| เอาหละ ขอเรียบเรียงความคิดก่อนนะ
อันดับแรก ฉันคือ ฟินิกซ์ lord knight แห่งเมือง พรอนเทร่า ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงองค์รักษ์
อันดับต่อมา ฉันถูกท้าทายโดย เจ้า พาลาดินงี่เง่าคนนึง ให้เปิดศึกหาสาว อื้มม.....
อันดับสาม แล้วทำไมตอนนี้ ฉันถึงต้องมาดูแล “ ยัยนี้ ” ด้วยนะ
ฟินิกซ์ บ่นกับตัวเอง พร้อมกับกุมหัว ด้านหลังรถม้า พลางมองไปยังเด็กสาวที่ นั่งแกว่งขาอย่าง อย่างอายๆ
เธอกำลังลองกินไอครีมอยู่ เธอค่อยๆ เลียมัน อย่างช้าๆ ทุกครั้งที่เธอเลียมัน เธอจะมีสีหน้าประหลาดใจ
“ แหม.... ท่าทางหนูเพิ่งจะเคยชิมไอครีมเป็นครั้งแรกสินะ จ๊ะ ” เจ้าหน้าที่ คาฟร้า ที่ขับรถม้า หันกลับมาถาม
เด็กสาวสะดุ้งโหยง จนไอครีมหลุดออกจากมือ จนเลอะเสื้อ กับหน้าของเธอไปหมด
ปัญหาก็คือ ไอครีมมันเป็นสีขาว แล้วไอ้สีขาวๆ ที่เป็นไอครีมเนี้ย มันเหมือนกับบางฉากในหนังสือสำหรับผู้ใหญ่จริงๆ
เล่นเอาฟินิกซ์แทบเอาหัวโขกกำแพงเพื่อเรียกสติตัวเอง
ใจเย็นไว้!! นั้นเป็น ไอครีม!! แล้วอีกอย่างนี้มันเด็ก 10 ขวบนะว้อยย!!
พรากผู้เยาว์!!!! มันคุกนะว้อยย!!!
หลังจากเรียกสติมาได้เขาก็หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดคราบ ไอครีมออก แล้วพยายามข่มเสียงตัวเองให้ปกติที่สุด
“ เอ้า เลอะหมดแล้วดูซิ ”
เด็กสาวทำหน้าบูดนิดๆ
“ เป็นคุณพ่อนี้ลำบากจริงๆ เลยนะค่ะ ” คาฟร้าหันกลับมาถาม
“ ก็บอกแล้วไงครับว่าผมไม่ใช่พ่อของเด็กคนนี้ครับ ” ฟินิกซ์ตอบอย่างเหนื่อยใจนิดๆ “ แต่ขอบคุณมากเลยนะครับที่ให้ติดรถม้าไปเมือง โคโมโดแบบนี้เนี่ย ”
คาฟร้าหัวเราะอย่างสดใสแล้วตอบฟินิกซ์ไปอย่างอารมณ์ด ี “ แหมไม่เป็นไรหรอกค่ะ ”
“ เออ พี่ชายค่ะ (โอนี่ซัง) ”
ไอ้คำพูดโมเอะสุดในรอบปีจากเด็กสาว โอ้วว ไม่เสียดายที่ได้เกิดมาจริงๆ รู้สึกเหมือนเป็นพระเอกในการ์ตูนที่มีน้องสาวคอยเรีย ก พี่ชาย (โอนี่ซัง) โอ้วว!! ไม่ใช่ว้อยยยยยยยยยย อ้ากกก
ฟินิกซ์ชักรู้สึกสับสนในชีวิตตัวเอง จนลงไปนอนดิ้นบนรถม้าอย่างปวดหัวสุดขีด
“ เรากำลังจะไปที่ไหนกันเหรอค่ะ ? ” เด็กสาวถามอย่างอยากรู้
“ อ้อ เมืองโคโมโดหน่ะ..... ” ฟินิกซ์พูดในขณะที่รถม้าค่อยๆ ผ่านถ้ำที่มืดมิดไป
“ โคโมโด? ” เด็กสาวทวนคำอย่างฉงน
“ เมืองที่อยู่ติดชายหาดหน่ะ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันและความบันเทิงมากมายเลย หละ ”
“ สีสัน....?? ”
“ นี้ไงหละ ” ฟินิกซ์ชี้ไปทางแสงสว่างที่เป็นทางออกของถ้ำ พอรถม้าค่อยๆ ออกมาจากถ้ำ เด็กสาวก็ได้เห็นเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสว่างแม้ว่าขณ ะนี้จะเป็นตอนกลางคืนก้ตามที
