

| | #1 (permalink) |
| สมัครไว้แต่ไม่ได้โพส โพส: 7 TG ออร่า: ![]() | ลองแย็บด้วยนิยายที่แต่งไว้นานแล้วเป็นการเรียกน้ำย่ อยครับ เป็นนิยายที่แต่งเรื่อย ๆ ครับยังไม่มีชื่อเรื่องอ่ะครับ มาที่ปฐมบทก่อนเลยเรียกน้ำย่อย ปฐมบท ในยุคแห่งความรุ่งเรืองโลกทั้งใบสามารถรวมไว้เป็นเพี ยงแค่อาณาจักรเดียวนามว่า ไกลกาเชีย มีกษัตริย์ที่ทรงปรีชาสามารถปกครองสืบต่อมาตั้งแต่ยุ คบุกเบิกจนถึงปัจจุบัน ทั้งหมด 48 พระองค์ แต่คงไม่มีพระองค์ไหนที่สามารถสร้างความรุ่งเรืองจนถ ึงขีดสุดเท่ากษัตริย์ แห่งไกลกาเชียลำดับที่ 48 นามว่า อานาคาน แต่ ณ เวลานี้กลับไม่มีเหตุการณ์ใดที่บ่งบอกเลยว่าถึงยุครุ ่งเรืองที่สุดเพราะทุกแห่งหนในปราสาทสุดขอบฟ้าที่ซึ่งชนชั้นปกครองอาศัยอยู่มีแต่เสียงกรีดร้องด้วย ความตื่นตระหนก ความหวาดกลัวคลอบคลุมทุกพื้นที่ เสียงร้องขอชีวิตและเสียงสวดอ้อนวอนดังอยู่ทั่วทุกแห ่งของปราสาทที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดในโลก แต่ทว่า ณ ห้องหนึ่งที่อยู่ในใจกลางปราสาทกลับเงียบสงบประดุจดั ่งว่าเหตุการณ์ภายนอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกส่วนใ นห้องนี้ที่มุมสุดของห้องปรากฏบุคคลคู่หนึ่งนั่งแนบช ิดใกล้ประหนึ่งว่าจะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวมือของท ั้งสองเกาะกุมกันแนบแน่นเพียงพอที่ถ่ายทอดความรู้สึก ของทั้งกันและกัน แสงที่เล็ดลอดมาจากภายนอกผ่านกระจกที่ติดอยู่บนหน้าต ่างพอจะส่องให้เห็นว่าทั้งคู่คือชายหนุ่มกับหญิงสาวค ู่หนึ่งฝ่ายผู้ชายถึงแม้ว่าจะมีแสงเพียงน้อยนิดก็เพี ยงพอที่จะเห็นโครงหน้าได้รูป คิ้วดกดำ ดวงตาเป็นประกายสีน้ำเงินแต่เศร้าสร้อยมองไกลออกยังช ่องแสงที่ลอดเข้ามา ผมหยกศกสีครามน้ำทะเล รูปร่างถึงแม้จะนั่งอยู่ องอาจภูมิฐาน มือหนึ่งเกาะกุมมือหญิงสาวอีกมือโอบกอดไหล่ที่บอบบาง ไว้ ส่วนหญิงสาวโครงหน้ารูปไข่ได้รูป ดวงตาสีเขียวสดใสหลับพริ้มที่ปลายหางตามีหยาดน้ำตาเก าะกุมอยู่ ผมสีเขียวมรกตเหยียดตรงสยายออกไปทางด้านหลัง สะอื้นเบา ๆ บนอกของชายหนุ่ม ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ทันใดนั้นประตูซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้เพราะความมืดภ ายในห้องก็เปิดออก แสงจากภายนอกสาดส่องเข้าไปในห้อง เผยให้เห็นสภาพภายในห้องที่เป็นแก้วผลึกนับร้อยเรียง ตัวอยู่โดยรอบบ้างสูงบ้างต่ำ บ้างใหญ่บ้างเล็กเหมือนจะไม่เป็นระเบียบแต่สวยงามก่อ ให้เกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดแม้ทั้งสองเข้ามาห้อ งนี้นับครั้งไม่ถ้วนแต่ก็อดทึ่งในความงามของมันไปได้ ที่ปลายประตูปรากฏร่างที่งามสง่าถือไม้เท้ารูปร่างปร ะหลาดเดินเข้ามา หญิงสาวเงยหน้าที่ซบอกชายหนุ่มอยู่ขึ้นมอง ดวงตาเป็นประกาย คล้ายสลัดเอาความเศร้าที่เกาะกุมอยู่ในใจออกจนหมดสิ้ นซึ่งชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้างก็เช่นกันถึงอย่างนั้นม ือของทั้งสองก็ยังจับกันแน่นไม่ยอมปล่อยเหมือนกลัวว่ าถ้าหากปล่อยไปแล้วจะไม่มีโอกาสกลับมาใกล้ชิดกันได้อ ีก ประตูห้องปิดลง แต่น่าแปลกที่แสงสว่างภายในห้องกลับไม่เลือนหายกลับเ ป็นความมืดมิดดังเช่นก่อนหน้านี้ จากแสงสว่างนี้เผยร่างของผู้ที่เดินข้ามาเป็นชายแก่ท ี่ผมและหนวดเคราสีขาวยาวจรดพื้น ประกอบกับเสื้อผ้าสีขาวที่สวมใส่ช่างเหมือนกับตัวของ ชายแก่ผู้นี้เปล่งแสงออกมาได้ ที่มือซ้ายถือไม้เท้ารูปร่างประหลาด ปลายด้านที่จรดพื้นเรียวเล็กค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนถึงปลายอีกด้านหนึ่งซึ่งโป่งพองออกสูง กว่าศีรษะชายชราเล็กน้อย ด้านปลายที่โป่งออกเรืองแสงสีขาวนวลเช่นเดียวที่กายข องเค้าที่แท้แสงที่ยังคงมีอยู่ในห้องนี้เกิดจากแสงจา กไม้เท้านั้นเอง ดวงตาสีดำสนิทเป็นประกายแต่สงบมองไปยังชายหญิงทั้งคู ่ ฝ่าบาทเรายื้อเวลาออกไปไม่ได้แล้วชายแก่หยุดนิดหน่ อยแล้วกล่าวต่อ ไม่เช่นนั้นอาณาจักรไกลกาเชีย และ โลกใบนี้จะต้องดับสูญแน่ ที่แท้ชายหนุ่มคนนั้นคือกษัตริย์แห่งอาณาจักรไกลกาเช ีย อานาคาน และหญิงสาวข้างกายคงต้องเป็นชายาผู้เป็นที่รักยิ่งขอ งอานาคาน เฟริเซีย อานาคานหันมามองตาของเฟริเซียวูบหนึ่งก่อนหันกลับไปต อบว่า พวกเราพร้อมแล้ว ท่านผู้เฒ่า ไอธาอุส ชายชราผู้นี้คือ มหาปปราชญ์แห่งไกลกาเซีย ไอธาอุส แต่น่าเสียดาย... อานาคานกล่าวเพียงเท่านี้ก็หยุดลง มหาปราชญ์ย่อมเข้าใจคำว่าเสียดายนี้ดีเพราะมันหมายถึ งอาณาจักไกลกาเซียที่รุ่งเรืองขึ้นมาจนถึงขีดสุดได้เ พราะอานาคานและอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ทั้งสองไม่มีโอกาสพบลูกทั้งสองอีกแม้แต่กล่าวคำอำลาก ็ไม่มีโอกาสได้พูด มหาปราชญ์กล่าวตอบมาว่า ไม่ต้องห่วงองค์รัชทายาท ทั้งสองจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน เฟริเซียยิ้มออกมาเล็กน้อยกล่าวต่อว่า ท่านคงให้เด็กหนุ่มคู่นั้นไปหา ลูกของเราสินะ แต่...คนในปราสาทนี้สิ น่าสงสาร อานาคานหลับตาลงกล่าวออกมาว่า เพียงเสียสละปราสาทแค่หลังเดียว ยังดีกว่าต้องพินาศกันหมด หวังว่าทุกคนคงเข้าใจและให้อภัยในสิ่งที่ข้าทำนะสีห น้าหม่นหมองปรากฏที่หน้าของอานาคาน มหาปราชญ์ลอบถอนหายใจแต่ก็ดีใจที่อานาคานพูดเช่นนี้ ฝ่าบาทและชายาตัดสินแล้ว ข้าก็หมดห่วงอย่าว่าแต่พวกจะเข้าใจท่านและไม่กล่าวโท ษท่านแล้วยังจะชื้นชมพวกท่านอีก อานาคานลืมตาขึ้นกล่าวตอบว่า มันจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เหรอท่านผู้เฒ่า จากนั้นอานาคานหันไปยิ้มกับเฟริเซียพูดต่อว่า แต่ข้าก็ดีใจที่ได้เจ้ามาเคียงข้างนะ เฟริเซียกลับอายหน้าแดงหลบหน้ากล่าวตอบว่า ท่านพี่เกรงใจท่านผู้เฒ่าด้วย มหาปราชญ์ซึ่งมองมาทางพวกเขาทั้งสองแล้วยิ้มออกมาและ คิดอยู่ในใจว่า ยังไงเจ้าเด็กทั้งสองนี้ก็ยังคงเป็นเด็กที่น่ารักขอ งข้าเสมอ จากนั้นมหาปราชญ์เดินนำทั้งสองมายังใจกลางของห้องที่ ถูกยกพื้นสูงขึ้นมาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า เรามาหยุดเรื่องบ้า ๆ นี้กันเถอะ อานาคานกับเฟริเซียพยักหน้าก้าวไปยังตำแหน่งตรงข้ามก ับมหาปราชญ์ และทั้งสามก็เริ่มท่องมนต์ที่ไม่มีใครเข้าใจ อักขระโบราณที่แตกต่างกันปรากฏออกมาจากร่างของสามทั้ งสาม อักขระทั้งหมดหมุนวนบุคคลทั้งสามก่อนจะประทับลงบนพื้ นรอบ ๆ ทั้งสาม เสียงร่ายเวทยังคงดังกึกก้องแม้จะเป็นเวทคนละบทแต่สอ ดคล้องกันอย่างไพเราะเพราะพริ้ง วงเวทค่อย ๆ เกิดขึ้นเชื่อมต่อแต่ละอักขระรอบทั้งสามจากนั้นก็ค่อ ย ๆ ขยายตัวออกจนชนกับผลึกแก้วที่ตั้งอยู่รอบห้องพลันเกิ ดเสียสะท้อนของเวทมนต์ของทั้งสามดังเหมือนกันคนนับพั นนับหมื่นคนร่วมกันร่ายถึงจะมากเสียงแต่กลับสอดคล้อง กันไพเราะยิ่งกว่าเสียงที่ดังมาจากหอระฆังทองที่ถูกข นานนามว่ามีเสียงระฆังที่กังวานและเพราะกว่าเสียงใด ๆ ในโลก เกิดวงเวทซ้อนทับกันมากมายนับไม่ถ้วนรอบห้องผลึก พอถึงคำสุดท้ายของบทสวด วงเวทที่เกิดขึ้นทั้งหมดกลับมารวมตัวกันซ้อนทับกันแน บสนิท และพุ่งออกไปทางด้านข้างอย่างรวดเร็ว และแล้วสิ่งที่ทั้งสามทำก็บังเกิดผล ทุกสิ่งทุกอย่างที่วงเวทวิ่งผ่านหยุดนิ่ง แม้แต่เศษอิฐที่พังทลายลงมาก็ลอยนิ่งอยู่ในอากาศ ผู้คนที่หนีตายกันอลม่านหยุดนิ่ง วงเวทแพร่พุ่งไปเรื่อยจนเกือบถึงกำแพงปราสาทแต่ไม่มี วี่แววว่าจะหยุดนิ่ง ดูเหมือนว่าสิ่งที่อานาคานพูดว่าจะหยุดอยู่แค่ปราสาท หลังนี้คงไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว แต่เหนือความคาดหมายพอวงเวทกระแทกกำแพงกลับแตกสลายกล ายเป็นละอองแสงนับไปถ้วนเกิดเป็นกำแพงแสงสูงจรดฟ้าล้ อมรอบปราสาทสุดขอบฟ้าเอาไว้ ภายในห้องผลึกเงียบสงบ เฟริเซียกล่าวออกอย่างเหนื่อยอ่อนว่า สำเร็จแล้วเพียงเท่านี้ทุกอย่างภายในปราสาทก็จะหยุด นิ่งแม้แต่มวลอากาศก็ไม่เว้นด้วยคำสาปกักเวลา พอเฟริเซียพูดจบก็ล้มลง อานาคานรีบวิ่งมาประคองพูดต่อว่า หวังว่าลูก ๆ ของเราคงปลอดภัยนะ แล้วทั้งสองก็สบตากันก่อนหลบตาไปด้วยอารมณ์กังวล แต่ถ้าอยู่ในสภาพแบบนั้นการตายอาจจะดีกว่าก็เป็นได้ นะ มหาปราชญ์กล่าวขึ้นทำเอาทั้งสองสั่นสะท้านก่อนสงบลงก ่อนพูดขึ้นพร้อมกัน แต่ก็สาสมกับที่เราทำลงไปนะท่านผู้เฒ่า มหาปราชญ์ลอบถอดหายใจ แต่มันก็ไม่ยุติธรรมกับเด็กทั้งสองเลยนะ คำพูดของท่านผู้เฒ่ากลับก้องอยู่ในใจไม่ได้กล่าวเป็น คำพูดออกมา ทันใดนั้นแสงสว่างที่เรื่องอยู่รอบ ๆ ห้องค่อยลดลงที่ละน้อย มหาปราชญ์สังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกล่ าวออกมาว่า อนาคาน เฟริเซีย เรามาทำให้มันจบลงเถอะนะ แล้วทั้งสามก็กลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิมเหมือนตอนที่ใช้ คำสาปกักเวลา หลับตาลงทำสมาธิ แสงสว่างที่เหมือนจะค่อย ๆ ลดลงกลับเปล่งประกายขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่ามากเสียจ นไม่สามารถจ้องดูด้วยตาเปล่าได้ น่าแปลกร่างของท่านสามเหมือนค่อย ๆ กลืนหายไปแสงสว่างนั้น ไม่ ไม่ใช่แค่เหมือนแต่ร่างของทั้งสามค่อย แตกสลายที่ละน้อยกลายเป็นละอองแสงเล็ก ๆ มากมายจนเหมือนกับค่อย ๆ จมหายไปในแสงสว่าง จุดจบของปราสาทสุดขอบฟ้า และ อาณาจักร ไกลกาเซีย กำลังคืบคลานเข้ามา ก่อนทุกสิ่งจะเกิดขึ้นแสงสีฟ้าสายหนึ่ง กับแสงสีเขียวอีกสายหนึ่งพุ่งทะลุขอบเขตของคำสาปกักเวลาออกไปแล้วแ ตกสลายออกกระจายไปทุกสารทิศ ร่างของอานคาน กับ เฟริเซียแตกสลายลงไปในทันทีเช่นกัน มหาปราชญ์ ไอธาอุสลอบร้องในใจว่า แย่แล้วหนีไปได้หรือ แต่คงเป็นแค่เศษเสี้ยวเท่านั้น สุดท้ายที่พวกเราทำมาทั้งหมดเพียงยืดเวลาออกไปเท่านั ้นเหรอ.... เจ้าต้องการอะไรกันแน่ ทันใดนั้นร่างของมหาปราชญ์ก็แตกสลายหายไปพร้อมกับแสง ที่เจิดจ้าภายในห้องผลึก ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความสงบภายใต้คำสาปกักเวลาเหมือนเด ิม ที่ปลายด้านหลังสุดของปราสาทปรากฏเงาของชายคนหนึ่งถึ งแม้ทุกสิ่งในปราสาทหยุดนิ่งแต่ชายคนนี้กลับยิ้มที่ม ุมปากคล้ายกับพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหันกายหมุนต ัวเดินออกจากกำแพงปราสาทไป.... |
| | |
| | #2 (permalink) |
| สมัครไว้แต่ไม่ได้โพส โพส: 7 TG ออร่า: ![]() | 1,500 ปี ผ่านไป... ทริสม่า เสียงดังเอียดอาดของล้อไม้ของรถม้าดังมาตามถนนที่มุ่ งตรงเข้าสู่เมือง บนเกวียนมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งของคนบัง คับกำลังฮัมเพลงมองไปรอบ ๆ ด้วยความสบายใจ ดวงตาสีน้ำเงินเป็นประกาย ใบหน้าเรียวยาวออกจะซูบไปนิดแต่ก็คงความหล่อเหลาเอาไ ว้ได้ ผมยาวสีดำถูกรวบไว้ด้านหลัง เสื้อผ้าที่ใส่ออกจะเป็นชาวป่าที่ไม่เคยเข้าเมืองมาก ่อน มือทั้งข้างกำลังถือสายบังเหียนเพื่อควบคุมทิศทางอยู ่ ที่หลังมือด้านซ้ายมีรอยสักคล้ายรูปเปลวไฟสีดำ เสียงกำไลสีเงินที่สวมอยู่กระทบกันรับกับเสียงเพลง เฮ่ อีกไกลไหมเนียะ ไมนอส เสียงดังขึ้นมากจากด้านหลังพร้อมกับชายหนุ่มอีกคนหนึ ่งมุดออกมาจากรถออกมานั่งข้าง ๆ กับชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าไมนอส ไมนอสหันไปสบตากับบุคคลข้างตัวที่รู้จักกันมานานมาก เดออส เดออสเป็นน้องชายฝาแฝดที่มีความผูกพันมาก ทั้งสองมีทุกสิ่งเกือบเหมือนกันยกเว้น ตาสีน้ำตาล