| | #16 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | เหอๆ ไม่มีใครมาคอมเมนต์แปลว่าดีแล้วงั้นใช่มั้ยครับเนี่ย ( เอ คิดเข้าข้างตัวเองไปเปล่าหว่า?) ยังไงก็ตาม ตอนที่ห้าก็มาแล้ว มาลงแต่เข้าเลย ขอให้สนุกกับตอนที่ห้านี้นะครับ ตำนานที่ 5 - วิหารวารีแห่งเกาะน้ำวน วารีนคร : ท่าเรือ .....ไวท์กำลังยืนมองพระอาทิตย์ยามเช้า ขึ้นจากจากเส้นขอบฟ้า แสงอาทิตย์สาดส่อง สะท้อนกับชุดเกราะสีขาวมันวาวของเขา สายลมในยามเช้าพัดปะทะใบหน้า ทำให้ได้กลิ่นของท้องทะเลอย่างชัดเจน เสียงก้าวเท้าเดินของคนหลายคน ดังขึ้นทางด้านหลัง ไวท์จึงหันไปดู คนที่เดินเข้ามาหาเขาก็คือ กล้าหาญ น้ำผึ้ง น้ำฝน และวิรัตน์นั่นเอง เรือที่จะไปเกาะน้ำวนพร้อมออกเดินทางแล้ว เราจะให้วิรัตน์ไปกับคุณด้วย เพราะเขาเป็นผู้ชำนาญในการอ่านกระแสน้ำ คงไม่มีปัญหาอะไรนะคะ... น้ำผึ้งพูดขึ้น ไม่มี ...ไวท์ตอบ ...ไปกันได้แล้ว คุณน้ำฝน ...เขาพูดและเดินไปยังเรือ ที่ทอดสมอรออยู่ ฝนไปแล้วนะคะ คุณพ่อ คุณแม่ ...น้ำฝนลา รักษาตัวด้วยนะลูกรัก พ่อกับแม่จะรอวันที่หนูกลับมานะ ...กล้าหาญพูด ค่ะ หนูจะต้องกลับมาแน่นอน หนูสัญญา ...พูดจบ น้ำฝนก็เดินไปขึ้นเรือ พร้อมกับวิรัตน์ .....เรือที่ใช้เดินทางไปเกาะน้ำวน เป็นเรือใบโดยสารขนาดเล็ก ที่มีลูกเรือเพียงแค่สองคน และห้องพักเพียงแค่ห้องเดียว ...ลูกเรือสองคนที่เดินทางไปด้วยนั้น ชื่อ อรุณ และ สายัณห์ เป็นสองคนที่เพื่อนของวิรัตน์นั้น แนะนำมาว่ามีความสามารถในการเดินเรือสูง อรุณ เป็นชายผิวเหลือง ตัวไม่สูงนักแต่ดูแข็งแรง มีผมและตาสีน้ำตาลอ่อน ส่วน สายัณห์ เป็นชายผิวคล้ำ รูปร่างสูงกว่าอรุณเล็กน้อย มีผมและตาสีน้ำตาลเข้ม ...ทั้งสองคนเป็นคนที่อัธยาศัยดี เล่าเรื่องเกี่ยวกับทะเล และการเดินเรือให้น้ำฝนฟังมากมาย ในระหว่างทางไปเกาะน้ำวน... ผิดกับใครบางคนแถวๆนี้ ที่ยังไม่เปิดปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ตั้งแต่ขึ้นเรือมา ไวท์ คุณเมาเรือเหรอ? ...น้ำฝนเดินเข้ามาถามไวท์ ที่นั่งอยู่ด้านหน้าของเรือ เปล่า ...ไวท์ตอบสั้นๆ อ้าว ก็เห็นนั่งเงียบตั้งแต่ออกเรือ ฝนก็นึกว่าไวท์เมาเรือจนพูดไม่ได้ซะอีก ...น้ำฝนพูดพยายามชวนคุย เพราะถึงเธอจะรู้จุดประสงค์ ในการเดินทางของไวท์แล้ว แต่นอกเหนือจากนั้น เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาอีกเลย ทั้งๆที่จะต้องเดินทางด้วยกันแท้ๆ .......................... ...ไวท์ยังคงเงียบอยู่ น้ำฝนจึงถามต่อไป นี่ไวท์ คุณเป็นคนเมืองไหนเหรอ? .......................... ...ไวท์ไม่ตอบคำถาม ตอนแรกที่เจอกัน คุณรู้จักชื่อชั้นแล้วก็รู้จักพ่อของชั้นด้วย หรือว่าคุณเป็นคนวารีนคร? ...น้ำฝนยังพยายามชวนคุยต่อไป .......................... ...ไม่ได้ผล ไวท์ยังคงเงียบอยู่เหมือนเดิม อ๊ะ! ดูนั่นสิไวท์ นกนางนวลฝูงเบ้อเร่อเลยล่ะ ...น้ำฝนพยายามเปลี่ยนเรื่องดู เผื่อไวท์จะมี ปฏิกิริยาบ้าง .......................... คุณน้ำฝนไปพักผ่อนในห้องพักเถอะ อีกนานกว่าจะถึงเกาะน้ำวน ...ไวท์พูดตัดบทสนทนา แล้วลุกขึ้นเดินไปท้ายเรือ อะไรของคุณน่ะ คนเค้าจะคุยด้วยก็ไม่คุย ชั้นไม่คุยกับคุณแล้วก็ได้ ...น้ำฝนพูดไล่หลังไวท์ไป เธอรู้สึกฉุนนิดๆ โมโหหน่อยๆ แล้วเธอก็เดินเข้าห้องพักของเรือไป .....การเดินทางไปเกาะน้ำวนนั้นใช้เวลานานจริงๆ เพราะเมื่อเริ่มเข้าใกล้ตัวเกาะ ก็มีน้ำวนมากมายขวางทาง ทำให้ต้องเดินเรือ อ้อมไปอ้อมมาเพื่อหลบน้ำวน ยิ่งเข้าใกล้ตัวเกาะจำนวนน้ำวนก็ยิ่งมากขึ้น การเดินเรือจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก และกว่าจะไปถึงเกาะน้ำวน พระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว เฮ้อ ถึงซะที ...น้ำฝนถอนหายใจอย่างโล่งอก ขณะลงมาเดินบนชายหาดของเกาะ... เลยออกไปจากชายหาดอีกหน่อย ก็เป็นป่าของเกาะน้ำวนแห่งนี้ คุณน้ำฝนครับ คืนนี้เราจะพักอยู่ที่ชายหาดนี้ก่อนนะครับ แล้วพรุ่งนี้ ค่อยออกเดินทางผ่านป่า ไปยังวิหารวารี... คุณน้ำฝนใช้ห้องพักในเรือได้ตามสบายนะครับ ...วิรัตน์บอก แล้วก็เดินไปช่วยอรุณ และสายัณห์กางเต็นท์ และจุดกองไฟสำหรับที่พักของตัวเอง จ้ะ เข้าใจแล้ว .............ว่าแต่ไวท์ไปไหนซะแล้วล่ะ เห็นเค้าบ้างรึเปล่า วิรัตน์ ...น้ำฝนถามพลางมองหาไวท์ แต่เธอหาไวท์ไม่เจอเลย คุณไวท์บอกผมว่า จะออกไปสำรวจป่าในเกาะนี้ซะหน่อยน่ะครับ เค้าบอกกับผมว่าไม่ต้องห่วง ... คุณไวท์ดูแลตัวเองได้ ดังนั้นคุณน้ำฝนไม่ต้องเป็นห่วงเค้าหรอกครับ ...วิรัตน์พูด ฝนไม่ได้เป็นห่วงเค้าซะหน่อย แค่ถามดูเท่านั้นแหละ ...น้ำฝนเอ่ยขึ้น แล้วก็เดินกลับห้องพักที่เรือไป ----------------------------------------------------------------------------- .....ยามเช้าของวันรุ่งขึ้น คณะเดินทางเข้าวิหารวารีก็พร้อมออกเดินทาง ซึ่งคนที่เดินทางไปที่วิหารนั้นมี น้ำฝน , วิรัตน์ และ ไวท์ซึ่งหายไปไหนมาทั้งคืนก็ไม่รู้ ส่วนอรุณ และ สายัณห์นั้นอยู่เฝ้าเรือใบที่ใช้เดินทางมา ทางในป่าค่อนข้างรก คุณหนูน้ำฝนเดินระวังๆ นะครับ ...วิรัตน์เตือนน้ำฝนขณะที่เดินมาถึงชายป่า จ้ะ ขอบคุณที่เตือนนะวิรัตน์ เดินไปเร็ว ...ไวท์เร่ง พลางเดินผ่านไป และออกเดินนำเข้าไปในป่า เอ๊ะ คุณนี่ทำไมถึงไม่มีมนุษย์สัมพันธ์บ้างเลยนะ ...น้ำฝนเอ็ดไวท์พลางเดินตามไป คนเราน่ะมันต้องรู้จักเข้าสังคม ถึงจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข คุณน่ะต้องรู้จักพูดคุยดีๆ กับคนอื่นๆเขาบ้าง รู้มั้ย? ...แล้วน้ำฝนก็เริ่มร่ายยาว เกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิตให้มีความสุขในสังคม ระหว่างที่เดินไป แต่ถึงกระนั้นไวท์ก็ยังไม่ได้พูดอะไร ตอบออกมาซักคำ เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาเดินอย่างเดียว นี่ ฟังอยู่รึเปล่าน่ะ ...น้ำฝนถาม ฟัง ...ไวท์ตอบสั้นๆกลับมาตามเคย .....วิรัตน์ที่เดินตามไวท์ และน้ำฝนมาตลอด เห็นท่าทีของคุณหนูของเขา แล้วก็อมยิ้ม เขารู้สึกดีใจที่น้ำฝนยังดูสดใสดี หลังจากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น และการเดินเข้ามาในป่าครั้งนี้ทำให้วิรัตน์ รู้สึกไว้ใจไวท์มากขึ้น ว่าจะช่วยดูแลคุณหนูของเขาอย่างดีตลอดการเดินทาง เพราะตามทางในป่าที่ผ่านมานั้น มันเดินง่ายไร้สิ่งกีดขวางจนผิดปกติ ทำให้วิรัตน์คิดขึ้นมาได้ว่า เมื่อคืนไวท์คงมาถางทางเตรียมไว้ก่อนแล้วแน่ๆ .....ในที่สุดคณะเดินทางก็เดินทางมาถึงวิหารวารี ตัววิหารวารีนั้นล้อมรอบด้วยคูน้ำเล็กๆ ที่กว้างไม่เกิน 5 เมตร น้ำในคูน้ำนั้นนิ่ง และใสสะอาดอย่างน่าประหลาด มีสะพานหินทอดข้ามคูน้ำ ไปยังทางเข้าของวิหาร ซึ่งเป็นประตูบานคู่ขนาดใหญ่ มีลวดลายสลักเสลาสวยงาม ว้าว สวยจังเลย ที่นี่คงเป็นวิหารวารีสินะคะ ...น้ำฝนพูดขึ้น เธอพึ่งเคยมาที่วิหารวารีแห่งนี้เป็นครั้งแรก ใช่แล้วล่ะครับ ที่นี่คือวิหารวารี ...