แสงสว่างเจิดจรัสไปทั่วเมืองจน แสงหลากสีทอประกายจากบ้านแต่ละหลัง คบไฟจำนวนมากถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ อย่างสวยงามเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน
นี้คงเป็นครั้งแรกสำหรับเด็กสาวคนนี้ที่ได้เห็นสีสัน ขนาดนี้ ดวงตาของเธอเป็นประกายเมื่อต้องกับแสงเหล่านั้น ฟินิกซ์พอเห็นอาการแบบนั้นก็อดที่จะยิ้มไม่ได้
รถม้าจอดลง ฟินิกซ์กล่าวขอบคุณคาฟร้าเล็กน้อย ส่วนเด็กสาวก็มองไปรอบๆ ทุกอย่างที่นี้ดูจะส่องประกายได้ทีเดียว
เขาถอนหายใจหน่อยๆ ยังไงตอนนี้มันก็จะมืด แต่ก็ไม่ได้ดึกมากนัก ยังมีเวลาที่จะให้เขาไปทำงานอยู่ แต่ว่าพอมองไปยังเด็กสาว
“ เอ้า..... ” ฟินิกซ์ยื่นมือไปให้กับเด็กสาวผมสีม่วง “ ไปกันเถอะ ”
ฟินิกซ์คิดว่าเรื่องงานนั้นเอาไว้ทำทีหลังก็คงไม่เป็ นไร พาเด็กคนนี้เที่ยวเมืองนี้เสียหน่อยก็คงไม่เลวทีเดีย ว
จะว่าไปแล้วที่ๆ ขึ้นชื่อของโคโมโดก็ต้องเป็น.... โรงละครสินะ อื้มมมม
ว่าแล้วเขาก็จูงมือ เด็กสาวเข้าไปดูละครใน โรงละคร ซึ่งวันนี้พอดีเหลือเกิน มีการแสดงรอบสุดท้ายให้ดูพอดี
ละครที่แสดง ก็คือ “ เทพสงคราม ”
โดยเนื้อเรื่องมีอยู่ว่า เด็กหนุ่มคนหนึ่งผู้ครอบครองดาบในตำนานและเป็นคนกอบก ู้รูนมิดกันได้ แต่อยู่มาวันหนึ่ง มีปิศาจตนหนึ่ง ได้มาต่อสู้จนกระทั่ง ดาบเล่มนั้นก็ได้แตกออกเป็น 6 ส่วน ประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ แสง และไร้ธาตุ ทำให้เขาต้องทำการรวบรวมชิ้นส่วนดาบทั้ง 6 ใหม่
ชิ้นส่วนแรก ดาบแห่งน้ำ มือสังหารสาวที่ทำงานให้พรอนเทร่า ถึงแม้ว่าปิศาจตนนั้นจะพยายามแย่งมาแต่ก็ไม่สามารถแย ่งมาได้
ชิ้นที่สอง ดาบแห่งสายลม ถูกครอบครองโดยนักเดินทางหน้าใหม่ ซึ่งต่อมาทุกคนรู้จักเขาในฐานะ นักดาบยศพิเศษแห่งเมืองพรอนเทร่า “วิงก์”
ชิ้นต่อมา ดาบไร้ธาตุ ดาบเล่มนี้ถูกซ่อนในพรอนเทร่า แต่ทว่าพวกเขามาช้าเกินไป ดาบเล่มนี้ถูกปิศาจตนนั้นพบเสียก่อน เขาได้ดึงดาบขึ้นมาแล้ว ดาบไร้ธาตุก็ซึมซับพลังความมืดของเขาไปจนกลายเป้นดาบ แห่งความมืด
เหตุการณ์นั้น ทุกคนยังจำได้ดี เมืองพรอนเทร่าพังพินาศไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
แต่ทว่า เทพสงคราม ก็ได้ต่อสู้กับมัน อย่างสุดความสามารถ น่าเสียดาย ที่โรคเก่าของเขา เริ่มกำเริบ เขาได้แลกชีวิตกับปิศาจตนนั้น
แต่ความสงบสุขไม่ได้กลับมาจริง..... ปิศาจตนนั้นยังรอดชีวิตกลับมา และเวลาเดียวกันเขาก็ได้ครอบครองดาบแห่งความมืดแล้ว
