ดูแบบคำตอบเดียว
เก่า 05 Aug 2006, 03:30   #27 (permalink)
Poporin
สมาชิก TG รุ่นพี่
 
โพส: 456
ดาวโหลด: 54
อัพโหลด: 0
Blog Entries: 2
รับคำขอบคุณ: 0

TG ออร่า:
Poporin aura


สถานที่: บ้านอันแสนสุข

ส่งข้อความผ่าน MSN ถึง Poporin
ตำนานที่ 8 – เหตุเกิด ณ เมืองปันปัน


.......... แสงอาทิตย์อ่อนๆในยามเช้า สาดแสงผ่านหน้าต่างบานคู่ที่เปิดไว้ และตกกระทบลงบนร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงสีน้ำตาลอ่อน ...เปลือกตาที่ปิดสนิทของเธอ ค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ เธอค่อยๆกวาดสายตามองไปรอบๆ และพบว่าตอนนี้ตนเอง กำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่ดูเหมือน จะเป็นห้องพักของโรงแรม


..........ที่นี่..................ชั้นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ................ น้ำฝนกำลังเรียบเรียง ความทรงจำที่สับสนของเธอให้เข้าที่

................จำได้ว่า......ชั้นกำลังเดินทางกลับมาจากเกาะน ้ำวน..........แล้ว................


..........“จริงสิ!!! วารีนคร!!!” ...น้ำฝนยันกายลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว แม้เธอจะโซเซเล็กน้อย แต่เธอก็ลุกขึ้น และเดินไปเปิดประตู

..........เมื่อเปิดประตูออก น้ำฝนก็พบกับไวท์ ยืนขวางอยู่อีกด้านหนึ่งของประตู

..........“คุณน้ำฝนจะไปไหน?”

..........“ไปวารีนคร!” .น้ำฝนตอบ ความทรงจำที่สับสนของเธอตอนนี้ ถูกเรียงเข้าที่เรียบร้อย เมื่อได้เจอไวท์ที่เป็นคนทำให้เธอสลบไป ความโกรธจึงพุ่งขึ้นสู่สมองทันที

..........“...ห้ามไป”

..........“ชั้นจะไป!!” ...น้ำฝนพูดพลางเดินออกจากห้อง แต่ไม่สามารถออกไปได้ เพราะไวท์ยืนขวางเอาไว้

..........“....วารีนครถูกยึดไปแล้ว คุณน้ำฝนไปก็ไร้ประโยชน์” ...ไวท์พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เมื่อได้ฟัง น้ำฝนก็ยิ่งรู้สึกโกรธไวท์มากขึ้น โกรธที่ไวท์ทำให้เธอสลบไป โกรธที่ไวท์ไม่ยอมให้เธอไปวารีนคร โกรธที่ไวท์ทำเหมือนวารีนครไม่สำคัญ โกรธที่ไวท์ยังทำเป็นไม่ทุกข์ไม่ร้อนอยู่ได้ ทั้งๆที่เมืองที่น้ำฝนอยู่อาศัยมาตั้งแต่เกิด ตกเป็นอาณานิคม ของเผ่าหิมะราตรีไปแล้ว ...ความโกรธทั้งหมดที่ถาโถมขึ้นมาในเวลาแค่ช่วงวินาทีเด ียว ทำให้สติของน้ำฝนขาดผึงลง!!