วิรัตน์ตอบ คุณแม่ของคุณหนูน้ำฝน จะมาที่วิหารวารีแห่งนี้ปีละครั้ง เพื่อทำพิธีชำระล้างจิตวิญญาณ ด้วยพลังของสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำครับ เอ๋!? จริงเหรอคะ ทำไมฝนไม่เคยรู้มาก่อนเลย? ความจริงแล้ว คุณแม่ของคุณหนู จะบอกเรื่องนี้ให้คุณหนูทราบ หลังจากคุณหนูเรียนจบน่ะครับ แต่ว่า.......... ...วิรัตน์หยุดพูด และมองมาทางไวท์ ที่ยืนอยู่ข้างหลัง ฝนเข้าใจแล้วค่ะ วิรัตน์ เราเข้าไปในวิหารกันเลยดีมั้ยคะ ...น้ำฝนเดินข้ามสะพานหินไป เปิดประตูวิหารออก ครับ คุณหนู ...วิรัตน์เดินข้ามสะพานตามน้ำฝนมาติดๆ นี่ไวท์ ทำอะไรอยู่ รีบข้ามสะพานมาเร็วสิ ...น้ำฝนเรียกไวท์ ที่กำลังยืนอยู่อีกด้านหนึ่งของสะพานหิน คุณน้ำฝนกับคุณวิรัตน์เข้าวิหารไปเถอะ ผมจะอยู่ข้างนอก ...ไวท์ตอบ อะไรของคุณอีกล่ะ คนที่อยากมาวิหารแห่งนี้น่ะ มันคุณไม่ใช่เหรอไวท์? แล้วทำไมจู่ๆเกิดเปลี่ยนใจไม่อยากเข้าขึ้นมา? ...น้ำฝนพูด เธอเดาใจชายที่ชื่อไวท์คนนี้ไม่ถูกเลยจริงๆ ไม่รู้เค้าคิดอะไรของเค้าอยู่กันแน่ ....................................... ไวท์ไม่ตอบยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่มีท่าทีจะขยับแม้แต่น้อย .....ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ ฝนเข้าไปในวิหารล่ะ วิรัตน์ไปกันเถอะค่ะ ...พูดจบน้ำฝนกับวิรัตน์ ก็เดินเข้าไปในวิหารวารี แล้วปิดประตูวิหารลง... .....ไวท์ยืนมองน้ำฝนกับวิรัตน์เดินเข้าไปในวิหารวารี หลังจากที่เขารอให้ทั้งสองคน ปิดประตูวิหารจนสนิทแล้ว... เขาก็หันหลังกลับมาทางชายป่าที่เขา น้ำฝน และวิรัตน์เพิ่งจะเดินผ่านเข้ามา แล้วพูดขึ้นมาว่า อย่ามัวแต่ซ่อนอยู่เลย ออกมาเถอะ แหม น้อยชายนี่แน่จริงๆเลย รู้ตัวด้วยรึว่าพวกเราแอบตามมา ...เสียงหนึ่งพูดขึ้นจากเงามืดของชายป่า อย่างนี้ก็แย่เลยสิ กะว่าจะจัดการพร้อมกันทีเดียวในวิหาร แล้วค่อยชิงเอาสัญลักษณ์มาแท้ๆ แต่แบบนี้คงจะต้องเปลืองแรงหน่อยหน่อยละมั้ง... อีกเสียงพูดขึ้น ออกมา ...ไวท์ย้ำ พลางเปลี่ยนปลอกแขนโลหะทั้งสองข้าง ให้กลายเป็นโซ่โลหะสองเส้น พุ่งเข้าไปหาต้นเสียงทั้งสองในเงามืดของชายป่าอย่างร วดเร็ว ร่างทั้งสองที่อยู่ในเงามืดของป่า กระโดดหลบโซ่ของไวท์ ออกมาสู่แสงแดดยามสายของเกาะน้ำวน แสงที่ส่องสว่างเผยให้เห็น ถึงใบหน้าของทั้งสองคนที่เคยอยู่ในเงามืดนั้น เขาทั้งสองคนก็คือ... อรุณ และ สายัณห์ นั่นเอง!!!! อาวุธแปลกดีนี่น้องชาย ทำได้ไงใช้เวทย์มนต์เหรอ? ...อรุณถามขึ้น ไม่หรอกอรุณ ไม่รู้สึกถึงการรวมจิตเพื่อใช้เวทย์มนต์เลย น่าจะเป็นความสามารถพิเศษของอาวุธมากกว่า ...สายัณห์กล่าว .........พวกเจ้า นักล่าของหิมะราตรีสินะ กลับไปซะเถอะ ...ไวท์พูด พลางเปลี่ยนสภาพโซ่โลหะของตน ให้กลายเป็นกระบองยาว ท่าทางเขาดูไม่ตกใจเลยที่อรุณ และสายัณห์ เป็นนักล่าของหิมะราตรี ฮ่าๆๆๆ พูดอะไรตลกๆน่าน้องชาย กลับงั้นรึ? น่าขำ!! ...อรุณหัวเราะ พลางชักดาบที่ซ่อนเอาไว้ออกมา ใช่แล้วไอ้หัวขาว นายตะหากที่ต้องหลีก!!... ถ้าหนีไปตอนนี้พวกเราอาจจะไว้ชีวิตก็ได้น้า หึหึหึ สายัณห์พูดขึ้น แล้วชักดาบออกมาบ้าง กลับไปซะ ไม่งั้นคงจะต้องเจ็บตัวกันหน่อย ...ไวท์พูดย้ำอีกครั้ง คนเจ็บตัวไม่มีหรอกโว้ย!! แต่คนตายมีอยู่หนึ่ง!! ...อรุณและสายัณห์พูดขึ้นพร้อมๆกัน แล้วพุ่งเข้าหาไวท์ฟาดฟันดาบลงมาอย่างรวดเร็ว!!! จบตำนานที่ 5
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ แก้ไขโดย Poporin : 27 Oct 2006 เวลา 11:19. |
| | |
| | #18 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | เอ่อ ขอนอกเรื่องนิด แต่...รู้สึกจะอ่านไวจังนะฮะ ผมโพส 8.48 ตอบกลับมา 8.50 สองนาทีอ่านจบเลย สุดยอดจริงๆ เอ หรือว่าโพสก่อนแล้วค่อยอ่านหว่า?
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ |
| | |
| | #20 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ไม่คิดมากหรอกครับ แค่มีคนมาอ่านผมก็ดีใจหลายแล้ว
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ |
| | |
| | #21 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | โย่ว ขอเสียงหน่อยๆ (เฮ้ๆๆ ฮ่าๆ แปะๆๆ) สวัดดีครับทุกๆคน ผมโปโป้รินนักร้องชื่อดังของดาวฟีลโซล ผู้ท่องเที่ยวไปทั่วดวงดาวแห่งนี้ โอ๊ะๆ อย่าเพิ่งเข้ามาขอลายเซ็นต์ครับ ขอร้องๆ ผมรู้ว่าผมดัง <ปิ๊งง แสงสะท้อนจากการยิ้มยิงฟัน> ทุกคนต้องรู้จักผมอยู่แล้วล่ะ ก็คนมันดังนี่เนอะ แต่รู้รึเปล่า ว่านอกจากผมเป็นนักร้องแล้ว ผมยังเป็นนักสำรวจอีกด้วยนะ หึหึ เป็นไง เท่ห์ใช่มั้ยล่า และคราวนี้ ผมก็จะมานำเสนอ "บันทึกการเดินทางของนักร้องชื่อดัง" แหมๆๆ นี่ถ้าผมไม่ถูกขอร้องมา ผมไม่เอามาเผยแพร่หรอกนะ รู้ไว้ บันทึกของนักร้องดัง + นักสำรวจสุดเท่ห์อย่างผมน่ะ มีค่ามากน้า เอาล่ะๆ มาดูบันทึกของผมกันเลยดีกว่า เสียเวลา ผมยิ่งยุ่งๆอยู่ ช่วยไม่ได้นะ คนดังก็อย่างเงี้ย หุหุ ตอนพิเศษ บันทึกการเดินทางของนักสำรวจสุดเท่ห์ โปโป้ริน!~ 1 วันฟ้าใสอากาศดี วันนี้ผมเพิ่งแสดงมินิคอนเสิรตที่เมืองวารีนคร คนดูชอบใจกับการแสดงมาก (ก็คนมันดังนี่เนอะ หึหึ) ผมกลับมาที่พักและเขียนบันทึกการเดินทางของผม แต่ระหว่างที่ผมกำลังเขียนบันทึกนั่นเอง...... "โปโป้ริน เอ๋ย~ย" เสียงเรียกชื่อคนดังอย่างผมลอยมาจากด้านหลัง ผมเลยหันกลับไปดู และได้พบกับตัวผมอีกคนหนึ่ง!! "เฮ้ยๆ อย่าตกใจ เราไม่ได้มาร้าย แต่เรามา เพื่อขอร้องอะไรบางอย่าง ช่วยเดินทางทั่วดาวฟีลโซลทีเหอะ!" "ห๊ะ ว่าไงนะ!?" "ก็บอกว่าให้เดินทางให้ทั่วดาวฟีลโซลไง แล้วก็เขียนแผนที่ กับบันทึกการเดินทางไว้ด้วย เข้าใจมั้ย? งั้นเราไปล่ะ" แล้วตัวผมอีกคนหนึ่งก็หายไป ผมงงมากว่ามันเกิดอะไรขึ้น หรือผมตาฝาดหูฝาด ไป แต่ก็ไม่รู้อะไรล่ะ ที่มาดลใจคนดังอย่างผม ผมก็เลยทำตามคำข้อร้องนั่น โดยการเป็นนักสำรวจซะเลย และที่แรกที่ผมจะสำรวจก็คือ วารีนครนี่แหละ ว่าแล้วก็ ลุยโลด~ด ผมออกจากที่พักและตรงไปยัง สำนักทะเบียนพลเรือนและอาณาเขต ของวารีนครทันที และนั่นก็ทำให้ผมรู้ว่า วารีนครแห่งนี้ มีพื้นที่ ที่ยังไม่ได้ถูกทำการสำรวจ มากถึง 35% โอ้ว งานหนักล่ะสิ คราวนี้ แต่ไม่เป็นไร นักร้องชื่อดังอย่างผมทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว สุดท้าย ก่อนผมจะออกมาจาก สำนักทะเบียนพลเรือนและอาณาเขต ของวารีนคร ผมก็จดข้อมูลและจำนวนประชากรคร่าวๆ ของวารีนครมาด้วย ซึ่งผมจะเอามาให้ดูนี่แหละ อ่ะ ดูเลยละกัน วารีนคร เมืองท่าที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุด ของทวีปวารี บนดาวฟีลโซล มีอาณาเขตกว้างขวาง ทางด้านทิศตะวันตก และใต้ มีอาณาเขตติดกับทะเล มีแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ประชากรเท่าที่สำรวจได้ในตัวเมืองมีประมาณ 3 ล้านคน ![]() ห๊ะ อะไรนะ ผมวาดรูปห่วยมากงั้นเรอะ เอ่อ ก็ผมเป็นนักร้องนี่นา แต่รู้เปล่า คนหน้าตาดีนะ มักลายมือไม่สวยนะ หึหึหึ (แล้วมันเกี่ยวอะไรกับวาดรูปเนี่ย?) เอ๋ ข้อมูลน้อยไปแล้วแผนที่ก็ไม่มีอัตราส่วนด้วย ง่ะก็ผมเพิ่งเริ่ม เป็นนักสำรวจเองนี่นา ถ้าคิดเลเวล ผมก็พึ่งเลเวล 1 นะ ปล่อยไปหน่อยเหอะ เดี๋ยวเลเวลอัพแล้วมันก็ดีเองแหละ โอเคมะ แล้วหลังจากนั้น ผมก็กลับไปยังที่พักของผม เพื่อเตรียมตัว สำหรับการเดินทางสำรวจครั้งแรกของผม เป้าหมายคือ "ป่าไร้แสง" ด้านตะวันตกของวารีนคร!! บันทึกการเดินทางของนักสำรวจสุดเท่ห์ โปโป้ริน!~1 จบ
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ |
| | |
| | #22 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ตำนานที่ 6 - สัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ กลับไปซะ ไม่งั้นคงจะต้องเจ็บตัวกันหน่อย ไวท์พูดย้ำอีกครั้ง คนเจ็บตัวไม่มีหรอกโว้ย!! แต่คนตายมีอยู่หนึ่ง!! อรุณและสายัณห์พูดขึ้นพร้องๆกันแล้วพุ่งเข้าหาไวท์ฟา ดฟันดาบลงมาอย่างรวดเร็ว!!! เช้งงง~ง!!! ไวท์ใช้กระบองยาวของเขารับดาบทั้งสองเอาไว้ ก่อนจะกลับตัวแล้วเอากระบองยาวฟาดใส่อรุณและสายัณห์อ ย่างแรง!!! ปึกก!!! กร๊อบบ!!! อรุณและสายัณห์โดนกระบองของไวท์ซัดใส่เต็มๆจนกระเด็น ล้มลง กระดูกหักไปหลายซี่ สัญญาซะ ว่าจะกลับไปแล้วไม่มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก แล้วจะรักษาแผลให้ ไวท์พูด อั่กก ฮ่าๆๆๆๆๆๆ น่าขำ เจ้าดูถูกพวกเราเกินไปแล้ว!! อรุณพูดพลางกระอักเลือด ทันใดนั้นก็มีหมอกสีดำปรากฏขึ้นรอบตัวของอรุณและสายั ณห์ ไม่นานกระดูกที่หัก และความเสียหายทั้งหมด ที่ได้รับจากการโจมตีของไวท์ ก็หายดีดังเดิม!! หึหึหึ ตกใจมั้ยล่ะไอ้หัวขาว!!! สายัณห์พูดพลางยิ้มเยาะเย้ย .........พวกเจ้า กลายเป็นความชั่วร้ายไปแล้วสินะ ไวท์พูดพลางเปลี่ยนกระบองของตนให้กลายเป็นดาบสองมือ ฮ่าๆๆๆๆ ใช่แล้วพวกข้าได้รับพลัง จากท่านซีลผู้ครองเมืองหิมะราตรีที่ยิ่งใหญ่ พลังแห่งความมืด ที่ไม่มีใครสามารถต่อกรได้!!! อรุณพูดขึ้น แล้วหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ......ไม่หรอก สิ่งที่พวกเจ้าได้รับมา มันไม่ใช่พลังแห่งความมืด แต่เป็นพลังแห่งความชั่วร้าย ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อพิสุทธิ์ และสิ่งที่เป็นอันตรายต่อพิสุทธิ์จะต้องถูกกำจัด!! ไวท์พูดจบ ก็พุ่งเข้าฟาดฟันกับอรุณและสายัณห์อย่างรวดเร็ว! เคร้ง!! เคร้ง!! เสียงดาบปะทะกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง อรุณและสายัณห์ แข็งแกร่งขึ้นมากจากพลัง แห่งความชั่วร้าย แต่ทว่า...ทั้งสองก็ยังไม่ใช่คู่มือของไวท์อยู่ดี ฉัวะ!! เสียงดาบของไวท์ ฟันสะพายแล่งลงไปบนตัวของอรุณ ส่งผลให้เลือดสีแดงไหลทะลักออกมาตามบาดแผล!! หนอย!! แก ไอ้หัวขาว!! สายัณห์ร้องตะโกนและพุ่งเข้ามาหมายจะเอาดาบแทงไวท์ แต่ไวท์หลบได้และฟันสวนกลับไป!! ฉัวะ!! ดาบของไวท์ฟันเข้ากลางลำตัวของสายัณห์ เลือดสีแดงสดทะลักออกมาตามบาดแผล ก่อนที่ร่างของสายัณห์จะทรุดลงไป!! อั่ก!! แค่กๆ อรุณและสายัณห์กระอักเลือดอย่างเจ็บปวด และระหว่างนั้นเอง หมอกสีดำที่เคยรักษาบาดแผลของทั้งสอง ก็เริ่มเข้าปกคลุมตัวของพวกเขาอีกครั้ง ไวท์ไม่เปิดโอกาสให้ทั้งสองรักษาตัว เขารีบเปลี่ยนดาบของเขา ให้กลายเป็นโซ่โลหะเส้นใหญ่ พุ่งเข้ารวบตัวของสายัณห์และอรุณเอาไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะยกร่างของทั้งสองขึ้นเหนือพื้นราวหนึ่งเมตร !!! ความชั่วร้าย ต้องถูกกำจัด!! ไวท์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมกับรวมแสงสว่างรอบๆ เอาไว้ในฝ่ามืออีกข้าง จนเกิดเป็นลูกพลังแสงกลมๆ อยู่บนฝ่ามือของเขา !! จะดีเหรอครับคุณหนู ทิ้งคุณไวท์เอาไว้ข้างนอกแบบนั้น วิรัตน์พูดขึ้นหลังจากที่ประตูของวิหารวารีปิดสนิทลง ช่างเค้าเถอะค่ะ ฝนว่าเรารีบไปเอาสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำดีกว่านะค ะ น้ำฝนตอบวิรัตน์ เธอรู้สึกหงุดหงิดกับนิสัยไม่ยอมพูดเหตุผลของไวท์มาก แล้วการกระทำแต่ละอย่างของเขามันก็ช่างเข้าใจยากจริง ๆ น้ำฝนกับวิรัตน์เดินเข้ามาตามทางในวิหารที่มีเสาหินข นาดใหญ่สลักลวดลายเป็นเกลียวน้ำวนตั้งอยู่ทั้งสองด้า นของทางเดิน กำแพงของวิหารวารีประดับประดาด้วยภาพวาดจำนวนมากที่เ ป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของวารีนคร แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านหน้าต่างโมเสกสีที่ถูกสร้างเรี ยงรายขึ้น ทำให้ภายในวิหารมีแสงสว่างแลดูงดงาม น้ำฝนและวิรัตน์เดินตามทางเดินที่สวยงามนี้จนมาถึงปร ะตูอีกบานหนึ่ง ประตูบานนี้เป็นประตูบานเล็กๆ สลักลวดลายเป็นรูปหญิงสาวผมยาวกำลังยืนหันหลังมองออก ไปยังท้องทะเลกว้างใหญ่ น้ำฝนและวิรัตน์หยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตู ห้องนี้.......... น้ำฝนพูดขึ้นพลางเอื้อมมือไปสัมผัสประตู เธอรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่เหมือนเป็นส่วนที่เธอ ขาดหายไปตลอด อะไรบางอย่างที่เรียกร้องให้เธอเข้าไปหามัน หลังประตูนี้คือห้องที่เก็บสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน ้ำเอาไว้ครับคุณหนู วิรัตน์พูด ห้องนี้มีแต่ผู้สืบทอดจิตวิญญาณแห่งดวงดาวเท่านั้นท ี่เข้าไปได้ เพราะฉะนั้นผมจะรอคุณหนูอยู่ที่นี่นะครับ จ้ะ งั้นเดี๋ยวฝนมานะวิรัตน์ พูดจบน้ำฝนก็เปิดประตูออกและเดินเข้าไปในห้องที่เก็บ สัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำเอาไว้ ห้องที่น้ำฝนเดินเข้ามามีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย เป็นแสงสว่างสีน้ำเงิน ที่มาจากสิ่งที่ลอยอยู่กลางห้องที่ว่างเปล่า น้ำฝนค่อยๆเดินเข้าไปใกล้สิ่งที่ลอยอยู่นั้น ยิ่งเข้าไปใกล้เธอก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความเย็นสบาย แสงสว่างสีน้ำเงินที่ส่องสว่างออกมาจากสิ่งนั้น ทำให้จิตใจของเธอสงบลงอย่างน่าประหลาด ในที่สุด น้ำฝนก็เดินเข้ามาใกล้พอที่จะเห็นว่า สิ่งที่ลอยอยู่กลางห้องนั้น มีรูปร่างเช่นไร สัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ ที่น้ำฝนเห็นนั้นเป็นสร้อยคอเส้นหนึ่ง ที่มีอัญมณีสีน้ำเงิน รูปหยดน้ำขนาดใหญ่ประดับอยู่ ดวงแสงสีน้ำเงินขนาดเล็ก ส่องประกายสว่างไสวอยู่ ในอัญมณีรูปหยดน้ำเม็ดนั้น น้ำฝนเอื้อมมือไปคว้าสร้อยเส้นนั้นขึ้นมามาสวมเอาไว้ ทันทีที่น้ำฝนสวมสร้อย เธอรู้สึกเย็นสบาย ราวกับร่างทั้งร่างอยู่ในสายน้ำที่ไหลริน พัดพาเอาความหมองหม่นทั้งมวลของเธอออกไป เหมือนกับจิตใจของเธอ ได้ถูกชำระล้างให้คืนสู่ความบริสุทธิ์ แสงสว่างจากดวงแสงสีน้ำเงินในอัญมณีอ่อนลง เหลือเป็นเพียงดวงแสงเล็กๆ ที่ส่องแสงเรืองๆ อยู่ในอัญมณีรูปหยดน้ำเท่านั้น ความรู้สึกเย็นสบายหายไป