| | #31 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | อา เหตุผลที่แก้เพราะผมคิดว่ามันคงจะอ่านยากอ่ะนะครับ (เรื่องของเรื่อพิมพ์ยากด้วยและมันมีข้อจำกัดในการใช ้คำ) แล้วต่อจากนี้ก็จะมีบทพูดของเผ่าหิมะราตรีค่อนข้างเย อะ ผมเลยคิดว่า ใช้เป็นแบบนี้เลยคงจะดีกว่า ยังไงก็ขอโทษกับความผิดพลาดนี้นะครับ หวังว่าคงจะให้อภัย วันนี้ผมก็เอามาลงอีกหนึ่งตอน เป็นตอนพิเศษ (ต่อจากตอนพิเศษที่แล้วนั่นแหละครับ) เอามาเปลี่ยนอารมณ์กันหน่อย หวังว่า คงจะสนุกนะครับ ตอนพิเศษ บันทึกการเดินทางของนักสำรวจสุดเท่ห์ โปโป้ริน!~ 2 วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ผม โปโป้ริน ตัดสินใจที่จะเริ่มการสำรวจ ผมออกไปซื้อสิ่งของที่จำเป็น สำหรับการเดินทาง โดยผมบอกผู้จัดการส่วนตัวของผมไปว่าจะออกไปเดินเที่ย วซะหน่อย ผมก็ซื้อไปหลายอย่างเลยล่ะ แล้วก็เดินเที่ยววารีนครทิ้งท้ายจนหนำใจเลย ผมกลับเข้าโรงแรมที่พัก ในตอนเย็นเหมือนปกติ แม้จะโดนทักว่าซื้อของมากเกินไป แต่ก็ดูท่าทางว่าจะไม่มีใครสงสัยอะไรผม ดีล่ะ งั้นคืนนี้แหละ ที่ผมจะแอบหลบออกไป คืนนั้นผมเข้านอนเร็วกว่าปกติ ผมบอกผู้จัดการส่วนตัวของผมว่า เหนื่อย อยากพัก ที่จริง คุณองุ่น ผจก. ส่วนตัวของผมเป็นคนดีมากเลยล่ะ ผมก็ไม่ค่อยอยากจะแอบหลบเขาไป แบบนี้หรอกนะ แต่ถ้าขืนไปขอตรงๆ มีหวัง โดนบ่นหูยานแน่ๆเลย เพราะงั้น ก่อนที่ผมจะหลบออกมาในคืนนั้น ผมก็เลยเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ บอกว่า "ขอออกเดินทางไปเที่ยวซักพักใหญ่ๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องงาน เดี๋ยวจะคิดเพลงใหม่ไปด้วย" เอาไว้ ผมหลบออกมาจากโรงแรมทางหน้าต่าง มันก็เป็นเรื่องธรรมดาๆที่เห็นได้ทั่วไปน่ะแหละ เวลาใครจะแอบหนีใครทีไร มันก็ต้องออกกันทางหน้าต่างทุกที ผมออกเดินจากโรงแรม ไปเรื่อยๆ คิดว่าการหนีครั้งนี้คงจะราบรื่นดี แต่ว่า สิ่งที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยก็เกิดขึ้น "ตูม! โครม!! บรึ้ม!!" เสียงปืนใหญ่ เสียงระเบิด และเสียงดังอื่นๆอีกมากมาย ดังขึ้นอย่างกระทันหัน จากภายในตัวเมืองวารีนคร ผมมองไปรอบๆ ไฟกำลังลุกไหม้ ขึ้นมาหลายแห่งในวารีนครนี้ ผู้คนในเมือง ต่างตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นมันก็ไม่แปลกหรอก ขนาดผมเองยังตกใจเลย ตอนนั้นเอง เสียงโห่ร้องอย่างฮึกเหิมก็ดังขึ้น ผมหันไปดูทางต้นเสียงนั้น แล้วก็ต้องตะลึงกับสิ่งที่เห็น กองทัพเผ่าหิมะราตรี จำนวนมาก บุกเข้ามายังวารีนครแห่งนี้ พวกมันเข้าโจมตีผู้คนของวารีนคร ชาวเมืองวารีนครต่างพยายามต่อสู้ขัดขืน หน่วยรักษาความปลอดภัยของเมือง ต่างก็พยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถสู้ได้ ความสงบสุขอันยาวนาน ทำให้ชาววารีนครอ่อนแอ "เปรี้ยง!!" ผมอัดกำปั้นของผมเข้าใส่เผ่าหิมะราตรีตนหนึ่งที่เข้า มาโจมตีผม ดูท่าทางว่าท่าอยู่แถวนี้ต่อไป ผมคงจะต้องแย่แน่ๆ ผมเลยรีบวิ่งออกจากแถวนั้นทันที ระหว่างทางที่ผมวิ่งไปก็มีเผ่าหิมะราตรี เข้ามาขว้างผมอยู่หลายตนเหมือนกัน แต่พวกนี้ไม่ใช่คู่มือของนักร้องดังที่มีความสามารถร อบตัว อย่างผมหรอก หึหึ (อ่ะนะ ก็คนมันเก่ง ทำไงได้)....... เอ๋? อะไรนะ ทำไม่ผมเป็นนักร้องแล้วถึงต่อสู้เก่งด้วยงั้นเหรอ? คือ เรื่องนี้น่ะ มันคงต้องย้อนความไป ตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็กนู่น~น ตั้งแต่คนในครอบครัวผมตายไปหมด เรื่องมันยาว เอาไว้เล่าวันหลังละกันนะ เดี๋ยวมันจะขัดจังหวะ เรื่องตอนนี้เปล่าๆ เอาล่ะมาต่อเรื่องวารีนครดีกว่า เอ ถึงไหนแล้วล่ะ อ่อใช่ ถึงตอนที่ผม กำลังวิ่งออกจากวารีนครใช่มะ อืม ตอนนั้นมันเกิดเรื่อง ที่ผมจะไม่มีวันลืมเลยแหละ ผมกำลังวิ่งเพื่อที่จะออกจากเมืองอย่างเต็มที่ ตอนนั้นเองที่ผมเหลือบไปเห็นชาววารีนคร ครอบครัวนึง กำลังโดนเผ่าหิมะราตรีกลุ่มนึงโจมตีอยู่ "ม่าย~ย!! คุณพ่อ!! คุณแม่!!" หญิงสาวคนนึง ที่ดูเหมือนจะเป็นลูกสาวในครอบครัวนั้น กรีดร้องอย่างตื่นตกใจ และเสียใจเพราะ พ่อแม่ของเธอ เพิ่งจะถูกเผ่าหิมะราตรี ฆ่า!! เผ่าหิมะราตรีกลุ่มนั้น คงตั้งใจที่จะฆ่าเธอไปด้วย ผมเห็นเหตุการณ์นั้นแล้วก็ทนไม่ได้ มันขัดต่อความเป็นคนดีแบบสุดๆของผมน่ะ หึหึ ผมเข้าไปช่วยหญิงสาวคนนั้นเอาไว้จากเผ่าหิมะราตรี พวกมันมีกันประมาณ 5-6 ตนนี่แหละ จำนวนมันค่อนข้างเยอะก็จริง แต่ไม่พอมือ (ที่จริงต้องเขียนว่าพอปากสินะ) ผมหรอก ผมเอาไมค์โครโฟนของผมขึ้นมา แล้วใช้พลังคลื่นเสียงของผม ร้องเพลงพิฆาต อัดคลื่นเสียงใส่พวกมันไปเต็มๆ ผมเก็บไมค์ และเดินเข้าไปหาหญิงคนนั้น ที่กำลัง โอบกอดร่างไร้วิญญาณของพ่อแม่ตนเอาไว้ และร้องไห้อยู่ "เฮ้! นี่ไม่ใช่เวลามาร้องไห้นะ ลุกขึ้น เราต้องรีบไป ผมเข้าใจว่าคุณเสียใจมากจนแทบอยากตาย แต่คุณต้องมีชีวิตอยู่ต่อ อยู่ในส่วนพ่อแม่ของคุณด้วย!!" ผมบอกหญิงคนนั้น ตอนแรกๆ เธอก็ไม่ยอมไปจากตรงนั้นหรอก ผมต้องสู้กับเผ่าหิมะราตรีป้องกันเธออีกตั้งสองสามกล ุ่ม สุดท้ายผมก็คิดว่า ขืนอยู่ตรงนี้นานไป ทั้งผมทั้งเธอมีหวังตายแน่ๆ ผมเลยตัดสินใจ วิ่งเข้าไปอุ้มเธอแล้ว ออกวิ่งต่อไปนอกเมืองแม้มันจะขัดกับความเป็นสุภาพบุร ุษของผม แต่มันก็เป็นเรื่องจำเป็นจริงๆนะ เข้าใจกันมั้ย? หือ? ว่าไงนะ? นายจะเป็นสุภาพบุรุษอะไรก็ไม่สนหรอกเล่าต่อเถอะงั้นเ รอะ? ........ก็ได้ เล่าต่อก็ได้ เชอะ ผมพาเธอวิ่งออกมาจนถึงนอกเมือง (อุ้มตลอดมันไม่ไหวหรอกนะ) พอพวกเราหยุดวิ่ง เธอก็ทรุดลงไปร้องไห้ต่อ เธอเสียใจมาก ผมรู้ ...เรื่องที่ผมปลอบเธอยังไง ขอข้ามไปละกันนะ เดี๋ยวจะหาว่าผมเป็นสุภาพบุรุษเกินไปอีก ฮึ! เอาเป็นว่าสุดท้ายแล้ว ผมก็กล่อมให้เธอเดินทางไปกับผม ผมถามชื่อเธอว่าเธอชื่ออะไร เธอตอบผมว่า เธอชื่อ "มนธิชา" ตอนนั้นเอง เธอก็มองหน้าผม แล้วทำหน้าตกใจแปลกๆ ก่อนจะพูดออกมาว่า "คุณ... นักร้องชื่อดังคนนั้น โปโป้รินนี่นา!!" เออ ก็ใช่น่ะสิ นี่เพิ่งรู้รึไงฟะเนี่ย ผมคิดจะพูดออกไปแบบนั้น แต่เอาเถอะๆ คนเค้ากำลังเสียใจเลยไม่ได้สังเกตมั้ง แล้วเหตุการณ์ วันนั้นก็ผ่านไป ผมก็ออกเดินทางต่อพร้อมกับ มนธิชา เฮ้อ เพราะเรื่องวุ่นๆ นี้แท้ๆ เล้ย ทำให้ผมไปถึงป่าไร้แสงช้าลงไปอีก แต่เอาน่ะ คิดในแง่ดี ผมก็ได้มีเพื่อนร่วมเดินทางมาตั้งคนนึง ........อ๊ะ แย่ละ หมึกปากกาจะหมดแล้วสิ งั้นพอแค่นี้ต่อล่ะกัน เดี๋ยวผมจะมาเล่าเรื่องที่ผมไปผจญภัยในป่าไร้แสง วันอื่นล่ะกันนะ หา? อะไรนะ?....... จบตอนมักง่ายเกินไปงั้นเรอะ? ก็บอกแล้วว่าหมึกมันหมดไงล่ะ นี่ฟังกันไม่รู้เรื่...................... หมึกหมดจบตอนแล้วจ้า
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ แก้ไขโดย Poporin : 19 Aug 2006 เวลา 12:23. |
| | |
