ต่อ ๆ หายไปนาน เอ้า ... จบเลยน้า....
ปล. คิดชื่อตอนที่ 13 ไม่ออกอ่า....
------------------------------------------------
ทางด้านของหน่วยลอบสังหาร (เจฟ) เวลาเดียวกัน การเคลื่อนพลเร็ว ดักซุ่มและเฝ้ารอ ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนเริ่มเหนื่อยล้า แต่นั่นไม่ได้ทำให้ใจสู้ของพวกเขาลดลงไปเลย เจฟ หัวหน้าหน่วย ได้ส่งหมาป่ากาลิสไปสอดแนมที่ฐานของแวมไพร์และมนุษย์ หมาป่าได้ราว ๆ 10 นาทีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณอะไรกลับมาเลย “ ท่านเจฟ ดูนู่นซิคครับ... ” ชายคนหนึ่งในกลุ่มสังหารชี้ไปยังเมืองบลัดคอร์สเซนที ่มีควันไฟลอยสู่ท้องฟ้า เป็นอีกสัญญาณของการเริ่มรบ “ ฮืม... ฉันรู้สึกเป็นห่วงทางนู้นจริง ๆ เลย ไม่รู้ เจ้าจอร์จี้จะตัดสินใจอะไรแปลก ๆ อีกหรือเปล่าถึงจะเป็นคนฉลาดและรอบคอบ แต่ก็ไม่เคยคุมกองกำลังเลยซักครั้ง... ” เจฟ พูดอย่างเนือย ๆ พลางส่องกล้องส่องทางไกลต่อ “ อ๊ะ..!! มาแล้ว กาลิส..! ” เจฟ บอกแก่ลูกน้องอย่างตื่นเต้น พลางรีบเดินออกไปรอรับหมาป่าตัวโปรด “ กะ.... กรรรซซซ!!! ” ด้วยความไม่ระมัดระวังของเจฟที่มีต่อกาลิส ทำให้หมาป่าตัวใหญ่กระโดดเข้าใส่เขาอย่างบ้าคลั่งราว กับต้องมนต์ เขาล้มลงไป แต่ก่อนจะทันทำอะไร หมาป่าก็กระเด็นล้มลงไปนอนหมดสติอยู่ทางขวามือของเขา เสียแล้ว “ ลูกดอกอาบยาสลบ ชนิดล้มช้าง ซึ่งเป็นของประจำหมู่บ้านข้า อีกประมาณ 10 ชั่วโมงถึงจะตื่น... ขออภัยด้วยค่ะ ท่านเจฟ... ” สาวห้าวเกินวัย 19 ปี พูดตรงไปตรงมา ก่อนจะเดินออกมาจากทางด้านหลังพร้อมกับหน้าไม้สีน้ำต าลเข้ม เธอสวมชุดวอร์มสีดำเอวลอย ผิวสีแทน หน้าตาของเธอไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ และดูจริงจังมาก “ ปฏิบัติหน้าที่ได้เยี่ยม เธอเป็นคนจากไหนเหรอ...? ” เจฟ ถามพลางดันตัวลุกขึ้นและปัดทรายออก “ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากประเทศขวาน... ‘ไทย’ ค่ะ ” เธอ พูดเสียงดังฟังชัดราวกับทหาร “ ดี... เอาล่ะทุกคน... คงรู้แล้วนะว่ามีหลายสิ่งที่เหนือความคาดหมายและเราไ ม่ควรประมาท ฉันขอให้ทุกคนพึงระลึกไว้เสมอว่า จงดูแลรักษาตนเองก่อนใครอื่นและหากเป็นไปได้ อย่ายอมเสี่ยงตายเพื่อช่วยคนอื่นหรือแม้กระทั่ง.... ฉัน ถ้ามันเสี่ยงต่อชีวิตของตนเอาล่ะทุกคนเดินตามฉันมาอย่างเงียบที่สุด.. ” เจฟพูดเบา ๆ ให้พอได้ยิน และเริ่มออกเดิน เขาหันไปมองกาลิสครู่นึงก่อนจะเดินต่อไป ตรงไปยังฐานของแวมไพร์และมนุษย์หมาป่าอย่างไม่เกรงกล ัว ณ ปราสาทบรานลอยฟ้า เวลา 9.00 น. ภายในห้องนอน เวด ราดูกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้นกลางห้องโดยมีวัตถุ กลมสีแดงลอยอยู่ตรงกับหน้าเขาพอดี ไอมารสีดำกระจายไปทั่วห้อง เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและมองวัตถุทรงกลมสีแดงอย่างพออกพอใจ “ สมกับที่เป็นวัตถุซับพลังมารอันดับต้น ๆ จริง ๆ.... อ่า.. คงได้เวลาไปสถานที่จริงแล้วสินะ... ” ราดูพูดกับเนตรโลหิตที่อยู่ในฝ่ามือและเก็บมัน ก่อนจะลอยตัวยืนขึ้นราวกับเทพก็มิปาน “ ตั้งแต่ฟื้นชีพมาดูเหมือนว่าเราจะขาดความเยือกเย็นแล ะความน่าเกรงขามไปมากเลยทีเดียว... เพราะเหตุใดกัน พักนี้ถึงได้รู้สึกถึงขุมพลังที่น่าเกรงกลัวอยู่บ่อย ๆ กันนะ... ” “ อรุณสวัสดิ์ยามเช้า จะออกไปเดินเล่นชมแสงตะวันกับข้าหน่อยมั๊ย..? ” เสียงของเค้านท์ แดร็กคูล่าดังขึ้นมาจากด้านหลังของราดู เขาเข้ามาในห้องโดยที่ราดูไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ทำให้ราดูส่งสายตาอย่างดูหมิ่นมาที่เขา ก่อนจะเริ่มพูด “ พี่... ไร้มรรยาทเสียจริง ๆ น่าหัวร่อเหลือเกิน... ท่านอย่าคิดว่าพวกเราไม่แพ้แสงอาทิตย์แล้วจะไปเดินชม นู่นชมนี่ตอนกลางวันได้นะ.... ” ราดูเอ็ด เค้านท์ แดร็กคูล่าพยักไหล่อย่างไร้เดียงสา ก่อนจะหันกลับไปอีกทาง และนิ่งไปครู่หนึ่ง “ ค่อยสมกับเป็นเจ้าขึ้นมาหน่อยนะ... กับฉายาว่า ผู้หนีแสง ไงล่ะ ” “ หึ..!! ข้าไม่มีเวลามาเล่นจ้ำจี้กับท่านหรอกนะ ข้ามีธุระนิดหน่อย ” ราดูกล่าวพลางเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เหล ียวหลัง “ ไม่สมกับเป็นเจ้าเลยนะ... ” เค้านท์ แดร็กคูล่ากล่าวหลังจากประตูห้องปิดลงไม่นาน “ ยังมีอีกหลายเรื่องเลยเชียวล่ะ ที่เจ้ายังไม่รู้ และจะไม่มีวันได้รู้อีกตลอดไป ฮะฮะฮะ.... ” เค้านท์ แดร็กคูล่ากล่าวกับความว่างเปล่าภายในห้องอย่างบ้าคล ั่ง เขาหมายถึงอะไรกันแน่....!? เวลา 9.05 น. ที่ทางฝั่งของโทยะและSaint อีก 40 คน แม้จะเดินทางเข้ามาในเมืองบลัดคอร์สเซนได้ 10 กว่านาทีแล้วแต่พวกเขาก็ยังไม่เจออะไรแปลกประหลาดเลย มันทำให้พวกเขากังวลเสียยิ่งกว่าอีก “ คุณโทยะครับ ผมว่าพวกเรากำลังเข้าไปใกล้จุดวงเวียนที่ 2 แล้วนะครับ ถ้าเราเลี้ยวซ้ายตรงนี้ เดินต่อไปอีกไม่ถึง 5 นาที เราก็คงจะได้เจอกับพวกแวมไพร์และหมาป่าอย่างแน่นอนคร ับผม” เสียงของจอร์จี้ดังมาจากข้างหลังเขา ตอนนี้จอร์จี้กำลังยุ่งอยู่แผนที่จนไม่ได้มองอย่างอื ่น “ เฮฟ นายคิดจะให้พวกเรามาตายกันหมดหรือไงนะ...? ดันแบ่งเราออกเป็นสองพวกแล้วให้ฉันมาทางที่พวกมันต้อ งการมาเป็นจุดแรกเสียด้วย ” โทยะบ่นเบา ๆ พลางเดินเลี้ยวซ้ายตรงทางข้างหน้าตามที่จอร์จี้แนะ แต่แล้วภาพที่เขาประจักษ์ก็คือ.... วิหารสีขาวที่งดงามล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้ ช่างตัดกับทิวทัศน์ในเมืองนี้เสียจริง ๆ “ นะ... นี่มัน... อะไรกันเนี้ย!!?? ” โทยะร้องเสียงหลง เพราะตกใจกับภาพที่อยู่เบื้องหน้า “ ยะ.. อย่างนี้นี่เอง... ฮ่า ๆ ว่าแล้ว... ท่านผู้นั้นจะต้องอยู่ที่นี่แน่ ๆ... ” อยู่ ๆ จอร์จี้ก็พึมพำขึ้นมา เขาถึงกับปล่อยแผนที่หลุดจากมือ และคุกเข่าลงกับพื้นพลางตัวสั่น “ อะไรกันเนี้ย... คุณรู้จักที่นี่เหรอ..? ” โทยะถามอย่างงง ๆ พลางก้มลงไปเก็บแผนที่มา “ ถ้าเดาไม่ผิด จุดนี้จะต้องเป็นจุดที่พวกแวมไพร์และมนุษย์หมาป่ายัง เข้ามาไม่ถึงสินะ งั้นพวกเราก็คาดการณ์ผิดที่ว่าจุดนี้น่าจะมีพวกมันอย ู่เกลื่อน อ่ะ..! ถ้างั้น..! ” โทยะดูแผนที่ พลางถึงกับตกใจเมื่อนึกได้ “ ตายล่ะสิ คุณจอร์จี้ครับ พวกเราต้องรีบไปช่วยเฮฟแล้วล่ะ ” “ ไม่จำเป็นหรอก... ถ้าท่านผู้นั้นยังอยู่ที่เมืองนี้ ท่านต้องไม่ยอมให้เจ้าหนูเฮฟเวนลี่ สู้กับ ซีเรียสแน่นอน ใช่.. ไม่อย่างแน่นอน... ” จอร์จี้หันมาพูด และลุกขึ้นยืนอย่างเนือย ๆ “ อะไรกันครับ... แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องไปช่วยเฮฟให้ได้ครับ... ” โทยะยืนกราน “ อย่าวุ่นวายไปหน่อยเลยน่า ในเมื่อมีท่านผู้นั้นอยู่ทั้งคน เจ้านั่นก็ปลอดภัยแล้วล่ะ ” “ แต่พวกแกสิ..... จะไม่ปลอดภัย ฮี่ ๆ ๆ ๆ ๆ.. . ” เสียงพูดที่เจ้าเล่ห์และน่ารังเกียจดังขึ้นเหนือหัวข องพวก Saint และโทยะ อ้า...!!! มันคือมนุษย์หมาป่าตนหนึ่ง ที่นั่งยองอยู่บนกำแพงอันหนึ่ง ส่วนพวกที่เหลือก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากมุมตึกและตรอกต่าง ๆ “ ไซ้แว้ว.. เจ้าหัวขาวนั่นบ่อยู่ พวกแกก็เสร็จพวกเฮาล่ะนะ ฮี้ ฮ่าๆๆ” เสียงกวนประสาทของมนุษย์หมาป่าตนหนึ่งดังขึ้น ทำเอาเหล่า Saint ทุกคนเตรียมอาวุธของตนพร้อมที่จะสู้ “ โอ้ว.... ยูจะสู้เหรอ... แต่ไอว่าก็เป็นได้แค่ก้อนเนื้อเท่านั้นแหละน่า ฮะ ฮะ... ” มนุษย์หมาป่าอีกตนที่ใส่ผ้าปิดตาข้างหนึ่งพูดกวน “ คะ คุณจอร์จี้ครับ... เห็นทีพวกเราจะตกที่นั่งลำบากซะแล้ว... ” โทยะพูดกับจอร์จี้ที่ทำท่าทางเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่ “ ผมว่าพวกเราถอยไปตั้งหลักในวิหารดีกว่า... ทุกคนไปตั้งหลักในวิหาร!!! ” สิ้นเสียงจอร์จี้ ก็เกิดความโกลาหลขึ้น