แต่จิตใจของน้ำฝนในตอนนี้แจ่มใส เธอหันหลังกลับ และเดินไปเปิดประตูห้อง ออกสู่ทางเดินในวิหารวารี เป็นอย่างไรบ้างครับคุณหนู วิรัตน์ถาม หลังจากที่น้ำฝนเดินออกมา พร้อมกับสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ น้ำฝนไม่ได้ตอบแต่เธอเพียงแค่ยิ้มให้วิรัตน์ รอยยิ้มที่สดใสนั้น บ่งบอกความรู้สึกของเธอในตอนนี้ ออกมาได้ดีที่สุด สื่อความรู้สึกของเธอ ออกมาได้มากมายกว่าคำพูดใดๆ ถ้าอย่างนั้นเรากลับออกไปกันเถอะครับ วิรัตน์พูด เขาเห็นรอยยิ้มของน้ำฝนแล้วก็เข้าใจ เพราะรอยยิ้มนั้นชั้นช่างเหมือนกับน้ำผึ้ง แม่ของเธอยามเมื่อเสร็จพิธีชำระล้างจิตวิญญาณ รอยยิ้มแห่งจิตใจที่บริสุทธิ์ น้ำฝนและวิรัตน์ เดินกลับมาตามทางเดินในวิหาร พร้อมกับสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ ที่น้ำฝนสวมคออยู่ (สุดท้ายแล้วคุณไวท์ก็ไม่ได้ตามเข้ามา) วิรัตน์คิด เขารู้ว่าไวท์คงมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เขาไม่เข้ามาในวิหารแห่งนี้ด้วย แต่ว่าเหตุผลของไวท์นั้นเป็นอะไรวิรัตน์ก็คิดไม่ออก และก็คงจะคิดไม่ออกต่อไปแน่ๆ ถ้าหากไม่ได้ยินเสียงเหล่านี้ เคร้ง!! เคร้ง!! เสียงโลหะกระทบกัน ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ด้านนอกของวิหาร นั่นเสียงอะไรน่ะ? น้ำฝนถาม ไม่ทราบครับคุณหนู แต่ท่าทางจะไม่ดีซะแล้ว รีบออกไปข้างนอกกันเถอะครับ แล้วน้ำฝนกับวิรัตน์ ก็วิ่งตรงไปยังประตูวิหาร น้ำฝนไปถึงประตูวิหารก่อน เธอรีบเปิดประตูวิหารออกอย่างรวดเร็ว ภาพที่ปรากฏให้เห็นตรงหน้าของเธอคือ ภาพของอรุณและสายัณห์ที่มีแผลสาหัส เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากบาดแผล และหยดลงบนพื้น เขาทั้งสองถูกมัดรวมกันเอาไว้เหนือพื้นดิน ด้วยโซ่โลหะขนาดใหญ่ และที่ปลายโซ่อีกข้างหนึ่ง ผู้ที่มัดอรุณ และสายัณห์ รวมทั้งคงจะเป็นผู้สร้างบาดแผลให้ทั้งคู่ด้วย ก็คือ ไวท์ นั่นเอง!!! หยุดนะไวท์!! นั่นคุณกำลังจะทำอะไร!! น้ำฝนพูดขึ้น พลางวิ่งเข้ามาขวางกลางระหว่างไวท์ กับอรุณและสายัณห์ จิตใจที่แจ่มใสของเธอเมื่อกี้ ถูกแทนที่ด้วยความสับสนอย่างรวดเร็ว กำจัดความชั่วร้าย ไวท์ตอบ พลางเงื้อมือข้างที่ถือลูกพลังแสงออกไปด้านหลัง เตรียมปลดปล่อยพลังออกมาให้เต็มที่ ความชั่วร้ายอะไรกัน!!! นั่นมันอรุณกับสายัณห์นะ พวกเค้าเป็นลูกเรือของเรือเรานะ!! น้ำฝนพูด เธอรู้สึกร้อนใจมาก กลัวว่าไวท์จะฆ่าอรุณและสายัณห์ เพราะตอนนี้ ถึงแม้เธอเข้ามาขวาง แต่ไวท์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย สิ่งที่เป็นอันตรายต่อพิสุทธิ์ต้องถูกกำจัด!! ไวท์พูดจบ ก็ซัดพลังแสงที่อยู่บนฝ่ามือออกมา เป็นลำแสงสีขาวสว่างขนาดใหญ่ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด~ด!!!! น้ำฝนกรีดร้อง พลางยกมือขึ้นป้องกันลำแสงสีขาวนั่น ความสว่างของมันทำให้น้ำฝนต้องหลับตาลง อ๊ากกกกกกกกก~ก เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ของอรุณและสายัณห์ดังขึ้น ร่างกายที่โดนลำแสงสีขาวของไวท์ค่อยๆสลายหายไป จนในที่สุด ทั้งสองก็สลายหายไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้เพียงเศษธุลีเดียว!! ไวท์เปลี่ยนสภาพโซ่โลหะ ให้กลายเป็นปลอกแขนดังเดิม ก่อนจะเดินเข้ามาหาน้ำฝน ที่ตอนนี้เข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้น ลุกขึ้นคุณน้ำฝน เราจะออกเดินทางกลับวารีนครกันแล้ว ไวท์พูดขึ้น ไวท์........คุณ............ทำไม.........ทำไมคุณโห ดร้ายแบบนี้ไวท์!! ทำไมคุณถึงต้องฆ่าอรุณและสายัณห์ด้วย ทำไมไวท์ ทำไม!!! น้ำฝนตะโกนว่าไวท์ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมามองหน้าเขา ดวงตาของเธอมีน้ำตาคลอเบ้า ใจเย็นๆก่อนครับคุณน้ำฝน วิรัตน์เดินเข้ามาพูดกับน้ำฝน พลางช่วยพยุงให้เธอยืนขึ้น ผมคิดว่า....สองคนนั่น....... คงจะไม่ใช่อรุณและสายัณห์อีกต่อไปแล้วใช่มั้ยครับ วิรัตน์พูดและมองหน้าไวท์ ด้วยอายุ 50 ปีของเขา ทำให้วิรัตน์เป็นคนที่มีสติ และมองสถานการณ์รอบตัวได้ดี เขาเห็นคุณหนูน้ำฝนโดนพลังของไวท์เข้าไปเต็มๆเ หมือนกับสองคนนั่นแท้ๆ แต่กลับมีเพียงอรุณและสายัณห์เท่านั้น ที่ร่างกายสลายหายไป นั่นเป็นเหตุการณ์ณ์ที่ทำให้วิรัตน์ คิดขึ้นได้และพูดกับไวท์ออกไปเช่นนั้น ใช่.... สองคนนั่นเป็นความชั่วร้าย เป็นอันตรายต่อพิสุทธิ์ ไวท์ตอบ หมายความว่าไงคะ? วิรัตน์ น้ำฝนถามขึ้น เธอไม่เข้าใจสิ่งที่ทั้งสองคนพูดกันอยู่เลย ก็หมายความว่า สองคนนั่นอาจจะเป็นนักล่าที่เผ่าหิมะราตรีจ้างมา เพื่อที่จะชิงเอาสัญลักษณ์ และตัวคุณหนูไปน่ะสิครับ วิรัตน์ตอบ !!!!!!! น้ำฝนรู้สึกตกใจมาก อรุณและสายัณห์เนี่ยนะ นักล่าที่เผ่าหิมะราตรีจ้างมา แล้วการที่ทั้งสองคนมาคุยกับเธอ ทำดีกับเธอล่ะมันคืออะไร หรือมันจะเป็นเพียงแค่การกระทำอันหลอกลวง เพื่อทำให้เธอตายใจเท่านั้น? แต่ว่า..... แต่ว่า...... ถึงอย่างนั้นก็ไม่เห็นจะต้องฆ่าเลยนี่นา..... น้ำฝนพูดขึ้นและมองพื้น ที่เปื้อนเลือดของอรุณและสายัณห์ รีบกลับกันเถอะครับคุณหนู อย่าอยู่ที่นี่นานไปกว่านี้เลย วิรัตน์พูดขึ้น แล้วทั้งหมดก็พากันเดินกลับไปยังเรือใบ ที่ใช้เดินทางมาเกาะน้ำวน... จบตำนานที่ 6
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ แก้ไขโดย Poporin : 15 Aug 2006 เวลา 18:27. |
| | |
| | #23 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ตำนานที่ 7 - ระหว่างทางกลับ การเดินทางกลับจากเกาะน้ำวน ต้องใช้เวลามากกว่าการเดินทางมามาก เพราะว่าตอนนี้เรือ ขาดลูกเรือที่มีความสามารถไปถึงสองคน ทำให้การเดินเรือหลบหลีกน้ำวนทำได้ช้าลง และกว่าจะเดินเรือพ้น ออกจากเขตน้ำวนของเกาะ ก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว น้ำฝนกำลังยืนมองพระอาทิตย์อัสดงอยู่ที่กราบเรือ เธอรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย กับการตายของอรุณ และสายัณห์ ถึงแม้ทั้งสองคน จะเป็นนักล่าของเผ่าหิมะราตรีก็ตาม แต่แค่จับตัวไว้ก็น่าจะพอแล้ว ไม่เห็นจะต้องฆ่ากันเลย ... แค่เหตุผลที่ว่า เป็นนักล่าที่ถูกจ้างมามันเพียงพอแล้วหรือ ที่จะต้องตาย ชีวิตมันมีค่าน้อยขนาดนั้นเชียวหรือ ยิ่งยืนมองพระอาทิตย์นานเท่าไหร่ น้ำฝนก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ กับการตายของอรุณ และสายัณห์มากขึ้นเท่านั้น และอีกความรู้สึกนึง ที่เกิดขึ้นก็คือ เธอรู้สึกโกรธไวท์ ที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตคน ฆ่าคนได้หน้าตาเฉย น้ำฝนยืนมองพระอาทิตย์อยู่อย่างนั้น จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์สุดท้ายของวันผ่านไป ความมืดยามค่ำคืนเริ่มเข้ามาแทนที่ และในความมืดนั้นเองที่ทำให้น้ำฝน สังเกตเห็นสิ่งที่ผิดปกติ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ หรือก็คือทางวารีนครนั่นเอง!! ท้องฟ้าเหนือวารีนคร ยังคงมีแสงสว่างสีส้ม ทั้งๆที่พระอาทิตย์ตกไปแล้ว น้ำฝนเพ่งมองไปทางนั้น และสังเกตเห็นจุดมากมายอยู่บนพื้นน้ำ จุดสีดำที่มองดูดีๆแล้วมีรูปร่างคล้ายเรือ และแสงสีส้มที่เห็น ก็มาจากเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้วารีนครอยู่นั่นเอง! ! วารีนครกำลังถูกโจมตี!!!! วิรัตน์!! แย่แล้ว!! วารีนคร!! น้ำฝนร้องตะโกน บอกวิรัตน์ที่กำลังยืนบังคับเรืออยู่ ...ผมเห็นแล้วครับคุณหนู วิรัตน์พยายามทำเสียงให้ดูปกติที่สุดเพื่อ ให้คุณหนูของเขาสบายใจขึ้นมาบ้าง แต่สีหน้าของเขา กลับบ่งบอกชัดเจนถึงความตกใจ และความเป็นกังวล ไปให้เร็วกว่านี้ได้มั้ยคะวิรัตน์? น้ำฝนถามวิรัตน์ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน นี่เป็นความเร็วสูงสุดแล้วครับคุณหนู.... ไม่เป็นไรครับ วารีนครไม่เป็นอะไรแน่นอน วิรัตน์พยายามพูดปลอบใจทั้งตัวเขาเอง และน้ำฝน แต่สถานการณ์แบบนี้ ดูจะไม่เป็นผลซักเท่าไหร่ ......... คุณวิรัตน์ หันหัวเรือไปทางทิศเหนือด้วย เราจะไม่กลับไปวารีนคร ไวท์ที่เพิ่งเดินออกมาจากตัวเรือ พูดขึ้น ว่าไงนะ!!!!!!! น้ำฝนถามขึ้นอย่างตกใจ ..... ผมบอกว่า หันหัวเรือไปทางทิศเหนือ เราจะไม่กลับไปวารีนคร ไวท์ตอบ ไวท์คุณไม่เห็นนั่นหรือ!? วารีนครกำลังถูกโจมตีนะ เราต้องรีบกลับไปช่วยสิ!!! น้ำฝนพูด พลางชี้ไปทางเมืองวารีนคร ......ผมเห็น เพราะอย่างนั้นเราถึงต้องไม่กลับไป คุณวิรัตน์หันหัวเรือไปทางเหนือด้วย เราจะเดินทางไปยังเมืองปันปัน ไวท์สั่งวิรัตน์ ด้วยน้ำเสียงที่มีอำนาจอย่างน่าประหลาด ไม่!! อย่าทำตามนะวิรัตน์ เดินหน้าต่อไป!! น้ำฝนสั่งบ้าง หันหัวเรือไปทางเหนือ คุณวิรัตน์ ไวท์ย้ำอีกครั้ง เดินหน้าต่อไปเราจะ.......... เสียงของน้ำฝนเงียบหายไป พร้อมกับเปลือกตาที่ปิดลง ร่างของเธอเอนล้มลงในอ้อมแขนของไวท์ ที่เพิ่งจะทำให้เธอสลบไป ด้วยการกระแทกสันมือ เข้าที่ท้ายทอยของเธอ ขอโทษ...... แต่ผมจำเป็นต้องทำ ไวท์พูด พลางค่อยๆวางร่างของน้ำฝนลง คุณวิรัตน์ หันหัวเรือไปทางเหนือด้วย อ๊ะ... ครับ วิรัตน์ทำตามคำสั่งของไวท์ หันหัวเรือไปทางทิศเหนือ เมื่อไวท์เห็นว่าวิรัตน์ เปลี่ยนทิศทางเรือเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินไปทางกราบเรือ ด้านที่วารีนครตั้งอยู่ คุณวิรัตน์ ดูแลคุณน้ำฝนให้ดีด้วย ผมจะตามพวกคุณไป ที่เมืองปันปันทีหลัง ไม่ต้องเป็นห่วง ผมหาพวกคุณเจอแน่ พูดจบ ไวท์ก็เปลี่ยนสภาพปลอกแขนของตน ให้กลายเป็นเรือขนาดเล็ก ก่อนจะโดดออกไปจากกราบเรือ ที่ยืนอยู่ และใช้เรือเล็กนั่น แล่นไปทางวารีนครอย่างรวดเร็ว ........ผมเข้าใจแล้ว คุณไวท์ วิรัตน์พูดขึ้นเบาๆ หลังจากที่ไวท์ไปแล้ว เขาอุ้มร่างของน้ำฝนขึ้น และพาเธอเข้าไปพักผ่อนในห้องพักของเรือ ก่อนที่จะออกมา เพื่อควบคุมทิศทางของเรือต่อไป จุดมุ่งหมายก็คือ เมืองปันปัน เรือรบสีดำลำใหญ่ จอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือของวารีนคร สัญลักษณ์จันทร์เสี้ยว และหิมะบนพื้นสีดำของลำเรือ สะท้อนแสงสีส้ม วูบไหวไปมาของเปลวเพลิง ที่กำลังลุกไหม้วารีนครอยู่ในขณะนี้ รายงานสถานการณ์มาซิ ชาวเผ่าหิมะราตรีตนหนึ่งพูดขึ้น ขณะเดินขึ้นมาที่ดาดฟ้าเรือ มันมีขนทั่วตัวเป็นสีดำ สวมชุดทหารเต็มยศ และมีเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มคลุมอยู่ สถานการณ์ในเมืองตอนนี้ ชาวเมืองยอมแพ้หมดแล้ว ทหารของเราเข้าคุมพื้นที่ได้หมดแล้วครับ ขณะนี้กำลังดับไฟอยู่ครับ ท่านแม่ทัพ วาจา นายทหารเผ่าหิมะราตรีคนหนึ่งรายงาน ดี แล้วคนที่สั่งให้จับล่ะ จับตัวได้หรือยัง?" วาจาถามนายทหารตนนั้น จับตัวได้แล้วครับ นายทหารตนนั้นตอบ ดี นำตัวเขามา สิ้นเสียงของวาจา นายทหารสองคนก็แบกร่างไร้สติ ของกล้าหาญ และน้ำผึ้งขึ้นมาบนดาดฟ้าของเรือ ที่แขนและขาของร่างไร้สตินั้น ถูกมัดเอาไว้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนา ......ยังไม่ตายใช่มั้ยนั่น?" วาจาถามนายทหารสองคน ที่แบกร่างไร้สตินั่นขึ้นมา ยังครับแค่หมดสติไปเท่านั้น ดี ....ทีนี้ก็เหลือแต่ รอผู้สืบทอดกลับมา พร้อมกับสัญลักษณ์เท่านั้นสินะ ... เหอเหอเหอ วาจาหัวเราะอย่างพอใจในผลงานของตน ท่านแม่ทัพครับ มีเรือแล่นเข้ามาทางนี้ครับ นายทหารสังเกตการณ์รายงาน ใช่เรือของผู้สืบทอดรึเปล่า? ........เหมือนจะไม่ใช่นะครับ มีแค่ขายเกราะขาวคนเดียว ที่นั่งเรือนั่นมา ถ้าอย่างนั้นก็จมทิ้งซะ วาจาสั่ง รับทราบ..... ยิงปืนใหญ่จมเรือเล็กซะ!!! ตูม!! ตูม!! กระสุนปืนใหญ่จากเรือรบ ถูกยิงออกไปตกที่บริเวณเรือเล็กลำนั้น แรงระเบิดของกระสุน ทำให้น้ำทะเลกระเซ็นขึ้นมาเป็นม่านน้ำ บดบังเรือเล็ก และเมื่อม่านน้ำจางล งก็ไม่ปรากฏเรือเล็กให้เห็นอีกต่อไป!! รายงานการยิง... เป้าหมายถูกทำลายแล้วครับ ทหารพลยิงรายงาน เหอเหอเหอ ดี ทำได้ดีมาก แกร่กๆๆ ... แกร๊ง!!! เสียงกระทบกัน ของอะไรบางอย่างดังขึ้นที่ขอบเรือ เสียงอะไร!!??" วาจามองหาที่มาของเสียงนั้น ก่อนจะเห็นโซ่โลหะขนาดใหญ่ ที่มีปลายเป็นตะขอ กำลัง เกี่ยวติดอยู่ที่ขอบเรือ!! เฮ้ย!! นั่นมัน!! ซ่า~!! เสียงน้ำกระเซ็นดังขึ้น เนื่องจากมีใครบางคน พุ่งขึ้นมาจากในน้ำอย่างรวดเร็ว ตามโซ่ที่เกี่ยวกับขอบเรืออยู่นั้น!! วาจา และทหารเผ่าหิมะราตรี มองไปทางต้นเสียง และพบกับชายเกราะขาว ที่ควรจะถูกระเบิดไปพร้อมๆกับเรือเล็ก แต่ตอนนี้ กลับมายืนอยู่ที่กราบเรือ พร้อมกับลูกพลังแสงในมือ!! วาบ~ บ!! ลูกพลังแสงในมือของไวท์ระเบิดออก ส่งผลให้แสงสีขาวสว่างเจิดจ้า ส่องสว่างไปทั่วบริเวณนั้น ทำให้เผ่าหิมะราตรี ที่อยู่ในอาณาเขตของลำแสง มองไม่เห็นสิ่งใดอื่นเลย นอกจากแสงสีขาวบาดตาเท่านั้น!! เมื่อแสงจางลง และสายตาสามารถมองเห็นได้ตามปกติ วาจาก็พบว่าไวท์หายไปแล้ว พร้อมกับร่างของกล้าหาญ และน้ำผึ้ง!! ตามหามันให้ทั่ว พวกมันยังไปได้ไม่ไกลแน่!!! วาจาตะโกนสั่ง เจอแล้วครับ มันกำลังใช้เรือเล็กหนีออกไปครับ!! นายทหารคนหนึ่งตอบกลับมา จมเรือลำนั้นซะ!!" วาจาสั่ง แต่....... ท่านครับ ตัวประกัน........ ช่างมัน จมเรือซะ!!" ....รับทราบ ... ยิงปืนใหญ่จมเรือเล็กนั่นซ้า!!! ตูม!! ตูม!! ตูม!! ตูม!! กระสุนปืนใหญ่ ถูกยิงออกไปจากเรือรบอย่างต่อเนื่อง แต่ไวท์ก็บังคับเรือเล็ก หลบได้หมดอย่างมหัศจรรย์ จนในที่สุดเรือของไวท์ ก็ออกนอกระยะยิงของปืนใหญ่ และแล่นจากออกไปอย่างรวดเร็ว บัดซบ!! วาจาสบถเสียงดัง หลังจากที่ ถูกชิงตัวประกันไปต่อหน้าต่อตา จะทำอย่างไรต่อดีครับ ท่านแม่ทัพ ไม่ต้องทำอะไรแล้ว สรุปสถานการณ์ทั้งหมด เป็นรายงา นแล้วแจ้งให้ท่านซีลที่เมืองมืดทราบ" วาจาสั่ง ครับ ท่านแม่ทัพ ....... ความแค้นครั้งนี้ ข้าต้องชำระแน่นอน คอยดูเถอะ!!" วาจาพูด พลางกำหมัดแน่น และมองไปยังทิศทางที่ไวท์แล่นเรือจากไป.... จบตำนานที่ 7
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ แก้ไขโดย Poporin : 15 Aug 2006 เวลา 18:26. |
| | |
| | #24 (permalink) |
| สมาชิกเฝ้าบอร์ด TG ![]() | อ่า ไม่ได้เข้ามาอ่านตั้งนาน ตอนนี้ถึงตอนที่ 7 แล้วหรอคับ พอดีไม่ว่างเข้ามาอ่านเลยคับ ขอชื่นชมเลยคับ ว่าคุนป็อป (ขออนุญาตเรียกนะคับ) เปนบุคคลที่มีความขยันมากคับ ยังคงมาลงฟิคต่อเรื่อยๆ ผมเองนั้นวันนี้เพิ่งมาไล่อ่านถึงบทที่ 4 แต่เท่าที่อ่านมาอย่างละเอียดตั้งแต่บทแรกนั้น ก้อบอกได้เลยคับ ว่าฟิคเรื่องนี้มีการใช้ภาษาที่ดีจิงๆ เข้าใจว่าคุนป็อปคงน่าจะเคยเขียนเรื่องสั้นหรืออะไรม า ก่อนหน้านี้แล้ว จะขอเปนกำลังใจให้นะคับ ผมเองจะพยายามหาเวลาเข้ามานั่งไล่อ่านเรื่อยๆคับ ปล.แอบสแกนอ่านผ่านๆตอนที่ยังไม่ได้อ่านยังคร่าวๆ เอ๊ะ มีตอนพิเสดที่เอาตัวเองมาร้องโชว์ด้วยหรอคับ - -" ปล2 ตามไล่อ่านของคุนเอกจนจบกับของคุนป็อปไปบ้างเรียบร้อ ยแล้ว ทีนี้ก้อเหลือของคุนบิ๊ก หึหึหึ
__________________ เชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมฉลองครบรอบ 1 ปี กับ ชมรม PCC1 ครับ กิจกรรมฉลองครบรอบ 1 ปี Poke Center Channel 1 ![]() รับสมัครสมาชิกชมรมโปเกมอนครั้งใหม่ ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำเป็นต้องรู้ลึก ไม่เคยเกี่ยงเรื่องรู้น้อย ขอเพียงรักจริง คลิกลิงค์ด้านล่างได้เลย Poke Center Channel 1 ใครเปนคอเกมโปเกมอนมาคุยกันทางนี้ Episode2 อยากรู้เรื่องหน้าจอขาวมากระทู้นี้ กระทู้การใช้งานอีมู NDS ของท่าน varbara |
| | |
| | #25 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ที่จริงแล้วนี่เป็นนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของผมเลยล ่ะ ก่อนผมจะเอามาลง ผมก็พยายามจะกลั่นกรองการใช้ภาษาให้ดูดี เข้าใจง่ายที่สุดน่ะครับ (ขั้นตอนการกรอง 1. จากในหัว เขียนลงกระดาษ 2. จากกระดาษพิมพ์ลงเวิร์ด 3. จากเวิร์ด ลงในกระทู้ จัดบรรทัด อ่านซ้ำ แก้ไขครั้งสุดท้าย แล้วกด ส่งข้อความ) ขอบคุณครับสำหรับคำชม และขอบคุณคนที่แวะเวียนเข้ามาอ่านทุกๆคน ผมจะตั้งใจแต่งเรื่องให้สนุกๆ แล้วเอามาลงให้ได้อ่านกันต่อไปนะครับ ปล. ตอนพิเศษที่เห็นนั่นมันยังมีต่อนะ หุหุ
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ |
| | |
| | #27 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ตำนานที่ 8 เหตุเกิด ณ เมืองปันปัน .......... แสงอาทิตย์อ่อนๆในยามเช้า สาดแสงผ่านหน้าต่างบานคู่ที่เปิดไว้ และตกกระทบลงบนร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงสีน้ำตาลอ่อน ...เปลือกตาที่ปิดสนิทของเธอ ค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ เธอค่อยๆกวาดสายตามองไปรอบๆ และพบว่าตอนนี้ตนเอง กำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่ดูเหมือน จะเป็นห้องพักของโรงแรม ..........ที่นี่..................ชั้นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ................ น้ำฝนกำลังเรียบเรียง ความทรงจำที่สับสนของเธอให้เข้าที่ ................จำได้ว่า......ชั้นกำลังเดินทางกลับมาจากเกาะน ้ำวน..........แล้ว................ ..........จริงสิ!!! วารีนคร!!! ...น้ำฝนยันกายลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว แม้เธอจะโซเซเล็กน้อย แต่เธอก็ลุกขึ้น และเดินไปเปิดประตู ..........เมื่อเปิดประตูออก น้ำฝนก็พบกับไวท์ ยืนขวางอยู่อีกด้านหนึ่งของประตู ..........คุณน้ำฝนจะไปไหน? ..........ไปวารีนคร! .น้ำฝนตอบ ความทรงจำที่สับสนของเธอตอนนี้ ถูกเรียงเข้าที่เรียบร้อย เมื่อได้เจอไวท์ที่เป็นคนทำให้เธอสลบไป ความโกรธจึงพุ่งขึ้นสู่สมองทันที .............ห้ามไป ..........ชั้นจะไป!! ...น้ำฝนพูดพลางเดินออกจากห้อง แต่ไม่สามารถออกไปได้ เพราะไวท์ยืนขวางเอาไว้ ..............วารีนครถูกยึดไปแล้ว คุณน้ำฝนไปก็ไร้ประโยชน์ ...ไวท์พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อได้ฟัง น้ำฝนก็ยิ่งรู้สึกโกรธไวท์มากขึ้น โกรธที่ไวท์ทำให้เธอสลบไป โกรธที่ไวท์ไม่ยอมให้เธอไปวารีนคร โกรธที่ไวท์ทำเหมือนวารีนครไม่สำคัญ โกรธที่ไวท์ยังทำเป็นไม่ทุกข์ไม่ร้อนอยู่ได้ ทั้งๆที่เมืองที่น้ำฝนอยู่อาศัยมาตั้งแต่เกิด ตกเป็นอาณานิคม ของเผ่าหิมะราตรีไปแล้ว ...ความโกรธทั้งหมดที่ถาโถมขึ้นมาในเวลาแค่ช่วงวินาทีเด ียว ทำให้สติของน้ำฝนขาดผึงลง!! .......... เพี๊ยะ!! ...น้ำฝนตบไวท์ ด้วยแรงโทสะที่ควบคุมไม่อยู่ ..........คนไร้หัวใจ!! ไปให้พ้นเลย!! ชั้นไม่อยากเห็นหน้าคุณอีกแล้ว!! ...พูดจบ น้ำฝนก็ปิดประตูห้องใส่หน้าไวท์ดังปัง แล้วเธอก็ยืนหันหลัง พิงประตูอยู่อย่างนั้น .......... น้ำตาเริ่มไหลออกมาจากดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่หม่นหมองเ พราะอารมณ์ ...น้ำฝนค่อยๆทรุดตัวลง จนกลายเป็นนั่งพิงประตูแทน เธอยกข้อมือ ข้างที่ใส่สร้อยข้อมือรูปดาวของมนธิชา ขึ้นมาดู .......... มน........... ชั้นควรจะทำอย่างไรดี.......... ...น้ำฝนพูด พลางมองดูสร้อยข้อมือรูปดาวเส้นนั้นด้วยแววตาสั่นระร ิก เต็มไปด้วยความกังวล และสับสน .......... คุณพ่อคุณแม่คะ ............ หนูควรจะทำอย่างไรต่อไปดี...............ฮึก........ ฮือๆๆ __________________________________________________ ________ .......... น้ำฝนนั่งร้องไห้อยู่พักใหญ่ๆ แต่อารมณ์ของเธอก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ระหว่างนั้นเอง... ..........ก๊อกๆๆ ...เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ที่ประตูด้านหลังน้ำฝน ..........ฝนบอกแล้วไง!! ว่าฝนไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก ไวท์!! ...น้ำฝนตะโกนออกไป ....................คุณหนูครับ...นี่ผมเองวิรัตน์ ........ ขอเข้าไปได้มั้ยครับ ..........อ๊ะ!! ... วิรัตน์เหรอ ขะ..เข้ามาสิคะ ...น้ำฝนรีบลุกขึ้นยืน แล้วเช็ดน้ำตา ก่อนจะเปิดประตูให้วิรัตน์เข้ามา .............เมื่อกี้ .....ฝนขอโทษนะคะที่ตวาดวิรัตน์ไป ........ฝนนึกว่าเป็น.........ไวท์น่ะค่ะ ..........ไม่เป็นไรหรอกครับคุณหนู ผมไม่โกรธคุณหนูหรอกครับ ..........แล้ว......วิรัตน์มีเรื่องอะไรจะพูดกับน้ำฝนเหรอคะ? ...น้ำฝนถาม พลางเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้โยกข้างๆหน้าต่าง ..........ผมจะมาบอกคุณหนูน่ะครับ ว่าตอนนี้ นายท่าน และนายหญิงปลอดภัยแล้ว ตอนนี้ท่านทั้งสองพักอยู่ที่เกาะน้ำวนครับ ..........! จริงเหรอคะ! ดีจัง.. ที่คุณพ่อคุณแม่ปลอดภัย.. ...น้ำฝนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง เพราะอย่างน้อยครอบครัวของเธอก็ปลอดภัย ...............แล้วคนอื่นๆ ในเมืองล่ะคะวิรัตน์ เป็นอย่างไรบ้าง? ..........