| | #32 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ตำนานที่ 10 ทวาทศ เมืองมืด : ปราสาทน้ำแข็ง พลทหารตนหนึ่งของเผ่าหิมะราตรี กำลังวิ่งอย่างรีบเร่ง ผ่านโถงทางเดินน้ำแข็งที่กว้างใหญ่ ตรงไปยังห้องบัลลังก์ ของผู้ครองเมืองมืด หรือที่มนุษย์เรียกกันว่า เมืองหิมะราตรี หยุด! แจ้งจุดประสงค์ของเจ้ามา ทหารยามหน้าห้องบัลลังก์ ถามพลทหารที่พึ่งวิ่งมาถึง ข้านำสารจากท่านวาจามาส่ง พลทหารตนนั้นตอบ ถ้าอย่างนั้นก็เข้าไปได้ ทหารยามเปิดประตูให้พลทหารส่งสารเข้าไป ทหารส่งสาร เดินเข้าไปในห้อง จนถึงหน้าบัลลังก์น้ำแข็งของผู้ครองเมือง พลทหารตนนั้นโค้งคำนับหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะชันเข่าลงข้างนึง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ รายงานสถานการณ์จากท่านวาจาครับ ท่านซีล ว่ามา ซีลผู้ครองเมืองมืด พูดอนุญาตให้พลทหารส่งสารเริ่มการรายงาน สถานการณ์ตอนนี้ ท่านวาจายึดวารีนครได้แล้ว หน่วยรบของเราบาดเจ็บเล็กน้อย 2170 นาย บาดเจ็บสาหัส 158 นาย ไม่มีการเสียชีวิต ส่วนภารกิจชิงสัญลักษณ์นั้นล้มเหลว เนื่องจากมีชายเกราะขาว เข้าขัดขวาง และชิงตัวประกันไปครับ พลทหารส่งสารรายงาน .....งั้นรึ....เจ้าออกไปได้แล้ว และไปตามหัวหน้าหน่วยจู่โจมเข้ามาพบข้าด้วย รับทราบ พลทหารตนนั้นรับคำสั่งและรีบออกจากห้องบัลลังก์ไป (....ไม่เลวนี่ ไวท์ ที่อุตสาห์ปกป้องสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณเอาไว้ได้... . แต่ว่า... เจ้าจะรักษาเอาไว้ได้นานแค่ไหนกันน้า~ หึหึหึ) รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของซีล แผนการต่างๆผุดขึ้นในสมองของเขา ท่านซีลครับ หัวหน้าหน่วยจู่โจมมาถึงแล้วครับ พลทหารส่งสารที่ออกไปกลับมายังห้องบัลลังก์อีกครั้ง พร้อมกับพาชาวหิมะราตรีขนสีน้ำตาล ตนเดียวกับที่เข้าจู่โจมบ้านของน้ำฝนมาด้วย มีอะไรให้เวคีผู้นี้รับใช้หรือครับ ท่านซีล เวคี หัวหน้าหน่วยจู่โจมพูดขึ้น ข้ามีภารกิจให้เจ้าทำ.... ตามข้ามา ซีลลุกขึ้นจากบัลลังก์ และเดินตรงไปยังประตูห้อง อ่อใช่ พลทหาร ฝากไปบอกวาจาว่า แค่วารีนครรู้สึกจะน้อยไป ให้ยึดเมืองลูกทั้งหมดของวารีนครทั้งหมดด้วย ซีลหันกลับมาสั่งพลทหารที่พาเวคีมา รับทราบ พลทหารตอบรัคำสั่งของซีล ดี........ เวคี เจ้าตามข้ามาได้แล้ว ครับ ท่านซีล แล้วซีลกับเวคี ก็เดินออกจากห้องบัลลังก์ไป ซีลเดินนำเวคีผ่านโถงทางเดินน้ำแข็ง มาจนถึงประตูบานหนึ่ง ซึ่งทำมาจากเหล็ก และถูกปิดล็อคไว้อย่างแน่นหนา ซีล หยิบกุญแจขึ้นมา และไขล็อคชั้นแรกของประตู เจ้ายังคงจำชายเกราะขาวที่เคยเข้าขัดขวางภารกิจเจ้า ได้ใช่มั้ย? เวคี ซีลถาม จำได้ครับท่านซีล ดี ภารกิจของเจ้าครั้งนี้ คือ ฆ่าทุกชีวิตที่ร่วมเดินทางไปกับชายคนนั้น และชิงเอาสัญลักษณ์ แห่งจิตวิญญาณมา ซีลพูด พลางรวมจิตใช้เวทย์มนต์ เพื่อปลดล็อคชั้นที่สองของประตู แล้วตัวชายเกราะขาวคนนั้นล่ะครับ ท่านซีลจะไม่ฆ่าหรือ? แล้วเจ้าคิดว่า เจ้าสามารถฆ่าชายคนนั้นได้รึ?... หึหึหึ เวคีเอ๋ย เจ้าไม่มีทางสู้ชายคนนั้นได้หรอก! ........................ เวคีฟังซีล แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรโต้ตอบกลับไป เพราะจากการปะทะกับไวท์คราวที่แล้ว ทำให้เค้ารู้ดีว่า ความแตกต่างระหว่าง ฝีมือของตนกับไวท์นั้น มันมากขนาดไหน เพราะงั้น เวคี...... ข้าถึงต้องพาเจ้ามาที่นี่อย่างไรเล่า.. ซีลพูด และเปิดประตูเหล็กบานนั้นออก ห้องด้านหลังประตูเหล็กบานนั้นมืดมิด มีเพียงแสงสะท้อนจางๆ จากสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นลูกกรง ซีลพาเวคีเดินเข้าไปในห้องที่ไร้แสง เวคีรู้สึกได้ ถึงแรงกดดัน และความเป็นอันตราย ซึ่งมาจากสิ่งมีชีวิต ที่อยู่ในกรงขนาดใหญ่ ภายในความมืดของห้องนั้น หึหึ รู้สึกว่า สัตว์เลียงที่น่ารักของข้าตัวนี้ มันอยากจะออกกำลังกายนะ เจ้าช่วยพามันไปเล่นกับ ชายเกราะขาวคนนั้นหน่อยได้มั้ย? เวคี ได้ครับ ท่านซีล เวคีตอบรับคำสั่งของซีล แรงกดดันที่เขารู้สึกได้จากซีล และสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในกรงมืดๆตัวนั้น มันมากถึงขนาดทำให้ หายใจลำบากเลยทีเดียว ดี....อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะเวคี...หึหึหึหึ ฮ่าฮ่าฮ่า ------------------------------------------------------------------- บ่ายวันที่สาม หลังจากที่ ไวท์ น้ำฝน และมารุต ออกเดินทางจากเมืองปันปัน พี่น้ำฝน! ตื่นฮะ พวกเราถึงอัคคีนครแล้ว มารุตปลุกน้ำฝนที่นั่งหลับอยู่บนรถม้า น้ำฝนตื่นขึ้นตามเสียงปลุกของมารุต เธอเหลียวมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า และพบว่า ขณะนี้ รถม้ากำลังวิ่งอยู่ในเมือง บ้านเรือนที่มองเห็นผ่านหน้าต่าง มีโครงสร้างที่เรียกได้ว่า เป็นบ้านแบบเมืองร้อนจริงๆ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาให้เห็นอยู่ประปรายตามถนน ส่วนใหญ่มีผิวคล้ำ เสื้อผ้าที่สวมใส่มีเนื้อผ้าค่อนข้างบาง เหมาะกับสภาพอากาศที่ร้อน ของอัคคีนครแห่งนี้ รถม้าค่อยๆ ลดความเร็วลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าโรงแรมเล็กๆ โทรมๆ แห่งหนึ่ง ที่มีป้ายติดไว้ว่า ทวาทศ ที่พักอันแสนปลอดภัยสำหรับนักเดินทาง ราคาสบายๆ แค่ 12 ฟีลต่อหนึ่งคืน *หมายเหตุ จอดรถม้า-ดูแลม้า บริการตนเอง ,อาหาร บริการตนเอง คุณน้ำฝน ,มารุต ลงรถม้าได้แล้ว พวกเราจะ พักกันที่นี่ เสียงไวท์ดังมาจากทางด้านหน้ารถม้า มารุตเปิดประตูรถม้า และก้าวลงมายืนที่พื้น ตามมาด้วยน้ำฝน ที่มองโรงแรมที มองป้ายโรงแรมที อย่างไม่ค่อยไว้ใจ นี่ไวท์...... จะพักที่โรงแรมนี้จริงๆน่ะเหรอ? น้ำฝนถามขึ้นอย่างหวาดๆ ขนาดตอนบ่ายแดดเปรี้ยงๆ โรงแรมนี้ยังดูอับทึบมืดทึบ ให้บรรยากาศชวนสยองแปลกๆ ทั้งๆที่บ้านเรือนรอบๆ ออกจะดูโปร่งโล่งสบายแท้ๆ จริง ไวท์ตอบกลับมาสั้นๆ ตามแบบของเขา เปลี่ยนที่ไม่ได้เหรอไวท์? โรงแรมในเมืองที่ดูดีกว่านี้ก็มีอีกตั้งเยอะนะ ถ้าเงินไม่พอ ฝนช่วยออกก็ได้... ไม่ได้ ต้องที่นี่เท่านั้น.. ผมเอารถม้าไปเก็บล่ะ คุณน้ำฝนจองห้องให้ด้วย พูดจบ ไวท์ก็ขับรถม้าจากไป ไม่ต้องกลัวหรอกฮะ พี่น้ำฝนมีผมอยู่ทั้งคน สบายใจได้ มารุตพูด พลางทุบอกตัวเองอย่างมั่นใจ และ โครม!! สะดุดขาตัวเองล้มลงอย่างแรง!! (..........แล้วแบบนี้ จะสบายใจได้ไงเนี่ย.....) น้ำฝนคิดในใจ ภายในโรงแรมทวาทศ ผนังถูกทาด้วยสีเทาขมุกขมัว เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ ,เก้าอี้ ,โซฟา ล้วนแต่เป็นสีน้ำตาลเข้ม การตกแต่งภายในของโรงแรมแห่งนี้ ยิ่งส่งเสริมบรรยากาศอึมครึมของมันให้ดูโดดเด่นขึ้นไ ปอีก น้ำฝนและมารุต เดินตรงไปยังส่วนลงทะเบียนเข้าพัก ของโรงแรม แต่กลับไม่มีพนักงานของโรงแรม อยู่แถวนั้นเลยซักคน น้ำฝนสังเกตเห็นเชือกเส้นหนึ่ง ห้อยลงมาจากเพดาน และมีป้ายเขียนเอาไว้ว่า หากไม่พบพนักงาน กรุณาดึงเชือก น้ำฝนจึงยื่นมือออกไปจับเชือกเส้นนั้น แต่ก่อนที่เธอจะออกแรงดึง เสียงหัวเราะชวนขนหัวลุกก็ดังขึ้น เหอ เหอ เหอ มีธุระอะไรหรือ แม่หนูน้อย ยายแก่ๆคนหนึ่ง เดินออกมาจากมุมมืดด้านหลังเคาน์เตอร์ลงทะเบียน อ๊ะ!..... เอ่อ.... คือ... หนูอยากจะ.. ขอเข้าพักที่นี่น่ะค่ะ น้ำฝนตอบกลับไป เสียงหัวเราะเมื่อกี้ แทบทำเธอหัวใจวาย หา?? อะไรนะ? จะกินข้าวผัด ที่นี่ไม่มีอาหารบริการนะ แม่หนูน้อย มะ.. ไม่ใช่ค่ะ พวกหนูจะขอเข้าพักที่นี่ค่ะ น้ำฝนพูดใหม่ให้เสียงดังกว่าเดิม แน่ะ! ก็บอกแล้วว่าที่นี่ไม่บริการอาหาร ยังจะมาบอกให้ใส่ฟักอีก ไม่ใช่ค่ะ! หนูขอเข้าพักค่ะ! น้ำฝนตะโกนเสียงดัง อ่อ!...จะเข้าพักเองหรอกรึ แหม โทษที ยายแก่แล้ว หูมันก็ตึงเป็นธรรมดา เหอ เหอ เหอ ........ แล้วมากันกี่คนล่ะ? สามคนค่ะ! น้ำฝนตะโกนตอนกลับไป พร้อมกับยกนิ้วสามนิ้ว เพื่อสื่อถึงเลขสาม อ่อ.. สามคนเรอะ เหอ เหอ เหอ รอนี่เดี๋ยวนะ จะไปหยิบกุญแจห้องมาให้ แล้วคุณยายผู้ดูแลโรงแรม ก็เดินหายเข้าไปในเงามืดด้านหลัง และกลับออกมา พร้อมกับกุญแจสามดอก พักให้สบายนะ หลานๆ เหอ เหอ เหอ เหอ พูดจบ คุณยายผู้ดูแลโรงแรม ก็เดินจากไป น้ำฝนถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอไม่ค่อยชอบคุณยายคนนี้เลย โดยเฉพาะ เสียงหัวเราะของคุณยาย น้ำฝนหยิบกุญแจทั้งสามดอกขึ้นมา และส่งดอกนึงให้กับมารุต ก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายกัน ไปห้องพักของตนเอง เฮ้อ~อ ในที่สุดก็ได้นอนเตียงนุ่มๆ แบบนี้ซะที น้ำฝนทิ้งตัวลงบนเตียงนอนในห้องพัก สองคืนที่ผ่านมาของการเดินทางนั้น เธอต้องกางเต็นท์ นอนพื้นแข็งๆมาตลอด ซึ่งสำหรับคนที่เรียกได้ว่าเป็น ลูกคุณหนู เต็มตัวอย่างเธอแล้ว มันเป็นสองคืนที่ลำบากมาก น้ำฝนนอนมองสภาพห้องของเธออยู่ซักพัก บรรยากาศภายในห้อง ค่อนข้างจะโล่งโปร่งสบายกว่าที่คิด อาจเป็นเพราะ หน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับลมอยู่บนผนังห้อง ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องนี้ มีเพียง เตียง ,ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะตัวหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใต้หน้าต่างบานนั้น กุกกัก... เสียงอะไรบางอย่าง ดังลอดออกมาจากตู้เสื้อผ้า น้ำฝนรู้สึกตกใจเล็กน้อย จึงหันไปดู แต่เสียงที่เธอได้ยินก็เงียบหายไปแล้ว และประตูตู้เสื้อผ้าก็ยังปิดสนิทดีอยู่ (...........ฉันคงหูฝาดไป เพราะเหนื่อยจากการเดินทางแน่ๆเลย.......... ไปอาบน้ำให้สดชื่นหน่อยดีกว่า) น้ำฝนคิด ก่อนที่จะลุกจากเตียง หยิบผ้าเช็ดตัว และชุดคลุมหลังอาบน้ำ จากกระเป๋าเดินทางของเธอ แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป........... 20 นาทีต่อมา~ เสียงน้ำในห้องน้ำหยุดลง ซักพัก ประตูห้องน้ำก็เปิดออก น้ำฝนเดินออกมาในชุดคลุมหลังอาบน้ำ เธอตรงไปยังกระเป๋าเดินทาง และหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมา เตรียมสวมใส่ แต่ก่อนที่เธอจะถอดเสื้อคลุมออก เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้านั้นเอง เสียงประหลาดจากตู้เสื้อผ้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง! กุกกัก... น้ำฝนแน่ใจว่าคราวนี้ ไม่ได้หูฝาดแน่ๆ เธอหันไปมองที่ตู้เสื้อผ้า และพบว่า ประตูตู้ที่เคยปิดสนิทนั้น กลับเปิดแง้มออกมา!! น้ำฝนกระชับเสื้อคลุมอาบน้ำเข้ากับตัว เธอเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้านั้น ......จะต้องมีอะไรบางอย่างอยู่ในตู้เสื้อผ้าแน่ๆ ...แต่.... อะไรล่ะที่อยู่ในนั้น! น้ำฝนหยุดยืนอยู่ที่หน้าตู้เสื้อผ้า เธอรวบรวมความกล้า เปิดประตูตู้เสื้อผ้านั้นออก! และสิ่งที่เธอพบก็คือ.......!!!! จบตำนานที่ 10
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ |
| | |
| | #36 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านผลงานผมมาตลอดนะครับ มันเป็นกำลังใจที่ดี ที่ทำให้ผมพยายามเขียนเรื่องนี้ ให้สนุกยิ่งๆขึ้น ต่อไปได้ดีทีเดียว เอาล่ะ วันนี้ ตำนานที่ 11 ก็ได้ออกมาให้ทุกๆคนอ่านกันต่อแล้ว เชิญติดตามได้เลยครับ ตำนานที่ 11 ปะทะ! กุกกัก... เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นจากตู้เสื้อผ้า น้ำฝนหันไปมอง และพบว่า ประตูตู้ที่เคยปิดสนิทนั้น กลับเปิดแง้มออกมา!! น้ำฝนกระชับเสื้อคลุมอาบน้ำเข้ากับตัว เธอเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้านั้น ......จะต้องมีอะไรบางอย่างอยู่ในตู้เสื้อผ้าแน่ๆ ...แต่.... อะไรล่ะที่อยู่ในนั้น! น้ำฝนหยุดยืนอยู่ที่หน้าตู้เสื้อผ้า เธอรวบรวมความกล้า เปิดประตูตู้เสื้อผ้านั้นออก!! .......กรี๊ดดดดดดด~ด!!!! เสียงกรีดร้องของน้ำฝน ดังไปทั่วทวาทศ มารุตที่อยู่ห้องข้างๆได้ยินเข้า จึงรีบวิ่งมาดูทันที พี่น้ำฝน เกิดอะไรขึ้น!! มารุตเปิดประตูห้องน้ำฝนเข้ามา ภาพที่เขาเห็นก็คือ น้ำฝนที่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำ ถูกปิดปาก และล็อคตัวเอาไว้ โดยชายผมแดงแปลกหน้า ที่ดูจากทิศทางแล้ว น่าจะโผล่ออกมาจากตู้เสื้อผ้า!! !!!!...ออกห่างจากพี่น้ำฝนเดี๋ยวนี้นะ!! มารุตไม่รอช้า วิ่งเข้าไป กระโดดถีบใส่ชายคนนั้น ด้วยเท้าที่มีกรงเล็บเหมือนนก ชายผมแดงผละออกห่างจากน้ำฝน เพื่อหลบลูกถีบของมารุตทันที เฮ้ย! เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อนๆ!! คุยกันก่อนก็ได้!! ชายผมแดงพูดอย่างร้อนรน ไม่คุยแล้ว! แกบังอาจลวนลามพี่น้าฝน ไม่ยกโทษให้เด็ดขาด!! ลูกเตะกังหันลม!! มารุตกระโดดขึ้นไป เกือบติดเพดานห้อง และหมุนตัวเตะใส่ ชายผมแดงอย่างรวดเร็ว! เหวอ!! ชายผมแดง หลบลูกเตะของมารุต ได้อย่างหวุดหวิด กรงเล็บและแรงลม ที่เกิดจากลูกเตะของมารุต เฉี่ยวถูกแขนของเขา เรียกเลือดสดๆให้ไหลริน! เฮ้ยๆๆ!! นี่จะฆ่ากันจริงๆเลยเรอะ! ชายผมแดงพูด พลางเอี้ยวตัวหลบลูกเตะอีกลูกของมารุต ที่เฉี่ยวหน้าเขาไป! เดี๋ยวก่อน! มารุต! น้ำฝนตะโกนห้ามมารุตไว้ แต่!.. พี่น้ำฝน..ไอ้หมอนี่มัน!! มารุตทำท่าจะขัด แต่ก็หยุดไป แฮ่ก แฮ่ก ขอบใจนะน้องสาว .....เอ๋ แล้วไอ้ลูกบอลน้ำที่ลอยอยู่นั่น เอาไว้ทำอะไรอ่ะ? ชายผมแดงมอง น้ำขนาดเท่าๆลูกฟุตบอล ที่ลอยอยู่ข้างๆน้ำฝน อย่างไม่ค่อยไว้ใจ ...........ก็..........เอาไว้อัดแกไง!! คนบ้า~!! ห๊า~!! อุ๊ก!! ชายผมแดงถูกบอลน้ำ ที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ของน้ำฝน ซัดเข้าใส่จุดยุทธศาสตร์อย่างจัง!! ทำให้เขาทรุดลงไปกองกับพื้น นอนบิดไปมาด้วยความเจ็บปวด! โครม!! น้ำฝนฟาดกระเป๋าเดินทาง ซ้ำใส่ชายผมแดงอย่างแรง ส่งผลให้ชายผมแดงสลบไปทันที! (......โห.....พี่น้ำฝนนี่... โหดจังแฮะ) มารุตที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่คิด และมองดูชายผมแดงที่สลบอยู่กับพื้น โดยไม่รู้ว่า...สูญพันธ์ไปรึยัง.... ---------------------------------------------------------------------------------- ไวท์นำรถม้าไปเก็บ และเอาม้าเข้าคอก เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้เขากำลังเดินอยู่ในย่านการค้า ของอัคคีนคร สินค้าที่วางขายอยู่ตามร้านต่างๆ บริเวณนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นของพื้นเมือง เนื่องจากอัคคีนคร ไม่มีอาณาเขตติดกับทะเล จึงทำให้การนำสินค้าจากต่างเมือง เข้ามาขายเป็นจำนวนมากๆนั้น ทำได้ลำบาก ไวท์มาที่ย่านการค้า เพื่อซื้อเสบียง และสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง เขาเข้าออกร้านค้าหลายร้าน จนในที่สุด เขาก็ซื้อของที่ต้องการจนครบ ไวท์เดินออกมาจากร้านค้าร้านสุดท้าย ที่เข้าไป พร้อมกับถุงสินค้าเต็มสองมือ แต่ทันใดนั้นเอง.... ตึง!! โครม!! เสียงอึกทึกครึกโครม จากการพังทลายของ อาคารบ้านเรือนดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงตะโกน และกรีดร้อง ด้วยความตื่นตระหนก ของชาวอัคคีนครที่อยู่แถวๆนั้น!! เหวอ!! สัตว์ประหลาด!! หนีเร็ว!! แล้วความโกลาหลก็เกิดขึ้น ชาวอัคคีนครต่างพากัน วิ่งหนีเอาชีวิตรอด จากสัตว์ประหลาด ที่เพิ่งจะพังบ้านเรือนไปเป็นแถบๆ และกำลังส่งเสียงคำราม อย่างน่ากลัว ฮูม!!