนอพยพไปตั้งรกราก ณ ดินแดนแห่งใหม่ ซึ่งนักโบราณคดีกลุ่มนี้ตีความว่าน่าจะเป็นดินแดนอีย ิปต์ เพราะตำนานไปสอดพ้องต้องกันกับเรื่องราวของ เทวีไอซิส อย่างเหลือเชื่อ - - สวามีของไอซิสคือโอสิริสซึ่งสิ้นชีพไปเพราะการกระทำข องเซธผู้เป็นน้องชาย สุดท้ายเซธก็ต้องมารบกับโฮรัสบุตรของโอสิริสซึ่งมาล้ างแค้นแทนบิดา ส่งผลให้ทะเลทรายซาฮาร่ากลายสภาพจากป่าดงดิบเป็นทะเล ทรายอันไพศาลไป รายละเอียดของเรื่องราวนับว่าคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื ่อเลยใช่ไหมล่ะครับ? นักโบราณคดีชุดนี้เชื่อว่า ทวีปมูน่าจะตั้งอยู่ในอ่าวเม็กซิโก และอยู่ทางตะวันตกของทะเลแคริบเบียน โดยทวีปมูมีการแบ่งดินแดนในปกครองออกเป็นนครเล็กๆสิบ แห่ง ซึ่งนับว่าคล้ายคลึงกับเรื่องแอตแลนติสของเพลโตเป็นท ี่สุด และที่สำคัญ ชาวมายากล่าวถึงมูว่า ทวีปนี้ได้จมหายสู่ก้นมหาสมทุรเมื่อราว 8 พันปีมาแล้ว อันเป็นระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกันกับการล่มสลายของแอตแล นติสภายใต้สมมติฐานของนักโบราณคดีปัจจุบัน หรือว่า... มูกับแอตแลนติสนั้นคือดินแดนเดียวกัน แต่ถูกเรียกต่างกันไปตามภาษาต่างๆ? หลายคนว่ามันไม่น่าจะใช่ ลืมเจมส์ เชิร์ชวาร์ดไปแล้วหรือยังครับ นักโบราณคดีผู้แปลตัวอักษรที่มีการจารึกไว้บนศิลาโบร าณในอินเดีย เชิร์ชวาร์ดได้พบเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับมู เขาบรรยายว่าดินแดนแห่งมูนั้นราวกับสวนสวรรค์บนโลกมน ุษย์ก็มิปาน เป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีประชากรอยู่มากถึง 64 ล้านคน เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ทำให้ดินแดนนี้ถึงแก่การล่มสลาย มีประชาชนเพียงส่วนน้อยที่อพยพหนีออกมากันได้ และต้องเริ่มต้นตั้งอารยธรรมมนุษย์กันใหม่หมด ดังนั้นพวกเขาจึงจารึกเรื่องราวทั้งหลาย เพื่อถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลังให้รับทราบ ... เอ ชักจะยังไงแล้วสิ เพราะเรื่องราวของทั้งสองดินแดนนี้ดูคล้ายคลึงกันมาก เรามาดูรายละเอียดกันต่อสักนิดดีไหมครับ ว่า "มู" คงหลงเหลือหลักฐานอะไรไว้ให้พวกเรารุ่นหลังได้ศึกษาก ันอีก ที่มาของคำว่า เลมูเรีย ปัจจุบัน ทฤษฎีของ ชาร์ลส ดาร์วิน ที่ว่าด้วยเรื่องวิวัฒนาการก็ยังถูกนำมาใช้กันอย่างก ว้างขวาง โดยเฉพาะกรณีศึกษาของเขาที่เกาะกาลาปากอสนั้น สามารถอธิบายถึงแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์และผลพวงขอ งการวิวัฒนาการได้เป็นอย่างดี เพราะการศึกษาของดาร์วิน จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดพืชแบบนี้จึงมีถิ่นฐานอยู่ในภูมิภาคนี้ สัตว์จำพวกไหนควรอยู่ที่ภูมิภาคใดได้บ้าง แต่ยังมีสัตว์อีกชนิดหนึ่งครับ ซึ่งสร้างความสับสนงงงันให้แก่วงการวิทยาศาสตร์มาก เป็นสัตว์ที่เรียกกันว่า ลิงเลมูร์ (Lemur) ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายลิงแต่เล็กกว่า นักวิชาการพบว่า ลิงเลมูร์นี้อาศัยอยู่เป้นจำนวนมากบนเกาะมาดากัสก้า ที่อยู่ห่างออกไปทางทิศใต้ของทวีปแอฟริกา และมีอยู่อีกจึ๋งนึงที่ปรากฏกระจัดกระจายอยู่ในประเท ศอินเดียและมาเลเซีย จุดนี้เองทำให้นักวิชาการสันนิษฐานว่า ในอดีตน่าจะมีเกาะแห่งหนึ่งตั้งอยู่ และน่าจะเป็นเกาะที่เชื่อมดินแดนทั้งสองแห่งนี้เข้าด ้วยกัน ฟิลลิปป์ สคาเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษเป็นคนแรกครับ ที่ตั้งสมมติฐานว่า น่าจะมีเกาะขนาดใหญ่ซักแห่งเคยตั้งอยู่นอกชายฝั่งทะเ ลของแอฟริกา และได้จมหายไปเนื่องจากสาเหตุบางประการ เขาศึกษาสภาพภูมิศาสตร์และการกระจายตัวของลิงเลมูร์ ในที่สุด เขาได้ให้ชื่อเกาะที่ไม่มีอยู่เสียแล้วในปัจจุบันว่า เลมูเรีย ตามชื่อของลิงเลมูร์ที่ถูกค้นพบในบริเวณนั้นนั่นเอง. .. หมายเหตุ - - เรื่องการกระจายถิ่นฐานของสัตว์และแนวคิดของดาร์วิน หาอ่านได้ใน กาลาปากอส ปริศนาแห่งวิวัฒนาการที่ผมเพิ่งเอาลงเว็บไปเร็วๆนี้น ะครับ ภาพวาดของลิงเลมูร์ครับ ลิงเลมูร์ไม่ใช่สัตว์ชั้นสูงที่ชาญฉลาดนัก แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องกุมขมับปวดหัวกับลักษณะการกร ะจายตัวของมัน นั่นหมายความว่าไงงั้นหรือครับ ก็หมายความว่าลิงพวกนี้สามารถข้ามมหาสมุทรและขยายเผ่ าพันธุ์ออกไปในดินแดนที่อยู่ห่างไกลกันปานนั้นได้น่ะ สิ นักชีววิทยาจำนวนหนึ่งจึงพากันตั้งข้อสันนิษฐานว่า ดินแดนที่เคยเป็นต้นกำเนิดของตัวเลมูร์พวกนี้ ครั้งหนึ่งน่าจะเป็นดินแดนที่ติดกับทวีปใหญ่ จึงทำให้เลมูร์สามารถเดินทางขยายเผ่าพันธุ์ออกมาได้ไ กลถึงขนาดนั้น เมื่อโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้ทวีปต่างๆค่อยเคลื่อนออกจากกัน จึงทำให้เราพบตัวเลมูร์พวกนี้อยู่ในบางส่วนของทวีปอื ่นๆด้วย ถ้าเคยมีดินแดนดังกล่าว - - ที่เรียกว่าเลมูเรียอยู่จริง ถ้าอย่างนั้นจะเป็นไปได้ไหมที่ดินแดนดังกล่าว เคยเป็นแหล่งอารยธรรมที่มีมนุษย์อาศัยอยู่? ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้หรอกครับ เนื่องมาจากดินแดนดังกล่าวน่าจะจมหายลงสู่ก้นมหาสมุท รหลายหมื่นปีมาแล้ว แต่ถ้ามันเคยมีอยู่จริง เลมูเรีย ก็นับเป็นดินแดนแรกที่เป็นต้นกำเนิดอารยธรรมของมนุษย ์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบมา ไฮริช ฮัคเกิล นักวิชาการชาวเยอรมันผู้ปักอกปักใจเกี่ยวกับการศึกษา ค้นหาเลมูเรียได้กล่าวไว้ว่า หลักฐานหลายประการบ่งชี้ว่า ดินแดนนี้น่าจะเคยมีอยู่จริง มันคั่นกลางระหว่าง เอเชีย แอฟริกา และ อเมริกา โดยทอดเป็นแนวยาวขนานไปกับฝั่งทะเลแอฟริกา (แต่ผมเปิดแผนที่โลกดูแล้วไม่ get กะแกเหมือนกันนะครับ ว่ามันควรจะตั้งอยู่ที่ไหน) ฮัคเกิล เรียกเลมูเรียว่า สรวงสวรรค์ (Paradise) เพราะเขาเชื่อมั่นเอามากๆว่านั่นคือต้นกำเนิดแห่งอาร ยธรรมทั้งปวงของมนุษยชาติ เหมือนกับที่หลายๆคนเรียกเลมูเรียหรือมูว่า ทวีปแห่งมารดร เนื่องจากเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมมนุษย์นั่นเอง ร่องรอยบนเกาะอีสเตอร์ ในเย็นวันหนึ่งของเทศกาลอีสเตอร์ (พ.ศ. 2265) หนึ่งในกองเรือของดัทช์ได้ค้นพบเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งที ่อยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิค พวกเขาอ้างการค้นพบนี้ให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์แห่งการ ครอบครองเกาะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้บังคับการกองเรือ ยาคอบ ร็อกเกเวเอน และลูกเรือของเขาเดินทางมาถึงเกาะนี้ในตอนเช้ามืด เป้าหมายของชาวดัทช์เหล่านี้คือการออกหาสัตว์และแหล่ งน้ำจืดเพื่อเป็นเสบียง รวมทั้งร่องรอยของชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้ (ถ้ายังมีอยู่) ในระหว่างที่ทอดสมอรอจะขึ้นฝั่งนั้น ลูกเรือชาวดัทช์เห็นกองไฟปรากฏเป็นกลุ่มๆบริเวณชายฝั ่งของเกาะ ทำให้มั่นใจได้ว่า เกาะนี้ต้องมีผู้คนอาสัยอยู่อย่างแน่นอน ครั้นเมื่อถึงยามอรุโณทัย ลูกเรือชาวดัทช์ต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากกับภาพที่พ วกเขาได้เห็น เพราะตลอดความยาวของชายฝั่ง ผู้คนผิวสีต่างๆกันกำลังทำพิธีสักการะและบวงสรวงรูปส ลักหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ร็อกเกเวเอนตั้งชื่อเกาะนี้ตามภาษาดัทช์ว่า พาชช์ อีลันด์ (Paasch Ey land) หรือในภาษาอังกฤษว่า Easter เนื่องจากค้นพบเกาะแห่งนี้ในวันอีสเตอร์นั่นเอง พวกดัทช์ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงในการสำรวจเกาะเล็กๆแห่ งนี้ โดยเฉพาะประติมากรรมรูปหัวคนขนาดใหญ่ ร็อกเกเวเอนสรุปในปูมเรือของเขาว่า ประติมากรรมเหล่านี้สูงต่ำต่างกัน แต่ลักษณะโดยรวมเหมือนกันมาก จากการสำรวจเศษหินบริเวณนั้น เขาคิดว่ามันน่าจะถูกสร้างขึ้นจากดินเหนียวผสมดินธรร มดาและก้อนกรวด โดยหารู้ไม่ว่าประติมากรรมหัวคนเหล่านั้น (ที่ภายหลังเรารู้จักกันในนามของโมอาย) ทำมาจากหินสุดแข็งชนิดหนึ่ง และเกาะนี้ได้กลายมาเป็นแหล่งศึกษาทางอารยธรรมของมนุ ษย์อีกแหล่งหนึ่ง ซึ่งยังมีการถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบในภายหลัง แม้ในปัจจุบัน ปริศนาต่างๆบนเกาะอีสเตอร์ก็ยังไม่มีผู้ใดคลี่คลายออ กมาได้หมด เรามาดูกันไหมครับว่า เกาะเล็กๆแห่งนี้ ที่ใครๆเชื่อกันว่า มันคือกุยแจอีกดอกที่จะไขสู่ความลับของอารยธรรมโบราณ ที่ล่มสลายไปแล้วนั้น มันมีอะไรน่าสนใจบ้าง ในปี พ.ศ. 2313 ฟิลิเป้ กอนซาเลส นักสำรวจชาวสเปนได้ดั้นด้นไปถึงเกาะอีสเตอร์เพื่อพิส ูจน์คำร่ำลือเกี่ยวกับเกาะแห่งนี้ ฟิลิเป้เดินท่อมๆสำรวจตรงนู้นทีตรงนี้ที และฉงนฉงายอย่างมากกับรูปปั้นขนาดใหญ่เหล่านั้น ซึ่งนักสำรวจรุ่นก่อนๆบอกว่ามันถูกทำมาจากดินปั้น ฟิลิเป้ กอนซาเลส ลงทุนเอาพลั่วทุบรูปปั้นเหล่านั้นและพบว่ามันแข็งแถม มีสะเก็ดไฟแลบเสียด้วย หมายความว่าอะไรหรือครับ ก็หมายความว่า รูปปั้นโมอายเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากดินเหนียว อย่างที่คิดกันไว้แต่แรกน่ะสิครับ มันถูกสร้างขึ้นจากหินแข็งแท้ๆ ถ้ามันเป็นดินเหนียวปั้นป่านนี้ก็ไม่มีใครสนใจมันแล้ วล่ะครับ แต่ในเมื่อสร้างจากหินแท่งมหึมาขนาดนี้ มันก็เกิคำถามขึ้นแล้วล่ะครับว่า ชาวพื้นเมืองไปเรียนวิธีสกัดหินเหล่านี้จากไหน ใช้เครื่องมืออะไรสกัดและขนย้าย ประการสำคัญที่สุด พวกเขาเอาหินพวกนี้มาจากไหน นั่นเป็นคำถามที่แม้ปัจจุบันก็ยังถกเถียงกันไม่จบเลย ครับผม แม้บางส่วนจะผุพังไปกับกาลเวลา แต่ความยิ่งใหญ่และมนขลังของประติมากรรมเหล่านี้ก็ยั งคงอยู่จบจนปัจจุบัน ดูขนาดของโมอายแต่ละตัวและน้ำหนักของมันสิครับ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือแบบยังชีพของชาวเกาะ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะสกัดรูปออกมาให้ได้ ในลักษณะดังกล่าว ไหนจะลากมาตั้งไว้ริมหาดและรั้งรูปเหล่านั้นให้ตั้งต รงได้อีก ดูแล้วออกจะเหลือเชื่อมากๆครับ... ในระยะต่อมามีนักสำรวจชาวยุโรปเดินทางมาที่เกาะอีสเต อร์เรื่อยๆ แม้จะพยายามขบกันจนหัวแตก แต่ก็ได้เรื่องราวออกมาน้อยเต็มที กระทั่งชั่วระยะเวลาหนึ่งผ่านไป ปริศนาชิ้นใหม่ๆก็เกิดขึ้นมาอีกพอกับการสะสมศิลาใน Dragon Quest VII ปริศนาดังกล่าวคือไม้กระดานที่ใช้ปักหลุมศพของชาวพื้ นเมือง ซึ่งเรารู้จักกันในปัจจุบันว่า รองโกรองโก้ (RongoRongo) เป็นอักษรภาพที่แม้ปัจจุบันก็ไม่มีใครอ่านออก ชาวพื้นเมืองปัจจุบันเองก็ให้ข้อมูลได้แค่มนอยู่อย่า งนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้นักโบราณคดีในปัจจุบันจะพอแะอักษรนี้ได้บางส่วน แต่ก็ยังมืดมนนักหากต้องการจะอ่านอักษรภาพเหล่านี้ได ้อย่างทะลุปรุโปร่ง จารึกรองโกรองโก้มาจากไหน ใครเป็นผู้จัดทำมันขึ้นมา และมันบันทึกเรื่องราวอะไรเอาไว้บ้าง เรื่องนี้ยังคงติดค้างอยู่ในใจของนักโบราณคดีมานานกว ่า 200 ปี นับจากครั้งแรกที่มีการค้นพบ เอาล่ะครับ ตีไม่แตกก็ช่างมันก่อน เราลองมาสำรวจดูสภาพรอบๆเกาะกันดีกว่าครับ เผื่อจะพบร่องรอยอะไรที่น่าสนใจบ้าง ดูขนาดและน้ำหนักสิครับ คนพื้นเมืองเค้าสร้างขึ้นมาด้วยเครื่องมือง่ายๆอย่าง สิ่ว ค้อน และเชือกฟั่นงั้นรึ? เกาะเล็กๆแห่งนี้มีภูเขาไฟอยู่สามลูกด้วยกันครับ เรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า ราโน รากากู(Rano Rakaku) ราโน กาโอ(Rano Kao) และ ราโน อาโรย(Rano Aroi) ตัวเกาะมีความยาว 21 กิลเมตรและกว้างเพียง 11 กิโลเมตรเท่านั้น มันเป็นเกาะที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรแป ซิฟิค เกาะที่ใกล้ที่สุดกับอีสเตอร์ชื่อปิตการินก็อยู่ไกลอ อกไปทางทิศตะวันตกประมาณพันกิโลเมตร นอกนั้นก็มีแต่ทะเลกับทะเลรายรอบ อะไรกันครับ ที่ดลใจให้บรรพบุรุษแห่งเกาะอีสเตอร์มาตั้งรกรากบนเก าะที่แร้นแค้นและโดดเดี่ยวเช่นนี้? สภาพภูมิศาสตร์บนเกาะนั้นเล่าก็ประหลาดนัก นักสำรวจพบว่าบนเกาะไม่มีแหล่งน้ำจืดเลยครับ พวกต้นน้ำลำธารไม่มีเลย แถมลมทะเลยังหอบเอาความเค็มและเกลือจากมหาสมุทรมาเป็ นระลอกๆ ทำให้ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่และพืชผลไม่สามารถเจริญเติบ โตได้เป็นป่าอย่างเต็มที่ เมื่อไม่มีป่าก็ไม่มีสัตว์ให้ล่ากันล่ะครับทีนี้ การอยู่กินของชาวเกาะจึงนับได้ว่าแร้นแค้นยิ่ง เดาได้เลยว่า บรรพบุรุษของชาวเกาะที่มาตั้งรกรากในตอนแรกๆคงเลือดต ากระเด็นกันไปเป็นแถบๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น มีการพัฒนาภาษาเขียนเป็นของตัวเอง รู้จักสร้างถนนและวิศวกรรมโยธาอย่างง่าย มีการตั้งสถานบวงสรวงสำหรับสังเกตดวงอาทิตย์ และที่สำคัญ พวกเขาสร้างโมอายขนาดยักษ์เหล่านี้ขึ้นมาถึง 600 กว่าตัว มันน่าประหลาดไหมล่ะ? ประติมากรรมเหล่านี้จะถูกนำมาวางเรียงรายยาวไปตามชาย ฝั่ง ส่วนที่เหลือเป็นจำนวนมากถูกนำไปตั้งเพื่อบอกความยาว และตำแหน่งของถนน งานประติมากรรมชิ้นที่ใหญ่ที่สุดนั้นสูงกว่า 10 เมตรและหนักถึง 80 ตัน รวมหมวกครอบหัวเข้าไปด้วยก็บวกเข้าไปอีกเถอะครับ 12 ตัน หรือหมื่นสองพันกิโลกรัม รูปที่เหลือก็ขนาดย่อมลงมาแต่ก็ใหญ่อยู่ดี สิ่งที่ทำให้นักโบราณคดีท้อแท้ที่สุดก็คือชาวพื้นเมื องบเกาะนั่นแหละครับ พวกเขาไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับโมอายเล่านั้นเอาเ สียเลย ดูเหมือนว่าชาวพื้นเมืองบนเกาะเป็นพวกที่เพิ่งอพยพมา ตั้งรกรากได้ไม่นานด้วยซ้ำ พวกเขาไม่สนใจใยดีโมอายเหล่านั้นเหมือนกับว่าต่างคนก ็ต่างอยู่ ผู้เฒ่าผู้แก่ของชาวพื้นเมืองเคยให้ข้อมูลกับนักโบรา ณคดีว่า บรรพบุรุษของพวกเขาเคยเล่าว่าหินพวกนี้มันเดินขึ้นมา จากทะเลครับ แหม... พอๆกับที่ชาวเขมรแถบนครวัดเล่าให้นักสำรวจฟังว่า นครวัดนครธมมันงอกขึ้นมาจากดิน บรรพบุรุษของชาวเขมรไม่ได้สร้างเอาไว้ ก็ประมาณว่ามันใหญ้โตอลังการเสียจนไม่มีชาวบ้านคนเชื ่อแหละครับว่าเกิดจากฝีมือของมนุษย์ นักคิดนักเขียนหลายคนเชื่อกันว่า อีสเตอร์ คือร่องรอยที่เหลืออยู่ของทวีปบางทวีปที่สูญหายไปแล้ ว เนื่องมาจากอารยธรรมอันแปลกประหลาดของมัน รวมทั้งตำนานของมนุษย์ปักษีหรือมนุษย์นกที่เล่าขานกั นในกลุ่มชนพื้นเมือง ยิ่งทำให้นักคิดนักเขียนหลายคนตีความไปถึงมนุษย์อวกา ศโน่นเลยครับ เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมค่อยจะย้อนมาเล่าถึงรายละเอียดส่ว นนี้กันในภายหลัง สำหรับตอนนี้เราไปดูหลักฐานอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ทวีปมูเพิ่มเติมกันก่อนดีกว่านะครับ ที่มา http://members.thai.net/enki/lemuria/mu_01.htm