คนในเมืองวารีนคร บาดเจ็บจำนวนมาก แต่ว่า.... คนตายมีไม่ถึงพันคน ถือเป็นความสูญเสียที่น้อยมากครับคุณหนู... .................... แต่ครอบครัวของคนที่ตายไป คงไม่คิดว่าเป็นการสูญเสียที่น้อยหรอกนะคะ....... ..........จริงสิวิรัตน์ แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ ไปที่เกาะน้ำวนได้ยังไงล่ะคะ? ในเมื่อเผ่าหิมะราตรี ปิดท่าเรือ บริเวณวารีนครทั้งหมดเอาไว้นี่นา? ...น้ำฝนถามขึ้น ......................คุณไวท์เป็นคนไปช่วยท่านทั้งสองเอาไว้ และพาไปอยู่ที่เกาะน้ำวนครับ ...วิรัตน์ตอบ ..........ไวท์ เป็นคนช่วย!? ...น้ำฝนดูจะแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินเรื่องนี้ ..........ครับคุณหนู หลังจากที่คุณหนูสลบไป คุณไวท์ก็ไปที่วารีนคร แล้วก็ช่วยนายท่าน และนายหญิงออกมา จากการเป็นตัวประกันของเผ่าหิมะราตรี และพาท่านทั้งสองไปพักที่เกาะน้ำวน ก่อนที่จะตามมาที่เมืองปันปันนี่แหละครับ ...วิรัตน์อธิบาย ..........คุณพ่อคุณแม่ถูกจับเป็นตัวประกัน? ...ทำไม?............หรือว่า..... ...น้ำฝนพูดพลางจับสร้อยสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ ซึ่งสวมอยู่ที่คอของเธอ ............. ใช่ครับคุณหนู ผมคิดว่าเผ่าหิมะราตรี คงคิดจะใช้นายท่าน นายหญิง และชาวเมืองวารีนคร เป็นตัวประกันในการต่อรองเอาสัญลักษณ์น่ะครับ ...วิรัตน์พูด ..................เพราะงั้น คุณหนูอย่าโกรธคุณไวท์เลยนะครับ ที่คุณไวท์ทำไปทั้งหมดมีเหตุผล สิ่งที่ทำลงไปเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะแก้ไขสถานการณ ์นี้แล้ว.... เพียงแต่คุณไวท์เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอธิบายอะไรเท่านั ้นเอง... ผมอยากให้คุณหนู เข้าใจคุณไวท์หน่อยนะครับ ...อย่าโกรธเขาเลย... ................ ฝนจะพยายาม...ค่ะ..... ...น้ำฝนตอบเสียงอ่อยๆ เธอเริ่มเข้าใจเหตุผลของไวท์แล้ว และนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกโกรธน้อยลงบ้าง แต่บางเรื่อง เธอก็ยังทำใจที่จะไม่โกรธไม่ได้ อย่างเช่น เรื่องที่ไวท์ทำให้เธอสลบไป แทนที่จะอธิบายเหตุผลให้เธอฟัง ..........ดีแล้วล่ะครับ คุณหนูและคุณไวท์ ต้องร่วมเดินทางด้วยกันอีกยาวไกล เพราะฉะนั้น ความเข้าใจซึ่งกันและกัน จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย........... ..........ผมคงต้องไปแล้วล่ะครับคุณหนู เพราะผมต้องไปดูแล นายท่านและนายหญิง ที่เกาะน้ำวน ...รักษาตัวดีๆนะครับ ..........อืม วิรัตน์ก็เหมือนกัน ดูแลตัวเอง แล้วก็ดูแลคุณพ่อคุณแม่ให้ดีนะ ..........ครับ... คุณหนูสบายใจได้ ผมจะดูแลนายท่าน และนายหญิงอย่างดี.. พูดจบ วิรัตน์ก็โค้งลาน้ำฝน ก่อนจะเดินออกจากห้องไป .......... น้ำฝนทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ...บรรยากาศของเมืองปันปันในยามเช้าดูสบายๆ คนส่งหนังสือพิมพ์เดินส่งหนังสือพิมพ์ ตามบ้านเรือนของชาวเมืองปันปัน ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ...หญิงชาวบ้านสองสามคน ยืนคุยกันอย่างสนิทสนม ผ่านรั้วบ้านเตี้ยๆ สื่อให้เห็น ถึงความเป็นกันเอง ของชาวเมืองปันปันได้เป็นอย่างดี ...ถนนดินสายเล็ก ตัดผ่านบริเวณชุมชนไปยังลานกลางเมือง ที่ขณะนี้เริ่มมีผู้คนออกมาพบปะพูดคุยกัน ยิ่งทำให้เมืองเล็กๆที่มีประชากรไม่ถึงหนึ่งพันคนแห่ งนี้ ดูน่าอยู่ขึ้นมากทีเดียว .......... หลังจากนั่งมองเมืองปันปันในยามเช้านี้อยู่ซักพัก น้ำฝนก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ และเดินตรงไปที่ประตู..... เดินเล่นในเมืองปันปันแห่งนี้ อาจจะทำให้อารมณ์ของเธอดีขึ้นก็ได้ เมื่อเดินไปถึงประตูห้อง น้ำฝนก็เปิดมันออก... ไวท์ไม่ได้อยู่อีกด้านหนึ่งของประตู และเธอก็ไม่เจอไวท์เลยตลอดทางที่เธอเดินออกมาจากที่พ ัก แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะตอนนี้ เธอก็ไม่ค่อยอยากจะเจอหน้าเขาซักเท่าไหร่ .......... น้ำฝนเดินตามถนนดินของเมืองปันปันไปเรื่อยๆ ...ยิ่งได้ลงมาเดินในเมือง ก็ยิ่งสัมผัสได้ ถึงบรรยากาศที่สบายๆของเมืองปันปันแห่งนี้ ...หญิงสาวเดินตามถนนไปจนถึงลานกลางเมือง ที่เป็นลานรูปวงกลม ที่ตรงกลางลานเป็นนาฬิกาแดดขนาดใหญ่ มีดอกไม้ต้นไม้ต้นเล็กๆ ปลูกประดับประดาอยู่โดยรอบ ด้านรอบนอกของลานกลางเมืองแห่งนี้ เป็นร้านค้าต่างๆ ที่มีสินค้าหลากหลายมากมาย ให้ชาวเมืองหรือนักเดินทางที่ผ่านไปมาได้เลือกซื้อ .......... น้ำฝนเดินดูร้านค้าต่างๆไปเรื่อย จนมาหยุดอยู่ที่ร้านหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านขายเครื่องแก้วชนิดต่างๆ งานแก้วที่ถูกทำขึ้นอย่างประณีตสวยงาม ทำให้เธอต้องหยุดยืนดูอยู่หน้าร้านนั้นซักพัก ........ จนกระทั่ง......... ..........เพล้ง!! เพล้ง!! เพล้ง!! เพล้ง!! ...เสียงอะไรบางอย่างแตก ดังขึ้นจากภายในร้านขายเครื่องแก้ว! ..........ไปให้พ้นนะ!!! เจ้าปีศาจน้อย!!! ...เสียงตะโกนดังขึ้นจากภายในร้าน ก่อนจะตามมาด้วยการพุ่งออกมา อย่างรวดเร็วของใครบางคน จากประตูร้านขายเครื่องแก้ว ..........พลั่ก!! ... โอ๊ย!! .......... ร่างที่พุ่งออกมาจากร้านเครื่องแก้ว ชนเข้ากับน้ำฝนอย่างจัง!! ...ส่งผลให้เธอลงไปนอนคลุกฝุ่น ได้อย่างไม่ยากเย็น ..........อูย~ย บ้าชะมัส~ แค่ทำแก้วแตกไปสองสามอันก็เตะส่งเราออกมาซะและ ......... แต่ว่า... ไหงพื้นมันนิ่มจังแฮ.... ...ผู้ที่ถูก เตะส่ง ออกมาจากร้านเครื่องแก้ว จึงลองหันกลับมาดู และพบว่าตนเอง กำลังนั่งทับอยู่บนร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง! ..........เหวอ~อ ผมขอโทษนะพี่สาว แต่ถ้าจะโทษก็ไปโทษไอ้เจ้าของร้านนะ พ้มม่ายเกี่ยว ผู้ถูก เตะส่ง พูดขึ้นอย่างตกใจ พลางรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว .......... น้ำฝนค่อยๆยันกายลุกขึ้นจากพื้น พลางมองสำรวจผู้ถูก เตะส่ง ที่ทำให้เธอลงไปนอนคลุกฝุ่น แถมยังมานั่งทับเธออีกตะหาก ...ผู้ถูก เตะส่ง ที่เธอเห็น เป็นชาวเผ่าปักษา มีร่างกายท่อนบนเหมือนมนุษย์ แต่มีร่างท่อนร่างเป็นนก ท่อนแขนเหมือนคน เพียงแต่มีขนแบบนกขึ้นปกคลุม ...ชาวเผ่าปักษาคนนี้มีร่างกายที่เล็ก ขนนกที่ขึ้นตามตัวเป็นสีเขียว มีดวงตาสีเขียวและผมสีเขียวสั้นๆ ดูยุ่งไม่เป็นทรง สวมชุดเสื้อผ้าสีเขียวสีเดียวกับขน จนทำให้ทั้งตัวดูเป็นสีเขียวไปหมด ยกเว้นแค่ผิวหน้าที่ดูค่อนข้างขาว ...รูปร่างหน้าตาของเผ่าปักษาคนนี้ดูยังไงๆ ก็น่าจะเป็นแค่เด็ก ที่อายุไม่น่าจะเกิน 12 ปี ..........โทษนะฮะพี่สาว แต่พี่ก็น่าจะเห็นแล้ว ผมไม่ผิดนา ...เด็กชาวปักษาพูด ................ไม่เป็นไร.........ถือว่าพี่โชคไม่ดีเอง ก็ แล้ว กัน ...น้ำฝนปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า และเส้นผมของเธอ ...ความจริงแล้วเธอรู้สึกเคืองไม่น้อยที่จู่ๆ ก็มีคนมาชนเธอล้มแบบนี้ ...