| เฮลโล ใกล้จะหมดปีแล้ว ขอให้มีความสุขกันทุกคนนะครับ
ว่าแต่ผมตามบอร์ดไม่ทันแว้ว หายไปเสียนาน นิยายก็ไม่ค่อยได้แต่ง
เฮ้อ พอดีเพิ่งสอบเสร็จครับ งั้นเราจะรออะไรมาต่อบทที่ 11 กันครับ
--------------------------------------------- Chapter XI: Destiny Move บทที่ 11 : ชะตากรรมเคลื่อนไหว วันก่อนศึก Blood Crossen ณ คฤหาสน์ตระกูลเทปัส เวลา 18.00 น. .... ตอนนี้ทุกคนนั่งพร้อมหน้ากันที่ห้องรับแขก หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเมื่อ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา พวกเขาพูดเถียงไปเถียงมา ผ่านไปครู่หนึ่ง อลูคาร์ด ยกมือขึ้นสั่งให้ทุกคนเงียบ และ.. เอาล่ะ... ข้าเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว และข้าอยากรู้ว่าทำไม เจ้าถึงมีพลังที่น่ากลัวเยี่ยงนั้นแฝงอยู่.. อลูคาร์ด กล่าว พลางคิดบางสิ่งบางอย่าง ข้าก็ไม่ทร... ข้าไม่ได้ถามเจ้า ลู แต่ข้าอยากรู้จากปากของท่านเทพชะตาลิขิตมากกว่า.. หือ ท่านว่าไงล่ะ..? อลูคาร์ด พูดขัด ลู ต่อมาเขาก็หันหน้าไปมอง โซมะ ครูส อืม.. เรื่องมันเริ่มมาจาก เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ----------------------------------- อา... ข้ารู้สึกถึงมัน... Ioraกำลังจะทำการบางอย่างแต่มันอะไรกันล่ะ... ? สเกร์ลีออน เจ้าจงไปสืบเรื่องให้ข้า เสียงที่น่ากลัวประดุจปีศาจจากนรกขุมลึกสุด สั่งการ ครับ ท่านผู้ยิ่งใหญ่..!!ว่าแต่...? มีทางเลือกหนึ่ง สหาย เจ้าเทวดาไร้เงานั่น ถ้าเจ้าโชคดี มันก็จะช่วยพวกเรา จงไป สหายข้า เสี้ยววินาทีต่อมา ร่างของสเกร์ลีออน ก็อาบไปด้วยไฟ และกระโจนสูงหายลับไปในความมืดมิด ปล่อยให้ Vedoraเฝ้ารอในถ้ำส่วนที่ลึกที่สุดของนรก ที่ ๆ ไม่มีแสงใด ๆ จะเล็ดลอดเข้ามาได้ ไม่มีอากาศ ไม่มีน้ำ และปราศจากสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ร่างของ ซาตาน ถูกผนึกเป็นชิ้นส่วนเดียวกันกับถ้ำ และรอคอยเวลามานับ หมื่น ๆ ปีร่างกายของเขาผอมแห้งจนหนังติดกระดูก และดูเหมือนไฟที่เคยลุกท่วมร่างกายเขาจะมอดจนไม่เหลื อประกาย ทางฝ่ายของสเกร์ลีออน ที่สามารถแปลงกลายเป็นราชสีห์ได้นั้น ก็กระโจนมาหยุดอยู่หน้าปราสาทที่อยู่สูงเหนือหมู่เมฆ บนท้องฟ้า อา.. แฮ่... กรรซซซ... โฮ่... เขาส่งเสียงคำรามดังลั่นไปทั่ว ทำเอาปราสาทที่ใหญ่โต ถึงกลับสั่นสะเทือน ใครกันมาส่งเสียงอยู่หน้าที่พำนักแห่งเทพมีประสงค์อันใดก็จงมาแถลงแก่ข้า..!! เทวยามเอ่ยขึ้น แฮ่... กรรซ ข้า.. ขอ.. เข้าไป...หานาย....ของ...เจ้า สเกร์ลีออนตอบ พลางกระโจนมาหยุดอยู่หน้าเทวยามอย่างไม่บอกกล่าว ก่อนจะแปลงกายกลับเป็นร่างมารที่ยืน 2 ขาเช่นเดิม เทวยามมองไล่ตั้งแต่เท้าจรดศีรษะ และชะงักนิดหน่อยเมื่อมองถึงหน้า เขาค่อย ๆ เดินถอยหลังอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเคาะด้านคมกลับหอก 3 ครั้ง เสี้ยววินาทีต่อมาประตูรั้วขนาดใหญ่ก็เปิดออก สเกร์ลีออนรีบเดินโผงเข้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกลายเป็นไฟกระโจนเข้าไปทางหน้าต่างที่สวยงามหร ูหราบานหนึ่ง ครู่ต่อมาเขาก็มายืนอยู่เบื้องหลังของชายคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยุ่งอยู่กลับหนังสือเก่า ๆ และกองกระดาษกองใหญ่ ดูจากการแต่งกายก็รู้ได้ว่าเขาต้องเป็นเทพเจ้าชั้นสู งอย่างแน่นอน สเกร์ลีออนเดินตรงเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัว เมื่อเขาเดินไปจุดใดร่างที่ร้อนระอุของเขาค่อย ๆ เผาเศษกระดาษที่อยู่เกลื่อนตามพื้น อืม.. ข้าไม่ค่อยแน่ใจเท่าใดหรอกนะ ว่าสิ่งที่เจ้าทำลงไปกับจารึกความรู้ของข้า มันจะช่วยให้ข้าเชื่อว่าเจ้ามาขอร้องข้านะสหาย เมื่อกล่าวจบ เขาก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากกองกระดาษ และหันมาเผชิญหน้ากับสเกร์ลีออน เขาจ้องมองปาดเดียวจากหัวถึงเท้า ก่อนจะวางเศษกระดาษกับหนังสือในมือลงบนโต๊ะ และเก็บแว่นตาข้างเดียวเข้ากระเป๋า ก่อนจะหันมามองผู้มาเยือนอย่างเปิดเผย ดูเขาเหมือนคนอายุ 70 ปี เห็นจะได้ แต่เขาเป็นเทพเจ้าซึ่งอยู่มาหลายพันหลายหมื่นปีแล้ว ใบหน้าของเขาซูบตอบ คิ้วสีขาวโค้งแบบผู้รอบรู้ หนวดและเคราสีขาวยาวเฟื้อย นัยน์ตาสีเขียวอ่อน ใส่ชุดสีดำสบาย ๆ พร้อมผ้าคลุมสีเขียวอ่อนทอประกาย เนื้อผ้าอย่างดีเท่าที่สวรรค์จะมีให้ สเกร์ลีออนเมื่อเผชิญหน้าเขาเข้าจัง ๆ ก็ถึงกับนิ่งไปยกใหญ่ ดั่งที่ว่า คนแก่มักความจำเลอะเลือน ใช่ มันก็เกิดกับสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งในจักรวาลไม่เว้นแม้แ ต่เทพ งั้นช่วยบอกข้าหน่อยเถอะสหาย ว่าเจ้ามีนามว่าอันใด ? เทพผู้ชราภาพถามอย่างสุภาพแต่แฝงด้วยความน่าเกรงขาม เอ่อ.. ข้าว่า ท่านยังไม่เคยรู้จักข้ามากกว่ากระมัง ข้า สเกร์ลีออนผู้ยืนหยัดเพียงเพื่อความยิ่งใหญ่ของท่านผู้เป็นบุตร แห่งทุกภพ สเกร์ลีออนตอบกลับอย่างเกร็ง ๆ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเขาต้องมาขอร้องเพื่อการหวนคืนของซ าตาน เขาคงจะฆ่าเทพผู้ปราศจากการป้องกันตัวเยี่ยงนี้ไปเสี ยแล้ว ไม่น่าเชื่อ... แต่ก็เป็นเรื่องจริง Vedora อืม ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คนอย่างข้าจะมีสิทธิ์เป็นอานะ งั้น.. มีสิ่งใดจะให้ข้าช่วยเหลือกระนั้นเหรอ ? ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ปราถนาเพียงความช่วยเหลือสักครั้งในชีวิตของผู้เป็นอ าเยี่ยงท่าน เทพผู้ไร้เงา ไม่เลย สหาย คำ ๆ นั้นไม่เหมาะกับเทพผู้อ่อนระโหยโรยแรงเกินกว่าจะส่งข ่าวได้เยี่ยงก่อนแล้ว เอาเป็นว่า ท่านต้องการข่าวสารอะไรอย่างนั้นหรือ..? งั้นข้าไม่อ้อมค้อมล่ะนะ ท่านผู้ยิ่งใหญ่ต้องการทราบว่า Iora กำลังดำเนินการสิ่งใดอยู่ ไม่ยากเลยในการที่จะตอบ สหาย แต่มันกับทำให้คนแก่ ๆ อย่างข้าประหลาดใจมากกว่าว่าระหว่าง Iora กับ Vedora ต้องการจะเล่นเกมอะไรกันแน่... สำหรับสิ่งที่ข้าจะบอกเจ้านั้นเป็นความลับยิ่งใหญ่มา ก Iora ได้เดินทางมาพบข้าด้วยตนเองเพื่อสิ่งที่น่าขนลุกขนพอ งมาก มันคือ วิธีการสร้างโอรสลิขิตซึ่งเป็นหนึ่งในจารึกต้องห้ามฉบับสวรรค์ที่แม้แต่ข้า ก็ยังไม่กล้าเล่นด้วย
. เขากล่าวมาเพียงแค่นี้เหรอ สหายข้า ใช่ขอรับ เขาบอกว่าเขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก แต่เขาก็ให้หนังสือเก่า ๆ ข้ามาเล่มหนึ่ง เอาให้ข้า สหาย อืม แปลก ไม่มีชื่อหนังสือ แต่มันคงมีประโยชน์ต่อการหวนคืนของข้าไม่น้อยแน่ ๆฮ่า ฮ่า ฮ่า ----------------------------------- เรื่องมันก็มีแค่นี้แหละ ซึ่งข้ากับอลิซาเบ็ธก็ขาดไม่ถึงเช่นกัน เราสองคนเดาว่า ไม่ ลูซิเฟล ก็ เฮฟเวนลี่ คนใดคนหนึ่ง ต้องเป็นโอรสลิขิต อย่างแน่นอน ส่วนพลังของลูซิเฟลก็คงจะมาจากพลังที่ขัดแย้งกันเองภ ายในร่างของเขา เพราะเทพกับมาร มิอาจอยู่ร่วมยังไงล่ะ เมื่อโซมะ ครูส เล่าจบ อลูคาร์ด ก็ลุกขึ้นยืนและเดินไปริมหน้าต่าง เขาเหม่อมองออกไปในท้องฟ้าที่มืดลงเรื่อย ๆ ก่อนจะกล่าวลอย ๆ อย่างแค้นใจว่า ช่างน่าเจ็บใจเกมระหว่างเทพกับมาร เหตุใดจึงชักจูงผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เข้าไปยุ่งเกี่ ยวด้วยนะ
ต่อเลยครับ แต่งสด ๆ ร้อน ๆ ชดจากการห่างหายไปนาน อิอิ
-------------------------------------------------- ณ แคมป์ของเหล่า Saint กลางทะเลทราย เวลา 18.10 น. .... “ เฮฟ นายรู้สึกอย่างไรบ้าง..!? ” เสียงอันหวาดหวั่นดังลั่นไปทุกอณูทั่วประสาทหูของเฮฟ เวนลี่ ตาของเขายังรนรานกวาดไปทั่วห้อง ทั้ง ๆ ที่มันยังมองไม่ชัดและรู้สึกทรมานเมื่อขยับ “ ที่...นี่... ที่ไห..น.. ? ” เขาค่อย ๆ ขยับริมฝีปากแต่กลับไม่มีเสียงผ่านออกมา “ เอ๊า.. ดื่มนี่ซักนิด มันช่วยได้มากนะ.. ” เสียงของโทยะดั่งราวกับภูเขาไฟปะทุแต่เขาก็ไม่ทำให้ห ูของเขาเป็นอะไร โทยะค่อย ๆ พยุงตัวเขาให้ขึ้นมานั่ง และ เอาน้ำสีฟ้าใสให้เขาดื่ม เฮฟ ดื่มรวดเดียวจนหมด เขากลืนมันลงไป แต่มันทำให้คอเขาเหมือนจะระเบิดออก “ อ้ากกกกกกซซซ!!!! ” เฮฟ ตะโกนสุดกำลังเพื่อปลดปล่อยความเจ็บปวด แต่กลับไม่มีเสียงออกมาอีกเช่นเคย เขาเริ่มมองไปรอบทิศด้วยสายตาที่พร่ามัว พลางยกมือที่หนักอึ้งราวกับต้นไม้ขึ้นมาวางบนบ่าของโ ทยะ “ นายเป็นอะไรกันแน่? ทำไมดูแปลก ๆ ไป ตอบฉันมาซิ! ” เอาอีกแล้ว แต่คราวนี้มันดั่งยิ่งกว่าครั้งก่อน ราวกับว่าปฐพีสะเทือนไปทั่ว แต่เขาก็ไม่ยักจะเจ็บหูสักนิด “ ข้า... ไ....ม่.. รู้... ” เสียงที่แหบแห้งของเฮฟลอดผ่านช่องคอออกมา โทยะเริ่มกังวลใจ พลางเอาผ้ามาประคบหน้าเฮฟ ผ้ายังไม่ทันจะแตะโดนหน้าผากก็เกิดไอเย็นเฉียบไหลผ่า นมาสู่ตัวเขา ทำให้ผ้าหลุดออกจากมือและลุกไหม้หายไปทันที “ ชักจะไม่ดีแล้วแหะ นายจะมาเป็นอะไรวันนี้ไม่ได้นะ เพราะพรุ่งนี้พวกเราต้องพึ่งกำลังของนายในการต่อสู้ก ับเหล่าแวมไพร์และหมาป่า ” โทยะ พูดเตือนสติเฮฟ เสียงของโทยะเริ่มเบาลงและบิดเบี้ยวฟังไม่ได้ศัพท์ แต่จู่ ๆ ตาของเขาก็เริ่มชัดเจนขึ้น ชัดขึ้น ราวกับจะมองทะลุทุกอณูของร่างกายโทยะได้ “ ฉั..น.. ระ... รู้. .. พา.. ฉะ..ฉัน. ไป.. ขา.. ข้าง...นะ..นอก..ที ” เสียงที่ต้องใช้ความพยายามมากดิ้นรนออกมาจากปากของเข าอีกครั้ง โทยะพยักหน้าและพยุงตัวเขาเดินออกไปข้างนอกเต้นท์ บรรยากาศข้างนอกเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย บ้างก็ตั้งวงเหล้า บ้างขนของไปนู่นทีนี่ที บ้างนั่งอ่านหนังสือ บ้างฝึกต่อสู้กัน โทยะพาเฮฟเดินหลีกฝูงชนจนออกมาจากบริเวณที่ตั้งแคมป์ ได้ในที่สุด โทยะพยุงเฮฟและตะเกียกตะกายจนขึ้นมายืนบนยอดเนินทราย ที่มีต้นมะพร้าวตั้งตะหง่านอยู่ “ นั่นไง... ถ้าเจ้าเห็นแสงไฟตรงนั้น นั่นแหละพวกแวมไพร์และมนุษย์หมาป่าล่ะ สงสัยจริงว่าพวกมันทำอะไรกันอยู่..?” โทยะ กล่าวพลางชี้ไปที่จุดที่อยู่ห่างจากตัวเมืองฝั่งตรงข ้ามกลับพวกเขาราว 600 เมตร เฮฟคิดว่าเขาคงจะเห็นมันได้ไม่มากไปกว่าโทยะเลย แต่เมื่อของมองไปยังทางนั้น เขากลับมองเห็นราวกับใช้กล้องส่องทางไกลคุณภาพดีที่ส ุด เขาเห็นพวกมนุษย์ที่กำลังต่อสู้กัน(ซึ่งจริง ๆ คือมนุษย์หมาป่า)และพวกแวมไพร์ที่บ้างก็เดินไปมา อ่านตำราเวทย์และอีกราว ๆ 7 – 8 ตน ที่ลาดตระเวนเหนือบริเวณที่ตั้งของพวกมัน ชั่ววินาทีต่อมาเฮฟก็เหลือบไปเห็นแวมไพร์ที่ดูสง่ากว ่าตัวอื่น ๆ กำลังสั่งการพวกลูกน้อง 3 ตนที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า เฮฟ คิดในใจว่าอยากได้ยินสิ่งที่พวกมันพูดกัน พลันก็เหมือนกับหูจะรับรู้ถึงความต้องการของเขา เขาค่อย ๆ ได้ยินเสียงชัดขึ้น ชัดขึ้นและในจุดที่เหมือนกับเขาไปยืนฟังอยู่ด้วย เขาก็ได้ยินว่า “ พวกเจ้าจงระวังอย่าให้มันเสียหายเด็ดขาด ข้ามีลูกเล่นมากมายสำหรับสิ่งนั้นโดยเฉพาะ และหวังว่าพวกเจ้าคงจะสอนวิธีการให้เหล่าลูกน้องรับร ู้แล้วล่ะนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าชักได้กลิ่นความตายขึ้นมาแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” เสียงที่บ้าคลั่งดังกังวานอย่างชัดเจน เฮฟถึงกลับขนพองขึ้นมาทันที และอยากจะเห็นหน้าเจ้าของเสียงเหลือเกิน เขาพยายามเค้นดวงตาให้มองชัดขึ้นอีกครั้ง แต่มันทำให้สมองเขาเกือบแยกเป็น 2 เสี่ยง เขาทรุดลงไปนั่ง โทยะเห็นท่าไม่ดีจึงพยุงเขาจะพากลับเต้นท์ แต่เฮฟโบกมือส่งสัญญาณว่าไม่เป็นไร เฮฟพยุงตัวขึ้นและพยายามมองอีกครั้ง คราวนี้มันได้ผล เขาเห็นใบหน้าของชายผู้หนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และ บ้าเลือด ขายคนนั้นค่อย ๆ เดินกลับไปที่เต้นท์พลางเอานิ้วสอดเข้าไปในคอเสื้อเพ ื่อหยิบสร้อยเส้นหนึ่งที่ดูเก่าแก่และสวยงามมาก เขาพรึมพรำกับสร้อยแต่เฮฟกลับไม่ได้ยิน จากนั้นชายผู้นั้นก็หายไปในเต้นท์และเฮฟก็ทรุดลงอีกค รั้ง
__________________ ~เชิญอ่านนิยายที่ผมแต่งได้นะครับ~ Castlevania : Symphony Of Newworld ข้อมูลปัจจุบัน ยอดอ่าน&ผู้เข้าชม = ประมาณ 4,300 ระยะเวลาที่แต่ง = 4-5 ปี จำนวนบท =13 บท
.. ต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาโดยตล อดครับ ..
แก้ไขโดย arx-lucifer : 30 Dec 2007 เวลา 13:02.
เหตุผล: รวมโพสอัตโนมัติ
|