และรอยสักรูปกองไฟสีดำที่อยู่บนหลังมือขวาของเดออส กำไลสีเงินที่อยู่ที่มือขวาของเดออสกระทบกันยิ่งทำให ้บรรยากาศดีขึ้นไปอีก จะไปรู้เหรอก็เพิ่งเคยมาครั้งแรกด้วยกันนี่นา ไมนอสพูดแล้วหันกลับไปฮัมเพลงต่อ เออนั่นน่ะสิ แต่ที่ตาแก่บอกมาไม่น่าจะไกลไปกว่านี่น่านา เดออสตอบมองไปตามทางที่เป็นป่าร่มรื่นตลอดทาง เสียงดังกึกพร้อมความสั่นสะเทือนที่ทั้งสองรู้สึกได้และหัน มามองหน้ากันแล้วหันไปมองที่รถ แล้วกลับมามองหน้ากันแล้วก็ยิ้มที่มุมปาก ทั้งสองก็หันไปมองทางต่อ สักพักใหญ่ต่อมาไมนอสก็ควบรถม้าออกพ้นป่า สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือเมืองที่ถูกล้อมรอบด้ว ยกำแพงสีขาวขนาดใหญ่ โอ้โหแฮะ ไม่นึกว่าจะใหญ่ขนาดนี้ นี่เราคงเจอใช่มั้ยในนั้นน่ะ เดออสเอาศอกกระทุ้งไมนอสขณะพูด ไม่รู้สิ ตาแก่นั่นก็ไม่บอกอะไรเลยบอกแค่ให้มาที่เมืองนี้ก่อน ไมนอสพูดตายังคงมองไปที่เมืองที่เห็นตรงหน้าแล้วก็สะ บัดสายบังเหียนให้รถเคลื่อนไปข้างหน้า เมืองที่ปรากฏอยู่คือ เมืองทริสม่า เมืองที่เป็นศูนย์รวมทางการแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน โลก รถม้าเคลื่อนมาจนถึงประตูเมืองขณะที่กำลังจะผ่านทหาร เฝ้าประตูก็เข้ามาขวาง มาติดต่อเรื่องอะไรครับ ทหารถามขึ้น เออ....เรามาซื้อยาครับ เดออสตอบ ทหารมองทั้งสองตั้งแต่หัวจดเท้า อ่อนี่ครับ ไมนอสพูดพร้อมกับยื่นกระดาษที่ถูกปิดผนึกให้ทหารที่เ ฝ้าประตูทหารแกะออกอ่าน อืม แล้วก็พับกระดาษส่งคืนให้ไมนอส แล้วในรถมีอะไร ทหารเดินไปกำลังจะเปิดประตูรถถามขึ้น เออมีแค่เครื่องใช้ส่วนตัวกับที่ว่างที่เพียงพอกับย าที่จะขนกลับเท่านั้นเองครับ เดออสมองไปที่รถด้วยแววตาเป็นประกายวาบ รอยยิ้มประดับที่มุมปาก จะลองเปิดดูก็ได้นะครับ ไมนอสพูดแล้วเอื้อมมือทำท่าจะเปิด ไม่ต้องหรอกแค่สงสัย แต่คงไม่หรอกพวกมันคงไม่กล้า ทหารตอบแล้วเดินไปที่ประตูเมืองเพื่อที่เปิดทางให้ทั ้งสองผ่าน เอ๋ใครหรือครับคนที่พูดถึง เดออสถามขณะรถม้าเคลื่อนไปถึงตัวทหาร ก็พวกก่อกวนน่ะ พยายามจะเข้าพบท่านเจ้าเมืองหลายครั้ง แต่ถูกตะเพิดออกมาหลายครั้ง จนท่านเจ้าเมืองสั่งห้ามเข้าเมืองน่ะ ทหารตอบแบบไม่ใส่ใจเท่าไหร่ เดออสกำลังจะอ้าปากถามต่อแต่ไมนอสชักม้าให้เดินต่อไป ทั้งสองเข้ามาจนถึงบริเวณที่เป็นเหมือนโรงแรม นี่ใช่โรงแรมหรือเปล่าหว่า อืมน่าจะใช่งั้นพวกเราพักที่นี่กันก่อนล่ะกัน ไมนอสหันไปบอกเดออส เดออสก็หันมาพยักหน้าตอบ แล้วหันไปที่ตัวรถแล้วพูดว่า เฮ่พวกนายน่ะ เราจะพักที่นี่ เสียงฟุบดังขึ้นพร้อมกับเงาคนกระโดดออกจากรถหายไป เฮ้อ! ขอบคุณซักคำก็ไม่มี ไมนอสบ่นแล้วก็เลี้ยวรถเข้าโรงแรมไป |
| | |
| | #3 (permalink) |
| สมัครไว้แต่ไม่ได้โพส โพส: 7 TG ออร่า: ![]() | เฮ้อ! จะมีใครอ่านของเราบ้างเนี่ยะเงียบเลยอ่ะเอาว่ะ up ต่ออีกหน่อยล่ะกัน ก๊อก ๆ ๆ ใคร เสียงผู้ชาย พูดด้วยความรำคาญดังขึ้นมาจากในห้องที่ถูกเคาะ ข้าเอง อาร์ดีซีน เสียงหญิงสาวที่รออยู่หน้าห้องร้องตอบมือทั้งถือถาดท ี่มีน้ำซุปสีเหลืองใสใส่ชามควัน ลอยเอื่อย ส่งกลิ่นหอมกรุ่น อาร์ดีซีนหรอ เสียงชายในห้องตอบกลับมา ท่านพี่ข้าเอาซุปกันรีน่ามาให้ค่ะ เสียงอาร์ดีซีนดังขึ้นอีก ไว้ก่อน เสียงชายในห้องตอบกลับมาแล้วเงียบหายไป อาร์ดีซีนมองไปที่ประตูน้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมาจากดวงตาสีน้ำตาลสดใสแต่เศร้าสร้อย อาบใบหน้าที่ขาวสะอาด อาร์ดีซีนหันหลังกลับ ผมสีทองที่สยายลงมา พร้อมกับ ชุดกระโปรงสีขาวสะบัดมาด้านหลัง แล้วเดินลับไปตามทางเดินพร้อมรอยน้ำตาที่สะท้อนกับแส งจันทร์ นี่เราจะเริ่มไงดีล่ะ เดออสพูดขณะนั่งมองไปนอกหน้าต่างของห้องพักในโรงแรม ถึงแม้จะเป็นยามค่ำคืนแต่เมืองก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน วิวที่มองจากห้องนี้นี้เจอกับรูปปั้นอนุสาวรีย์คนสอง คนคนหนึ่งกำลังนั่นอ่านหนังสืออ ยู่ส่วนอีกคนกำลังยืนแล้วมองออกไปข้างหน้า ที่ด้านหลังมีธงสีขาวผืนหนึ่ง ไม่รู้สิ ไมนอสตอบซึ่งกำลังจัดข้าวของให้เข้าที่เข้าทาง ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น ใคร ไมนอสหันไปที่ประตูแล้วถามขึ้น ผมเอาอาหารมาส่งครับ เสียงดังมาจากด้านนอกของประตู เข้ามา ไมนอสบอกแล้วกลับไปจัดของต่อ อาหารถูกทยอยส่งเข้ามาในห้องเรื่อย ๆ จนเยอะแยะมากมายไปหมด เฮ้...เดออสนายสั่งก่ะกินถึงชาติหน้าเลยหรือไง ไมนอสตะลึงกับอาหารที่ถูกยกเข้ามา จะบ้าเหรอ คนสั่งน่ะนายนะ เดออสตอบลุกมาตรงโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร ยกมาผิดห้องหรือป่าว ไมนอสหันไปถามบริกร ไม่นี่ครับ พอดีมีผู้ชายกับผู้หญิงเค้าสั่งเพิ่มให้น่ะครับ บริกรตอบกลับมองด้วยสีหน้างงและถามต่อ อ้าวไม่ได้มาด้วยกันหรือครับ อือฮึ เดออสกับไมนอสครางพร้อมกัน ขอบใจมาก ไมนอสให้ทิปกับบริกรแล้วดันหลังให้ออกไปจากห้องทั้ง ๆ ที่ยังทำหน้างงมองเข้ามาในห้องจนกระทั่งประตูปิด ลาบปากแฮะเอาไงดีล่ะเดออสถามแล้วนั่งลงกับเก้าอี้เ ตรียมตัวจะกิน แต่รอยยิ้มมีเลศนัยประดับที่มุมปาก ไมนอสหันมามองยิ้มในลักษณะเดียวกัน นายนี่เสียมารยาทจริง เค้าอุตส่าห์เลี้ยงแล้วจะไม่เชิญเค้ากินด้วยเหรอไง ไมนอสพูดแล้วเดินไปที่หน้าต่าง จะต้องให้ลากเข้ามาม่ะ เสียงพรึบพุ่งผ่านมาจากหน้าต่างเข้ามาในห้อง ไมนอสหันหลังเดินกลับมาที่โต๊ะแล้วนั่งลง ฝาแฝดทั้งสองมองไปที่เตียง หญิงสาวผมยาวสีน้ำเงินหน้าเรียวยาวรับกับดวงตาสีเขีย วเป็นประกาย ปากสีแดงเป็นธรรมชาติประดับด้วยรอยยิ้มที่เหมือนเป็น สิ่งที่เกิดมาคู่กัน ชุดกระโปรงสีครีมสวมเสื้อกั๊กสีน้ำตาลทับสง่างามแต่ท ะมัดทะแมง นั่งอยู่บนเตียงด้วยอาการเหมือนอยู่บ้านตัวเองตาทั้ง สองจับจ้องมาที่ฝาแฝดทั้งสอง มือทั้งสองกำลังกุมไม้เท้าที่ถูกพันด้วยผ้าสีดำขนาดใ หญ่ ที่ยืนอยู่ข้างกันชายหนุ่มผมสีน้ำเงินประบ่าดวงตาสีเ ขียวเป็นประกายเช่นเดียวกับหญิง สาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวปล่อยชายที่คอเสื้อมีสิ่งที่เห มือนแว่นตาเสียบอยู่ ใส่กางเกงขายาวสีดำที่หลังสะพายดาบ น่าจะบอกว่าแบกดาบมากกว่า ดาบถูกสอดอยู่ในฝักสีขาวที่ลวดลายสีทองพันประดับอยู่ ที่มือซื้อถือหนังสือปกดำเล่มให ญ่แนบกับลำตัว ดวงตาก็กำลังจับจ้องมาที่ฝาแฝดทั้งสองเหมือนกัน สีหน้าเย็นชา แต่ให้ความรู้สึกที่อบอุ่น ฝาแฝดทั้งสองคิดอย่างนั้น ทั้งคู่จัดว่าหน้าตาดีมากในความคิดของไมนอสกับเดออส การปรากฏกายของทั้งสองทำเอาฝาแฝดทำอะไรไม่ถูก ถึงแม้รู้อยู่แล้วว่าทั้งสองต้องมาหาแน่ ๆ ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง หญิงสาวลุกขึ้นจากเตียงแล้วพูดทำลายความเงียบที่เกิด ขึ้นว่า โทษทีที่ทำให้ตกใจ ฝาแฝดทั้งรีบส่ายหน้าแต่ก็ยังจ้องมาที่บุคคลทั้งที่อ ายุไม่น่าจะต่างกันมากนัก หญิงสาวยิ้มตอบแล้วพูดต่อ ฉันชื่อเซลเซีย แล้วนี่พี่ชายชื่อคาเซียหญิงสาวชี้กลับไปที่ชายหนุ่ มที่มาด้วยกันซึ่งก้มหัวให้เล็ก น้อยกับฝาแฝดทั้งสอง ไมนอสกับเดออสรีบกระโดดลุกขึ้นจากเก้าอี้โค้งตอบ เซลเซียพูดต่อ วันนี้ขอบใจมากเลยนะ ไมนอสรีบพูดแทรกขึ้นมา ไม่เป็นไรเหรอ เออเราชื่อไมนอส ส่วนเจ้านี่เดออสน้องชายฝาแฝด จะบ้าเหรอใครเค้าก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นฝาแฝด ไม่ต้องบอกก็ได้ ไมนอสร้องด่าตัวเองในใจแต่ก็ฝืนยิ้มออกไป เซลเซียกับคาเซียก้มหัวให้อีกครั้ง เอาเหอะมั่วแต่อึ่ง แล้วก็แนะนำตัวกันอยู่ได้ จะเป็นใครไม่รู้หรอกนะ แต่มากินข้าวกันก่อนเถอะเย็นหมดแล้ว เดออสรู้สึกตัวว่าทำอะไรไม่ถูกรีบทำตัวร่าเริงกลบเกล ื่อนชวนให้ทุกคนมานั่งโต๊ะกินข้ าว คาเซียปลดดาบออกจากหลังวางไว้ข้างเตียงแล้ววางหนังสื อในมือลงเดินมานั่งที่โต๊ะอาหาร ส่วนเซลเซียก็วางไม้เท้าลงตามมานั่งลงข้าง ๆ คาเซีย แล้วทุกคนก็เริ่มกิน จากความเงียบกลับเป็นเสียงหัวเราะดังลั่นจากไมนอสกับ เดออสที่เล่าให้เซลเซียกับคาเซี ยฟังว่าทหารพยายามจะตรวจค้นรถแล้วพอเจอจดหมายที่ไมนอ สยื่นให้หน้าเปลี่ยนสียอมให้เข้ ามาในเมืองอย่างง่ายดาย พวกนายรู้ว่าพวกเราแอบขึ้นรถใช่ม่ะเซลเซียถาม ต้องใช่อยู่แล้ว คาเซียตอบทันทีแล้วมองไปที่ฝาแฝดทั้งสอง หน้าที่เย็นชาในตอนแรกประดับด้วยรอยยิ้มถึงจะไม่มากเ ท่าของเซลเซียแต่ก็ดึงดูดให้คนม องอบอุ่นเหมือนกัน แล้วทำไมพวกนายไม่บอกพวกทหารล่ะ เซลเซียถามต่อที่ปากยังคงมีรอยยิ้มอยู่ จริง ๆ แล้วทั้งเซลเซียกับคาเซียรู้คำตอบตั้งนานแล้วแต่อยาก ถามให้แน่ใจ ไม่รู้ทำไมทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักแต่คาเซียกับเซลเซียกลับรู้สึกผูกพันกับ ฝาแฝดทั้งสองจนสามารถไว้ใจมานั่ งกินข้าวและคุยอย่างถูกคอแบบนี้ ซึ่งฝาแฝดทั้งสองก็คิดเหมือนกัน ตอนแรกที่เห็นทั้งสองคนความรู้สึกแรกก็คือ เกรงแต่ไม่กลัว และรู้ว่าทั้งสองต้องมีอะไรที่น่าสนุกแน่ๆ ก็ไม่มีอะไรมาก เห็นคนเดือดร้อนก็เลยอยากช่วย ไมนอสตอบแบบไม่คิดอะไรมาก ทั้งที่ไม่รู้จัก และเป็นศัตรูกับทางการเนี่ยะนะ เซลเซียยังคงถามด้วยรอยยิ้ม ก็ช่างมันปะไร ช่วยก่อนถ้าหากเป็นคนเลวก็ค่อยจัดการที่หลัง เดออสพูดแล้วก็เอนตัวพิงเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ เซลเซียยิ่งแย้มปากยิ้มมากขึ้นด้วยความถูกใจกับคำตอบ ที่ได้รับ เออนี่พวกนายเข้า มาในเมืองนี้หลายครั้งแล้วก่อเรื่องจนเค้าห้ามเข้ามา ในเมืองอย่างนี้ ต้องรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนี้มากแน่ ๆ เลย ไมนอสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง เดออสก็ผุดลุกขึ้นแล้วดึงเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ กับคาเซียกับเซลเซียแล้วพูดว่า เรากำลังตามหาคนอยู่อ่ะคิดว่าน่าจะอยู่ในเมืองนี้แห ละ แต่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองนี้เลย เลยไม่รู้จะเริ่มตรงไหน คาเซียลุกพรวดขึ้นแล้วเดินไปที่เตียง ไมนอสหันไปกระซิบกับเดออสว่า เราพูดไรผิดเหรอ เดินหนีเลย เดออสส่ายหัวตอบ คาเซียหยิบหนังสือปกดำขึ้นมาแล้วเดินกลับมาหาฝาแฝดทั ้งสองแล้วเริ่มพูด เมืองทริสม่า เมืองศูนย์รวมทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในเมืองนี้มีองค์ความรู้เรื่องการแพทย์ครบถ้วน ทั้งตัวยา เครื่องมือ เวทย์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการแพทย์ทั้งหมด เมืองนี้ถูกก่อตั้งเมื่อประมาณ 500 ปีที่แล้วโดยยอดคนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์ สองคน เคร็ก เจนีไฟน์ กับ ทิม ลอเร็ท สองคนที่เป็นรูปปั้นที่อนุเสาวรีย์ เดออสพูดพร้อมกับมองไปที่หน้าต่าง คาเซียพยักหน้ารับ กางหนังสือที่ถือมาด้วยแล้วพูดต่อ คนผมดำ ทางซ้ายคือ เคร็ก ส่วนคนผมน้ำตาลแดงทางขาวคือ ทิม ทั้งสองคนมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือคนป่วยเลยตั้งถิ่นฐา นไว้ที่เมืองนี้ ในสมัยก่อนยังเป็นแค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ไร้ชื่อเสียง จนกระทั่งทั้งสองสามารถรักษา เจ้าวิหารแห่งแสงหายจากอาการป่วยด้วยโรคประหลาดได้ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองทำได้อย่างไร จากหมู่บ้านก็กลายเป็นเมืองทางการแพทย์ขนาดใหญ่ ทั้งสองได้เป็นเจ้าเมืองคนแรกทำให้เมืองเจริญรุ่งเรื อง การปกครองเมืองเป็นหน้าที่หลักของ เคร็ก กับทิม ถึงแม้เค้าสองคนจะเป็นเพื่อนที่รักกันมาก แต่ทางตระกลูของทั้งสองไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่ พอทั้งสองเริ่มแก่ก็ตะหนักถึงปัญหาใหญ่ที่สุดคือการส รรหาเจ้าเมืองคนต่อไป ซึ่งคงจะให้ทั้งตระกลู เจนีไฟน์ และ ลอเร็ท ปกครองร่วมกันอีกต่อไปไม่ได้แล้วเพราะปัญหาความขัดแย ้งของทั้งสองตระกลูใหญ่โตเกินกว ่าจะแก้ไขแล้ว พวกเขาเลยกำหนดวิธีการสรรหาเจ้าเมืองโดยการพิสูจน์ฝี มือกัน ใครที่เหนือกว่าเป็นเจ้าเมือง เค้าใช้อะไรเป็นการพิสูจน์ล่ะ เดออสถามอย่างสนใจ แล้วนายคิดว่าอะไรล่ะ คาเซียหันกลับมาถาม การรักษาไงล่ะ เซลเซียช่วยตอบ ไม่รู้ว่าใช้หลักการอะไรแต่ที่แน่ ๆ คือพอถึงเวลาสรรหาเจ้าเมืองก็จะมีโรคประหลาดที่ต้องใ ห้ผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นเจ้าเมื องแข่งขันกัน คาเซียบอกต่อ แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าตอนนี้ใครเป็นเจ้าเมืองอยู่ล่ะ ไมนอสถามแล้วมองออกไปด้านนอกด้วยสีหน้าอึดอัดก่อนจะพ ูดต่อ รู้สึกจะเคี่ยวมากเลยนะ ธงที่อนุสาวรีย์จะบอกว่าเจ้าเมืองเป็นคนในตระกูลไหน รูปงูสองตัวไขว่กันเป็นสัญลักษณ์ของตะกลูลอเร็ท ฉันไม่เห็นที่ธงนั่นจะเป็นรูปอะไรเลยนิ เห็นแต่เป็นสีขาว เดออสพูดแทรกคาเซียขึ้นมาแล้วชี้ไปที่อนุสาวรีย์ เพราะว่าเจ้าเมืองละทิ้งตำแหน่งไปน่ะสิ คาเซียตอบ ฝาแฝดทั้งสองหันมาหาคาเซียด้วยสีหน้างงแล้วถามว่า ทำไม ไม่รู้ คาเซียตอบหวนเพราะเริ่มอารมณ์เสียนิด ๆ ที่ถูกแทรกระหว่างพูด ฝาแฝดทั้งสองมีสีหน้าที่งงหนักเข้าไปอีก ไม่มีใครรู้ว่าทำไม คนที่มีสิทธิ์เป็นเจ้าเมืองคนปัจจุบันชื่อ เทรียส เทรียส เจนีไฟน์ เป็นคนในตระกลูเจนีไฟน์ที่เก่งมาก ๆ คนหนึ่ง เค้ากับภรรยาหายตัวไปในวันที่ภรรยาเค้าให้กำเนิดลูก เซลเซียช่วยคาเซียที่เริ่มหงุดหงิดตอบ แล้วลูกเค้าล่ะ เดออสถาม หายไปด้วย คาเซียตอบแล้วลุกเดินไปที่หน้าต่างก่อนจะพูดต่อ หายไปหมดเลยทั้ง เทรียส ภรรยาที่ชื่อลูเนียล่า ลูกของเค้าทั้งสอง แล้วบ้านตระกลูเจนีไฟน์ก็ปิดตายตัวเองกลายเป็นบ้านร้ าง ตำแหน่งเจ้าเมืองเลยว่างลง ตระกลูลอเร็ทเลยต้องรับบทเจ้าเมืองแทน คอเฟียส ลอเร็ท ตัวแทนเจ้าเมืองคนปัจจุบัน แล้วทำไมตราตระกูลลอเร็ทถึงไม่ขึ้นที่ธงล่ะ ไมนอสถาม "คอเฟียสไม่ใช่เจ้าเมืองที่ได้รับสิทธิ์ที่ถูกต้ อง พูดให้ถูกคือเค้าเป็นเพียงแค่ตัวแทนเจ้าเมือง แล้วที่ธงไม่ขึ้นตราของตระกลูเจนีไฟน์นั่นก็เพราะว่า เทรียสล่ะทิ่งตำแหน่งเจ้าเมืองเลยทำให้ตราตระกูลถูกป ลดออกจากธง และภายใต้ธงขาวตัวแทนเจ้าเมืองก็มีสิทธิ์และอำนาจเที ยบเท่าเจ้าเมืองเลยล่ะ คาเซียตอบแล้วมองไปที่ธงสีขาวที่กำลังโบกสะบัดด้วยแร งลม แล้วตราประจำตระกลูเจนีไฟน์เป็นรูปอะไรเหรอ เดออสถามขึ้นเพราะนึกขึ้นได้ว่าคาเซียยังไม่ได้บอก แต่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น แก้ไขโดย veekung : 13 Mar 2007 เวลา 14:27. |
| | |
| | #7 (permalink) |
| สมัครไว้แต่ไม่ได้โพส โพส: 7 TG ออร่า: ![]() | ต่อครับต่อ เพิ่งสอบเสร็จก็เลยมา up ต่อนิดหน่อยครับก่อนจะไปพักสมองนิดหน่อย ก็ขอขอบคุณทุก ๆ คนที่เข้ามาอ่านครับ (แม้จะไม่คอมเม้นน์ครับ ^_^) นายท่านมีคนจะขอเข้าพบครับ เสียงของบริกรที่ยกอาหารขึ้นมาดังขึ้นที่หลังประตู ท่าจะแย่แหะ มีคนที่เราไม่อยากเจอมาหาเสียแล้ว เซลเซียลุกขึ้นพูดแล้วเดินไปที่หน้าต่าง ไมนอสเดินตามแล้วมองออกไปด้านล่างเห็นคนใส่ชุดเหมือน กันทหารที่ประตูเมืองวิ่งวุ่นไป รอบ ๆ โรงแรมเต็มไปหมด ท่าทางเจ้าบริกรนั่นจะจำพวกนายได้แล้วก็ปากโป้งซะแล ้ว อืมว่าแต่ว่านะ พวกนายนี่ดังน่าดูเลยนะ ไมนอสพูดแล้วยิ้มเดินเข้ามาที่ประตู เอาไงดี เดออสถามแล้วเดินไปที่ประตูเหมือนกัน อืมพวกเราคงต้องไปแล้วล่ะ อ่อเกือบลืมคนที่เจ้าตามหาอยู่นะน่าจะเกี่ยวข้องกับเ จ้าเมืองคนปัจจุบันนะ คาเซียพูดแบบไม่กังวลอะไรเดินไปหาเซลเซียที่หลังของค าเซียแบกดาบสีขาวที่วางทิ้งไว้บ นเตียง ซึ่งฝาแฝดทั้งสองไม่รู้ว่ามันกลับไปอยู่บนหลังของคาเ ซียเมื่อไหร่ ไม้เท้าของเซลเซียก็เหมือนกัน ที่ทำการของเจ้าเมือง ไปที่นั่นแล้วพวกนายน่าจะได้ข้อมูลที่น่าสนใจ เซลเซียพูดต่อด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม ฝาแฝดทั้งสองกำลังจะถามต่อเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอี กคราวนี้เป็นเสียงผู้ชายตะคอกกล ับมา ตามบัญชาแห่งเจ้าเมืองทริสม่า เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ลาก่อน เซลเซียพูดแล้วหันหลังกระโดดออกไปที่หน้าต่างที่คาเซ ียกระโดดออกไปก่อนแล้ว โครม เสียงประตูพังด้วยแรงถีบ ทหารวิ่งเข้ามาล้อมฝาแฝดทั้งสองไว้ นี่มันเรื่องอะไรกัน เดออสถามด้วยเสียงฉุน ๆ แน่นอนว่าแกล้งทำเพื่อกลบเกลื่อน นี่เป็นวิธีที่ทำกับแขกที่มาพักเหรอ ไมนอสหันไปพูดกับบริกรที่อยู่นอกห้อง ต้องขออภัยอย่างสูงครับ คือผู้กองเดวิดคาดว่าท่านทั้งสองซ่อนผู้ต้องหาสำคัญไ ว้ครับ บริกรตอบด้วยเสียงสั่นเครือตัวลีบลงแทบจะมุดลงพื้นด้ วยความกลัว บอกมาว่าพวกมันไ ปไหนแล้ว เสียงผู้ชายที่ตะโกนมาเมื่อกี้ดังขึ้น ฝาแฝดทั้งสองหันไปมอง เจ้าของเสียงเป็นชายฉกรรจ์ ร่างกายหนาไปด้วยมัดกล้ามหน้าตาเห*้ยมเกรียมใส่ชุดทห ารที่น่าจะเหมือนหมีตัวใหญ่มาก ๆ ถูกยัดไปในชุดทหารมากกว่า ทั้งสองเดาได้เลยว่าคนนี้เป็นผู้กองที่บริกรพูดถึง ใครที่ไหนครับท่านผู้กองเดออสพูดขณะเดินกลับมานั่ง บนเตียงทำท่าจะนอน เรามีกันแค่สองคนเท่านี้เองไมนอสพูดแล้วมานั่งข้าง เดออสแล้วหันกลับไปถามบริกร ใช่ม่ะ บริกรแถบจะมุดหายกลับไปยิ่งกว่าเก่าไม่กล้าแม้จะมองข องผู้กองเดวิด ที่จริงแล้วไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าใครเลย ผู้กองเดวิดมองฝาแฝดทั้งสองด้วยสายตาเป็นประกายเครีย ดแค้นก่อนจะพูดว่า ไม่รู้ก็แล้วไปแต่อย่าให้รู้นะว่าให้ความช่วยเหลือพ วกมันอยู่ ไปกลับ ผู้กองสั่งแล้วเดินกลับออกไปชนบริกรที่ยืนตัวสั่นอยู ่ที่หน้าประตูล้มลง บริกรรีบลุกขึ้นแล้วกำลังจะวิ่งตามผู้กองลงไป เดี๋ยวก่อน ไมนอสเรียก จะรีบไปไหนไมนอสพูดต่อ เปล่านะครับผมไม่ได้พูดอะไรเลย บริกรรีบปฏิเสธ ใครว่าอะไรนายหรือ เราแค่จะเรียกให้นายมาเก็บจานบนโต๊ะนี่แล้วก็ซ่อมประ ตูให้เราด้วย เดออสพูดด้วยรอยยิ้มที่น่าสงสัยจนบริกรไม่กล้าสบตาด้ วย ครับ บริกรตอบแล้วรีบเข้ามาเก็บจานอาหารที่กินหมดแล้วในสม องมีแต่ความกลัวจนไม่ทันได้สังเ กตว่าอาหารทั้งหมดไม่เหลือเลยซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ทั้ งสองจะกินหมด แล้วเราจะจัดห้องใหม่ให้นะครับกรุณารอสักครู่ บริกรพูดแล้วรีบเดินจากไป นี่พวกนั้นเป็นใครกันแน่นะเดออสถามขณะล้มตัวลงนอนข ้า ง ๆ ไมนอสที่นอนอยู่บนเตียงก่อนแล้ว ไม่รู้สิแต่ที่แน่พวกเค้ารู้ว่าพวกเราเป็นใครแล้วกำ ลังจะตามหาใคร และที่แน่ ๆ พวกเราต้องได้เจอกันอีกแน่นอน ไมนอสตอบกลับมา เดออสพยักหน้ารับซึ่งตัวเค้าก็รู้สึกเหมือนกันว่าจะต ้องได้พบกับทั้งสองเร็ว ๆ นี้แน่นอน ความเงียบเข้าปกคลุมเมืองทั้งเมือง ราตรีสวัสดิ์ ทั้งสองพูดพร้อมกัน รอยยิ้มเกิดขึ้นที่มุมปากของฝาแฝดทั้งสอง เดออสหันออกไปที่อนุเสาวรีย์ถึงแม้ห้องใหม่ที่บริกรจ ัดให้ใหม่จะมองอนุเสาวรีย์ไม่ชั ดเท่าห้องเดิมแต่ก็ยังคงมองเห็นอยู่ เดออสกับไมนอสมีความคิดมากมายวนเวียนไปมาในหัว ช่างมัน ทั้งสองคิดก่อนจะหลับไปพร้อมกับความอ่อนเพลียจากการเ ดินทาง แก้ไขโดย veekung : 28 Mar 2007 เวลา 04:48. |
| | |