พวกมนุษย์หมาป่ามองดูอย่างหิวโหยและค่อย ๆ เดินออกมารวมกันเป็นฝูง “ เปรี๊ยะ.... !! เปรี๊ยะ....!! ซ่า..!! ” เสียงบางสิ่งบางอย่างดังลั่นไปทั่วเมือง ต่อมาไม่นานก็เกิดม่านไฟฟ้าสีดำค่อย ๆ เข้าคืบคลานน่านฟ้าของเมืองบลัดคอร์สเซน ทุกคนมองดูมัน แต่โทยะก็ส่งเสียงให้พวก Saint รีบเข้าไปข้างในวิหารสีขาว พวกมนุษย์หมาป่ายังคงมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ “ ฮ่า...!! พวกเราดูสิ มันกำลังเริ่มแล้ว ทีนี้เราก็จะได้อาละวาดอย่างเต็มที่ล่ะนะ วะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ” มนุษย์หมาป่าตัวหัวหน้าที่นั่งอยู่บนกำแพงตะโกนลั่น ทำให้เหล่าลูกน้องฮึดสู้และเริ่มเคลื่อนไปยังวิหารสี ขาวอย่างช้า ๆ ทางด้านของเฮฟเวนลี่และSaintอีก 60 คน ในเวลาเดียวกัน ทางกลุ่มเฮฟที่แยกมาก็เร่งเดินทางอย่างรวดเร็ว ตอนนี้พวกเขาเข้าใกล้ทางวกวนที่จะนำไปสู่กางเขนนิรัน ดร์เต็มทีแล้ว แต่ปรากฏการณ์แปลกประหลาดบนท้องฟ้าได้ดึงดูดความสนใจ ของพวกเขาไว้ “ หา..! พวกเราดูสิ นั่นมันอะไรกัน ท้องฟ้ามืดไปหมดเลย... ” นักล่าแวมไพร์คนหนึ่งที่เพิ่งจะเห็นเบื้องบนเอ่ยขึ้น ปรากฏการณ์นี้เริ่มทำพวก Saint ตระหนก ความมืดเริ่มคืบคลานจนปกคลุมน่านฟ้าและบดบังแสงอาทิต ย์ของเมืองบลัดคอร์สเซนจนสิ้น “ ให้ตายสิ..! ทำไมข้าถึงไม่เอะใจเลยนะ ว่าพวกแวมไพร์ไม่สามารถจะสู้แสงอาทิตย์ได้ นั่นสิ... อาจจะเป็นสาเหตุที่พวกมันไม่ยอมออกมาขัดขวางพวกเราเล ย แต่ตอนนี้.... อ่ะ.. ” เฮฟครุ่นคิด ก่อนจะฉุกใจนึกขึ้นได้ถึงเรื่องสำคัญ “ ทุกคนครับ ขอให้ฟังคำสั่งจากผมนะครับ ในตอนนี้ขอให้ทุกคนหยิบอาวุธออกมาและร่ายคาถา Holy Enamel (คาถาเคลือบอาวุธให้มีรังศีศักดิ์สิทธิ์ : ใช้ปราบภูตผี,แวมไพร์) หวังว่าทุกคนทำได้นะครับ...” เฮฟเร่งสั่งการณ์ พวก Saint ไม่รอช้า รีบทำตามทันที เฮฟก็ถือหอกคู่กายอยู่เช่นกัน เริ่มท่องคาถาด้วย ไม่นานก็เกิดความสว่างออกมาจากกลุ่มพวกเขา มันเป็นแสงที่ออกมาจากอาวุธของแต่ละคน และเป็นเวลาเดียวกับที่พวกแวมไพร์บินเหนือน่านฟ้าพอด ิบพอดี และพวกที่หลบซ่อนอยู่ตามตึก ตามบ้านก็เริ่มปรากฏตัวออกมา พวกมันมาจากทุกด้าน และเริ่มประชิดล้อมพวกเขาไว้เป็นวงกลม “ ทุกคน!! เอาล่ะนะ นี่คือเวลาที่พวกเราจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันแล้ว ถ้าไม่กำจัดมัน มันก็จะกำจัดเรา ทุกคนลุย!!! ” เฮฟออกคำสั่งอย่างชัดเจน ทั้งสองฝั่งรู้โดยสัญชาตญาณ ต่างก็กรู่เข้าปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง....