![]() |

| | #1 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | THE FEELSOUL **นิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับ บุคคล สมาคม หรือเหตุการณ์จริงใดๆทั้งสิ้น เปิดตำนาน อวสานแห่งดวงดาว .....กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ..ณ ..ดวงดาวอันไกลโพ้น ...... ดวงดาวที่กำลังจะถึงกาลอวสานของมัน! ............ .....ครั้งหนึ่งดาวดวงนี้ เคยเป็นดาวที่สงบสุข ...สิ่งมีชีวิตบนดาว อยู่อย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จนกระทั้ง......มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า.. มนุษย์ ..ถือกำเนิดขึ้นมา .....เริ่มแรก.. มนุษย์ ..ก็เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บน ดาวดวงนี้ คือ อยู่อย่างสงบสุข พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่...เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์ ก็เริ่มมีความต้องการมากขึ้น ... ต้องการที่จะแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนดาวดวงนี้ ...นั่นเป็นความต้องการอย่างแรกของมนุษย์ ..มนุษย์จึงเริ่มทำเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่ เพื่อแสดงว่า ตนแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต้องการที่จะเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆบนดาวดวงนี้ ...มนุษย์จึง เริ่มประดิษฐ์คิดค้นสิ่งของต่างๆนาๆ ขึ้นมาใช้ เพื่อแสดงว่าตนเหนือกว่า สิ่งมีชีวิตอื่นๆบนดาวดวงนี้ ต้องการที่จะปกครองดาวดวงนี้... มนุษย์จึงได้เพิ่มจำนวนขึ้น สร้างหมู่บ้าน สร้างเมือง สร้างประเทศ ...จำนวนมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่นาน มนุษย์ก็กระจายไปทั่วดาวดวงนี้ .....ถึงตอนนี้ มนุษย์ก็ลืมเลือนไปหมดสิ้นแล้วว่า ตนเคยอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนดาวดวงนี้ ...มนุษย์ขับไล่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนดวงดาว ให้ออกไปจากวิถีชีวิตแบบใหม่ของตัวเอง ...สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่สามารถต่อต้านมนุษย์ได้ จึงต้องไปรวมตัวกัน อยู่ในมุมๆ หนึ่งของดวงดาว ...มุมๆหนึ่ง ที่มนุษย์ไม่สามารถไปถึง และถูกลืมเลือนไป... ในที่สุด "มนุษย์" ก็ได้ปกครองดาวดวงนี้อย่างสมบูรณ์ .....แต่ว่า มนุษย์นั้นไม่รู้จักพอ ความต้องการของมนุษย์ ไม่มีที่สิ้นสุด ...มนุษย์จึงเริ่มต่อสู้กันเอง แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เพื่อจะให้ได้มาซึ่ง ..อำนาจ ..ในหมู่มนุษย์ด้วยกัน ...การต่อสู้นั้นรุนแรงขึ้น... ...รุนแรงขึ้น ...จนในที่สุดก็กลายเป็นสงคราม... สงครามอันยาวนาน ที่เต็มไปด้วย ความโกรธ เกลียด ชิงชัง ความโลภ ความหลง กิเลสตัณหา ความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์..... .....ในที่สุด... คลื่นแห่งความชั่วร้าย มากมายมหาศาลของมนุษย์ ก็ชโลมย้อม จิตวิญญาณแห่งดวงดาว ให้กลายเป็น ความมืดมิดแห่งดวงดาว ...แล้วเมื่อ ...จิตวิญญาณแห่งดวงดาว... ซึ่งเป็นต้นกำเนิด แห่งสรรพชีวิตทั้งมวล ในดาวดวงนี้หายไป ก็ไมมีสิ่งมีชีวิตใดๆเกิดขึ้นมาได้อีก แน่นอน รวมทั้งมนุษย์ด้วย...... .....แต่ในห้วงเวลา แห่งจุดจบของดวงดาวนี้เอง ก็มีมนุษย์คนหนึ่ง... มนุษย์ที่จิตใจมิได้แปรเปลี่ยนไป จากสมัยที่ดาวดวงนี้ ได้ให้กำเนิดมนุษย์ขึ้นมาเลย... ...มนุษย์คนนั้นมีพลังอำนาจมากมายมหาศาล ...มากมายถึงขนาดสามารถ เปิดมิติอวกาศ ออกไปยังดาวดวงอื่นได้ .....มนุษย์คนนั้นได้ใช้พลัง ค้นหาดวงดาวที่ชีวิตจะสามารถดำรงอยู่...... และในที่สุดก็ได้พบ ดวงดาวที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้... เมื่อพบดวงดาวแล้ว... มนุษย์คนนั้น ก็เริ่มการออกตามหา... ออกตามหามนุษย์ ที่จิตใจยังไม่ถูกครอบงำ ด้วยกิเลสตัณหา และออกตามหาสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนดาวดวงนี้ ที่ถูกมนุษย์ขับไล่ไป............ .....และแล้วการตามหาก็สิ้นสุด... หลังจากการเดินทางไปทั่วดวงดาว มนุษย์คนนั้นได้พบมนุษย์อีกจำนวนหนึ่ง ที่ยังมีจิตใจบริสุทธิ์ ...และค้นพบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ถูกขับไล่ไปอีกจำนวนหนึ่งที่ยังรอดชีวิตอยู่ ...แล้วมนุษย์คนนั้น ก็พาทั้งหมดออกเดินทางไปยังดาวดวงใหม่ ทิ้งให้ดาวดวงเก่านั้น พบกับจุดจบของมันต่อไป.......... มนุษย์คนนั้นเฝ้ามองจุดจบของดาวดวงเก่า แล้วก็เกิดความคิดขึ้นมา ซักวันหนึ่งในอนาคต ดาวดวงนี้ก็อาจจะมีจุดจบ เช่นเดียวกันกับดาวดวงนั้น ...แล้วมนุษย์คนนั้นก็ทำหน้าเศร้า นี่สิ่งที่เราทำไป มันไม่มีประโยชน์เลยงั้นหรือ? มันเป็นเพียงแค่การถ่วงเวลา ให้การดับสูญของสิ่งมีชีวิต ช้าลงไปเท่านั้นสินะ .....แต่มนุษย์คนนั้นก็ยังไม่ยอมแพ้ ...ยังคิดหาวิธี ที่จะทำให้ดาวดวงใหม่นี้ ไม่เป็นแบบดาวดวงเก่า คิดอยู่นาน.........เนิ่นนาน.......... เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ แต่... ในที่สุดเขาก็คิดออก ใช่แล้ว!คงจะมีแต่วิธีนี้เท่านั้น ...รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า พร้อมกันกับที่ความคิดนี้เข้ามาในหัว .....มนุษย์คนนั้นได้ใช้พลัง ดึงเอาจิตวิญญาณแห่งดวงดาวออกมา... แบ่งมันออกเป็น 6 ส่วน แล้วเรียกมนุษย์ ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ที่สุด 4 คน และสิ่งมีชีวิตอื่นๆอีก 2 ตนมา ...เพื่อมอบจิตวิญญาณแห่งดวงดาวให้ แล้วกำชับว่า... จงดูแลให้ดี ยิ่งกว่าสิ่งใดๆในชีวิตท่าน... และจงปกปักรักษามันให้ดี ยิ่งกว่าชีวิตของท่านเอง เพราะนี่... คือจิตวิญญาณของดวงดาว แห่งนี้......... ในอนาคตอันแสนไกลข้างหน้า หากวันใด ที่ดาวดวงนี้กำลังจะถูก ..ความมืดมิดแห่งดวงดาว ..เข้าครอบงำ ...ขอให้พวกท่าน หรือลูกหลานของพวกท่าน ...จงนำเอาจิตวิญญาณ แห่งดวงดาวนี้มารวมกัน ภายใต้นามของข้าอีกครั้ง ณ ที่แห่งนี้ .....ทันทีที่พูดจบ ร่างกายของมนุษย์ผู้นั้น ก็ส่องแสงสว่าง แล้วค่อยๆ แตกตัวออก เป็นละอองแสงจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน กระจายออกไป และแทรกซึมเข้าไป ในทุกๆส่วน ของดวงดาว...... ใช่แล้ว... มนุษย์คนนั้น ได้กลายเป็นจิตวิญญาณแห่งดวงดาว ทดแทนจิตวิญญาณแห่งดวงดาวที่ได้แยกออกเป็น 6 ส่วนนั่นเอง...... นามของข้า นามของดาวดวงนี้ .............. แก้ไขโดย Poporin : 27 Oct 2006 เวลา 11:05. |
| | |
| | #2 (permalink) |
| สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG ![]() | โอ้ เรื่องนี้น่าสนใจมากคับ เปนเรื่องที่ค่อนข้างสะท้อนภาพมนุษย์ในปัจจุบันด้วย เนื้อหาน่าสนใจมากคับ ทิ้งท้ายอะไรก้อดีด้วย วันที่ 18 นี้จะมาอ่านต่อคับ
__________________ เชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมฉลองครบรอบ 1 ปี กับ ชมรม PCC1 ครับ กิจกรรมฉลองครบรอบ 1 ปี Poke Center Channel 1 ![]() รับสมัครสมาชิกชมรมโปเกมอนครั้งใหม่ ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำเป็นต้องรู้ลึก ไม่เคยเกี่ยงเรื่องรู้น้อย ขอเพียงรักจริง คลิกลิงค์ด้านล่างได้เลย Poke Center Channel 1 ใครเปนคอเกมโปเกมอนมาคุยกันทางนี้ Episode2 อยากรู้เรื่องหน้าจอขาวมากระทู้นี้ กระทู้การใช้งานอีมู NDS ของท่าน varbara |
| | |
| | #4 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ขอเอามาลงก่อนกำหนดนิดนึงนะครับเพราะพรุ่งนี้ผมอาจจะ ไม่ว่างมาลง เอาล่ะพบกับบทที่ 1 ของ THE FEELSOUL กันได้แล้วขอให้อ่านกันให้สนุกนะครับ ตำนานที่ 1 น้ำฝน ณ วารีนคร 2000 ปีต่อมา......... .......... กุบกับ กุบกับ รถม้าคันหนึ่งวิ่งไปอย่างช้าๆ ตามถนนสายหนึ่ง ในบรรดาถนนมากมายหลายสายใน วารีนคร แห่งนี้...ใช่แล้ว ถนนมากมายหลายสาย เพราะวารีนครนั้นเป็นเมืองท่าที่มีความเจริญรุ่งเรือ ง อาณาเขตที่ติดกับทะเล รวมทั้งมีแม่น้ำไหลผ่าน จึงทำให้วารีนครแห่งนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ และทำเล ที่เหมาะแก่การทำมาค้าขายติดต่อกับต่างเมือง ..........กุบกับ กุบกับ ครึ่ก รถม้าหยุดลง ที่หน้าอาคารขนาดใหญ่หลังหนึ่ง ที่มีป้ายอักษรสีทองสวยงามติดไว้ว่า โรงเรียนสตรีวารีวิทยา ..........ถึงโรงเรียนแล้วครับคุณหนูน้ำฝน ..เสียงคนขับรถม้า ซึ่งเป็นชายผมสีดำแซมขาว อายุประมาณ 50 ปี พูดขึ้น พร้อมกับเปิดประตูรถม้าให้ คุณหนู ลงมา ..........ขอบใจนะจ้ะ วิรัตน์ ..น้ำฝนพูด พร้อมๆกับลงมาจากรถม้า ..........น้ำฝน ณ วารีนคร เป็นหญิงสาวอายุ 18 ปี รูปร่างดี ผมสีน้ำเงินยาวสยายถึงกลางหลัง นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลดูสดใส หน้าตาสวยงามน่ารัก ผิวขาวเนียนจนถ้าพูดว่า เธอคือคนที่สวยที่สุด ในวารีนครแห่งนี้ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ..........เย็นนี้คุณหนูต้องกลับเองนะครับ เพราะผมต้องไปรับนายท่านที่ต่างเมือง คงกลับมารับคุณหนูไม่ทันครับ ..........ไปรับคุณพ่อ นี่แปลว่าวันนี้คุณพ่อจะกลับบ้านใช่มั้ยคะ น้ำฝนแสดงท่าทางดีใจอย่างเห็นได้ชัด ..........ใช่แล้วครับ ถ้าคุณหนูอยากจะเซอร์ไพรส์อะไรนายท่าน เย็นนี้ก็เตรียมการได้เลยนะครับ วิรัตน์พูดและยิ้มให้ ผมต้องไปแล้วล่ะครับคุณหนู เรียนดีๆอย่าซนนะครับ ..........จ้า ฝนจะไม่ซนแล้วจะตั้งใจเรียนด้วย รีบๆไปรับคุณพ่อได้แล้วล่ะค่ะ วิรัตน์ ..........ครับ คุณหนู แล้ววิรัตน์ก็ขับรถม้าออกไป ..........กล้าหาญ ณ วารีนคร พ่อของน้ำฝนเป็นผู้ปกครองเมืองวารีนคร จึงต้องไปติดต่อค้าขาย หรือสานสัมพันธ์ทางการทูต กับเมืองอื่นๆอยู่บ่อยๆ เลยไม่ค่อยได้อยู่บ้าน น้ำฝนจึงดีใจที่วันนี้จะได้เจอพ่อ เพราะเวลาพ่อกลับมาบ้าน ในบ้านจะดูมีความสุขขึ้นมาทันที แถมพ่อกลับมาแต่ละที ยังมีของฝากแปลกๆติดมือกลับมาด้วยอีกตะหาก อย่างคราวที่แล้วพ่อก็ซื้อ ที่แคะจมูก!? มาฝากไม่รู้เค้าคิดอะไรกันแน่ ถึงได้ซื้อของแบบนี้มาฝากลูกสาว? ..........อรุณสวัสดิ์จ้ะทุกคน น้ำฝนทักขึ้นหลังจากเปิดประตูเข้ามาในห้องเรียน ..........อ้าว อรุณสวัสดิ์น้ำฝน มนธิชา เพื่อนสนิทของน้ำฝนทักตอบ เธอเป็นคนรูปร่างเล็ก ผิวค่อนข้างคล้ำ มีผมสีดำยาวและตาสีเดียวกัน ..........แหม อารมณ์ดีมาเชียวนะวันนี้ มีเรื่องอะไรน่าดีใจเหรอ? มนธิชาถาม ..........วันนี้คุณพ่อจะกลับมาบ้านน่ะจ้ะ เลิกเรียนวันนี้ก็เลยกะจะไป ซื้อกับข้าวมาทำข้าวเย็นให้คุณพ่อทาน เซอร์ไพรส์ท่านซะหน่อย ..........โอ้ย ฉันว่าอย่าเลย กลัวพ่อเธอจะได้ไปนอนค้างที่โรงพยาบาล เพราะอาหารเป็นพิษมากกว่า มนธิชาแซว ..........อะไรกัน ชั้นทำอาหารอร่อยนะ พวกเธออย่าได้ดูถูกฝีมือของชั้นเชียว น้ำฝนทำหน้าบึ้ง ..........แหมล้อเล่นจ้ะล้อเล่น อาหารที่น้ำฝนทำน่ะอร่อยอยู่แล้ว จริงมั้ยพวกเรา ..........ใช่ๆ อาหารที่น้ำฝนทำอร่อยที่ซู้ด~ เพื่อนๆคนอื่นๆตอบ ..........ชมกันตรงๆแบบนี้เค้าก็อายนะ น้ำฝนพูดหน้าเริ่มแดง ..........อ๊ะ! คุณครูมาแล้วล่ะ เสียงเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้น ..........ประตูห้องเรียนเปิดออกอีกครั้ง ผู้ที่เดินเข้ามาคราวนี้ คือครูสาวรูปร่างสูง ในชุดกระโปรงยาวสุดเนี้ยบ ดูก็รู้เลย ว่าคงจะเป็นคุณครูเจ้าระเบียบเป็นแน่ ..........สวัสดีค่ะคุณครู นักเรียนกล่าวขึ้นพร้อมกัน ..........สวัสดีจ้ะนักเรียนทุกคน คุณครูทักตอบหลังจากเดินเข้ามาในห้องเรียน ..........เอาล่ะ นักเรียน คาบแรกของวันนี้ ประวัติศาสตร์ดวงดาว เราจะมาเรียนถึงต้นกำเนิดของดาวดวงนี้กันนะจ้ะ คุณครูสาวเริ่มบทเรียนในทันที ..........ดาวของเราดวงนี้ชื่อว่า ฟีลโซล(FEELSOUL) มีความหมายว่า รู้สึกถึงจิตวิญญาณ จากผลการค้นคว้าหาข้อมูลของนักประวัติศาสตร์ในหลายยุ ค หลายสมัย พบว่า ที่มาของชื่อ ฟีลโซล นั้น มีทฤษฎีที่นำมาอธิบายได้อยู่สองทฤษฎี ..........ทฤษฎีแรก คือ ในสมัยที่ผู้ก่อตั้งทั้ง 6 ได้รับเอาจิตวิญญาณของดวงดาวเอาไว้จากผู้นำพา ในตอนนั้น ทั้ง 6 รับรู้ได้ถึงจิตวิญญาณอันรุนแรงของดวงดาวดวงนี้ และด้วยความรู้สึกในตอนนั้น ทั้ง 6 จึงเห็นพ้องต้องกัน และให้ชื่อดาวดวงนี้ว่า ฟีลโซล ..........ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งที่แตกต่างจากทฤษฎีข้างต้น เชื่อว่า ฟีลโซล นั้นเป็นชื่อที่เรียกเพี้ยนมาจากคำอื่น เป็นเพราะการเวลาอันยาวนานและสำเนียงที่แตกต่างกันขอ งแต่ละเผ่า ทำให้ชื่อเก่าของดาวดวงนี้เพี้ยนเสียงไปจนไร้ความหมา ย คนที่ได้ยินจึงพูดต่อๆกัน และพยายามทำให้เป็นคำที่มีความหมาย จนกระทั่งกลายมาเป็นคำว่า ฟีลโซล ในปัจจุบันนั่นเอง ..........เมื่อผู้ก่อตั้งทั้ง 6 ได้รับเอาจิตวิญญาณของดวงดาวมาจากผู้นำพาแล้วก็ได้แย กย้ายกันไปตามส่วนต่างๆของดวงดาว สร้างเมืองและอารยธรรมของตนเองขึ้นมา โดยตั้งชื่อเมืองขึ้นตามความคุณสมบัติของจิตวิญญาณแห ่งดวงดาวที่ตนได้รับมา คือ เมืองแห่งน้ำ, เมืองแห่งไฟ, เมืองแห่งดิน, เมืองแห่งฟ้า, เมืองแห่งแสงสว่าง และเมืองแห่งความมืด... เมื่อ เวลาผ่านไป เมืองทั้ง 6 ก็แผ่ขยายอาณาเขตและมีเมืองเล็กเมืองน้อยอื่นๆ ตั้งขึ้นอีกมากมาย ...จึงได้มีการแบ่งอาณาเขต เป็นทวีปทั้งหมด 6 ทวีป ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ..........ต่อมาเมื่อเห็นว่าบ้านเมืองสงบ มั่นคง และอุดมสมบูรณ์เพียงพอต่อการอยู่อาศัยแล้ว ผู้ก่อตั้งเมือง 4 เมืองคือ เมืองแห่งไฟ เมืองแห่งดิน เมืองแห่งฟ้า และเมืองแห่งแสงสว่าง จึงแยกตัวออกมาจากเมือง เพื่อเป็นการรักษาความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณแห่งดวงด าวเอาไว้ เหลือเพียงผู้ก่อตั้งเมืองเพียงสองเมืองที่ไม่แยกตัว ออกมาเพราะเป็นห่วงเมืองของตน คือเมืองแห่งน้ำ และ เมืองแห่งความมืด เนื่องจากเมืองแห่งน้ำนั้นเจอพายุมรสุมบ่อยครั้ง และเมืองแห่งความมืดก็มีอากาศที่หนาวเย็น ทั้งยังต้องเผชิญกับพายุหิมะบ่อยๆ ผู้ก่อตั้งเมืองทั้งสองจึงต้องคอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ช ิด และก็ไม่เคยแยกตัวออกมาจากเมืองเลยจนถึงปัจจุบัน ..........ต่อไปก็จะเป็นประวัติของทวีปวารี และวารีนครแห่งนี้ล่ะนะคะ คุณครูวิชาประวัติศาสตร์ ยังคงพูดต่อไป ส่วนนักเรียนในห้องก็นั่งจดกัน จนกระดาษสมุดจะติดไฟเพราะถูกเสียดสีมากเกินไปอยู่แล้ ว!!! ..........ครูคะ พักหน่อยไม่ได้เหรอคะ หนูจะมือหงิกอยู่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งประท้วงขึ้นมา ..........ไม่ได้หรอกนักเรียน เวลาทุกกวินาทีมีค่า ต้องใช้ให้คุ้มสิจ้ะ คุณครูพูดขึ้น ทำให้นักเรียนหลายๆคนที่หวังว่าจะได้พักมือ ถึงกับถอนหายใจอย่างเสียดายไปตามๆกัน ความจริง มีนักเรียนหลายๆคนเลยทีเดียวที่ถึงกบถอดใจ ไม่จดต่อ และน้ำฝนก็เป็นหนึ่งไนจำนวนนั้นด้วย ..........ม่ายหวายแล้ว...ขืนจดมากกว่านี้มีหวังได้กล้ามขึ้นแ น่ๆเลย น้ำฝนคิด ขณะคุณครูวิชาประวัติศาสตร์สาวสุดเฮี้ยบ ทำการบรรยายต่อไป .. ประวัติศาสตร์ของวารีนครน่ะ แม่เล่าให้ฟัง เป็นนิทานก่อนนอนตอนเด็กๆ แทบทุกวัน จนจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว ..........ไม่แปลกเลย ที่น้ำฝนจะรู้เรื่องประวัติของวารีนครแห่งนี้ดี ก็ในเมื่อเธอเป็นทายาท ผู้สืบทอดสายเลือด ของผู้ก้อตั้งเมืองแห่งน้ำนี่นา ประวัติศาสตร์ของวารีนครก็คือประวัติศาสตร์ ของตระกูลเธอนั่นแหละ หลังจากนั่งเหม่อ ฟังคุณครูบรรยายต่อไปได้อีกไม่นาน น้ำฝนก็ผล็อยหลับไป... -------------------------------------------------------------------------------------- .......... กิ๊ง-ก่อง~ เสียงสัญญาณหมดชั่วโมงดังขึ้น เรียกสติของน้ำฝน กลับมาจากการเฝ้าพระอินทร์ .......... งั้นวันนี้พอแค่นี้นะคะ ทานอาหารกลางวันให้อร่อยนะคะนักเรียน คุณครูพูดขึ้น ..........ขอบคุณค่ะคุณครู เสียงนักเรียนในห้องพูดขึ้นพร้อมกัน เป็นการบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าตอนนี้ เป็นอิสระ แล้ว!? ..........หลังอาหารกลางวันก็เป็นคาบเรียน การควบคุม และใช้พลังจากธรรมชาติ หรือจะเรียกให้สั้นๆก็คือ ชั่วโมงเรียน เวทมนตร์ ..........วิชานี้จะสอนและฝึกให้ใช้เวทมนตร์ต่างๆ ที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ..เช่น เวทมนตร์ลม ไว้ใช้เคลื่อนย้ายสิ่งของ เวทมนตร์น้ำ ไว้ใช้ชำระล่งสิ่งสกปรกต่างๆ เป็นต้น ..การที่จะใช้เวทมนตร์บนดาวฟีลโซลนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ ผู้ที่จะใช้เวทมนตร์ได้ จำเป็นจะต้องเรียนรู้ทฤษฎี ให้เข้าใจถึงหลักธรรมชาติต่างๆ รอบตัวอย่างถ่องแท้ ซ้ำยังต้องเป็นผู้ที่มีสมาธิอันแน่วแน่.. น้อยคนนัก ที่จะสามารถเข้าถึงธรรมชาติ และใช้เวทมนตร์ได้อย่างชำนิชำนาญ เพราะเหตุนี้ วิชาเวทมนตร์จึงเป็นวิชาที่ยาก และเหน็ดเหนื่อยในการเรียน ... แต่ดูเหมือนวันนี้ โชคจะเข้าข้างน้ำฝน เพราะเวทมนตร์ ที่จะเรียนวันนี้เป็นเวทมนตร์เกี่ยวกับน้ำ ..........เวทมนตร์น้ำ เป็นแขนงเวทมนตร์ที่น้ำฝนถนัดที่สุด เป็นเพราะ จิตวิญาณแห่งน้ำส่วนนึงที่อยู่ในตัวเธอ ทำให้เธอสามารถเรียนรู้ และเข้าถึงธรรมชาติของน้ำได้รวดเร็วกว่าคนอื่นๆ ดังนั้น เธอจึงไม่ต้องเสียแรงทำสมาธิ รวมจิตเพื่อใช้เวทมนตร์มากนัก คาบเรียนเวทมนตร์ของเธอในวันนี้ จึงผ่านไปอย่างสบายๆ ...แล้วในที่สุดก็ถึงเวลาเลิกเรียน ..........ฉันกลับก่อนละนะทุกคน เจอกันพรุ่งนี้นะจ๊ะ น้ำฝนลาเพื่อนๆ ..........อื้ม เจอกันพรุ่งนี้น้ำฝน แล้วอย่าลืมเอาของที่พ่อเธอซื้อมาฝากมาโชว์ล่ะ มนธิชาแซวพลางโบกมือลา ..........น้ำฝนฟังแล้วก็ยิ้ม เธอโบกมือลาเพื่อนๆ และเดินออกจากโรงเรียน ตรงไปยังตลาด เพื่อที่จะซื้อกับข้าวไปทำอาหารเย็นต้อนรับคุณพ่อ -------------------------------------------------------------------------------------- ..........ตลาดของวารีนครคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเสมอ เสียงคนขายตะโกนขายสินค้า เสียงพูดคุยของผู้คน ที่มาจับจ่ายซื้อของ เสียงเกวียนขนของที่นำของมาส่ง และเสียงของน้ำกระทบฝั่ง ที่เกิดจากเรือที่แล่นผ่านไป ทำให้ตลาดแห่งนี้ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก ..........อ้าว! คุณน้ำฝน ลมอะไรพามาที่ตลาดนี้ละค่ะนี่ คุณป้าร้านขายเนื้อ ที่มีรูปร่างค่อนข้างอ้วนทักขึ้น เมื่อเห็นน้ำฝนเดินเข้าร้านมา ..........ไม่มีลมอะไรที่ไหน พาฝนมาที่นี่หรอกค่ะคุณป้า น้ำฝนตอบ พร้อมกับส่งรอยยิ้มให้คุณป้าร้านขายเนื้อ ฝนมาซื้อกับข้าว จะเอาไปทำอาหารให้คุณพ่อทานเย็นนี้น่ะคะ ..........เอ๋!? ท่านผู้ครองเมืองจะกลับมาวันนี้หรือคะเนี่ย โอ้!ช่างเป็นข่าวดีจริงๆ เดี๋ยวป้าคงต้องเอาข่าวนี้ ไปประกาศซะแล้ว ..........อ๊ะ! ไม่ต้องหรอกค่ะ ไม่ต้อง... คุณพ่อคงไม่อยากจะให้มีการต้อนรับกันอย่างเอิกเกริกน ่ะค่ะ ถึงได้กลับมาโดยไม่บอกใคร น้ำฝนรีบห้ามเอาไว้ เพราะรู้ว่าการกระจายของข่าวสาร ในตลาดน่ะมันไวซะยิ่งกว่าแสง ลองคุณป้าประกาศออกไปเท่านั้นแหละ พริบตาเดียวรู้กันทั่งตลาดแน่!! ..........นะคะ อย่าไปบอกใครนะ น้ำฝนส่งสายตาข้อร้องคุณป้าร้านขายเนื้อ .............ก็ได้ค่ะ ป้าไม่บอกใครก็ได้ คุณป้าร้านขายเนื้อพูดขึ้น พลางถอนหายใจด้วยความเสียดายที่ไม่ได้กระจายข่าวดัง ..........ขอบคุณนะคะคุณป้า ..........จะซื้ออะไรล่ะคะ คุณน้ำฝน เดี๋ยวป้าขายให้ราคาพิเศษเลย คุณป้าร้านขายเนื้อพูด ช่างสมกับเป็นคนค้าขายจริงๆ ..........เอาเนื้อไก่กับเนื้อหมู อย่างละครึ่งกิโลจ้ะ ..........ได้เลยเนื้อไก่กับหมูอย่างละครึ่งโลฯนะ พูดจบ ป้าร้านขายเนื้อ ก็เดินไปจัดการหั่นเนื้อหมู และไก่ ชั่งกิโลฯ แล้วแพ็คใส่ถุง ส่งให้น้ำฝน ..........ทั้งหมด 100 ฟีล นี่ป้าลดให้นะเนี่ย ..........ขณะที่น้ำฝนกำลังล้วงกระเป๋าสะพาย เพื่อที่จะหยิบเงินมาจ่ายค่าเนื้อนั่นเอง เหตุการณ์ที่ทุกคนในวารีนคร ไม่เคยคาดฝันก็เกิดขึ้น ..........ตึง!! ชายคนหนึ่งวิ่งมาชนน้ำฝนล้มลงไป พร้อมกับกระชาก กระเป๋าสะพายของเธอออกมา และวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว!! ..........คนวิ่งราว!? คุณป้าร้านเนื้อตะโกนขึ้น ด้วยความตกใจ และประหลาดใจ เพราะวารีนครเป็นเมืองที่สงบสุข ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ แบบนี้มาก่อนเลย ในตลาดแห่งนี้!! ..........ใครก็ได้!!! ช่วยจับผู้ชายคนนั้นได้ที เสียงน้ำฝนตะโกนขึ้น ด้วยความตกใจ ที่ไม่น้อยไปกว่า คุณป้าร้านขายเนื้อ! ..........คนในตลาดต่างตื่นตกใจ กับเหตุการณ์นี้จนไม่มีสติ พอที่จะลงมือทำอะไรกับชายที่วิ่งไปอย่างรวดเร็วคนนั้ น... แต่แล้วก่อนที่ชายนักวิ่งราว จะหายไปจากสายตา ของน้ำฝน ..........บึก!!! เสียงหมัดอันหนักหน่วง อัดกระแทกเข้าสู่ท้องของนักวิ่งราวจนสิ้นสติ!! ปล่อยให้กระเป๋าสะพายของน้ำฝน ร่วงบนตกลงพื้น ข้างตัวของนักวิ่งราวปรากฏ ร่างของชายที่ปล่อยหมัดพิฆาตนั้นออกมา ...ผมสีขาวยาวประบ่า สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น จนดูเป็นสีส้มอ่อนๆ ถูกรวบเอาไว้ด้วยผ้าสีดำ นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนดูลึกลับ หน้าสวยผิวขาวจนดูคล้ายผู้หญิง อายุดูแล้วไม่น่าจะเกิน 25 ปี รูปร่างที่สูงสง่าของเขา สวมทับไว้ด้วยชุดเกราะอัศวิน สีขาวบริสุทธิ์ดูโดดเด่น ขัดกันกับบุคคลรอบข้าง ที่สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆ หลากสีสัน ...ระหว่างที่ทุกคนกำลังตกตะลึง กับการปรากฏตัวอย่างฉับพลัน และโดดเด่นของชายคนนี้ เขาก็ก้มลงหยิบกระเป๋าสะพาย และเดินมายื่นคืนให้กับน้ำฝน ..........อ๊ะ....ขะ...ขอบคุณค่ะ น้ำฝนที่เพิ่งจะตั้งสติได้ ยื่นมือออกไปรับกระเป๋า คืนจากชายคนนั้น ..........คุณ...เอ่อ...คุณชื่ออะไรคะ น้ำฝนถาม หลังจากรับกระเป๋ามา และยืนขึ้นแล้ว ..........เรียกผมว่า ... ไวท์ (WHITE) ชายคนนั้นตอบก่อนจะพูดต่อไปว่า ..........รีบจัดการธุระของคุณให้เสร็จ แล้วกลับบ้านซะ คุณน้ำฝน คุณยังมีสิ่งสำคัญที่จะต้องทำ เพื่อพิสุทธิ์ ต่อจากนี้ไปอีกมาก ................ค่ะ น้ำฝนตอบ และหันไปจ่ายเงิน 100 ฟีล ให้คุณป้าร้านขายเนื้อ ก่อนจะออกเดินไปซื้อของอื่นๆ ต่อไปอย่าง งงๆ ..........ไวท์ยังคงยืนอยู่ที่เดิมแม้น้ำฝนจะเดินจากไปแล้ว เขายืนเงยหน้า เหม่อมองท้องฟ้าอยู่ซักพัก ก่อนจะหลับตาลง ถึงเวลาแล้วสินะ ที่คลื่นแห่งความชั่วร้ายจะถาโถมเข้าใส่ดาวดวงนี้ ชโลมย้อมดวงดาวให้กลายเห็นสีดำ ...คงถึงเวลาแล้ว... ไวท์รำพึงออกมาเบาๆ ก่อนที่จะหายตัวไปจากบริเวณนั้นอย่างไร้ร่องรอย..... .... แก้ไขโดย Poporin : 18 Apr 2007 เวลา 12:37. |
| | |
| | #5 (permalink) |
| สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG ![]() | เรื่องนี้นี่น่าติดตามต่อเรื่อยๆจิงๆคับ ใช้ภาษาอะไรก้อดี๊ดี สนุกมากคับ
__________________ เชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมฉลองครบรอบ 1 ปี กับ ชมรม PCC1 ครับ กิจกรรมฉลองครบรอบ 1 ปี Poke Center Channel 1 ![]() รับสมัครสมาชิกชมรมโปเกมอนครั้งใหม่ ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำเป็นต้องรู้ลึก ไม่เคยเกี่ยงเรื่องรู้น้อย ขอเพียงรักจริง คลิกลิงค์ด้านล่างได้เลย Poke Center Channel 1 ใครเปนคอเกมโปเกมอนมาคุยกันทางนี้ Episode2 อยากรู้เรื่องหน้าจอขาวมากระทู้นี้ กระทู้การใช้งานอีมู NDS ของท่าน varbara |
| | |
| | #6 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | เอามาลงอีกตอนครับ คราวนี้ลองเปลี่ยนขนาดอักษรดูให้อ่านง่ายขึ้น อาจจะเปลืองหน้าไปหน่อย คืออยากรู้ครับว่าแบบไหนจะดีกว่ากันระหว่างแบบเดิมกั บแบบนี้ครับ แล้วก็ ผมเอามาลงตอนนึงเยอะไปเปล่าเนี่ย? หรือควรจะลงถี่ๆแต่ทีละน้อยๆดีอ่ะครับบอกทีน้า(ถ้ามี คนอ่านเหอๆ) เอาเถอะไงๆก็อ่านตอนสองกันได้เลยครับ ตำนานที่ 2 - การโจมตียามค่ำคืน!! .....น้ำฝนกำลังเดินกลับบ้าน หลังจากที่ซื้อของที่เธอต้องการทั้งหมดมาแล้ว (คนคนนั้น ... ไวท์ ... เป็นใครกันนะ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย....... หรือจะไม่ใช่คนเมืองนี้) น้ำฝนคิด (ไม่สิ ถ้าเค้าไม่ใช่คนเมืองนี้ เค้าก็ควรจะไม่รู้จักชื่อเราสิ... แต่นี่เค้ากลับรู้จัก...มันยังไงกันแน่นะ?) ....... (แล้วยังเรื่องการแต่งตัวของเค้าอีก แต่งตัวหลงยุคซะจนดูโดดเด่นขนาดนั้น แต่กลับไม่เป็นที่สังเกตเลยจนกระทั่งเค้าออกมาช่วยเร า... ทำได้ยังไงกันนะ?) น้ำฝนคิดยังไงก็หาคำตอบไม่ได้ เดินไปคิดไปจนกระทั่งมาถึงบ้านตัวเอง .....บ้านของน้ำฝนเป็นบ้าน 2 ชั้นธรรมดาๆ ดูเรียบง่าย แต่มีพื้นที่ของสวนหน้าบ้านและหลังบ้านกว้างขวางมากท ีเดียว ...ที่สวนหน้าบ้านนั้นมีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง มีสะพานทอดผ่านตรงกลางสระไปจนถึงประตูหน้าบ้าน ในสระน้ำก็มีปลาสวยงามมากมายหลายชนิดว่ายเวียนวนอยู่ .....ส่วนบริเวณสวนรอบๆสระน้ำนั้น ถูกปลูกไว้จนเต็มด้วยไม้ดอกนานาชนิด ที่ตอนนี้กำลังแข่งขันกันออกดอกอวดโฉมความงามของตนเอ ง .....สวนหลังบ้านนั้นเป็นที่ปลูกผักสวนครัวต่างๆของแม่ แม่ไม่ชอบความหรูหราของวัตถุน่ะ แม่ชอบที่จะได้อยู่กับธรรมชาติที่สวยงามมากกว่า นั่นเป็นคำพูดของแม่ ที่ทำให้บ้านของน้ำฝนมีความสวยงามอย่างที่เป็นอยู่ใน ทุกวันนี้ กลับมาแล้วค่ะคุณแม่ คุณพ่อยังไม่กลับใช่มั้ยคะ ..น้ำฝนกล่าวขึ้นหลังจากเดินเข้ามาในบ้าน ยังเลยจ้ะ แล้วซื้ออะไรมาเยอะแยะล่ะนั่น.. แม่ของน้ำฝนทักตอบ น้ำผึ้ง คุณแม่ของน้ำฝนมีสีผมและสีตาเหมือนกับน้ำฝน แม้จะอายุ 40 ปีเข้าไปแล้วแต่ก็ยังดูสวย เคยมีคนทักน้ำฝนบ่อยๆว่า เธอคล้ายแม่ของเธอตอนสาวๆมาก อ๋อ หนูจะทำกับข้าวให้คุณพ่อทานเย็นนี้น่ะค่ะ คุณแม่ก็มาช่วยกันทำสิคะ ดีจ้ะ แม่เองก็ไม่ได้เข้าครัวทำกับข้าวเองมานานแล้วเหมือนก ัน คงต้องลับฝีมือการทำอาหารซะหน่อย ...คุณแม่ของน้ำฝนตอบ พร้อมกับรอยยิ้มที่มีความสุข แล้วสองแม่ลูกก็เข้าครัวไปทำอาหาร ปล่อยให้แม่บ้านว่างงานไปหนึ่งมื้อ --------------------------------------------------------------------------------------- กลับมาแล้ว~ว ..กล้าหาญคุณพ่อของน้ำฝน กลับมาบ้านตอนที่ทั้งสองแม่ลูกทำอาหารเสร็จพอดีแล้วก ำลังจัดโต๊ะอาหารเย็น จ้า รู้แล้วจ้ะ เดินทางมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำอาบท่าซะให้หายเหนื่อยแล้วมากินข้าวเถอะค่ะ มื้อเนี้ย ฉันกับลูกทำเองเลยนะคะ . โอ้ อาหารฝีมือน้ำผึ้งกับน้ำฝนงั้นเหรอ หยั่งงี้เดี๋ยวเย็นนี้พ่อจะกินให้เกลี้ยงไม่ให้เหลือ แม้แต่ข้าวซักเม็ดเลย จริงสิ น้ำฝนพ่อมีของฝากให้ลูกแน่ะ มานี่หน่อยสิ พ่อเรียกน้ำฝนให้เข้าไปหา ขณะที่ตัวเองหาของในเป้ ของฝากอะไรเหรอคะ? คุณพ่อ น้ำฝนถามขึ้นหลังจากเดินมายืนอยู่ข้างๆพ่อของเธอ นี่ไงล่ะ 'ตะกร้อครอบปากคน' จากเมืองใต้นภา พ่อของน้ำฝนตอบพร้อมกับเอา ตะกร้อครอบปากคน ที่ว่าปิดปากของน้ำฝน อุนอ้อ!! น้ำฝนร้องประท้วงขึ้น ฮ่ะ ฮ่ะ ๆๆ เข้ากับลูกมากเลยล่ะน้ำฝน แหม คุณล่ะก็ซื้อแต่ของประหลาดๆ แบบนี้มาฝากลูกระวังลูกจะกลายเป็นตัวประหลาดไปตามของ นะคะ แม่พูดขึ้นพร้อมกับกลั้นหัวเราะ อุนแอ้!! เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความสุข แผ่กระจายไปทั่วบ้าน ช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัวยังคงดำเนินต่อไปเรื่ อยๆ (นี่แหละ เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของคุณพ่อคุณแม่เนี่ยแหละทำให ้ฝนมีความสุขที่สุด ฝนรักคุณพ่อคุณแม่ที่สุดเลย) น้ำฝนคิดโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า ความสุขที่มีอยู่ในขณะนี้กำลังจะถูกทำลายลงในไม่ช้าน ี้เอง!! ---------------------------------------------------------------------------------- วารีนคร : ท่าเรือ เฮ้อ~อ น่าเบื่อเป็นบ้าเลยว่ะ ต้องมาคอยเฝ้าท่าเรือตอนดึกๆเนี่ย แกว่ามั้ยวะ เออนั่นดิ แต่มันก็เป็นงานที่ต้องทำนี่หว่า ช่วยไม่ได้ ยามสองคนที่ถูกจ้างให้มาคอยดูแลท่าเรือของเมืองตอนกล างคืน กำลังคุยกันอยู่ในหอสังเกตการณ์ของท่าเรือ ว่าแต่แกรู้ยังวะ ที่ตลาดวันนี้มีโจรวิ่งราวด้วยนะเว้ย แล้วที่มันฉกไปน่ะ เป๋าของคุณหนูน้ำฝนด้วยนะ แกรู้เป่า? ยามคนแรกพูดขึ้น รู้ดิ โห่เรื่องนี้ออกจะดัง เค้ารู้กันไปทั่วเมืองแล้วใครไม่รู้ดิแปลก ยามอีกคนตอบ ฮึ่ย ข้าล่ะอยากเห็นหน้าไอ้โจรวิ่งราวจริงๆ มันเป็นใครกันวะ บังอาจมาฉกกระเป๋าของคุณหนูน้ำฝน หนอยยย นี่ถ้าไห้ข้าเป็นคนช่วยนะ ข้าจะไม่ต่อยมันแค่หมัดเดียวหรอกว่ะ แต่จะกระทืบให้เละเลย ยามคนแรกพูดพร้อมกับดัดนิ้วดัง กร๊อบ เออๆ เรื่องของเอ็งเหอะ ข้าไม่บ้าไปกะ .............. เฮ้ย!!!!!! อะไรกันวะนั่น!! ยามอีกคนตะโกนขึ้นอย่างตื่นตระหนก .....เรือรบสีดำจำนวนมากกำลังแล่นเข้ามาที่ท่าเรือ แสงจันทร์จากดวงจันทร์ทั้งสองดวงของดวงดาวฟีลโซล ส่องลงมายังตัวเรือ เผยให้เห็นตราสัญลักษณ์ หิมะและจันทร์เสี้ยวบนพื้นสีดำของลำเรือ นั่นมันกองเรือของเมืองหิมะราตรีนี่หว่า!! แย่แล้ว!!!! ตูม!!! เสียงกระสุนปืนใหญ่นัดแรกยิงออกมาจากกองเรือรบ ก่อนที่นัดต่อๆไปจะตามมา!! ท่าเรือของวารีนคร กำลังถูกถล่มด้วยกองเรือรบสีดำ!!! ------------------------------------------------------------------------------------------ ตัวเมืองวารีนคร : บ้านของน้ำฝน ชายคนหนึ่งวิ่งอย่างรวดเร็วข้ามสะพาน ที่ตัดผ่านสระน้ำหน้าบ้านเข้ามา ก่อนจะรัวกำปั้นเคาะประตูบ้านอย่างร้อนรน แล้วตะโกนขึ้นมา ท่านผู้ครองเมือง! ท่านผู้ครองเมืองครับเกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!! เสียงเคาะประตู และเสียงตะโกนหยุดลงเมื่อประตูเปิดออก และกล้าหาญ พ่อของน้ำฝนเดินออกมา มีเรื่องอะไรรึ? กล้าหาญถาม แย่แล้วล่ะครับ ตอนนี้ที่ท่าเรือกำลังถูกยิงถล่ม จากกองทัพเรือ ของเมืองหิมะราตรีครับ!! ท่านผู้ครองเมืองจะทำยังไงดีครับ!! ชายที่มาเคาะประตูตอบ ท่าทางร้อนรนมาก ห๊ะ!! ว่าไงนะ!! ท่าเรือกำลังถูกถล่มงั้นรึ!? กล้าหาญถามซ้ำ ไม่อยากจะเชื่อหูตนเองกับสิ่งที่พึ่งได้ยิน ใช่แล้วครับ ท่าเรือกำลังถูกถล่มอย่างหนักเลยครับ ไฟไหม้หลายจุด ชาวเมืองบาดเจ็บหลายคน แล้วกองเรือของหิมะราตรีก็ยังไม่หยุดยิงเลยครับ ชายคนนั้นตอบ จะทำอย่างไรดีครับท่านผู้ครองเมือง!! ชายคนนั้นถามอีกครั้ง .....กล้าหาญตกตะลึงกับข่าวที่ได้ยิน นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมกองเรือของหิมะราตรีถึงได้โจมตีใส่วารีนคร นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่!? ไปบอกชาวเมืองให้อพยพออกมาใ ห้ห่างจากท่าเรือให้มากที่สุด คนบาดเจ็บพาเข้ามา ที่โรงพยาบาลในตัวเมือง แล้วให้หน่วยรักษาความปลอดภัยในเมืองทุกคน ช่วยคุ้มกันชาวเมืองในการอพยพ ห้ามทุกคนในวารีนคร เข้าใกล้บริเวณท่าเรืออย่างเด็ดขาด กล้าหาญสั่ง ยังไงก็ต้องทำให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด ครับ จะรีบไปบอกเดี๋ยวนี้ ..ชายคนนั้นพูด แล้วหันหลังวิ่งออกไป แต่ก่อนที่ชายคนนั้นจะวิ่งพ้นสะพานไป ฉึก!! มีดสั้นเล่มหนึ่งถูกขว้างมา ปักเข้าที่หัวของชายคนนั้นทำให้เขาล้มลง ตายคาที่ในทันที!!! โอ๊ะๆ ไม่ดีน้า ถ้าท่านให้คนอพยพไปหมดแล้วมันจะไปสนุกได้ไงนี่ ..เสียงๆหนึ่งพูดขึ้นด้วยสำเนียงแปลกๆ ก่อนจะปรากฏร่างออกมา .....ใบหน้าเหลี่ยมมีขนสีน้ำตาลสั้นๆขึ้นเต็มหน้า ดวงตาสีเหลืองคู่โต จมูกแบนราบไปกับใบหน้า ปากกว้าง รูปร่างเตี้ยแต่มีแขนขาที่ใหญ่กว่าคน มีขนสีน้ำตาลขึ้นปกคลุมทั้งตัว เสื้อที่มันใส่เป็นเสื้อเกราะรุ่นใหม่ที่มีตราจันทร์ เสี้ยวและหิมะติดอยู่ที่หน้าอก เผ่าหิมะราตรี!! --------------------------------------------------------------------------------------------- กล้าหาญตกตะลึง! เขาไม่คิดว่าเผ่าหิมะราตรีจะบุกเข้ามาถึงตัวเมืองได้ รวดเร็วอย่างนี้ นี่เขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดีนี่ ระหว่างที่กล้าหาญกำลังอยู่ในความคิดอันสับสนนั่นเอง ประตูบ้านด้านหลังของเขาก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง คุณคะ เกิดอะไรขึ้นเหรอค่ะ น้ำผึ้งถามหลังจากเปิดประตูออกมาพร้อมกับน้ำฝน แต่คำถามนั้นไม่ได้รับคำตอบในทันที ส้ำผึ้งและน้ำฝนจึงเดินออกมานอกบ้านและภาพที่ทั้งคู่ ได้เห็นก็ทำให้ทั้งสองตะลึงเช่นเดียวกัน อ่ะฮ้าในที่สุด ตัวละครก็มากันครบแล้ว งั้นชั้นขอเข้าประเด็นเลยละกันนะ ชาวเผ่าหิมะราตรีพูดขึ้น ที่ชั้นมาในวันนี้ ก็เพื่อมารับตัวผู้สืบทอดจิตวิญญาณแห่งดวงดาว กับสัญลักษณ์ไป เพราะฉะนั้นโปรดส่งตัวลูกวาวท่านมาและบอกที่เก็บสัญ ลักษณ์ด้วย!! ไม่มีทาง! กล้าหาญตอบกลับไป ช่วยไม่ได้งั้นคงต้องใช้กำลังแล้ว ชาวเผ่าหิมะราตรีพูดขึ้นพร้อมกับตบมือให้สัญญาณ ทันใดนั้นชาวเผ่าหิมะราตรีอีกนับสิบคนก็ปรากฏตัวขึ้น !! ถามอีกครั้ง จะมอบตัวผู้สืบทอดจิตวิญญาณแห่งดวงดาวกับสัญลักษณ์มา มั้ย?" ..หัวหน้ากลุ่มของชาวหิมะราตรีถามอีกครั้ง พร้อมยกมือเป็นสัญญาณเตรียมพร้อมบุก ไม่มีทาง! แกจะไม่ได้อะไรไปทั้งนั้น ถ้าอยากได้ต้องข้ามศพขั้นไปก่อน! กล้าหาญกล่าวเสียงแข็ง ....น้ำผึ้ง เธอรีบพาน้ำฝนหนีไปก่อน! ไม่ค่ะ ฉันจะไม่ทิ้งคุณไว้ที่นี่เด็ดขาด ต่อให้ต้องตายก็ตาม! น้ำผึ้งพูด ใช่ค่ะคุณพ่อ หนูก็จะไม่ทิ้งคุณพ่อไปเหมือนกัน! น้ำฝนเสริมขึ้น ...น้ำผึ้ง... น้ำฝน... ความรู้สึกของกล้าหาญตอนนี้ ยากที่จะบรรยายออกมาได้ มันทั้งดีใจ ทั้งเป็นห่วง แล้วก็ปลื้มใจ ผสมปนเปกันจนไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ ดีล่ะ ถ้าอย่างนั้นเราก็มาสู้ตายพร้อมๆกันเลย! กล้าหาญพูด พร้อมๆกับหน่วงเวทย์น้ำไปไว้ที่มือ จะไม่มีใครตายหรอกค่ะคุณ พวกเราต้องรอด น้ำผึ้งใช้จิตวิญญาณแห่งน้ำ สร้างบอลน้ำขนาดเล็กๆจำนวนมากขึ้นมารอบๆตัว ใช่แล้วค่ะ พวกเราต้องชนะ น้ำฝนพูดก่อนใช้จิตวิญญาณแห่งน้ำ เหมือนแม่ของเธอ ทั้งสามคนเตรียมตัวตั้งรับเต็มที่!! จัดการได้!! ...หัวหน้าชาวหิมะราตรีสั่ง ชาวหิมะราตรีในหน่วยสามคนก็วิ่งข้ามสะพานมาในขณะที่ค นอื่นๆ ในหน่วยเริ่มรวมจิตทำสมาธิเพื่อใช้เวทย์มนต์ .....เผ่าหิมะราตรีสามคนที่บุกเข้ามา คนหนึ่งโดนเวทย์น้ำของกล้าหาญ อัดกระเด็นลงไปในสระ ส่วนอีกสองคนโดนบอลน้ำจำนวนมากของน้ำฝน และน้ำผึ้งซัดใส่จนล้มลงหมดสติบนสะพาน กล้าหาญกำลังหน่วงเวทย์ไว้ที่หมัดอีกครั้ง ก่อนที่จะวิ่งเข้าไปประชิดตัวเผ่าหิมะราตรีที่กำลังร วมจิตเพื่อใช้เวทย์ แต่ไม่ทันแล้ว เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เวทย์สายฟ้าจำนวนมากผ่าลงมายังกล้าหาญ น้ำผึ้ง และน้ำฝน อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก!!!! เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของทั้งสามดังขึ้น แต่แวทย์สายฟ้ายังไม่หยุด ยังคงผ่าลงมาอย่างต่อเนื่อง เหมือนจะหวังปลิดชีพในคราเดียว! "หยุดก่อน เดี๋ยวพวกมันตาย" ...หัวหน้าหน่วยสั่ง ทันใดนั้นสายฟ้าก็หยุดลง ร่างของทั้งสามร่วงลงไปนอนกองกับพื้น ตามตัวมีรอยไหม้ดำจากสายฟ้าปรากฏขึ้นมากมาย หัวหน้าหน่วยเผ่าหิมะราตรีเดินข้ามสะพานมาและหยุดยืน หน้าร่างของกล้าหาญ แล้วถามขึ้นว่า "ว่ายังไง? เปลี่ยนใจยัง?" ..พลางชักมีดสั้นออกมาจากกางเกง ...ไม่...มี...ทาง... กล้าหาญรวบรวมกำลัง ตอบกลับไปด้วยห้วงเสียงที่ขาดๆหายๆ "ช่วยไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ตายซ้า!!" ...หัวหน้าหน่วยพูดขึ้น พร้อมกับแทงมีดสั้นลงมาที่หัวใจของกล้าหาญ หมายปลิดชีพในทีเดียว!!! เคร้ง!! จบตำนานที่ 2 แก้ไขโดย Poporin : 30 Nov 2006 เวลา 14:46. |
| | |
| | #7 (permalink) |
| สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG ![]() | อืม ผมชอบอักษรแบบใหม่นะคับ เพราะผมไม่ชอบแบบอักษรแบบเก่า อันใหม่นี่มันตัวใหญ่กว่าด้วย ก้อเลยอ่านชัดกว่า เรื่องลงผมชอบให้ลงทีละเยอะๆนะคับ เวลาอ่านเรื่องจะได้ไม่สะดุดมาก ฟิคนี้เปนฟิคที่แปลกมากเลยคับในความคิดผม โดยเฉพาะการใช้ชื่อตัวละครเปนชื่อไทยเนี่ย ผมว่าดี แล้วก้อแปลกมากเลยคับ สำหรับเรื่องบอร์ดนี่มันอืดในช่วงเย็นๆ แล้วก้อสุดสัปดาห์เปนพิเสดเปนปกติแหละคับ - -"
__________________ เชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมฉลองครบรอบ 1 ปี กับ ชมรม PCC1 ครับ กิจกรรมฉลองครบรอบ 1 ปี Poke Center Channel 1 ![]() รับสมัครสมาชิกชมรมโปเกมอนครั้งใหม่ ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำเป็นต้องรู้ลึก ไม่เคยเกี่ยงเรื่องรู้น้อย ขอเพียงรักจริง คลิกลิงค์ด้านล่างได้เลย Poke Center Channel 1 ใครเปนคอเกมโปเกมอนมาคุยกันทางนี้ Episode2 อยากรู้เรื่องหน้าจอขาวมากระทู้นี้ กระทู้การใช้งานอีมู NDS ของท่าน varbara |
| | |
| | #8 (permalink) |
| สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG ![]() | อืม ผมชอบอักษรแบบใหม่นะคับ เพราะผมไม่ชอบแบบอักษรแบบเก่า อันใหม่นี่มันตัวใหญ่กว่าด้วย ก้อเลยอ่านชัดกว่า เรื่องลงผมชอบให้ลงทีละเยอะๆนะคับ เวลาอ่านเรื่องจะได้ไม่สะดุดมาก ฟิคนี้เปนฟิคที่แปลกมากเลยคับในความคิดผม โดยเฉพาะการใช้ชื่อตัวละครเปนชื่อไทยเนี่ย ผมว่าดี แล้วก้อแปลกมากเลยคับ สำหรับเรื่องบอร์ดนี่มันอืดในช่วงเย็นๆ แล้วก้อสุดสัปดาห์เปนพิเสดเปนปกติแหละคับ - -"
__________________ เชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมฉลองครบรอบ 1 ปี กับ ชมรม PCC1 ครับ กิจกรรมฉลองครบรอบ 1 ปี Poke Center Channel 1 ![]() รับสมัครสมาชิกชมรมโปเกมอนครั้งใหม่ ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำเป็นต้องรู้ลึก ไม่เคยเกี่ยงเรื่องรู้น้อย ขอเพียงรักจริง คลิกลิงค์ด้านล่างได้เลย Poke Center Channel 1 ใครเปนคอเกมโปเกมอนมาคุยกันทางนี้ Episode2 อยากรู้เรื่องหน้าจอขาวมากระทู้นี้ กระทู้การใช้งานอีมู NDS ของท่าน varbara |
| | |
| | #9 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | เข้าใจแล้วครับงั้นนับจากนี้ผมจะใช้ตัวอักษรแบบนี้ไป ตั้งแต่ตอนหน้าเลยละกันนะครับ แล้วเนื้อเรื่องผมก็จะเอามาลงอาทิตย์ละตอนเหมือนเดิม ซึ่งอาทิตย์นี้ก็คงจะเอามาลงวันเสาร์นี้แหละครับ ขอบคุณมากครับสำหรับความคิดเห็น ส่วนเรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไรนั้น คงต้องติดตามกันต่อไปครับ "รับประกัน นิยายเรื่องนี้ไม่มีการดอง!!" |
| | |
| | #13 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ตำนานที่ 3 - จุดประสงค์ ช่วยไม่ได้! ถ้าอย่างนั้นก็ตายซ้า!!" หัวหน้าหน่วยพูดขึ้น พร้อมกับแทงมีดสั้นลงมาที่หัวใจของกล้าหาญ หมายปลิดชีพในทีเดียว!!! เคร้ง!!" "อะไรกันนี่!!?" หัวหน้าหน่วยหิมะราตรีอุทานขึ้น เพราะมีดสั้นของตน ที่ควรจะปักลงบนหัวใจของเป้าหมาย ตอนนี้กลับปักลงบนโล่โลหะขนาดใหญ่ ที่ใครสักคนเอาขึ้นมากันไว้แทน!! โครม!! หัวหน้าหน่วยเผ่าหิมะราตรี ถูกชนกระเด็นออกมาด้วยโล่โลหะ อันเดียวกันกับ ที่ยกขึ้นมากันมีดของเขา! ใคร? แกเป็นใคร!! หัวหน้าหน่วยเผ่าหิมะราตรี ถามขึ้นหลังจากยืนตั้งหลักได้ โล่โลหะขนาดใหญ่เลื่อนออกไปด้านข้าง เผยให้เห็นชายผมขาว ในชุดเกราะอัศวินสีขาว เค้าก็คือ ไวท์ นั่นเอง!! คุณกล้าหาญ และครอบครัวยังมีความสำคัญต่อพิสุทธิ์ ไม่สามารถปล่อยให้ตายได้ พวกเจ้าเผ่าความมืดกลับไปซะเถอะ ไวท์พูด ไม่ภารกิจจะไม่ถูกยกเลิก เพราะมีผู้ขัดขวางคนเดียวหรอก หัวหน้าหน่วยเผ่าหิมะราตรี พูดขึ้นพร้อมกับถอยหลังไป เตรียมตัวสั่งลูกน้องเข้าจัดการกับไวท์ แบบเดียวกับที่จัดการกล้าหาญ น้ำผึ้ง และน้ำฝน "จัดการได้!!" สิ้นคำสั่ง เผ่าหิมะราตรีสองคน ก็พุ่งเข้ามาหาไวท์อย่างไม่กลัวตาย ในขณะที่ด้านหลัง เริ่มร่ายเวทย์มนต์บทเดิม ไวท์ใช้มือแตะที่โล่ของเขา ทันใดนั้นโล่โลหะขนาดใหญ่ ก็เปลี่ยนสภาพ กลายเป็นโซ่เหล็กจำนวนมาก พุ่งออกไปรัดเผ่าหิมะราตรีทั้งหมดเอาไว้ อย่างรวดเร็ว และแน่นหนา จนไม่สามารถขยับตัวได้!! กลับไปซะ ไวท์พูดอีกครั้ง ( เก่ง! เก่งเกินไป เราเอาชนะหมอนี่ไม่ได้แน่ๆ ถ้าทางภารกิจนี้จะไม่สำเร็จซะแล้ว! ) หัวหน้าหน่วยคิด พลางกัดฟันกรอด หนอย!! ฝากไว้ก่อนเถอะ พวกเรา ถอย!! หัวหน้าหน่วยสั่ง สิ้นเสียงหัวหน้าหน่วย โซ่ที่รัดอยู่ก็คลายตัวออก ทันทีที่ขยับตัวได้เผ่าหิมะราตรีทั้งหมด ก็กระโดดหนีหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว ไวท์เปลี่ยนสภาพโซ่ของเค้าอีกครั้ง ตอนนี้มันกลายเป็นปลอกแขนเหล็ก อยู่ที่แขนทั้งสองข้างของเขา หลังจากที่แน่ใจว่าเผ่าหิมะราตรีไปหมดแล้ว เขาก็หันหลังกลับมาหากล้าหาญ และวางฝ่ามือลงบนตัวของกล้าหาญซักพัก บาดแผลทั้งหมดของกล้าหาญก็หายไป! ว้าว!! สุดยอดเลยแฮะ ทำได้ไงเนี่ย!? กล้าหาญอุทานขึ้น พลางสำรวจร่างกายของตนเอง ตอนนี้แผลทั้งหมดของเขาหายไป และเขาไม่เจ็บแผลอีกแล้ว!! ไวท์ไม่ตอบ เขาเดินไปเอาวางมือลงบนตัวของน้ำผึ้ง และน้ำฝนต่อ และแผลของทั้งสองคนก็หายไปเช่นเดียวกัน! ขอบคุณค่ะ น้ำผึ้งพูดทั้งที่ยัง งงๆ อยู่ว่าแผลของตัวเองหายได้อย่างไร? ...ขอบคุณ น้ำฝนพูด ตอนนี้ในหัวของน้ำฝน มีคำถามมากมายทีเดียว ที่อยากจะถามชายคนนี้ เขารู้ชื่อเธอได้อย่างไร? เขารู้จักพ่อของเธอด้วยเหรอ? ทำไมเขาถึงพูดถึงแต่ชื่ออะไรประหลาดๆ? เขาทำให้แผลของเราหายได้ยังไง? คำถามเหล่านี้ผุดขึ้นมา ในหัวของน้ำฝนมากมาย จนถ้าไม่ได้ถามออกไป น้ำฝนคงต้องไข้ขึ้น เพราะสมองทำงานหนักเกินไปแน่ๆ ไวท์....... คุณ เป็นใครกันแน่ น้ำฝนถามขึ้น อ้าว ลูกเคยเจอเค้ามาก่อนแล้วหรือน้ำฝน? พ่อของน้ำฝนถามแทรกเข้ามา เพราะสงสัยว่าลูกตัวเอง รู้จักชื่อชายเกราะขาวนี้ได้อย่างไร ค่ะ คุณพ่อ หนูเคยเจอเค้ามาแล้วครั้งนึงที่ตลาด เค้าช่วยหนูเอาไว้จากโจรวิ่งราว น้ำฝนตอบพ่อ คราวที่แล้วคุณก็พูดอะไรแปลกๆเหมือนกัน ............ บอกชั้นหน่อยได้มั้ยคุณเป็นใครกันแน่ ........... ไวท์ ............................... ไวท์ไม่ตอบ เขายืนเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ซักพัก ก่อนจะพูดออกมาว่า พวกคุณไปพักผ่อนเถอะ เวลาที่ผมจะพูดยังไม่ใช่ตอนนี้ พูดจบไวท์ก็หันหลังกลับ และเดินออกไปยังสะพานที่ทอดออกไปนอกบ้าน เดี๋ยว!! คุณยังไม่ได้บอกชั้นเลย คุณเป็นใครกันแน่! น้ำฝนถามซ้ำ ไวท์หยุดยืนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะพูดออกมา ............ คืนนี้พักผ่อนเสียก่อนเถอะ พรุ่งนี้ผมจะมาใหม่เพื่อมาบอกสิ่งที่คุณต้องทำ ............. เพื่อพิสุทธิ์ ....ไปพักไม่ได้หรอก ตอนนี้ที่ท่าเรือกำลังถูกโจมตี ผมต้องรีบไปดูแลการอพยพคนโดยเร็วที่สุด กล้าหาญพูดพลางเดินมายังสะพาน ตรงที่ๆไวท์ยืน และกำลังจะเดินผ่านออกไป ไม่จำเป็น ไวท์ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นขวางกล้าหาญไว้ ตอนนี้ กองเรือของเผ่าความมืด ล่าถอยกลับไปแล้ว สถานการณ์ที่ท่าเรือกำลังกลับสู่สภาวะปกติ เพราะฉะนั้น พักผ่อนซะ อะ ....อื้ม กล้าหาญรับ เสียงของไวท์มีอำนาจประหลาดบางอย่าง ที่ทำให้เขาต้องทำตาม ซึ่งเขาไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมเขาต้องทำตามที่ไวท์พูด .............ราตรีสวัสดิ์ ไวท์พูดทิ้งท้าย ก่อนจะออกเดิน และหายตัวไปในความมืดยามราตรี.... เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศยามเช้าแจ่มใส แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านหน้าต่างห้องนอนของน้ำฝนเข้ามา เสียงนกร้องเพลงดังเจื้อยแจ้ว ปลุกให้น้ำฝนตื่นขึ้นจากนิทรา แม้อากาศยามเช้านี้จะแจ่มใส แต่จิตใจของน้ำฝนในยามนี้นั้นกลับไม่แจ่มใสเหมือนอาก าศ เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้มันรบกวนจิตใจของน้ำ ฝน ทำไมเผ่าหิมะราตรีถึงต้องการตัวเธอ และสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ การกระทำที่คุกคามของเผ่าหิมะราตรี ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย น้ำฝนลุกขึ้นจากเตียงและเดินเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วน ตัวในยามเช้าของเธอ หลังจากนั้นเธอก็ออกมาจากห้องน้ำ แต่งเครื่องแบบของโรงเรียน ซึ่งเป็นชุดกระโปรงยาวสีฟ้าแขนกุด สวมทับด้วยเสื้อแขนสั้นสีขาว แล้วเดินลงที่ห้องอาหารด้านล่างเพื่อรับประทานอาหารเ ช้า ที่ห้องอาหารมีคุณพ่อของเธอนั่งอยู่ก่อนแล้ว และกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ซึ่งข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์วันนี้ก็คงไม่พ้น ข่าวท่าเรือถูกโจมตี อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณพ่อ น้ำฝนทักทายพ่อของตนและนั่งที่โต๊ะอาหาร ซึ่งมีอาหารเช้าถูกจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เป็นขนมปังปิ้ง 2-3 แผ่นและนมหนึ่งแก้ว อรุณสวัสดิ์ พ่อของน้ำฝนตอบผ่านหนังสือพิมพ์ออกมา คุณแม่อยู่ในสวนเหรอคะ? น้ำฝนถามคุณพ่อหลังจากทานขนมปังปิ้งไปสองสามคำ อืม เห็นแม่บอกว่าจะออกไปสูดอากาศซะหน่อยน่ะ พ่อของน้ำฝนตอบ น้ำฝนทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว และกำลังดื่มน้ำตอนที่แม่ของเธอเดินเข้ามาในห้องอาหา ร คุณพ่อ คุณแม่ และน้ำฝน จึงเดินออกจากห้องอาหารไปยังห้องรับแขกที่อยู่ติดกันคุณคะ มีแขกมาหาค่ะ.............ชายเกราะขาวคนเมื่อวานนี้น ่ะค่ะ ที่ห้องรับแขก ไวท์นั่งอยู่บนโซฟาตัวหนึ่งซึ่งจัดเอาไว้ให้สำหรับแข กที่มาหา เขายังคงใส่เกราะสีขาวอยู่เช่นเดิม จนน้ำฝนอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาเคยถอดเกราะนั้นออกมั้ยเน ี่ย? ................................................. ......... เงียบ ในห้องรับแขกมีแต่ความเงียบทั้งๆที่คนในครอบครัวน้ำฝ น และตัวน้ำฝนเองมีคำถามมากมายที่อยากจะถามชายเกราะขาว ที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ แต่กลับไม่รู้ที่จะเริ่มถามตรงไหนดี จนในที่สุดไวท์ก็เป็นผู้พูดทำลายความเงียบขึ้นก่อน จากเหตุการณ์เมื่อคืนพวกคุณคงจะรู้แล้วว่า เผ่าความมืดต้องการตัวคุณน้ำฝน และสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ แต่ผมจะขอเสริมซักนิดว่า พวกเผ่าความมืดนั้นไม่ได้ต้องการเพียงแค่ตัวคุณน้ำฝน และสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำเท่านั้น แต่สิ่งที่มันต้องการคือ ตัวผู้สืบทอดและสัญลักษณ์ทั้งหมดต่างหาก ส่วนจุดประสงค์ของพวกมันนั้น ผมบอกได้แต่เพียงว่า มันเป็นอันตรายต่อดาวดวงนี้อย่างมาก ไวท์หยุดพูดและยกน้ำที่คุณแม่เอามาให้ขึ้นดื่ม ก่อนจะพูดต่อไป ...อีกไม่นานเผ่าความมืดจะก่อสงครามขึ้น สงครามนั้นจะค่อยๆขยายตัวออกไป ความสับสนวุ่นวายจะเกิดขึ้น ผู้คนจะเริ่มหิวโหยและต่อสู้กันเองเพื่อความอยู่รอด ความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์จะทวีมากขึ้นเรื่อยๆ ความสงบสุขจะถูกความชั่วนั้นค่อยๆกลืนกินหายไป ในที่สุด ดาวดวงนี้ก็จะเต็มไปด้วยคลื่นแห่งความชั่วร้ายของมนุ ษย์ ที่จะค่อยๆย้อมจิตวิญญาณแห่งดวงดาว ให้กลายเป็นความมืดมิดแห่งดวงดาว และนำดาวดวงนี้เข้าสู่จุดจบ ไวท์หยุดพูดอีกครั้งราวกับจะต้องการให้คนที่ฟังซึมซั บคำพูดของตนและตระหนักว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เพียงไร เพื่อไม่ให้เป็นเช่นนั้น ผมจึงต้องออกเดินทางตามหาผู้สืบทอด และสัญลักษณ์มารวมกันเพื่อรวบรวมจิตวิญญาณแห่งดวงดาว ให้เป็นหนึ่งอีกครั้ง ใช้พลังของจิตวิญญาณแห่งดวงดาวชำระล้างดาวดวงนี้ให้บ ริสุทธิ์ดังเดิม เพราะฉะนั้น คุณน้ำฝน คุณจะต้องร่วมเดินทางไปกับผมในฐานะผู้สืบทอดจิตวิญญา ณแห่งดวงดาว และต้องนำเอาสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำไปกับคุณด้วย ไวท์หยุดพูดอีกครั้ง ห้องรับแขกจึงตกลงสู่ความเงียบดังเดิม ซึ่งคราวนี้ความเงียบนั้นดูจะหนักขึ้นมากกว่าเดิมมาก นัก ............................. ถึงเวลาแล้วสินะ.... น้ำผึ้งคุณแม่ของน้ำฝนพูดขึ้นหลังจากเงียบกันไปซักพั ก เวลาแห่งคำมั่นสัญญาที่สืบต่อๆกันมาในตระกูลผู้สืบทอ ดจิตวิญญาณแห่งน้ำ ในที่สุดก็มาถึง เวลาที่ดวงดาวฟีลโซลดวงนี้กำลังจะถูกความชั่วร้ายเข้ าครอบงำ ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูห้องรับแขกดังขึ้น เข้ามาได้ กล้าหาญตอบออกไป ประตูถูกเปิดออก ผู้ที่เปิดประตูคือ วิรัตน์ คนขับรถม้านั่นเอง คุณน้ำฝนครับ ได้เวลาไปโรงเรียนแล้วครับ วิรัตน์พูดขึ้น ......... ไปโรงเรียนเถอะลูก น้ำผึ้งพูด นี่อาจจะเป็นวันสุดท้ายที่ลูกจะได้เรียนที่โรงเรียน นี้แล้วก็ได้ ......... ไปเถอะแล้วใช้เวลาในวันนี้ให้เต็มที่นะจ้ะ พูดจบแม่ของน้ำฝนก็ยิ้มให้ แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย ........ คุณแม่ น้ำฝนมองดูใบหน้าแม่ของตน แววตาของแม่เศร้าหมอง น้ำฝนอยากจะพูดอะไรก็ได้ให้คุณแม่ดูมีความสุขขึ้น แต่ก็คิดคำพูดไม่ออกเพราะในเวลานี้เธอเองก็กำลังสับส นกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน น้ำฝนจึงได้แต่เดินออกจากห้องไปพร้อมกับวิรัตน์ เพื่อไปโรงเรียน ....... เข้าเรื่องเดิมเลยนะคะ น้ำผึ้งพูดขึ้นหลังจากน้ำฝนออกจากห้องไปแล้ว สัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำถูกเก็บไว้ที่ วิหารวารี ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะน้ำวน ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือจากท่าเรือของวารีนคร แห่งนี้ ประมาณ 25 กิโลเมตร รอบๆเกาะจะมีน้ำวนจำนวนมากอยู่ ทำให้การเดินทางไปเกาะนั้นทำได้ยากลำบากมาก การเดินทางไปที่เกาะน้ำวนจึงต้องมีการเตรียมตัวเป็นพ ิเศษ ........คาดว่าวันพรุ่งนี้น่าจะพร้อมเดินทาง น้ำผึ้งพูด ความจริง การเดินทางไปเกาะน้ำวนนั้นไม่ต้องมีการเตรียมการอะไร เป็นพิเศษเลย เพียงแค่มีผู้เดินเรือที่ชำนาญการอ่านกระแสน้ำก็สามา รถออกเดินทางได้แล้ว แต่น้ำผึ้งต้องการให้น้ำฝนลูกของเธอมีเวลาที่จะคิดทบ ทวนในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น จึงได้พูดออกไปเช่นนั้น ....... เข้าใจแล้ว ไวท์พูดและลุกขึ้นยืน ผมขอตัวก่อน พรุ่งนี้ผมจะรอที่ท่าเรือ พูดจบไวท์ก็เดินออกจากห้องไป น้ำผึ้งและกล้าหาญมองไวท์เดินออกจากห้องรับแขกไป ทั้งคู่ไม่พูดอะไรแต่ก็รู้ดีถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย กล้าหาญจึงโอบไหล่น้ำผึ้งไว้เพื่อปลอบเธอ จบตำนานที่ 3 แก้ไขโดย Poporin : 15 Aug 2006 เวลา 18:33. |
| |