ดาบเล่มที่ 4 ดาบแห่งดิน หลังจากเกิดเหตุการณ์เศร้าต่างๆ นาๆ ดาบแห่งดินก็ปรากฏขึ้นโดยบังเอิญ และ อัศวินเงาแห่งพรอนเทร่า ได้ไปค้นพบมันในหมู่บ้านออค
แต่สิ่งที่เขาพบนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ดาบแห่งดิน แต่เขากลับพบกับ เทพสงครามที่ควรจะตายไปแล้ว
เขาถูกเทพสงครามแทงเขาที่ไหล่ จนตกลงไปที่แม่น้ำเกือบจะตายไปเสียแล้ว
ดาบเล่มที่ 5 ดาบแห่งไฟ…..
ฟินิกซ์ผู้ดูละคร เขาเองย่อมรู้ดีว่าละครเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงทั้งห มด ถึงแม้ว่าในละคร ชื่อของตัวละครเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนไปนิดๆหน่อยๆ แต่เขาก็รู้ดีว่า เรื่องราวเหล่านี้ได้เกิดขึ้นและ จบลงเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
........ ดาบแห่งไฟสินะ
เขาพูดกับตัวเองแล้วนั่งดูละครไปอย่างเงียบๆ
ดาบแห่งไฟถูกซ่อนอยู่ในทะเลทราย อัศวินแห่งไฟอยู่นะระหว่างการเดินทาง ได้ไปพบกับคนรักของเขาที่ตายไปแล้ว
แต่ทว่าคนรักของเขากลับกลายเป็น สัตว์ประหลาดไปเสียแล้ว เธอได้กลายเป็นมายา ผู้ดูแลรังมดที่ใหญ่ที่สุดในทะเลทราบ
ดาบแห่งเปลวไฟอยู่ในตัวเธอ เธอตัดสินใจจะมอบดาบแห่งเปลวไฟให้กับ อัศวินผู้นั้น แต่นั้นหมายถึงการที่ชีวิตของเธอจะต้องดาบสูญไปด้วย
อัศวินแห่งเปลวไฟนั้นจำจะต้องรับดาบมา พร้อมกับน้ำตา และต้องมองคนที่เขารักตายไปถึงสองครั้งด้วยกัน
เนื้อเรื่องเดินมาถึงตรงนี้ แม้จะมีบางส่วนที่ไม่ตรงกันบ้างแต่ว่า ก็มีส่วนหนึ่งที่ตรงกัน
‘ เขาต้องมองคนรักตายไปถึงสองครั้งด้วยกัน ’ คำพูดนี้ยังติดในหูเขา ภาพนั้นยังคงติดตาเขาอยู่แม้ว่ามันจะผ่านมาแล้วถึง 3 – 4 ปีก็ตามที
ภาพของหญิงสาวที่อยู่ในร่างครึ่งแมลง ที่แม้แต่จะยืนก็ยังยืนไม่ได้ด้วยซ้ำไป เธอเอามือของตัวเองควักลงไปในหน้าอกของเธอเอง แล้วดึงดาบเล่มยาว ที่มีลวดลายของเปลวไฟออกมา
“ ทำไม!! ” ตัวเขาในอดีตตะโกนแล้วเข้าไปประคองร่างนั้น “ ทำไมถึงไม่บอกฉันว่าเป็นเธอ!! ” เขาพูดพร้อมทั้งน้ำตาที่ไม่อาจหยุดได้
ครึ่งมนุษย์ครึ่งแมลงที่นอนอยู่ บัดนี้ร่างมนุษย์ของเธอนั้นชัดเจนและมีรูปร่างเหมือน กับที่เขาจำได้ทุกกระเบียนนิ้วเลยทีเดียว
“ .....ขอบใจนะ ” เธอพูดพลางเอามือลูบไล้ใบหน้าของฟินิกซ์ ปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินมากระทบมือของเธอ
ภาพในอดีตช่างชัดเจนและไม่อาจลบเลือนออกไปได้
นี้คือชะตากรรมของเขางั้นหรือ.......... เมื่อยามเด็ก เขาก็ต้องเสียงพี่สาวไป ต่อมาก็ต้องเสียคนรักไปครั้งแรก และครั้งที่สอง.....
น้ำตาของเขาไหลออกมา ถ้าหากคนทั่วไปมองก็คงนึกว่าคงเศร้าเพราะละครนี้แสดง ได้ซึ้งเหลือเกิน จนไม่มีใครรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของน้ำตาของเขา
และเขาเองก็ไม่ต้องการให้ใครรู้เช่นกัน
ละครยังคงดำเนินต่อไป
ดาบแห่งแสง ดาบเล่มนี้ถูกค้นพบโดยนักล่า เขาได้มันมาขณะที่ผจญภัยที่ถูเขาหิมะ แล้วก็ต้องเจอกับปิศาจผู้ครอบครองดาบแห่งความมืด
เมื่อความจริงเปิดเผย จริงๆ แล้ว ปิศาจตนนั้นและ นักล่าผู้นี้เคยเป็น เพื่อน ไม่สิ เป็นพี่น้องร่วมสาบานกันมาก่อน แต่พวกเขากลับหลงรัก ผู้หญิงคนเดียวกัน
พอผู้หญิงคนนั้นตายไป เป็นสาเหตุทำให้ปิศาจตนนั้นก้าวสู่ด้านมืดและโทษทุกอ ย่างที่ขวางหน้า
ดาบแห่งแสงปะทะดาบแห่งความมืด ผลการต่อสู้เป็นที่แน่นอน ดาบแห่งแสงได้พ่ายแพ้ต่อความมืด แต่ทว่า ปิศาจตนนั้นกลับไม่ลงมือสังหาร นักล่าผู้นั้น
เวลาเดียวกัน มีข่าวลือว่า มีคนเห็นเทพสงครามที่แถวๆ พาย่อน มือสังหารผู้ครอบครองดาบแห่งน้ำจึงออกไปตามหา และเธอก็ได้พบกับ เศษซากของหมู่บ้านแห่งสายลมที่สาบสูญ และยิ่งไปกว่านั้นเธอก็ยังพบกับอดีตของเทพสงคราม
จริงๆ แล้วเทพสงครามเป็นลูกครั้งระหว่างเผ่าสายลมและมนุษย์ ลักษณะเด่นของเผ่านี้ก็คือ เมื่อยามเด็กจะมีปีกและพอโตขึ้น ปีกนั้นจะหายไปเหลือแต่รอยสัก รูปปีกที่ด้านหลังเท่านั้น ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ถูกทำลายเพียงเพราะความเห็นแก่ตั วของมนุษย์เท่านั้น
หลังจากไปเยือนเศษซากของหมู่บ้านแห่งสายลมเสร็จ พอเธอกลับมาก็พบว่า จวนผู้ว่าของเมืองพาย่อนกำลังถูกเพลิงเผาอยู่
ข้างใน เธอได้พบกับเทพสงครามที่ควรจะตายไปแล้ว แต่ว่าเขาถูกกลับเปลี่ยนไปเป็นผีดิบ และอยู้ใต้การควบคุมของปิศาจตัวนั้น
ต่อจากพาย่อน ก็เป็นเมืองพรอนเทร่าอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเดินตรงผ่านเทหารนับพันไปอย่างไม่เกรงกลั วความตาย เพราะจริงๆ แล้วเขาก็ได้ตายไปแล้วนั้นเอง เขาตั้งใจจะฆ่า ราชาแห่งพรอนเทร่า แต่ก็ถูกขัดขวางโดยเหล่าเพื่อนๆ ของเขาเอง
ผู้ครอบครองดาบทั้ง 5 ต้องต่อสู้ กับเทพสงคราม ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ผีดิบ แต่ว่าฝีมือของพวกเขาก็ต่างกันจนเห็นได้ชัดเหลือเกิน
ในวินาทีหนึ่ง ความดีในตัวของเขา ก็ได้หยุดร่างผีดิบของตนเอาไว้ และจงใจสังหารตัวเองลง แต่ก่อนที่เขาจะตายได้เล่าถึงแผนการสุดท้ายของปิศาจใ ห้ฟัง
ปิศาจตัวนั้นกำลังลงไปยังใต้หานาฬิกายักษ์ ที่ อัลเดอร์บาลัน เพื่อปลุกปิศาจมังกรที่ว่ากันว่า เพียงแค่หัวของมัน ก็มีขนาดเทียบเท่าเมืองเลยทีเดียว
ผู้ครอบครองดาบทั้ง 5 ได้ตรงไปยัง อัลเดอร์บาลันให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ว่า มันก็สายไปเสียแล้ว มังกรตัวนั้นได้ตื่นขึ้นมาแล้ว
มังกรตัวนั้นออกอาละวาทและทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง แทบไม่มีใครสามารถหยุดมันได้ มีทางเดียวที่จะหยุดมันได้ ก็คือต้องรวมดาบ Ragnarok ทั้ง 6 เล่มให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันอีก แต่ทว่า ดาบเล่มที่ 6 นั้นกลับไปอยู่ในมือของปิศาจตนนั้นไปเสียแล้ว
ตอนนี้พวกเขามีดาบเพียงแค่ 5 เล่มเท่านั้น
พวกเขาถอยมาตั้งหลัก และกลับไปรวบรวมกำลังพลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พระราชาแห่งพรอนเทร่าได้อนุญาตให้ใช้อาวุธที่สืบทอดก ันมาของราชวงศ์ นั้นก็คือ เรือเหาะขนาดใหญ่ยักษ์สำหรับการต่อสู้ มันถูกซ่อนไว้ใต้ Arena ของเมือง Izlude
พวกเขารวบรวมกำลังรบให้ได้มากที่สุดและพาขึ้นเรือเหา ะ ไปเพื่อต่อสู้กับ มังกรตัวนั้น กำลังรบจากทั่วสารทิศมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็น นักธนู นักล่า นักรบ นักบวช โจร มือสังหาร อัศวิน อัลเคมิส
กำลังรบทั้งหมดรวมกันเพื่อต่อกรกับมังกร แม้จะสูสีกันก็จริง แต่มันก็ไม่ช่วยทำให้ชนะได้
ยังไงเสีย ทางเดียวที่จะชนะได้ก็คือต้องไปชิงดาบเล่มที่ 6 มาและหลอมดาบทั้ง 6 ให้กลับไปเป็นดาบRagnarok ให้ได้
เมื่อคิดเช่นนั้น ผู้ครอบครองดาบทั้ง 5 ก็ได้รับความไว้วางใจจากคนทั่วรูนมิดกันด์ให้ไปชิงดา บเล่มสุดท้ายมา
พวกเขาตรงเข้าไปหาปิศาจผู้บงการมังกรยักษ์ ไว้ และต่อสู้ห่ำหั่นกับมัน
แม้จะมี ดาบ 5 เล่ม ก็ไม่อาจเอาชนะดาบเล่มที่ 6 ดาบแห่งความมืดได้
ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้นเอง โพริ่งตัวน้อย ของผู้ครอบครองดาบธาตุลม ก็ วิวัฒนาการ กางปีกสีขาวอันใหญ่ออกมา
จากโพริ่งตัวเล็ก กลายเป็น แองเจอลิง ในพริบตา
ว่ากันว่า แองเจอร์ลิ่ง มีพลังในการนำเอาวิญญาณคนตายกลับมาได้ และวิญญาณที่มันเอากลับมานั้นก็คือ
เทพสงคราม.......
เขากลับมาแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้มีปีกสีดำอีกแล้ว แต่กลับมีปีกสีขาวราวกับเทพ
เขาเอาชนะปิศาจตัวนั้น และแย่งเอาดาบกลับมาจนได้ แต่ว่า การที่จะนำเอาดาบเล่มที่ 6 ที่เป็นธาตุมืดไปหลอมรวมนั้น มันเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น เขาจึงจะต้องใช้วิญญาณตัวเองแทนดาบ เล่มที่ 6
เดิมทีเขาก็ตายไปอยู่แล้ว นั้นหมายความว่าเขาไม่มีร่างกายให้กลับไปแล้ว ทว่าการกระทำแบบนี้จะต้องทำให้เขาสูญเสียวิญญาณไปด้ว ย
จะไม่มีทั้งร่างกาย และ วิญญาณ หลงเหลืออีกต่อไป
แต่เขาไม่เสียใจที่จะทำเช่นนั้น
เขาหลอมรวมดาบ ทั้ง 5 ไปพร้อมๆ กับวิญญาณของตัวเขาเอง
และแล้วดาบ Ragnarok ก็กลับมา และพวกเขาก็ใช้ดาบเล่มนั้น สังหารมังกรยักษ์ และนำความสงบสุขกลับคืนมาสู่รูนมิดกันด์
ละครปิดม่านลง ช่างเป็นละครที่ยาวนานเสียเหลือเกิน แต่ว่าก็ทั้งสนุกและเศร้า ฟินิกซ์ปรบมือให้กับละครที่จบไป
เด็กสาวที่นั่งข้างเขาก็เช่นกัน เธอปรบมือให้กับละครนั้นอย่างประทับใจ
“ เป็นไงสนุกดีไหม ” ฟินิกซ์ถาม
“ ค่ะ ” เด็กสาวตอบอย่างสนุกสนาน ก่อนจะถามกลับไป “ ละครเรื่องนี้ทำมาจากเรื่องจริงเหรอค่ะ ? ”
ฟินิกซ์พยักตอบ
” งั้นก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากเลยนะค่ะ...... ” เด็กสาวพูดพลางแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
“ ใช่......... ” ฟินิกซ์รับคำพลางลูบหัวเด็กสาวเบาๆ
“ ถึงแม้ว่าจะปกป้องหลายสิ่งหลายอย่างได้ก็ตามที แต่ว่าเวลาเดียวกันก็สูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างไปเหมื อนกัน ”
เด็กหนุ่มชี้ให้เด็กสาวมองรอบๆ ตัวเธอ
แสงสว่างระยิบระยับ ผู้คนที่ยิ้มให้แก่กัน ผู้คนที่ร้องไห้ให้กัน เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน วันคืนอันแสนสงบ
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาปกป้อง คงไม่อาจพูดได้ว่ามันคุ้มค่า แต่ก็บอกได้อย่างชัดเจน มันว่าไม่สูญเปล่า
การตายไปของZx ที่ต้องสละทั้งร่างกายและวิญญาณ การตายไปของคนรักของเขา......
“ จะว่าไปแล้วนี้มันก็ดึกแล้วเหะ....... ” ฟินิกซ์พูดราวกับพึ่งนึกขึ้นได้
“ ค่ะ....... ” เด็กสาวพยักหน้ารับ ในขณะที่เด็กหนุ่มได้แต่มองซ้ายมองขวา หาที่พัก
บ้านพักเล็กๆ สบายๆ สำหรับนักท่องเที่ยวถูกจัดเตรียมให้กับเขา และเนื่องจากงบประมาณอันน้อยนิด
ฟินิกซ์จึงไม่มีทางเลือกมากนักที่จะต้องเลือกห้องเดี ่ยว ที่มีเตียงเดียวขนาดเล็กๆ เพื่อพักนอน
อันที่จริง เขานอนกลางทรายจนชินอยู่แล้ว แต่ครั้นจะให้เด็กสาวมานอนในที่ลำบากๆ ด้วยก็ยังไงๆ อยู่
เลยต้องเจียดเงินเดือนที่มีมาใช้อย่างระวัง
พูดก็พูดเหอะ องค์รักษ์ฝ่ายขวา ฟังซะหรูหรา แต่ไหงเงินเดือนมันน้อยนักก็ไม่รู้..........
และด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ เขาจึงตัดสินใจว่าจะนอนพื้นและให้เด็กสาวผมสีม่วงนอน บนเตียง
แต่ว่า.......
“ หนูกลัว.... ” เด็กสาวผมสีม่วง พูดด้วยเสียงที่สั่นด้วยความหวาดๆ อีกทั้งยังเกาะแขนเสื้อของฟินิกซ์ไม่ปล่อยอีก
แล้วไหนจะดวงตาที่อ้อนวอน แบบเด็กๆ ทำให้ฟินิกซ์รู้สึกหนักใจอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พยายามอธิบาย
“ ฟังนะหนู พี่แค่ลงมานอนข้างล่างเอง ไม่ได้ทิ้งหนูไปไหนหรอก แล้วเตียงนี้มันก็แคบน่าดูเลย คงนอนกันสองคนไม่ได้ ”
แต่เด็กน้อยส่ายหน้าแล้วยืนกรานคำเดิม
“ หนูกลัว......... ”
มันจะอะไรกันนักกันหนา ว้า!!!!!!!!!!!! แล้วไอ้สายตาแบบลูกหมาที่จะถูกทิ้งนั้นมันหมายความว่ าไงฟ่ะ!!
ตรูจะบ้า!!
ถึงจะคิดแบบนั้นก็เหอะ แต่พอมองไปยังเด็กสาวก็โกรธไม่ลงซะงั้น
แรงแขนน้อยๆ ที่ดึงชายเสื้อของเด็กหนุ่ม ยิ่งทำให้เขาใจอ่อน จนยอมตกลงจนได้
ถึงนี้จะมืดแล้วก็เหอะ แต่สำหรับเมือง Comodo นี้ มันกลับสว่างไสว ราวกับเป็นตอนกลางวัน
แสงสีที่ถูกสร้างขึ้นมา และประดับประดาไปทั่ว จนเรียกได้ว่า เมืองนี้คือเมืองที่ไม่เคยหลับ
ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะนอนข้างๆ เด็กน้อยคนนี้จนกระทั่งเธอหลับแล้วค่อย หลบลงไปนอนบนพื้นแต่ แต่ว่าเขาก็คิดผิด
เพราะเว่าเด็กสาวหลับไปทั้งๆ ที่กอดแขนของเขาอยู่ เขาพยายามจะดึงเธอออกอยู่พักนึง แต่ว่ามันก็ไม่เป็นผลเท่าไหร
หลังจากความพยายามอยู่ซักพักเขาก็ตัดใจแล้วปล่อยให้เ ด็กสาวนอนกอดแขนเขา ส่วนตัวเขาที่ยังไม่ค่อยง่วงเท่าไหรก็ได้แต่มองออกไป นอกหน้าต่างของเมือง Comodo
ต้องพูดว่า สมกับเป็นเมืองแห่งแสงสีสินะ แม้ว่าจะมืดค่ำเท่าไหรแล้วก็ตามที่นี้ก็ยังส่องสว่าง อีกทั้ง ยังมีเพลงจากโรงละครดังมาเนืองๆ ให้ได้ยินอีก
หาดสายที่สะท้อนแสงสีแดงอ่อนๆ กับท้องฟ้าสีดำที่ไร้ดวงดาว ก็เป็นทิวทัศน์ที่ยากจะได้หามองจริงๆ
และที่สำคัญที่สุด......
สาวๆ แถวนี้ สุดยอดดดดดดดด!!!!
แม้แต่คาฟร้า ยังเปลี่ยนเครื่องแบบเพื่อให้เข้ากับเมืองเขตร้อนแบบ นี้ ต้องบอกได้ว่า สุดยอดจริงๆๆ โอ้วว!!
แถมที่นี้เ พวก Dancer มือใหม่เยอะ อีก เรียกได้ว่าเมืองแห่งสาวๆ เลย !!
เป็นสถานที่ๆ เหมาะแก่การหา สาวๆ ไปเต้นรำในงานเสียเหลือเกิน
แต่ว่า กลับต้องมาอยู่กับเด็กคนนี้นี่สิ.........
ฟินิกซ์ที่จู่ๆ อารมณ์เสีย หันไปมองเด็กน้อยที่มีผมสีม่วง ซึ่งนอนหลับไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ราว เลย
“จะโกรธก็โกรธไม่ลงนี้สิ ลำบากใจ เหะ.........”
ฟินิกซ์บ่นกับตัวเองเบาๆ
ซักพักเขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง จะว่าไปวันนี้เขาถอนหายใจบ่อยเหลือเกิน แต่ให้ทำไงได้หละนะ เรื่องไม่คาดฝันมันเยอะกว่าที่คิดนี่นะ
อื้มม...... “เสียงระฆังของวิหารแห่งเมืองสีขาวเมื่อยามตะวันลับข อบฟ้า ให้ราตรีเข้ามาแทนที่”
เสียงเพลงเบาๆ ลอยละล่องมากระทบหูของเขา ทำให้เขาเลื่อนสายตามองออกไปที่ชายหาด
หญิงสาวในอาภรสีขาว กำลังขับขานเสียงเพลงอยู่ ที่ริมหาด
แสงสะท้อนจากไฟ ทำให้ตัวเธอด็เด่นขึ้นมา เธอร้องเพลงพร้อมๆ กับเคลื่อนไหวไปตามจังหว่ะของเสียงเพลง “ดวงจันทร์ที่เหนือฟากฟ้าทอประกายแสงราวกับไข่ม ุก เจิดจรัสเหนือฟากฟ้า
มีเพียงแค่หยาดน้ำตาดวงน้อยที่ลงมากระทบกับพื้น “ เราคือผู้หลงทาง ”
แต่จงอย่าร้องไห้ไปเลย เปลี่ยนน้ำตาของเจ้าให้เป็นบทเพลง แล้วร้องไปด้วยกันเถอะ”
ฟินิกซ์ไปอาจละสายตาไปจากเธอได้แม้แต่วินาทีเดียว
เพราะอะไรหละ........
เพราะเสียงเพลง....?
เพราะท่วงท่าของเธอ ?
หรือเพราะเธอเป็นผู้หญิงที่สวยงามคนนึง ?
ไม่ใช่..........
วินาทีที่เขากำลังจะหาคำตอบให้กับตัวเองอยู่นั้นเอง สตรีนางนั้น ก็หมุนตัวตามจังหว่ะเพลงมา “ Just Sing With me & Smile to me “
ทั้งสองคนสบตากันและ กัน สตรีนางนั้น ยิ้มให้กับฟินิกซ์อย่างอ่อนโยน
แม้ระยะทาง ของทั้งสองจะไกลจากกันซักหน่อย
แต่ฟินิกซ์ก็แน่ใจว่า สตรีนางนั้นเป็นใครกัน..........
เขาเรียกชื่อเธอไปอย่างเลื่อนลอย...... “ Yu……..ko ? ”
__________________
คนดีนะเหรอ........... ฉันเลิกเป็นไปแล้วหละ
เพราะอะไรนะเหรอ ?
เพราะที่โลกแห่งนี้ไม่มีใครต้องการไงหละ
|