~ เจ้าของเสียงคำราม มีรูปร่างสูงใหญ่ถึง ห้าเมตร ยืนอยู่ด้วยสองขาที่มั่นคง สองแขนที่ทรงพลัง กำลังกวัดแกว่งทำลายบ้านเรือน ของชาวอัคคีนคร ขนสีขาว ยาว แข็งกระด้าง ขึ้นปกคลุมผิวหนังที่หยาบหนา และกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง หัวของมันไร้ซึ่งดวงตา มีเพียงหูที่ชี้แหลม ,จมูก และปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยว มันคือ ยักษ์ไร้ใจแห่งแดนหิมะ! โอฮาร์ต!! ตึง!! โอฮาร์ต กระโดดจากจุดเดิมมาอยู่ตรงหน้าไวท์ พื้นดินบริเวณที่มันลงถึงกับ ยุบลงไปเพราะน้ำหนักตัว และพลังขาของมัน! หือ? อัศวินถือถุงกับข้าวงั้นหรือ ช่างเป็นภาพที่น่าประหลาด ฮ่าฮ่า เวคีที่อยู่บนบ่าของ โอฮาร์ต พูดขึ้น ........................กลับไปซะ อา.... ข้ากลับแน่ แต่โอฮาร์ตมันอยากจะเล่นกับเจ้า ช่วยเล่นกับมันหน่อยละกัน .....พามันกลับไปด้วย ไม่ได้หรอก...เชิญเจ้าเล่นกับมันไปเถอะ ...ส่วนข้า จะไปเล่นกับพวกของเจ้าให้เอง ไปล่ะ พูดจบ เวคีก็กระโดดลง จากบ่าของโอฮาร์ต และวิ่งหายไปท่ามกลางความโกลาหล ของผู้คน หยุดเดี๋ยวนี้! ไวท์วางถุงเสบียงลง และวิ่งตามเวคีไป ฮูม!~อูม!! โอฮาร์ตพุ่งเข้าโจมตีไวท์ ด้วยการฟาดแขนทั้งสองข้าง ลงมาอย่างแรง!! โครม!! ไวท์โดดหลบการโจมตีของโอฮาร์ตได้ แต่พื้นบริเวณที่เขาอยู่เมื่อกี้ ถึงกับเกิดรอยแยก เนื่องจากพลังแขนอันแข็งแกร่งของมัน หลีกไป! ไวท์เปลี่ยนสภาพปลอกแขนของตน ให้กลายเป็นง้าวขนาดใหญ่ ฟันใส่โอฮาร์ต! ฉัวะ! โอฮาร์ต ถูกฟันเข้าที่ต้นขาทั้งสองข้าง เกิดเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ มันแผดร้องอย่างเจ็บปวด และพุ่งเข้าโจมตีไวท์ ด้วยความบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม ฮูม~ม!! โอฮาร์ตชกใส่ไวท์อย่างรวดเร็ว แต่ไวท์ใช้ด้ามง้าวกันเอาไว้ได้! เคร้ง!! ไวท์ไถล ถอยหลังไป เนื่องจากพลังหมัดของโอฮาร์ต โครม!! หมัดที่สองถูกชกตามหมัดแรกออกมา ไวท์หลบได้หวุดหวิด หมัดของโอฮาร์ต จึงเลยไปโดนกำแพงบ้านด้านหลัง จนพังทลายเป็นชิ้นๆ !! ไวท์ถอยห่างออกมาตั้งหลัก ยักษ์ไร้แห่งแดนหิมะตัวนี้ ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ง่ายเลย มันมีพละกำลัง และความรวดเร็วมากกว่าทั่วไปหลายเท่า! ฮูม~ม!! โอฮาร์ตร้องคำรามอย่างขัดใจที่ไม่สามารถจัดการไวท์ได ้ ระหว่างนั้นเอง หมอกสีดำแบบที่เคยรักษาแผลให้อรุณกับสายัณห์ ก็ปรากฏขึ้น ที่แผลบริเวณต้นขาของมัน! โอฮาร์ตตัวนี้ มีพลังแห่งความชั่วร้าย!! (......ต้องรีบจัดการ...ไม่งั้นคุณน้ำฝนเป็นอันตรายแ น่) ไวท์คิด ขณะมองแผลของโอฮาร์ตหายไป ฮูม~ม!! ... ซูด~ด... โอฮาร์ตสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด หันหน้ามาทางไวท์ แล้วปล่อยลมหายใจเยือกแข็งออกมา!! ซูม~ม!! ลมเย็นเยียบพร้อมเกล็ดน้ำแข็ง พุ่งเข้าหาไวท์อย่างรวดเร็ว ไวท์เปลี่ยนสภาพง้าว ให้กลายเป็นโล่ขนาดใหญ่ แล้วใช้บังตนเองเอาไว้ ในนามของพิสุทธิ์ ข้าขอบัญชา เปลวเพลิงจงมาสถิต! โล่อัคคี!! ทันใดนั้น โล่ของไวท์ก็มีเปลวเพลิงร้อนแรงห่อหุ้ม! เปรี๊ยะ ~ ! แกร๊ก! ซ่า~! เสียงแตกของน้ำแข็งที่โดนความร้อน กับเสียงไฟที่ถูกน้ำของน้ำแข็ง ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทันที่ที่ ลมหายใจเยือกแข็ง ปะทะเข้ากับโล่ไฟ! ไวท์โถมตัวเข้าหาโอฮาร์ต โดยใช้โล่เป็นเครื่องกำบัง และในที่สุดเขาก็เข้าถึงตัวมัน พอดีกับที่ลมหายใจเยือกแข็งหยุดลง! ในนามของพิสุทธิ์ ข้าขอบัญชา พื้นดินจงกลายเป็นคมหอกคมดาบ ทิ่มแทงศัตรูข้า! เขี้ยวพสุธา!! ไวท์แปลงสภาพโล่ของตนให้กลายเป็นดาบ และปักลงพื้นดิน! ฉึก! ฉึก! ฉึก! พื้นดินบริเวณที่โอฮาร์ตยืนอยู่ พุ่งขึ้นมาแทงทะลุร่างของมัน ส่งผลให้เกิดแผลฉกรรจ์ หลายแผล! ฮูม~ม!! ฮุก! โอฮาร์ต ร้องคำรามอย่างเจ็บปวด มันพยายามจะดิ้นให้หลุดจากเขี้ยวดินที่เสียบทะลุร่าง ของมัน แต่ไม่สามารถดิ้นหลุดไปได้ .....ความชั่วร้าย...ต้องถูกกำจัด! ไวท์พูดพลางเปลี่ยนสภาพดาบ ให้กลายเป็นคันธนู ในนามของพิสุทธิ์ ข้าขอบัญชา แสงสว่างจงแปรสภาพ กำจัดความชั่วร้าย!.......... ไวท์ง้างคันธนูออก ละอองแสงค่อยๆเกิดขึ้น และรวมตัวกัน เป็นลูกธนูแสง ส่องสว่างเจิดจ้า! เมื่อง้างจนสุด ไวท์หันคันธนูขึ้นฟ้า และยิงออกไป! ทัณฑ์สวรรค์!! ลูกธนูแสงพุ่งเป็นเส้นตรงขึ้นไปจนสุดขอบฟ้า และกลับลงมาเป็นลำแสงขนาดใหญ่ พุ่งตรงใส่โอฮาร์ต!! ฮูม~ม!! ฮูม~ม!! โอฮาร์ตร้องคำราม อย่างเจ็บปวด ก่อนที่ร่างกายของมัน จะค่อยๆสลายหายไป จนหมดสิ้น!! (.....อย่าพึ่งเป็นอะไรไปนะ คุณน้ำฝน) ไวท์คิดในใจ แล้วเขาก็รีบวิ่งตรง กลับไปยังโรงแรม ทวาทศ ทันที!! จบตำนานที่ 11 ปล. ช่วงนี้อาจจะเป็นฉากบู๊เยอะหน่อย ก็... ถ้ามีข้อติชมอะไรก็บอกๆกันได้นะครับ ผมจะได้เอาไปพัฒนาวิธีการเขียนต่อไป
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ แก้ไขโดย Poporin : 02 Sep 2006 เวลา 10:26. |
| | |
| | #37 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | โหลๆ เทสๆ ขอเสียงหน่อย มีใครอยู่มั้ย? ........ เงียบ....... ไม่มีสัญญาณตอบรับจากผู้อ่าน เอ~ หรือเราจะลงถี่ไป จนคนเขาขี้เกียจอ่านหว่า? (..ย้อนกลับไปดู...โห~ นี่ปาเข้าไป 40 หน้าใน MS-word แล้วเหรอเนี่ย O_o) ... ตำนานที่ 12 - ปะทะ! 2 นี่~ น้องสาวสุดสวย ปล่อยพี่ไปเหอะน้า~ พี่ก็แค่นักท่องเที่ยวธรรมด๊า~ ธรรมดา ที่มาพักที่โรงแรมนี้ก็เท่านั้นเอง เสียงของชายผมแดง ดังลอดประตูหน้า ของโรงแรมทวาทศ ออกมาสู่ท้องถนนของอัคคีนคร ปึง! ประตูหน้าของโรงแรม ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง น้ำฝนเดินออกมาพร้อมกับลากชายผมแดง ที่ถูกเชือกมัดเป็นดักแด้ไว้ ออกมาด้วย ไม่ต้องแก้ตัวเลย! มีนักท่องเที่ยวธรรมดาที่ไหน เค้าไปแอบในตู้เสื้อผ้าห้องคนอื่นกัน! โธ่~ นั่นมันแค่งานอดิเรก เล็กๆน้อยๆ น้องอย่าใส่ใจได้ม้าย~ ชายผมแดงดิ้นขลุกขลักไปมา เพื่อให้ตนเองหลุดพ้น จากการพันธนาการ ที่แน่นหนา แต่มันไม่มีประโยชน์เลย เอ่อ... พี่น้ำฝนจะพาหมอนี่ไปไหนเหรอฮะ?... มารุตที่เดินตามน้ำฝนออกมา ถามขึ้น ก็จะพาไปส่งที่ สำนักรักษาความปลอดภัย แห่งอัคคีนคร น่ะสิ ต้องให้โดนลงโทษซะให้เข็ด น้ำฝนตอบ เฮ้ย~! จะจับเข้าซังเตเลยเรอะ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยน้า แค่จับหน้าอกไปสองสามทีเอง ชายผมแดงทำหน้าตาเคลิบเคลิ้ม เมื่อนึกถึงสิ่งที่ได้สัมผัส นั่นเค้าเรียก ทำอนาจารทางร่างกายแล้ว! น้ำฝนเถียง หน้าเริ่มแดง โธ่เอ๊ย โมโหไปได้ แบบนี้แสดงว่ายังไม่เคย . . . สินะ โรคจิต!! น้ำฝนพูด พร้อมซัดบาทา ใส่หน้าชายผมแดงเต็มๆ บึก! ........ โอ๊ย!! มารุต ช่วยปิดปากหมอนี่ที พี่ไม่อยากฟังมันพูดแล้ว น้ำฝนหยิบผ้าผืนนึงส่งให้มารุต ได้เลยฮะ พี่น้ำฝน มารุตรับผ้ามา เดี๋ยวก่อนๆ ผ้าปิดปากขอใช้ผ้าเช็ดหน้าของนะ.. อุ๊บ!! อือ! อื้อ! เรียบร้อยแล้วฮะ มารุตพูดหลังจากที่ ผูกผ้าปิดปากชายผมแดงเสร็จ ตึง! โครม! เสียงอึกทึกครึกโครม ดังมาจากแถวย่านการค้า ของอัคคีนคร !!!! น้ำฝน ,มารุต และชายผมแดง หันไปมองทางต้นเสียง เห็นชาวเมืองอัคคีนครที่กำลังแตกตื่น พากันวิ่งหนีออกจากบริเวณนั้น! เกิดอะไรขึ้นน่ะ! น้ำฝนถามชาวอัคคีนครกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังวิ่งหนีออกมาทางที่พวกเธออยู่ สัตว์ประหลาด!! สัตว์ประหลาดบุกอัคคีนคร!! พวกเธอก็รีบออกห่างจากแถวนี้เถอะ!! คนหนึ่งในกลุ่มนั้นตอบก่อนจะวิ่งผ่านไป นี่!! เดี๋ยว สัตว์ประหลาดอะไรกัน กลับมาอธิบายก่อนสิ!? น้ำฝนพยายามเรียกคนกลุ่มนั้น แต่พวกเขาก็ยังวิ่งกันต่อไป พลางร้องตะโกนเรื่องสัตว์ประหลาดไปด้วย พี่น้ำฝนฮะ เราไปที่ย่านการค้ากันเถอะฮะ มารุตรู้สึกตื่นเต้นมาก นี่แหละ การผจญภัยที่เขาเฝ้ารอ การต่อสู้กับสัตว์ประหลาดต่างๆนาๆ แบบที่โครวทำ อื้อ! ไปสิ ไปช่วยชาวอัคคีนครกัน น้ำฝนพูด ครั้งที่เกิดเรื่องที่วารีนคร เธอไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่คราวนี้ เธอจะไปยอมให้มีคนตายโดยเปล่าประโยชน์ อีกเด็ดขาด! ชายผมแดงมองน้ำฝนกับมารุต ที่กำลังจะไปยังย่านการค้า แต่ก่อนที่ทั้งสองคนจะออกวิ่งไปนั้นเอง ชายผมแดงก็เหลือบไปเห็น แสงสะท้อนจากใบมีด ที่กำลังพุ่งตรงมายังน้ำฝน!! อะอัง!! ชายผมแดงถีบตัวสุดแรง เข้าชนน้ำฝนให้พ้นจากมีดเล่มนั้น!! มีดสั้นที่พลาดเป้า พุ่งผ่านแผ่นหลังของชายผมแดง ไปอย่างฉิวเฉียด เฉือนเชือกที่มัดเขาเอาไว้จนขาดสะบั้น! ทำอะไรของนายน่ะ! น้ำฝนที่ถูกชนจนเซไป หันกลับมาถามชายผมแดง เธอยังไม่รู้ตัวว่า เมื่อกี้ เกือบจะได้เป็นเหยื่อของมีดสังหารไปแล้ว! หลบเร็ว!! ชายผมแดง ที่เพิ่งดึงผ้าปิดปากออก ร้องเตือนน้ำฝน เพราะว่า มีดสั้นเล่มที่สอง กำลังพุ่งเข้ามาแล้ว!! น้ำฝนหลบมีดสั้นได้อย่างหวุดหวิด เธอหันไปมองยังทิศที่มีดสั้นน่าจะถูกปามา แต่เธอกลับไม่พบคนที่น่าจะเป็นผู้โจมตีเลย พี่น้ำฝน! ข้างบน! มารุตชี้ให้น้ำฝน ดูบนหลังคาของบ้านหลังที่อยู่ใกล้ๆ .... น้ำฝนมองขึ้นไป... และที่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็คือชาวหิมะราตรีที่เธอจะไม่มีวันลืม! หัวหน้าหน่วยจู่โจม ที่บุกบ้านของเธอ เวคี!! อา...แย่จัง ถูกเห็นซะแล้วแฮะ ..... เวคีพูดขึ้น แกเป็นใคร!! ทำไมจู่ๆถึงมาปามีดใส่คนอื่นแบบนี้!! มารุตถามอย่างฉุนเฉียว ถามโง่ๆน่ะไอ้หนู ที่ปามีดใส่ก็เพราะต้องการจะฆ่าน่ะซี่ .....เวคีตอบ ใช่! ของมันเห็นกันชัดๆอยู่แล้ว ไอ้ถั่วเขียว! เอาเวลาที่จะถาม มาเตรียมป้องกันตัวเถอะ! ชายผมแดง หยิบกระบองส่อนท่อน ที่เหน็บไว้กับเอวออกมา เตรียมพร้อมต่อสู้ ว่าไงนะ! แล้วคนโรคจิตอย่างแกมาเกี่ยวไรด้วย! รีบหนีไปไม่ดีกว่าเรอะ! มารุตพูด หึ.. สาวสวยอยู่ในอันตราย จะให้สุภาพบุรุษอย่างชั้น หนีไปได้ไงเล่า ชายผมแดงตอบ พลางยิ้มอย่างยียวนกวนประสาท ไม่ต้องเถียงกันหรอก ยังไงก็ได้ตายทั้งสามคนอยู่แล้ว!! ..... เวคีชักดาบสั้นสองเล่มที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมา และกระโดดเข้าจู่โจม น้ำฝน มารุต และชายผมแดง!! มันมาแล้ว! น้องสาวถอยไปก่อน เดี๋ยวพี่จัดการให้! ชายผมแดงพูด และควงกระบองสองท่อนวิ่งเข้าหาเวคี! พี่น้ำฝนไม่ต้องห่วงฮะ บอดี้การ์ดอย่างผมจะปกป้องพี่เอง! มารุตวิ่งเข้าโจมตีเวคีด้วยอีกคน ลูกเตะกังกันลม!! มารุตกระโดดขึ้นไปในอากาศ และหมุนตัวเตะลงมาใส่เวคีอย่างรวดเร็ว!! ย้า~ ตัดลำตัว~!! ชายผมแดงฟาดกระบองสองท่อน เข้าหากลางลำตัวของเวคี พร้อมๆกันกับลูกเตะของมารุต! เคร้ง!! อะไรกัน!! มารุตและชายผมแดงอุทานขึ้นพร้อมๆกัน เพราะการจู่โจมของพวกเขา ถูกเวคีใช้ดาบสั้นทั้งสองเล่ม รับเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย!! อา... รู้มั้ยพวกแกน่ะ ถ้าเทียบกับชายเกราะขาวแล้ว ก็แค่พวกกระจอกดีๆนี่เอง!! เคล็ดวิชาดาบเมืองมืด! ... ผกผัน!! ..... เวคีกระชับดาบสั้นในกำมือ แล้วหมุนตัวสะท้อนการโจมตี ของมารุตและชายผมแดง ส่งผลให้ทั้งสองคนถูกซัดจนกระเด็นออกมา! !!! มารุต! นายโรคจิต! น้ำฝนสร้างบอลน้ำจำนวนมาก ขึ้นรอบๆตัว และควบคุมให้พุ่งเข้าจู่โจมเวคี ลูกไม้เดิมๆ ใช้กับข้าไม่ได้ผลหรอก สาวน้อย!! .....เวคีหลบบอลน้ำ ที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วของน้ำฝน ได้อย่างสบายๆ เอาล่ะ ตายได้แล้ว!! ..... เวคีพุ่งเข้าใส่น้ำฝนที่ไร้เครื่องป้องกัน หมายฟาดฟันให้สิ้นในคราเดียว! น้ำฝนพยายามที่จะหลบการโจมตีของเวคี แต่การเคลื่อนไหวของเธอช้าเกินไป เวคีพุ่งเข้ามาถึงตัวเธอแล้ว! ดาบสั้นถูกฟันเข้าใส่น้ำฝนอย่างรวดเร็ว! หลบไม่ทัน ทำอะไรไม่ได้แล้ว! ตายแน่!! น้ำฝนหลับตาปี๋ เตรียมรับคมดาบ ที่กำลังจะบั่นคอเธอในอีกไม่กี่เสี้ยววินาที อย่างน้อยถ้าจะตาย ก็ขอตายตาหลับ............................. (.........ที่เค้าบอกกันว่า เวลาคนเราอยู่ในอันตรายถึงชีวิต จะรู้สึกเหมือนเวลาเดินช้าลง ก็คงจะเป็นแบบนี้ล่ะมั้ง? ทั้งๆที่เวลาแค่เสี้ยววินาที แต่กลับรู้สึกเหมือนมัน ผ่านไปแล้วซักสิบวินาทีเลย) น้ำฝนคิด ขณะที่ยังหลับตาอยู่..... ก็มันผ่านไปแล้วสิบวินาทีจริงๆน่ะสิจ๊ะ เสียงหญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้น น้ำฝนรู้สึกตกใจมาก เธอรีบเปิดตาขึ้น และพบว่า เวคี ,มารุต ,ชายผมแดง และอัคคีนคร หายไปแล้ว!! ตอนนี้ น้ำฝนกำลังยืนอยู่บน หาดทรายขาวสะอาด ยาวสุดลูกหูลูกตาแห่งหนึ่ง คลื่นจากทะเลที่ซัดสาด เข้ากระทบชายหาดเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับเป็นเสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อม ให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม ดวงดาวนับล้านดวง ทอประกายฉายแสงอยู่บนฟากฟ้ายามราตรีอันมืดมิด เหมือนดั่งอัญมณีที่สุกสกาว น่าหลงใหล ..........ที่นี่.........สวรรค์งั้นเหรอ? น้ำฝนพูดพึมพำออกมาเบาๆ เปล่า ที่นี่ไม่ใช่สวรรค์หรอก แต่เป็น ภายในสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ ต่างหาก เสียงหญิงสาวคนเดินพูดขึ้น หญิงสาวคนนั้นมีผมยาวสีน้ำเงิน และนัยน์ตาสีเดียวกัน ผิวของเธอขาวนวลน่าสัมผัส เหมือนดั่งหาดทรายขาวละเอียดที่อยู่ในที่แห่งนี้ ใบหน้า และรูปร่างของเธอ มีหลายส่วนที่ดูคล้ายกับน้ำฝน เธออยู่ในชุดเสื้อคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่ยาวถึงพื้ น และไม่รู้ว่าดวงตาของน้ำฝนนั้น ฝาดไปรึเปล่า เพราะมันดูเหมือนว่า ร่างกายของเธอคนนั้นส่องแสงได้! ภายในสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ? หมายความว่า ... ที่นี่อยู่ใน สร้อยสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ งั้นเหรอคะ? น้ำฝนถามหญิงสาวคนนั้นไป อย่างไม่ค่อยมั่นใจกับคำตอบนัก ใช่แล้วจ้ะ ที่นี่อยู่ภายในดวงแสง ของสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ ส่วนชั้นก็คือ วรุณลาวัณย์ ผู้สืบทอดจิตวิญญาณแห่งน้ำคนแรก และเป็นผู้พิทักษ์ สัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำอันนี้ หญิงสาวคนนั้นแนะนำตัว อ๊ะ! ถ้าอย่างนั้น คุณก็เป็น ...บรรพบุรุษของหนูสิคะเนี่ย!! ใช่แล้วจ้ะ วรุณลาวัณย์ ยิ้มให้น้ำฝนอย่างเอ็นดู แล้ว....... หนูเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ? น้ำฝนถามวรุณลาวัณย์ พลางมองไปรอบๆตัว ชั้นเป็นคนเรียกหนูเข้ามาที่นี่เอง มีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยด้วยน่ะจ้ะ เรื่องสำคัญ? อะไรเหรอคะ? น้ำฝนถามวรุณลาวัณย์ เรื่องการใช้พลัง จากสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำน่ะสิจ๊ะ จบตำนานที่ -12- ปล. ทยอยๆ อ่านไปทีล่ะตอนก็ได้นะ เพราะมันชักจะเยอะและ
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ แก้ไขโดย Poporin : 16 Sep 2006 เวลา 11:28. |
| | |
| | #38 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ตำนานที่ -13- พลังแห่งสัญลักษณ์ เอ๋? การใช้พลังจากสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ? ตัวหนูก็ควบคุมน้ำได้แล้วนี่คะ นั่นไม่ใช่พลังของ สัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำเหรอ? น้ำฝนถามวรุณลาวัณย์ อย่างสงสัย นั่นก็เป็นพลังของสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำเหมือนก ันจ้ะ เพียงแต่มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของพลัง ที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดของผู้สืบทอดเท่านั้น ไม่ได้เป็นพลังทั้งหมดของสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ วรุณลาวัณย์ตอบ ..........แล้วทำยังไงถึงจะสามารถใช้พลัง ของสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำได้เต็มที่ล่ะคะ .........น้ำฝน หนูยังจำความรู้สึกครั้งแรกที่สัมผัส สัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำได้มั้ยจ๊ะ? วรุณลาวัณย์ถาม จำได้ค่ะ.......ตอนนั้น....หนูรู้สึกเหมือนมีสายน้ำ ฉ่ำเย็น ไหลผ่านร่างกายของหนูไป มันทำให้จิตใจของหนูสงบ และเป็นสุขอย่างน่าประหลาด... ความรู้สึกแบบนั้นแหละจ้ะ คือตอนที่พลังของสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ ได้ถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกาย การที่จะใช้พลังของสัญลักษณ์ได้อย่างเต็มที่ หนูน้ำฝนจะต้องเรียกเอาความรู้สึกแบบนั้นกลับมา แล้วรักษาความรู้สึกนั้นไว้ให้คงที่ วรุณลาวัณย์อธิบาย แต่.......ตั้งแต่ตอนนั้นมา... หนูก็ไม่เคยรู้สึกแบบนั้นอีกเลย แม้แต่ครั้งเดียวนะคะ นั่นเพราะ หนูยังไม่รู้วิธี ที่จะเรียกเอาความรู้สึกนั้นกลับมาไงล่ะจ๊ะ น้ำฝน วรุณลาวัณย์พูด พลางก้าวเท้าออกเดินไปบนหาดทรายสีขาวยามราตรี ที่อยู่ภายในสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำนี้ แล้ว.....วิธีเรียกความรู้สึกในตอนนั้นกลับมา คืออะไรเหรอคะ? น้ำฝนถามวรุณลาวัณย์ ขณะที่เดินตามเธอไป .................น้ำฝน หนูรู้มั้ย? ดาวดวงนี้น่ะ มีอารมณ์ด้วยนะจ๊ะ เอ๋? ดวงดาวนี้น่ะเหรอคะ มีอารมณ์? น้ำฝนค่อนข้างประหลาดใจ กับสิ่งที่วรุณลาวัณย์พูด ใช่แล้วล่ะจ้ะ ดาวดวงนี้มีอารมณ์ความรู้สึก ที่เหมือนกับมนุษย์แทบทุกอย่าง เพียงแต่ดวงดาวน่ะ ไม่สามารถที่จะ แสดงความรู้สึกออกมา ได้อย่างโจ่งแจ้ง แบบมนุษย์เท่านั้นเอง วรุณลาวัณย์พูด งั้น....เรื่องอารมณ์ของดาวดวงนี้......ก็.....คงจะ เกี่ยวกับการใช้พลัง ของสัญลักษณ์แห่ง จิตวิญญาณน้ำใช่มั้ยคะ? น้ำฝนลองเดา เปล่า ไม่เกี่ยวหรอกจ้ะ วรุณลาวัณย์ปฏิเสธ พลางหันมายิ้มให้ อ้าว แล้วถ้างั้นมาเล่าให้หนูฟังทำไมล่ะคะ? แค่อยากให้รู้ไว้เฉยๆน่ะจ้ะ............. ส่วนสิ่งที่เกี่ยวข้อง กับการเรียกความรู้สึกครั้งแรก ที่ได้สัมผัสสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำกลับมาน่ะ คือวิญญาณดั้งเดิม ของดาวดวงนี้ต่างหาก วรุณลาวัณย์พูด วิญญาณดั้งเดิม? ...มันคืออะไรเหรอคะ? วิญญาณดั้งเดิมของดวงดาวก็คือ ดวงวิญญาณแรกเริ่มของดาวดวงนี้ ก่อนที่จะถูกแบ่งออกเป็นหกส่วน โดยผู้นำพา วิญญาณดั้งเดิม เป็นวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของชีวิตทั้งมวล... วรุณลาวัณย์ อธิบายให้น้ำฝน ซึ่งกำลังเดินตามเธอมาเรื่อยๆ บนหาดทรายขาวสะอาดแห่งนี้ฟัง การที่จะใช้พลัง ของสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในหกส่วน ของวิญญาณดั้งเดิมได้เต็มที่นั้น หนูน้ำฝนต้องเปิดใจ สัมผัสถึงตัวตนของวิญญาณบริสุทธิ์ และหลอมรวมจิตใจของตน ให้เป็นหนึ่งเดียว กับจิตวิญญาณแห่งน้ำ ถ้าหนูน้ำฝนทำได้ ก็จะสามารถใช้พลังของสัญลักษณ์ ได้อย่างเต็มที่จ้ะ .......ฟังดูยากจังเลย.......แล้วหนูจะทำได้เหรอคะ? น้ำฝนพูดอย่างไม่มั่นใจในตัวเอง ทำได้สิจ๊ะ น้ำฝน เพียงแค่หนูทำจิตใจให้สงบก็พอ แล้วหนูก็จะสัมผัสได้ ถึงวิญญาณบริสุทธิ์ ที่อยู่ในสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำนี้ มันอาจจะยากบ้างในตอนแรกๆ ที่จะต้องทำใจให้สงบ ตลอดเวลาที่ต้องต่อสู้ แต่เมื่อไหร่ที่หนูเริ่มชินกับมัน ก็จะไม่มีอะไรยากเลยจ้ะ วรุณลาวัณย์อธิบาย พลางใช้พลังของสัญลักษณ์ แห่งจิตวิญญาณน้ำ สร้างตุ๊กตาน้ำรูปตัวเธอเองขึ้นมา บนฝ่ามือ แล้วทำให้มันแข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็ง ก่อนที่จะยื่นส่งให้น้ำฝน น้ำฝนรับตุ๊กตาน้ำแข็งนั้นมาดู มันมีรายละเอียด ที่เหมือนกับวรุณลาวัณย์ตัวจริง ทุกอย่าง เพียงแต่ย่อส่วนลงมา ให้มีขนาดเท่าฝ่ามือ การที่จะทำแบบนี้ได้ จะต้องสามารถควบคุมน้ำ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พลังของสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ สามารถทำเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ ได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ มันเป็นสิ่งที่น้ำฝนไม่เคยรู้มาก่อนเลย.... ยิ่งผิวน้ำสงบราบเรียบมากเท่าใด ... สายน้ำที่ลึกลงไป ก็ยิ่งไหลเชี่ยวกรากมากขึ้นเท่านั้น ก็เหมือนกับการใช้พลังจาก สัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ นั่นแหละจ้ะ จิตใจสงบมากเท่าใด ก็จะสามารถควบคุมน้ำ ได้สมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น พูดจบ วรุณลาวัณย์ ก็หยุดเดิน เอาล่ะ..... เรื่องที่ชั้นอยากจะพูด ก็ได้พูดไปหมดแล้ว คงจะได้เวลาส่งหนูน้ำฝนกลับแล้วล่ะจ้ะ ...อ๊ะ! จริงสิ หนูเข้ามาที่นี่นานขนาดนี้ แล้วข้างนอกจะเป็นยังไงบ้างล่ะคะเนี่ย? น้ำฝนพึ่งนึกขึ้นได้ว่า ตอนที่เธอเข้ามาน่ะ เธอกำลังจะโดนฆ่าอยู่แล้ว หยั่งงี้ถ้ากลับออกไป เธอจะไม่กลายเป็นศพไปแล้วเหรอ ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ ...แม้หนูน้ำฝนจะเข้ามาอยู่ภายใน สัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำนี้ นานแล้วก็ตาม แต่ถ้าเทียบกับเวลาภายนอก ก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเวลาหนึ่ง ของเสี้ยววินาทีเท่านั้นเองจ้ะ วรุณลาวัณย์อธิบาย .....นี่หมายความว่า......ถ้าหนูกลับออกไป ก็จะต้องไปเจอกับดาบสั้น ที่กำลังจะตัดคอหนูงั้นเหรอคะ!? ใช่จ้ะ แต่หนูน้ำฝนจะสามารถ รอดพ้นมันไปได้แน่นอน วรุณลาวัณย์เดินเข้ามาหาน้ำฝน แล้วจับมือทั้งสองข้างของน้ำฝนเอาไว้ หลับตาลงสิจ๊ะน้ำฝน ชั้นจะถ่ายทอด ประสบการณ์บางส่วนของชั้น ให้กับหนู ก่อนที่หนูจะกลับออกไป .......ดีมากจ้ะ..... ทีนี้ก็ทำใจให้สงบไว้นะ วรุณลาวัณย์พูดต่อ หลังจากเห็นน้ำฝนหลับตาลงแล้ว น้ำฝนทำจิตใจให้สงบ ตามที่วรุณลาวัณย์บอก เธอรู้สึกได้ถึงสิ่งที่วรุณลาวัณย์ ถ่ายทอดให้แก่เธอ ความรู้สึกเย็นสบาย เหมือนร่างกาย อยู่ในสายน้ำที่เย็นฉ่ำ กลับมาอีกครั้ง เธอพร้อมแล้วที่จะกลับไป เผชิญกับเสี้ยววินาทีแห่งความตาย! โชคดีนะจ๊ะ วรุณลาวัณย์ กระซิบที่ข้างหูของน้ำฝน ก่อนจะส่งน้ำฝนกลับออกไป ---------------------------------------------------------------------------- .........คมดาบของเวคีอยู่ห่างจากคอของน้ำฝน เพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเวคี รอยยิ้มแห่งความสะใจที่จะได้สังหาร!! .........แต่ทันใดนั้นเอง ก่อนที่ดาบสั้นของเวคีจะถึงเป้าหมาย เพียงแค่เสี้ยววินาที สัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ ที่ห้อยคอน้ำฝนอยู่ ก็ส่องแสงสีน้ำเงินสว่างเจิดจ้า ..... น้ำจำนวนมากแผ่พุ่ง ออกมาจากร่างกายของน้ำฝน เป็นวงคลื่นไปรอบทิศทาง ซัดเวคีจนกระเด็นกลับออกไป! เป็นไปได้ไง!?!? .....เวคีที่ถูกซัดกระเด็นไปพูดขึ้น หลังจากที่ตั้งหลักได้ เป็นไปได้สิ เพราะนี่คือ พลังจากสัญลักษณ์ แห่งจิตวิญญาณน้ำไงล่ะ! น้ำฝนพูด สายน้ำหลายสาย หมุนวนเป็นวง รอบตัวเธอ พร้อมที่จะปกป้อง หรือจู่โจมศัตรูใดๆก็ตาม หึ รู้สึกสถานการณ์จะพลิกกลับแล้วนะ ไอ้หน้าขน ชายผมแดงที่พึ่งลุกขึ้นมาได้พูดขึ้น สุดยอดเลยฮะพี่น้ำฝน สมกับที่เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง กับโครวจริงๆ มารุตพูดขึ้นบ้าง พวกเรา.... มาจบการต่อสู้นี้กันเถอะ!! น้ำฝนเอ่ยขึ้นอย่างเข้มแข็ง แล้วทั้งสามคน ก็เข้าโจมตีใส่เวคีพร้อมๆกัน! เกลียวน้ำวน!! น้ำฝนควบคุมสายน้ำหลายสาย ที่อยู่รอบตัวเธอ ให้หมุนวนรวมกัน เป็นเกลียวน้ำสายเดียว พุ่งเข้าโจมตีใส่เวคี! เวคีฉากหลบเกลียวน้ำ ที่พุ่งเข้ามาโจมตีของน้ำฝน ได้อย่างฉิวเฉียด แต่ว่า น้ำฝนก็ควบคุมเกลียวน้ำวน ให้วกกลับมาซัดใส่เวคีได้สำเร็จ!! อั่ก!! .....เวคีถูกเกลียวน้ำวนของน้ำฝน ซัดเข้าใส่อย่างเต็มแรง จนร่างถูกเหวี่ยงหมุนขึ้นไปในอากาศ ตามแรงกระแทกของเกลียวน้ำวน จังหวะนั้นเอง ชายผมแดงก็กระโดดตามขึ้นไป ควงกระบองสองท่อนไว้เหนือหัว แล้วฟาดใส่เวคีเต็มแรง!! เปรี้ยง!! เวคีถูกซัดกระเด็นกลับลงมา แต่ก่อนที่ร่างของเวคี จะกระแทกพื้นนั่นเอง จัดการต่อเลย! ไอ้ถั่วเขียว! ชายผมแดงตะโกน ทั้งที่ยังลงมาไม่ถึงพื้น ไม่ต้องบอกก็รู้น่า!! ไอ้โรคจิต!..... ลูกเตะม้าหมุน!!! มารุตใช้แขนข้างหนึ่งยันพื้นเอาไว้ แล้วเตะกวาดเป็นวงกลม ซัดเข้าใส่กลางลำตัวของเวคีอย่างแรง!! โครม!! เวคีโดนลูกเตะของมารุต กระเด็นไปชนกำแพงบ้าน ที่อยู่แถวนั้นอย่างแรง จนกำแพงถึงกับพังทลายลงมา และทับร่างของเวคีไว้!! สำ...สำเร็จ! สำเร็จแล้ว!! มารุตร้องตะโกนอย่างดีใจ พลางมองดูซากกำแพง ที่ทับถมร่างของเวคีอยู่ เป็นการเตะที่เยี่ยมมากจ้ะ มารุต น้ำฝนชม แฮะๆ ผมก็เคยบอกพี่น้ำฝนแล้วใช่ม้า ว่าผมน่ะ เก่ง มารุตพูดพลางถูจมูกแก้เขิน เฮ้! ชมพี่มั่งสิน้องสาว พี่ก็ช่วยเหมือนกันนะ อย่างน้อย ขอบคุณซักคำให้ชื่นใจหน่อยก็ยังดี ชายผมแดงเรียกร้อง ........ก็ได้....ขอบคุณมากนะ... แต่ว่ายังไงชั้นก็ยังไม่ยกโทษให้นายแน่ ....ว่าแต่...นายไม่คิดจะแนะนำตัวบ้างเหรอ? หรือจะให้เรียกว่านายโรคจิตตลอด? น้ำฝนพูด โอ้ว! ในที่สุดน้องสาวก็อยากรู้ชื่อพี่แล้ว น่าดีใจจริงๆเลย พี่ชื่อ... การแนะนำตัวของชายผมแดง ถูกขัดจังหวะ ด้วยเสียงที่ดังมาจากการลุกขึ้นยืนของเวคี เศษอิฐ เศษปูน ที่ทับร่างของเวคีอยู่นั้น ร่วงหล่นลงสู่พื้น ก่อให้เกิดเสียงดัง ยามที่เขายันกายลุกขึ้นยืน! เกินคาดจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่า พวกเจ้าจะโจมตีข้าได้ถึงขนาดนี้ ..... เวคีพูด พลางปัดฝุ่นออกจากร่างกาย น้ำฝน ,มารุต และชายผมแดง ถึงกับตะลึงที่เห็นเวคีลุกขึ้นมาได้ ทั้งๆที่พวกเขา ต่างโจมตีอย่างสุดกำลังแล้วแท้ๆ!! นับว่าพวกเจ้ามีฝีมือทีเดียว ข้าผิดเองที่ดูถูกพวกเจ้ามากเกินไป ...เห็นที ข้าคงจะต้องเอาจริงบ้างซะแล้ว!!! .....เวคีพูด พลางตั้งท่าพร้อมจู่โจมอีกครั้ง!!! อะไรกัน งั้นที่ผ่านมา มันยังไม่ได้เอาจริงเหรอเนี่ย!! มารุตตกใจกับสิ่งที่ได้ยินอย่างมาก หยุดพล่ามเถอะน่าไอถั่วเขียวเอ๊ย!! ชายผมแดงพูด เขาเองก็รู้สึกตกใจไม่น้อย ขนาดไม่เอาจริงยังเก่งขนาดนั้น แล้วถ้าเอาจริงขึ้นมา เขาจะรับมือไหวเหรอเนี่ย แล้วข้าจะให้พวกเจ้าได้เห็นว่า ทำไมข้าถึงชื่อ เวคี! ผู้มีความเร็ว!! .....เวคีตะโกนก้อง!! จบตำนานที่ -13-
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ |
| | |
| | #41 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | สวัสดี ดีใจนะ ที่เข้ามาอ่านฟิคของผมกัน เดี๋ยวเสาร์นี้ผมก็จะเอาตอนใหม่มาลงอีกเช่นเคย ติดตามกันต่อไปนะคร้าบ ส่วนวันนี้ มานอกเรื่องนิดนึง เป็นเรื่องเกี่ยวกับความหมายของชื่อตัวละครน่ะ ก็จะมาแปล ไทยเป็นไทย นั่นแหละ เหอะๆสามคนนี้ก่อนเลย - มารุต แปลว่า สายลม - เวคี แปลว่า ผู้มีความเร็ว - วรุณลาวัณย์ มาจากคำสองคำคือ คำว่า วรุณ แปลว่า เทวดาแห่งฝน กับคำว่า ลาวัณย์ แปลว่า ความงาม ความน่ารัก พอเอาสองคำมารวมกัน ก็จะแปลได้ประมาณว่า เทวดาแห่งฝนผู้มีความงาม นี่ก็เป็นความหมายของชื่อตัวละคร ที่อ้างอิงมาจาก ปทานุกรมนักเรียน (ฉบับปรับปรุงใหม่)
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ |
| | |
| | #44 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | มาแล้วครับ ตอนที่ 14 ตอนนี้ผมตั้งใจแต่งเต็มที่เลย อ่อ แล้ว เรื่องวิธีตั้งชื่อตัวละครของผม ก็คือ ผมก็จะเปิดพจนานุกรมไปเรื่อยๆ หาคำที่เพราะๆ แล้วมีความหมายที่อยากได้ สอดคล้องกับเรื่อง และตัวละคร แล้วก็เอาคำนั้นมาตั้งครับ เอาล่ะ อ่านตอนที่ 14 กันได้เลย ตำนานที่ 14 - ตื่นตระหนก!! ครืน~นน!! อากาศที่อยู่รอบตัวเวคี เริ่มเกิดการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสายลมกรรโชกรุนแรง! เวคีใช้พลังเวทย์มนต์ หน่วงเหนี่ยวสายลมนั้น ให้มารวมตัวกันที่บริเวณแขนขาของเขา เพื่อเสริมสร้างพลังและความเร็ว! รับมือ!! ..... เวคีตะโกนลั่น และเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว เขาก็เคลื่อนตัวเข้ามา ประชิดชายผมแดง แล้วฟันดาบสั้นเข้าใส่ด้วยความเร็วสูง!! เคร้ง!! ชายผมแดง เอากระบองสองท่อนรับดาบของ เวคี ไว้ได้อย่างหวุดหวิด (อึก... ความเร็วนี้มัน..... หรือว่าจะเป็น เวทย์มนต์ลม!) ชายผมแดงคิด ขณะที่กำลังใช้กระบองสองท่อน ยันดาบของเวคีไว้ ........อย่างที่รู้ๆกัน บนดาวฟีลโซลนั้น การใช้เวทย์มนต์ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่จะใช้เวทย์มนต์ได้นั้น จะต้องได้รับการศึกษา และการฝึกฝนอย่างหนัก น้อยคนนัก ที่จะสามารถใช้เวทย์มนต์ ได้อย่างรุนแรง และมีเอกลักษณ์ อย่างที่เวคีกำลังใช้อยู่นี้!! ฮึบ... กรอด~ด ชายผมแดงกัดฟัน ยันดาบสั้นของเวคีเอาไว้อย่างสุดกำลัง แต่การโจมตีของเวคีไม่ได้มีแค่นั้น ดาบสั้นอีกเล่ม ถูกฟันตามออกมาอย่างไม่ปราณี! โครม!! ชายผมแดง กระเด็นออกไปชนกำแพงบ้าน จนทะลุหายเข้าไปในบ้านหลังนั้น!! ...เสร็จไปหนึ่ง ..... เวคีเอ่ย และหันมาทางน้ำฝนกับมารุต (!! สงบ.. ทำใจให้สงบเอาไว้ซี่น้ำฝน ไม่งั้นเธอจะใช้พลังของ สัญลักษณ์ แห่งจิตวิญญาณน้ำ ได้ไม่เต็มที่นะ) .....น้ำฝนพยายามเตือนตัวเอง ให้ทำใจให้สงบ แต่ว่า จิตใจของเธอในขณะนี้ ก็เปรียบเสมือนผิวน้ำ ยามเมื่อหินก้อนใหญ่ตกลงไป คลื่นน้ำที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถทำให้สงบลงได้ และยิ่งนาน ก็จะยิ่งแผ่กว้างออกไปมากขึ้น! พี่น้ำฝน!! มัวเหม่ออะไรอยู่ มันจะบุกเข้ามาแล้วนะ!! มารุตร้องเตือนน้ำฝน และวิ่งเข้าไปโจมตีใส่เวคี ลูกเตะกังหันลม!! มารุตกระโดดขึ้นไปในอากาศ และหมุนตัวเตรียมเตะลงมา! ...