__________________ ![]() Castlevania: Vlad Radu Legend เล่ม 1 เล่ม 2 Lord Radu Cel Frumos Ytinrete rof dlrow eht esruc llahs i!! แก้ไขโดย Vedora's sword : 08 May 2007 เวลา 07:41. |
| | |
| | #5 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | กว่าจะมานะครับ ให้รอซะเมื่อย ท่านVedora's Sword ปล. เปิดเทอมแล้ว เซ็งจริงๆเลย แต่ก็ดีไปอย่างได้เจอเพื่อนๆ เฮฮ่ามากกว่าเดิม อิอิ เพิ่มเติมครับ มาฝั่งจีนบ้าง.............. ว่าแต่ ไม่มีใครลงตำนานพระเจ้าจอร์จบ้างเหรอครับ อิอิ----------------------------------------------------------------------------------------- โป๊ยเซียน จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี โป๊ยเซียนนั่งเรือข้ามทะเล ภาพจาก Myths and Legends of China,1922 โดย อี. ที. ซี. เวอร์เนอร์ ลำดับตามเข็มนาฬิกา (ในเรือ) ได้แก่ เหอเซียนกู, หันเซียงจื่อ, หลานไฉเหอ, หลวี่ แทว ไกว่, หลวี่ต้งปิน, จงหลีเฉวียน เฉาเกว๋าะจิ้ว อีกองค์ที่อยู่นอกเรือ คือ จางเกว๋าะเหล่า โป๊ยเซียน ใน (ภาษาจีนกลาง : 八仙; พินอิน : bā xiān; ออกเสียงว่า "ปาเซียน") คือเซียนแปดองค์ ตามความเชื่อในลัทธิเต๋าของจีน เป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนนับถือมาช้านาน นับเป็นหนึ่งในบรรดาเซียนนับร้อยๆ องค์ของจีน แต่เทพทั้งแปดนี้ นับว่าเป็นที่รู้จักดีและได้นับการนับถืออย่างกว้างข วางมาก ในศาลเจ้าตามของหมู่บ้านชาวจีน มักจะมีแท่นบูชาที่ปูด้วยผ้ามีภาพวาดเซียนทั้งแปดรวม เป็นกลุ่ม บ้างก็เป็นภาพเซียนนั่งเรือไปยังงานเลี้ยงของพระนางซีอ๋อง (งานเลี้ยงของทวยเทพและเซียนต่างๆ) บางครั้งก็วาดรวมกับภาพ 18 อรหันต์ในทางพุทธศาสนาด้วย สมาชิกทั้ง 8 ในกลุ่มของโป๊ยเซียนนั้นแตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่ปัจจุบันนี้โป๊ยเซียนมีด้วยกันดังนี้ ภาษาจีนกลางภาษาจีนแต้จิ๋วอักษรจีนจาง เกว๋าะ เหล่าเตียงก๋วยเล่า張果老จง หลี เฉวียนฮั้งเจียงลี้鐘离權เฉา เกว๋าะ จิ้วเชาก๊กกู๋曹國舅หัน เซียง จื่อฮั้นเซียงจื่อ韓湘子เหอ เซียน กูฮ้อเซียงโกว何仙姑หลาน ไฉ เหอน่า ไฉ่ ฮั้ว藍采和หลวี่ แทว ไกว่ทิ ก๋วย ลี้李鐵拐หลวี่ ต้ง ปินลื่อ ตั่ง ปิง呂洞賓 เซียนแต่ละองค์ในบรรดา 8 องค์นี้ มีประวัติที่มา และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แตกต่างกันไป ในปัจจุบันทั้งชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีน ยังนิยมนับถือบูชาโป๊ยเซียนอย่างสม่ำเสมอ นอกเหนือจากเทพเจ้าทั้งสามในกลุ่มฮกลกซิ่วแล้ว // ทิก๋วยลี้ ทิก๋วยลี้ เดิมแซ่ หลี่ ชื่อ เหียน เกิดยุคชุนชิว เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ สติปัญญาเฉลียวฉลาด หน้าตาดี ไม่ชอบทำมาหากินหรือมีครอบครัวเหมือนชาวบ้าน ชอบทางบำเพ็ญตบะถือศีลกิ |