แต่จะไปโทษเด็กชาวปักษาตรงหน้านี้ อย่างเดียวก็ไม่ได้ เธอก็เลยต้องเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้ และโทษตัวเองไปว่าไม่ทันระวังเอง .......... ทางด้านเด็กชาวปักษา เมื่อสังเกตเห็นสีผมและสีตาของน้ำฝน ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป เด็กชาวปักษาดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที ก่อนจะพูดออกไปด้วยเสียงสั่นๆว่า ..........พี่....พี่สาว ... ผมนั่น..สีน้ำเงิน...ใช่มั้ย? .............ใช่ ...น้ำฝนตอบกลับไปอย่าง งงๆ ก็น่าจะเห็นๆ กันอยู่แล้ว ถามเราทำไมเนี่ย? ..........แล้ว....แล้วตานั่น....? ..........สีฟ้าน้ำทะเล.....มีอะไรเหรอ? ...น้ำฝนถามกลับไป เธอไม่เข้าใจท่าทีของเด็กชาวปักษานี่เลย ...............เย้!! เจอแล้ว!! เจอแล้ว!! ในที่สุดก็เจอแล้ว เย้ ไชโย้!!!! ...เด็กชาวปักษาคนนั้น ร้องตะโกนอย่างดีใจ พลางกระโดดโลดเต้นไปมา ..........นี่!! เป็นอะไรไป!? ดีใจเรื่องอะไรน่ะ!? ... น้ำฝนตะโกนถาม ผ่านเสียงร้องตะโกนอย่างดีใจ ของเด็กชาวปักษา แต่เด็กชาวปักษาไม่ได้สนใจเธอเลย ..........เย้ๆๆ!! ไชโย!! ......................เฮ้อ~อ นี่มันอะไรกันอีกล่ะเนี่ย.... น้ำฝนคิดอย่างเหนื่อยใจ
__________________ เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้ แก้ไขโดย Poporin : 09 Apr 2007 เวลา 11:27. |
| | |
| | #28 (permalink) |
| สมาชิก TG รุ่นพี่ ![]() | ตอนที่เก้านี้ ผมขอเอามาลงทีละครึ่งตอนละกันนะ เพราะมันดันยาวกว่าตอนอื่นๆเค้า (พอดีเปลี่ยนดินสอที่ใช้เขียนเส้นเล็กลง จำนวนหน้าเท่าเดิม แต่เนื้อหามันเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวแน่ะ) ไว้อีกครึ่งตอนจะเอามาลงภายใน 2-3 วันนี้ล่ะกัน ปล. มีใครสังเกตมั้ยเอ่ย? ว่า ตอนแรกๆเปลียนไป๋ ตำนานที่ 9 เรียกผมว่า โครวที่สอง นะ .......... กิ๊งๆๆๆ เสียงช้อนโลหะกระทบแก้ว เนื่องจากการคนเครื่องดื่มของน้ำฝน ดังกังวานไปทั่วร้านขายเครื่องดื่ม ร้อยแก้ว ที่ค่อนข้างจะมีลูกค้าบางตาในช่วงเวลาเช้าๆ ของเมืองเล็กๆแห่งนี้ .......... ......นี่.......จะตอบพี่ได้รึยังว่าทำไมถึงได้ดีอก ดีใจขนาดนั้น?...มารุต น้ำฝนถามเด็กชายชาวปักษา ที่กำลังนั่งยิ้มหน้าบานอยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะ ซึ่งเด็กชาวปักษาคนนี้แหละ ที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนยังกระโดดโลดเต้น ร้องตะโกนอยู่ที่ลานกลางเมือง ทำให้ผู้คนที่อยู่แถวๆนั้น แตกตื่นกันหมด จนน้ำฝนต้องลากเข้ามาในร้านขายเครื่องดื่ม ร้อยแก้ว ที่อยู่ใกล้ๆแล้วซื้อ เพื่อนริมรั้ว อุดปากให้นั่นแหละ ถึงจะหยุดตะโกนได้ เพื่อนริมรั้ว เป็นเครื่องดื่มสีส้มจางๆ ส่วนประกอบหลักเป็นน้ำส้มคั้น ผสมด้วยน้ำมะนาวและโซดาเล็กน้อย ใส่น้ำแข็งเพื่อความเย็นชุ่มฉ่ำ ริมขอบแก้วทาด้วยเกลือและน้ำตาลนิดหน่อย ตบท้ายด้วยการเสียบมะนาวฝานบางๆ ลงไป รสชาติหวานอมเปรี้ยวของเครื่องดื่มชนิดนี้ ทำให้เป็นที่ชื่นชอบในหมู่สาวๆ และแน่นอน น้ำฝนก็เป็นหนึ่งในนั้น..... ตอนที่เธออยู่วารีนคร เธอมักจะสั่งเครื่องดื่มชนิดนี้มาดื่มบ่อยๆหลังเลิกเ รียน ร้านร้อยแก้วสาขาวารีนครตั้งอยู่ติดกับรั้วโรงเรียนข องเธอพอดี เธอและเพื่อนๆเลยตั้งชื่อเล่นให้เครื่องดื่มชนิดนี้ว ่า เพื่อนริมรั้ว(โรงเรียน) .......... เรียกผมว่าโครวที่สองก่อนสิฮะ พี่สาวสีน้ำเงินแสนสวย มารุตพูดอย่างร่าเริง แต่น้ำฝนที่ได้ยินมารุตเรียกตัวเธอว่า พี่สาวสีน้ำเงินแสนสวย นั้น แทบสำลัก เพื่อนริมรั้ว ที่กำลังดื่มอยู่เลยทีเดียว .......... ทำไมเรียกพี่แบบนั้นล่ะ!? น้ำฝนถาม ชื่อของเธอ เธอก็บอกไปแล้ว แต่ไหงกลับถูกเรียกด้วยสรรพนามแปลกๆ แบบนี้ล่ะเนี่ย? .......... ผมเรียกพี่ว่าพี่สาวสีน้ำเงินแสนสวย ก็เพราะว่า พี่เป็นพี่สาวสีน้ำเงินแสนสวยไงล่ะฮะ แล้วพี่สาวสีน้ำเงินแสนสวย ก็ต้องเรียกผมว่า โครวที่สองด้วย มารุตตอบกลับมาอย่างร่าเริงเช่นเดิม น้ำฝนฟังคำตอบของมารุตแล้วก็ยิ่ง งงเข้าไปใหญ่ เธอไม่คิดจะปฏิเสธหรอก ที่มารุตชมว่าเธอสวย แต่มีใครที่ไหนเขาเรียกชื่อกัน ด้วยคำแบบนั้นกันเล่า? น้ำฝนมองหน้าของมารุตที่ร่าเริงจนผิดปกติ แล้วก็ต้องพักเรื่องการเรียกชื่อไว้ก่อน เพราะความสงสัยที่ว่า อะไรที่ทำให้เด็กชาวปักษาคนนี้ ดีใจได้มากขนาดนั้น มันมากกว่านั่นเอง .......... .......แล้ว......จะตอบพี่ได้รึยังว่าทำไมถึงได้ดีใ จขนาดนั้น...............โครวที่สอง น้ำฝนพูดออกไป ด้วยความรู้สึกตะขิดตะขวงใจ กับคำเรียกชื่อที่เธอใช้ .......... คร้าบ~บ ตอบได้สิครับ ที่ผมดีใจมากขนาดนี้ ก็เพราะว่า ผมได้เจอ พี่สาวสีน้ำเงินแสนสวยแล้ว ไงฮะ .......... เอ่อ.........ช่วยขยายความคำตอบหน่อยได้มั้ยจ๊ะ น้ำฝนถาม มารุต อีกทีเพราะคำตอบที่เธอได้เมื่อกี้ มันไม่ช่วยให้เธอเข้าใจอะไรขึ้นมาเลย .......... เอ~ ขยายความคำตอบเหรอฮะ อืม~ม มารุตเอียงคอคิดนิดนึง ก่อนจะถามน้ำฝนว่า .......... พี่สาวสีน้ำเงินแสนสวยรู้จัก โครวแห่งปักษานครมั้ยฮะ? .......... โครว? น้ำฝนพูดซ้ำด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่แสดงถึงความสงสั ย แต่มารุตไม่ทันได้สังเกต .......... ใช่ฮะ โครว ชาวปักษาที่ยิ่งใหญ่ พ่อแม่ผมเล่าให้ผมฟังบ่อยๆ ถึงเรื่องของเขาน่ะฮะ .......... ...แล้ว พ่อแม่ของเธอเล่าอะไรให้ฟังบ้างล่ะ? น้ำฝนถามต่อไป .......... พวกท่านเล่าให้ผมฟังว่า โครวเป็นชาวปักษาที่ยิ่งใหญ่ และมีความสามารถมาก เขาออกเดินทางจากปักษานคร เพื่อจะช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตทั้งมวล บนดาวฟีลโซลดวงนี้ โครวมีผู้ร่วมเดินทางคือ จิตสีขาว และสาวสวยสีน้ำเงิน การเดินทางของพวกเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย แต่โครวและพวกพ้องก็ไม่ย่อท้อ ยังคงเดินทาง เพื่อช่วยเหลือดาวฟีลโซลต่อไป และยังคงเดินทางอยู่ ณ ที่ไหนซักแห่ง บนดาวฟีลโซลดวงนี้ แล้วมารุตก็เล่าเรื่องราวทั้งหมด ที่พ่อแม่ของเขาเล่าให้เขาฟัง เกี่ยวกับโครว โดยที่เรื่องส่วนใหญ่จะเป็นการผจญภัยของโครว ที่เดินทางไปทั่วดาวฟีลโซล น้ำฝนนั่งฟังเรื่องที่มารุตเล่า พลางดื่มเครื่องดื่มของเธอไปเรื่อยๆ .......... ...ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจว่า ผมจะออกตามหาโครว เพื่อให้โครวสอนให้ผมเป็นชาวปักษา ที่แกร่งกล้าแบบเขา ผมก็เลยหนีออกมาจากปักษานคร เรียกตัวเองว่าโครวที่สอง แล้วก็เดินทางไปตามเมืองต่างๆ เพื่อตามหาโครว จนมาถึงเมืองปันปัน ผมก็ได้เจอสาวสวยสีน้ำเงินที่ร่วมเดินทางกับโครว ซึ่งนั่นก็คือพี่ไงล่ะฮะ พี่สาวสีน้ำเงินแสนสวย เพราะงั้น ผมถึงดีใจมากๆๆไงฮะ ที่ได้เจอพี่ มารุตจบเรื่องของตนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ผิดกับน้ำฝนที่พอฟังจบถึงกับอึ้งไปเลย .......... นี่หมายความว่า เธอหนีออกจาก |