กังหันลมงั้นรึ งั้นลองเจอกับพายุหน่อยเป็นไง! ..... เวคีรวมจิต เพื่อการใช้เวทย์มนต์ อย่างรวดเร็ว และประสานมันเข้ากับ วิชาดาบสั้นของเขา! เคล็ดวิชาดาบเมืองมืด... วาโยพล!!! .....เวคีฟันดาบสั้นทั้งสองเล่ม ไขว้กันอย่างรวดเร็ว! ส่งผลให้มนต์ลมที่รวบรวม เอาไว้บนดาบปะทะกัน และรวมตัวกันก่อเกิดเป็น ลมพายุ พุ่งเข้าสวนการโจมตีของมารุต!! เปรี้ยง!! มารุตโดนพายุนั่น เข้าไปอย่างจัง ร่างของเขาลอยสูงขึ้นไปเหนือพื้นหลายเมตร และตกลงบนพื้นดิน ด้านหลังน้ำฝนอย่างแรง!! มารุต!! น้ำฝนหันกลังไปมองมารุต ที่ถูกโจมตีกระเด็นกลับมา ตอนนี้ เธอไม่สามารถควบคุมจิตใจของเธอ ให้สงบได้อีกต่อไปแล้ว ความหวาดกลัว และความตื่นตระหนก กำลังเข้าครอบงำ จิตใจของเธออย่างสมบูรณ์ มองไปไหน? ข้าอยู่นี่ เวคีที่พุ่งเข้ามาประชิดตัวน้ำฝนพูดขึ้น !!!!!!!!!!!! ซวบ!!!!... ...ร่างที่บอบบางของน้ำฝน ถูกดาบสั้นของเวคี แทงเข้ากลางลำตัวจนมิดด้าม!! ปลายดาบที่ทะลุออกมาจากตัวน้ำฝนนั้น อาบไปด้วยเลือดสีแดงสด ที่กำลังหยดจากปลายดาบลงสู่พื้น!! พี่น้ำฝน~นนน!!!! มารุต ที่นอนหมอบอยู่กับพื้น ร้องตะโกน ภาพที่เขาเห็นในตอนนี้นั้น เหมือนกับถูกถ่ายทอด เข้าสู่สายตาของเขาอย่างช้าๆ ภาพที่เวคี ดึงดาบเปื้อนเลือดนั้น ออกจากร่างของน้ำฝน และภาพที่น้ำฝน ค่อยๆลมลงไปนอนแน่นิ่ง! เลือดจำนวนมากไหลออกจากปากแผล ราวกับก๊อกน้ำที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้!! .....เสร็จไปอีกหนึ่ง .....เวคีพูด แล้วหันมาทางเป้าหมายสุดท้าย หนอย~ย แก..... ไอ้บ้าเอ๊ย~ย!!! มารุตใช้แรงทั้งหมดที่มี ยันกายลุกขึ้น และพุ่งเข้าใส่เวคี อย่างไม่คิดชีวิต!! การโจมตีที่ไร้สติแบบนี้ จัดการข้าไม่ได้หรอก ไอ้หนู ....เวคีหลบลูกเตะของมารุต ที่ใส่มาอย่างไม่ยั้ง ได้อย่างง่ายดาย เอาล่ะ! จบเสียที! .....เวคีหลบฉากออกมา จากการจู่โจมที่บ้าคลั่งของมารุต เขาเงื้อดาบขึ้น เตรียมฟันลงบน ร่างของมารุตที่เสียหลัก เพื่อปิดบัญชี!! กึก!! ดาบสั้นของเวคี ถูกรั้งเอาไว้ ด้วยสายโซ่เส้นหนึ่ง ซึ่งพุ่งมาจากทางด้านหลังของเขา!!! นะ....นี่มัน!! .....เวคีหันกลับไปมอง ตามทิศทางของสายโซ่เส้นนั้น เขามองไล่ไปเรื่อย จนถึงปลายโซ่อีกด้านหนึ่ง และผู้ที่ถือปลายโซ่ด้านนั้นอยู่ก็คือ ชายเกราะขาว ที่มีนามว่า ไวท์!! มะ.....ไม่น่าเชื่อ!! นะ....นี่แก! ปราบโอฮาร์ตได้ยังไง!!!! .....เวคีพูดอย่างตื่นตระหนก ............ในนามของพิสุทธิ์...ข้าขอบัญชา เปลวเพลิงจงมาสถิต! โซ่อัคคี!! ทันใดนั้น โซ่ของไวท์ ก็มีเปลวไฟร้อนแรงห่อหุ้ม และเปลวไฟนั้น ยังลามออกจากโซ่ ผ่านดาบสั้น เข้าแผดเผาเวคี!! อ๊าก~กก!!! ..... เวคีร้องลั่น ด้วยความเจ็บปวด เขาปล่อยมือจากดาบสั้นเล่มนั้น แล้วลงไปนอนกลิ้ง ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น เพื่อหาทางดับไฟ!! ...ไวท์!!......พี่น้ำฝน..! ...... พี่น้ำฝน...!!... ช่วยพี่น้ำฝนด้วย!!!!!!!! มารุตตะโกนก้อง แล้วก็ทรุดลงไป นั่งกองกับพื้น เพราะหมดแรง อื้อ รู้แล้ว ไวท์ตอบมารุต แล้วรีบวิ่งไปหาน้ำฝน ที่นอนแน่นิ่งอยู่ทันที แฮ่ก แฮ่ก.... ฮึ่ม! ใครจะยอมให้เจ้าเข้าไปช่วย!! .....เวคีที่พึ่งดับไฟได้ ลุกขึ้นมาตั้งท่าเตรียมจู่โจม!! เคล็ดวิชาดาบเมืองมืด...ทะลวงเดี่ยว!! .....เวคีรวมจิต บีบอัดมนต์ลม ไว้ที่ดาบสั้นของเขา แล้วสะบัดดาบเล่มนั้นให้พุ่งเข้าใส่ไวท์ ด้วยความเร็วสูง!! หมับ!! ไวท์ใช้มือข้างเดียว รับดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างแรง และเร็วนั้น ไว้ได้อย่างง่ายดาย มนต์ลมที่บีบอัดมากับดาบเล่มนั้น แตกตัวออกเป็นสายลม พัดผ่านไวท์ไป โดยที่ทำอะไรเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย!! ไวท์ขว้าง ดาบสั้นเล่มนั้นกลับไป พุ่งเข้าใส่บริเวณ หัวไหล่ของเวคีอย่างจัง!! อ๊าก~กก!! ..... เวคีต้องร้องลั่น ด้วยความเจ็บปวดอีกครั้งนึง แฮ่ก แฮ่ก หนอย~ย รอก่อนเถอะ ข้าจะต้องกลับมาฆ่าเจ้าให้ได้!! จำเอาไว้!! .....แล้วเวคีก็กระโดดหนีหายไปอย่างรวดเร็ว .....ไวท์ช้อนร่างไร้สติของน้ำฝนขึ้นมาตรวจดู ชีพจรของเธอยังเต้นอยู่ แต่ก็แผ่วเบามาก เสื้อผ้าของเธอในยามนี้ ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ที่ไหลอกอกมาจากบาดแผล และยังไหลออกมาอยู่ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย (อาการหนักมาก....... นี่ถ้าเรามาช้ากว่านี้ล่ะก็.. คุณน้ำฝนคงจะ.......) ไวท์คิด พลางวางฝ่ามือ ทาบลงไปบนบาดแผลของน้ำฝน ในนามของพิสุทธิ์ ข้าขอบัญชา พื้นพสุธา รักษากายา! ชีวาดิน!! .....พื้นดินรอบๆไวท์ และน้ำฝนสั่นไหวเล็กน้อย ประกายแสงสีทองจำนวนมาก ผุดขึ้นมาจากพื้นดินบริเวณนั้น และเข้ามารวมตัวกันที่ฝ่ามือของไวท์ แล้วถ่ายทอดเข้าสู้ร่างกายของน้ำฝน บาดแผลของน้ำฝนค่อยๆ หายไปอย่างช้าๆ ตามจำนวนประกายแสงสีทอง ที่เข้าสู่ร่างของเธอ จนในที่สุด บาดแผลที่ท้องของเธอก็ปิดสนิท .....ประกายแสงสีทองที่ฝ่ามือของไวท์ ค่อยๆจางหายไป ไวท์ตรวจดูอาการของน้ำฝนอีกครั้ง ชีพจรของเธอ เต้นแรงขึ้นกว่าเมื่อกี้ และใบหน้าที่ขาวซีด เพราะเสียเลือดมากของเธอ ก็ดูมีสีสันขึ้นมาหน่อยแล้วด้วย ไวท์อุ้มน้ำฝนที่ยังไม่ได้สติขึ้นมา แล้วเดินตรงไปหามารุต ที่ยังนั่งหมดแรงอยู่ ยืนได้รึยัง? เราจะกลับทวาทศกันแล้ว ไวท์พูด เดี๋ยวก่อนไวท์ ยังมีไอ้โรคจิตอีกคนนึง มารุตยันกายลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เขาถูกเวคีโจมตีใส่ จนกระเด็นเข้าไป ในบ้านหลังนั้นน่ะ.. มารุตพูด พลางหันไปมองบ้าน ที่ชายผมแดง ทะลุเข้าไป... ......พูดถึงชั้นเรอะ ไอ้ถั่วเขียว ชายผมแดงเดินออกมาจาก ช่องบนกำแพงที่พังไปเพราะเขา เขาหัวแตก บาดเจ็บเล็กน้อยตามตัว แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรมาก อูย~ย ดีนะ ที่ชั้นเอากระบองกันดาบของมันไว้ได้ทัน ไม่งั้นคงจะได้ไปเยือนยมโลกแล้ว ชายผมแดงพูด ...................... ไวท์ยืนมองชายผมแดงอยู่พักนึง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วเขาก็หันหลัง ออกเดิน กลับโรงแรมทวาทศไป หึ... นึกว่าตายไปแล้วซะอีก คนโรคจิตนี่ตายยากจริงแฮะ มารุตพูดขึ้น ของมันแน่อยู่แล้ว ไอ้ถั่วเขียว .......... ว่าแต่.....ไอ้อัศวินหลงยุคนั่นเป็นใคร? ชายผมแดงถามมารุต อ๋อ คนนั้นเค้าชื่อว่า ไวท์ น่ะ เป็นคนที่เดินทางมา กับพี่น้ำฝนตั้งแต่แรก มารุตตอบ .........ไวท์ งั้นรึ........... ชายผมแดง มองตามไวท์ ที่เดินหันหลังจากไป อย่างไม่วางสายตา (..........พลังที่หมอนั่นใช่เมื่อกี้....... ถ้าเราดูไม่ผิด......มัน....) เฮ้! เป็นไรไป? ทำหน้าเครียดเชียว หรือสมองจะกระทบกระเทือน? มารุตชะโงกตัวเข้ามา มองหน้าชายผมแดง เปล่า.... ไม่เป็นไร กลับโรงแรมเหอะ เหนื่อยแล้ว ชายผมแดงพูด และออกเดินกลับ โรงแรมทวาทศไปอีกคน เออดี ทิ้งกันไปหมดเลย รอผมด้วยซี่ ผมหมดแรงเดินแล้วน้า~ แล้วมารุตก็ค่อยๆเดิน กลับโรงแรมทวาทศ ตามสองคนนั่นไป จบตำนานที่ 14
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ แก้ไขโดย Poporin : 23 Sep 2006 เวลา 10:54. |
| | |