..........“ เพี๊ยะ!!” ...น้ำฝนตบไวท์ ด้วยแรงโทสะที่ควบคุมไม่อยู่


..........“คนไร้หัวใจ!! ไปให้พ้นเลย!! ชั้นไม่อยากเห็นหน้าคุณอีกแล้ว!!” ...พูดจบ น้ำฝนก็ปิดประตูห้องใส่หน้าไวท์ดังปัง แล้วเธอก็ยืนหันหลัง พิงประตูอยู่อย่างนั้น

.......... น้ำตาเริ่มไหลออกมาจากดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่หม่นหมองเ พราะอารมณ์ ...น้ำฝนค่อยๆทรุดตัวลง จนกลายเป็นนั่งพิงประตูแทน เธอยกข้อมือ ข้างที่ใส่สร้อยข้อมือรูปดาวของมนธิชา ขึ้นมาดู

..........“ มน........... ชั้นควรจะทำอย่างไรดี..........” ...น้ำฝนพูด พลางมองดูสร้อยข้อมือรูปดาวเส้นนั้นด้วยแววตาสั่นระร ิก เต็มไปด้วยความกังวล และสับสน

..........“ คุณพ่อคุณแม่คะ ............ หนูควรจะทำอย่างไรต่อไปดี...............ฮึก........ ฮือๆๆ”


__________________________________________________ ________



.......... น้ำฝนนั่งร้องไห้อยู่พักใหญ่ๆ แต่อารมณ์ของเธอก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ระหว่างนั้นเอง...

..........“ก๊อกๆๆ” ...เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ที่ประตูด้านหลังน้ำฝน

..........“ฝนบอกแล้วไง!! ว่าฝนไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก ไวท์!!” ...น้ำฝนตะโกนออกไป

..........“..........คุณหนูครับ...นี่ผมเองวิรัตน์ ........ ขอเข้าไปได้มั้ยครับ”

..........“อ๊ะ!! ... วิรัตน์เหรอ ขะ..เข้ามาสิคะ” ...น้ำฝนรีบลุกขึ้นยืน แล้วเช็ดน้ำตา ก่อนจะเปิดประตูให้วิรัตน์เข้ามา


..........“...เมื่อกี้ .....ฝนขอโทษนะคะที่ตวาดวิรัตน์ไป ........ฝนนึกว่าเป็น.........ไวท์น่ะค่ะ”

..........“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณหนู ผมไม่โกรธคุณหนูหรอกครับ”

..........“แล้ว......วิรัตน์มีเรื่องอะไรจะพูดกับน้ำฝนเหรอคะ? ” ...น้ำฝนถาม พลางเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้โยกข้างๆหน้าต่าง

..........“ผมจะมาบอกคุณหนูน่ะครับ ว่าตอนนี้ นายท่าน และนายหญิงปลอดภัยแล้ว ตอนนี้ท่านทั้งสองพักอยู่ที่เกาะน้ำวนครับ”

..........“! จริงเหรอคะ! ดีจัง.. ที่คุณพ่อคุณแม่ปลอดภัย..” ...น้ำฝนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง เพราะอย่างน้อยครอบครัวของเธอก็ปลอดภัย

..........“.....แล้วคนอื่นๆ ในเมืองล่ะคะวิรัตน์ เป็นอย่างไรบ้าง?”

..........“คนในเมืองวารีนคร บาดเจ็บจำนวนมาก แต่ว่า.... คนตายมีไม่ถึงพันคน ถือเป็นความสูญเสียที่น้อยมากครับคุณหนู...”

..........“.......... แต่ครอบครัวของคนที่ตายไป คงไม่คิดว่าเป็นการสูญเสียที่น้อยหรอกนะคะ.......”

..........“จริงสิวิรัตน์ แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ ไปที่เกาะน้ำวนได้ยังไงล่ะคะ? ในเมื่อเผ่าหิมะราตรี ปิดท่าเรือ บริเวณวารีนครทั้งหมดเอาไว้นี่นา?” ...น้ำฝนถามขึ้น

..........“............คุณไวท์เป็นคนไปช่วยท่านทั้งสองเอาไว้ และพาไปอยู่ที่เกาะน้ำวนครับ” ...วิรัตน์ตอบ

..........“ไวท์ เป็นคนช่วย!?” ...น้ำฝนดูจะแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินเรื่องนี้

..........“ครับคุณหนู หลังจากที่คุณหนูสลบไป คุณไวท์ก็ไปที่วารีนคร แล้วก็ช่วยนายท่าน และนายหญิงออกมา จากการเป็นตัวประกันของเผ่าหิมะราตรี และพาท่านทั้งสองไปพักที่เกาะน้ำวน ก่อนที่จะตามมาที่เมืองปันปันนี่แหละครับ” ...วิรัตน์อธิบาย

..........“คุณพ่อคุณแม่ถูกจับเป็นตัวประกัน? ...ทำไม?............หรือว่า.....” ...น้ำฝนพูดพลางจับสร้อยสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณน้ำ ซึ่งสวมอยู่ที่คอของเธอ

..........“... ใช่ครับคุณหนู ผมคิดว่าเผ่าหิมะราตรี คงคิดจะใช้นายท่าน นายหญิง และชาวเมืองวารีนคร เป็นตัวประกันในการต่อรองเอาสัญลักษณ์น่ะครับ” ...วิรัตน์พูด

..........“........เพราะงั้น คุณหนูอย่าโกรธคุณไวท์เลยนะครับ ที่คุณไวท์ทำไปทั้งหมดมีเหตุผล สิ่งที่ทำลงไปเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะแก้ไขสถานการณ ์นี้แล้ว.... เพียงแต่คุณไวท์เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอธิบายอะไรเท่านั ้นเอง... ผมอยากให้คุณหนู เข้าใจคุณไวท์หน่อยนะครับ ...อย่าโกรธเขาเลย...”

..........“...... ฝนจะพยายาม...ค่ะ.....” ...น้ำฝนตอบเสียงอ่อยๆ เธอเริ่มเข้าใจเหตุผลของไวท์แล้ว และนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกโกรธน้อยลงบ้าง แต่บางเรื่อง เธอก็ยังทำใจที่จะไม่โกรธไม่ได้ อย่างเช่น เรื่องที่ไวท์ทำให้เธอสลบไป แทนที่จะอธิบายเหตุผลให้เธอฟัง

..........“ดีแล้วล่ะครับ คุณหนูและคุณไวท์ ต้องร่วมเดินทางด้วยกันอีกยาวไกล เพราะฉะนั้น ความเข้าใจซึ่งกันและกัน จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย...........”

..........“ผมคงต้องไปแล้วล่ะครับคุณหนู เพราะผมต้องไปดูแล นายท่านและนายหญิง ที่เกาะน้ำวน ...รักษาตัวดีๆนะครับ”

..........“อืม วิรัตน์ก็เหมือนกัน ดูแลตัวเอง แล้วก็ดูแลคุณพ่อคุณแม่ให้ดีนะ”

..........“ครับ... คุณหนูสบายใจได้ ผมจะดูแลนายท่าน และนายหญิงอย่างดี..” พูดจบ วิรัตน์ก็โค้งลาน้ำฝน ก่อนจะเดินออกจากห้องไป


.......... น้ำฝนทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ...บรรยากาศของเมืองปันปันในยามเช้าดูสบายๆ คนส่งหนังสือพิมพ์เดินส่งหนังสือพิมพ์ ตามบ้านเรือนของชาวเมืองปันปัน ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ...หญิงชาวบ้านสองสามคน ยืนคุยกันอย่างสนิทสนม ผ่านรั้วบ้านเตี้ยๆ สื่อให้เห็น ถึงความเป็นกันเอง ของชาวเมืองปันปันได้เป็นอย่างดี ...ถนนดินสายเล็ก ตัดผ่านบริเวณชุมชนไปยังลานกลางเมือง ที่ขณะนี้เริ่มมีผู้คนออกมาพบปะพูดคุยกัน ยิ่งทำให้เมืองเล็กๆที่มีประชากรไม่ถึงหนึ่งพันคนแห่ งนี้ ดูน่าอยู่ขึ้นมากทีเดียว

.......... หลังจากนั่งมองเมืองปันปันในยามเช้านี้อยู่ซักพัก น้ำฝนก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ และเดินตรงไปที่ประตู..... เดินเล่นในเมืองปันปันแห่งนี้ อาจจะทำให้อารมณ์ของเธอดีขึ้นก็ได้ เมื่อเดินไปถึงประตูห้อง น้ำฝนก็เปิดมันออก... ไวท์ไม่ได้อยู่อีกด้านหนึ่งของประตู และเธอก็ไม่เจอไวท์เลยตลอดทางที่เธอเดินออกมาจากที่พ ัก แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะตอนนี้ เธอก็ไม่ค่อยอยากจะเจอหน้าเขาซักเท่าไหร่


.......... น้ำฝนเดินตามถนนดินของเมืองปันปันไปเรื่อยๆ ...ยิ่งได้ลงมาเดินในเมือง ก็ยิ่งสัมผัสได้ ถึงบรรยากาศที่สบายๆของเมืองปันปันแห่งนี้ ...หญิงสาวเดินตามถนนไปจนถึงลานกลางเมือง ที่เป็นลานรูปวงกลม ที่ตรงกลางลานเป็นนาฬิกาแดดขนาดใหญ่ มีดอกไม้ต้นไม้ต้นเล็กๆ ปลูกประดับประดาอยู่โดยรอบ ด้านรอบนอกของลานกลางเมืองแห่งนี้ เป็นร้านค้าต่างๆ ที่มีสินค้าหลากหลายมากมาย ให้ชาวเมืองหรือนักเดินทางที่ผ่านไปมาได้เลือกซื้อ

.......... น้ำฝนเดินดูร้านค้าต่างๆไปเรื่อย จนมาหยุดอยู่ที่ร้านหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านขายเครื่องแก้วชนิดต่างๆ งานแก้วที่ถูกทำขึ้นอย่างประณีตสวยงาม ทำให้เธอต้องหยุดยืนดูอยู่หน้าร้านนั้นซักพัก ........ จนกระทั่ง.........


..........“เพล้ง!! เพล้ง!! เพล้ง!! เพล้ง!!” ...เสียงอะไรบางอย่างแตก ดังขึ้นจากภายในร้านขายเครื่องแก้ว!

..........“ไปให้พ้นนะ!!! เจ้าปีศาจน้อย!!!” ...เสียงตะโกนดังขึ้นจากภายในร้าน ก่อนจะตามมาด้วยการพุ่งออกมา อย่างรวดเร็วของใครบางคน จากประตูร้านขายเครื่องแก้ว

..........“พลั่ก!!” ... “โอ๊ย!!”

.......... ร่างที่พุ่งออกมาจากร้านเครื่องแก้ว ชนเข้ากับน้ำฝนอย่างจัง!! ...ส่งผลให้เธอลงไปนอนคลุกฝุ่น ได้อย่างไม่ยากเย็น

..........“อูย~ย บ้าชะมัส~ แค่ทำแก้วแตกไปสองสามอันก็เตะส่งเราออกมาซะและ ......... แต่ว่า... ไหงพื้นมันนิ่มจังแฮ....” ...ผู้ที่ถูก ‘เตะส่ง’ ออกมาจากร้านเครื่องแก้ว จึงลองหันกลับมาดู และพบว่าตนเอง กำลังนั่งทับอยู่บนร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง!

..........“เหวอ~อ ผมขอโทษนะพี่สาว แต่ถ้าจะโทษก็ไปโทษไอ้เจ้าของร้านนะ พ้มม่ายเกี่ยว” ผู้ถูก ‘เตะส่ง’ พูดขึ้นอย่างตกใจ พลางรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

.......... น้ำฝนค่อยๆยันกายลุกขึ้นจากพื้น พลางมองสำรวจผู้ถูก ‘เตะส่ง’ ที่ทำให้เธอลงไปนอนคลุกฝุ่น แถมยังมานั่งทับเธออีกตะหาก ...ผู้ถูก ‘เตะส่ง’ ที่เธอเห็น เป็นชาวเผ่าปักษา มีร่างกายท่อนบนเหมือนมนุษย์ แต่มีร่างท่อนร่างเป็นนก ท่อนแขนเหมือนคน เพียงแต่มีขนแบบนกขึ้นปกคลุม ...ชาวเผ่าปักษาคนนี้มีร่างกายที่เล็ก ขนนกที่ขึ้นตามตัวเป็นสีเขียว มีดวงตาสีเขียวและผมสีเขียวสั้นๆ ดูยุ่งไม่เป็นทรง สวมชุดเสื้อผ้าสีเขียวสีเดียวกับขน จนทำให้ทั้งตัวดูเป็นสีเขียวไปหมด ยกเว้นแค่ผิวหน้าที่ดูค่อนข้างขาว ...รูปร่างหน้าตาของเผ่าปักษาคนนี้ดูยังไงๆ ก็น่าจะเป็นแค่เด็ก ที่อายุไม่น่าจะเกิน 12 ปี

..........“โทษนะฮะพี่สาว แต่พี่ก็น่าจะเห็นแล้ว ผมไม่ผิดนา” ...เด็กชาวปักษาพูด

..........“......ไม่เป็นไร.........ถือว่าพี่โชคไม่ดีเอง ก็ แล้ว กัน” ...น้ำฝนปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า และเส้นผมของเธอ ...ความจริงแล้วเธอรู้สึกเคืองไม่น้อยที่จู่ๆ ก็มีคนมาชนเธอล้มแบบนี้ ...แต่จะไปโทษเด็กชาวปักษาตรงหน้านี้ อย่างเดียวก็ไม่ได้ เธอก็เลยต้องเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้ และโทษตัวเองไปว่าไม่ทันระวังเอง

.......... ทางด้านเด็กชาวปักษา เมื่อสังเกตเห็นสีผมและสีตาของน้ำฝน ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป เด็กชาวปักษาดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที ก่อนจะพูดออกไปด้วยเสียงสั่นๆว่า

..........“พี่....พี่สาว ... ผมนั่น..สีน้ำเงิน...ใช่มั้ย?”

..........“...ใช่” ...น้ำฝนตอบกลับไปอย่าง งงๆ ก็น่าจะเห็นๆ กันอยู่แล้ว ถามเราทำไมเนี่ย?

..........“แล้ว....แล้วตานั่น....?”

..........“สีฟ้าน้ำทะเล.....มีอะไรเหรอ?” ...น้ำฝนถามกลับไป เธอไม่เข้าใจท่าทีของเด็กชาวปักษานี่เลย

..........“.....เย้!! เจอแล้ว!! เจอแล้ว!! ในที่สุดก็เจอแล้ว เย้ ไชโย้!!!!” ...เด็กชาวปักษาคนนั้น ร้องตะโกนอย่างดีใจ พลางกระโดดโลดเต้นไปมา

..........“นี่!! เป็นอะไรไป!? ดีใจเรื่องอะไรน่ะ!?” ... น้ำฝนตะโกนถาม ผ่านเสียงร้องตะโกนอย่างดีใจ ของเด็กชาวปักษา แต่เด็กชาวปักษาไม่ได้สนใจเธอเลย

..........“เย้ๆๆ!! ไชโย!!”

......................เฮ้อ~อ นี่มันอะไรกันอีกล่ะเนี่ย.... น้ำฝนคิดอย่างเหนื่อยใจ

__________________
เมื่อปลงใจกับคอมเก่าๆได้แล้ว ก็ขุดเกมเก่าๆ มาเล่นซะสิ

THE FEELSOUL สถานะ -คืนชีพ- ี้

แก้ไขโดย Poporin : 09 Apr 2007 เวลา 04:27.
  ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม