มาเสริมเติมแต่งหน่อยนะครับ (ไม่มีรูปนะครับ ขอประทานโทษด้วย)
จากเว็บพี่โซนิค ซึ่งตอนนี้ย้ายที่ทำการใหม่แล้วครับ คือ
www.mythland.org
เดี๋ยวค่อยทำเป็นเวอร์ชั่นอัพโหลดแล้วกันนะครับ.....
------------------------------------
หากอดีต... ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด หากอนาคต....ไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวัง หากในห้วงจักรวาล...มนุษย์เราไม่ได้อยู่กันตามลำพัง
อะไรจะเกิดขึ้น? โฮะ โฮะ โฮะ... เป็นอย่างไรครับ กระวี(มิใช่กวี)อย่างนายโซนิคเนี่ย พอจะขึ้นคำคมกับชาวบ้านเขาบ้างได้หรือเปล่า นานๆครึ้มอกครึ้มใจทีน่ะครับ กรุณาอย่าคิดมาก หากท่านต้องการจะคิดจริงๆ นายโซนิคก็มีโจทย์มาให้ท่านคิดกันเล่น ว่าโจทย์ที่เอามาให้เหล่านี้ คำตอบของมันอยู่หนไหน และเมื่อไรเราจะได้คำตอบ อ้อ คิดกันเล่นๆนะครับ อย่าซีเรียสมาก เดี๋ยวแก่ก่อนโดยไม่รู้ตัวนะเอ้อ... โจทย์ที่ว่า เป็นปริศนาเล็กๆน้อยๆที่เอามารวมไว้ในที่เดียวกัน ฝรั่งมังค่าเค้าสงสัยกันมานมแล้วครับ โดยเฉพาะบนอินเตอร์เน็ต มีการตั้ง HP, newsgroup, ชมรมแลกเปลี่ยนทัศนคติกันอย่างเอิกเกริก พอดีผมผ่านเข้าไปเยี่ยมชม เลยถือโอกาส "ฉก" มาเป็นบรรณาการแด่นักท่องเว็บชาวไทยของเรา สิ่งละอันพันละน้อยที่ได้มานี้ ผมขอตั้งชื่อเอาไว้โก้ๆละกันนะครับว่ามันคือ "ปริศนาแห่งอดีต" มีนักประวัติศาสตร์บางท่านขนานนามประวัติศาสตร์ของมน ุษยชาติว่า "วังวนอันมืดมน" ซึ่งก็คงไม่ผิดนักหรอกครับ เพราะต้นกำเนิดของมวลมนุษย์ ช่างเต็มไปด้วยปริศนาอันดำมืดเสียเหลือเกิน หลักฐานทางมานุษยวิทยาเอย หลักฐานทางโบราณคดี ธรณีวิทยา และอะไรต่อมิอะไรที่ค้นพบ ล้วนทำให้นักประวัติศาสตร์ฉงนฉงายว่า จริงๆแล้วตำราที่เราร่ำเรียนกันมานี่ ควรได้เวลายกเลิกและสังคายนากันเสียใหม่หรือยัง เราต้องไม่ลืมกันนะครับว่าประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ นั้น ส่วนใหญ่แล้วเขียนด้วยมือคน เพราะฉะนั้นการบิดเบือนหรือเสริมแต่งย่อมมีความเป็นไ ปได้สูง การศึกษาประวัติศาสตร์จากบันทึก (ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานที่พูดได้) จึงเชื่อถือได้เพียงบางส่วน การศึกษาจากโบราณวัตถุและสิ่งอื่นๆที่ขุดค้นพบกลับจะ น่าเชื่อถือกว่าซะอีก น่าเสียดายครับที่มัน"พูดไม่ได้" ไม่อย่างนั้นเราอาจจะรู้อะไรดีกว่าที่เคยๆเป็นอยู่อี กโขเลยครับ ท่ามกลางการ"งม"และ"ควาน"หาหลักฐานของนักโบราณคดี มีหลักฐานอยู่หลายชิ้นที่ก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ในยุคของมนุษย์อย่างเรา ใช่เป็นรุ่นแรกหรือไม่ที่ก่ออารยธรรมและสร้างเทคโนโล ยีขึ้นมา? ระหว่างวิวัฒนาการจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งของมนุ ษยืนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง? แท้ที่จริงมนุษย์เรามีกำเนิดมาจากไหน? คำถามพวกนี้ยังไม่มีใครตอบได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และสิ่งที่ผมจะนำมาเสนอต่อไปนี้ ก็คือหนึ่งในสิ่งที่ก่อให้เกิดคำถามดังกล่าวครับ... ท่านที่ติดตามเว็บไซต์ของผมอยู่เรื่อยๆ คงจะทราบดีถึงประเด็นที่ผมชี้นำอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับคว ามสามารถ และเทคโนโลยีบางประการ ซึ่งบรรพบุรุษของเรานำมาใช้ คำตอบที่นักประวัติศาสตร์ให้มา บางครั้งก็ฟังดูไม่สมเหตุผลเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่จะโยนให้เป็นเรื่องของความเชื่อและศาสนา หนักเข้าก็แค่ระบุโป้งลงไปว่า ยังเป็นเรื่องที่หาทฤษฎีมาอธิบายไม่ได้ มีหลักฐานมากชิ้นที่ชวนให้เราคิดถึงคำว่า "วัฏสงสาร" ในพระพุทธศาสนา เพราะดูเหมือนว่า เมื่อก่อน...นานแสนนานเท่าไรไม่มีใครระบุได้ เคยมีมนุษย์ที่สร้างอารยธรรมอันสูงส่งอย่างพวกเราขึ้ นมาแล้วมากรุ่น และต่างล่มสลายไปตามกาลเวลา กลายเป็นอารยธรรมที่ถูกลืมจนกระทั่งมีการทยอยขุดค้นพ บในปัจจุบัน ตอนนี้ผมจะไม่พยายามลากมนุษย์ต่างดาวเข้ามามีเอี่ยว เดี๋ยวท่านที่ไม่ค่อยจะเชื่อถือเรื่องเหล่านี้จะหาว่ าผมลำเอียง รวมทั้งกดเครดิตความสามารถของบรรพชนของเรามากไป (อย่างที่ดานิเก้นเคยโดนด่าแหละครับ) มาเว้ากันตรงๆในส่วนของปริศนาเหล่านี้กันเลยครับ หลักฐานบางชิ้นน่าทึ่งมาก เพราะแสดงให้เห็นอย่างไม่ต้องกังขาว่า ในศาสตร์บางสาขานั้น มนุษย์โบราณที่เป็นบรรพชนของเราเขาเก่งกว่ารุ่นลูกรุ ่นหลานเสียอีก ปริศนาชิ้นแรกของเรา คือไหหรือแจกันที่ทำขึ้นมาจากดินครับ สามารถพบได้ทั่วไป โดยเฉพาะในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของอิรัค ไหที่ว่ามีขนาดพอที่มนุษย์สามารถจะสอดมือลงไปได้ ดูจากรูปที่นำมาลงมันก็ไม่พิสดารเท่าไหร่หรอกครับ แต่หน้าที่ของมันนี่สิ สามารถทำได้ถึงขนาดต้องสังคายนาประวัติศาสตร์ของแถบน ั้นเลยด้วยซ้ำ ถ้าเราไขปริศนาของมันกระจ่างหมด เรียนกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้ว เกี่ยวกับประวัติและการทำงานของแบตเตอร์รี่ ว่ามันถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปี 1800 โดย Alassandro Voltaซึ่งชื่อ Volta ของเขาได้กลายเป็นหน่วย Volt ในปัจจุบัน เพื่อเป็นการยกย่องและให้เกียรตินักวิทยาศาสตร์ท่านน ี้ แต่ว่านะครับ เจ้าไหแห่งแบกแดดที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้ ทำเอาวงการวิทยาศาสตร์ต้องกลับมาคิดใหม่เสียแล้วว่า คนคิดค้นแบตเตอร์รี่เป็นคนแรก"ในโลก"น่าจะไม่ใช่ Volta เสียแล้ว คนแรกที่ศึกษาไหมหัศจรรย์ของเรา เป็นนักโบราณคดีชาวเยอรมันชื่อ Wilhelm Konig ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า โคนิ่งขุดพบไหเหล่านั้นด้วยตัวเอง หรือว่าไปเอามาจากที่อื่นอีกต่อ อย่างไรก็ตามนะครับ ไหที่ว่าสามารถพบเห็นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในไซต์ขุ ดทางโบราณคดี สถานที่ที่ได้ชื่อว่าพบไหเหล่านี้เรียกว่า Khujut Rabu ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากกรุงแบกแดด ประเทศอิรัคนัก อ้อ โคนิ่งระบุการค้นพบของเขาในปี 1938 ครับ ไหพวกนี้มีอายุราว 2-3 พันปี ทำจากดินเหนียวปั้นหรือดินเผา ด้านบนของไหถูกปิดด้วยวัสดุประเภทน้ำมันดิน มีแท่งเหล็กสอดอยู่ด้านในซึ่งหุ้มด้วยวัสดุประเภทแผ่ นทองแดงอีกต่อนึง โปรดดูแผนภาพประกอบนะครับ เห็นแล้วท่านก็คงนึกเหมือนโคนิ่งเหมือนกันว่า ลักษณะของมันคล้ายแบตเตอร์รี่มากกว่าไหธรรมดาๆ ซึ่งเขาได้ตีพิมพ์บทความของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในป ี 1940 บทความของโคนิ่งน่าจะโด่งดังคับวงการโบราณคดี หากสงครามโลกครั้งที่สองไม่เกิดขึ้นเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้สานต่อเจตนารมณ์ของเขาเกี่ยวกับการศึกษาแบตเ ตอร์รี่โบราณเหล่านี้ Willard F. M. Gray ชาวอเมริกันแห่ง the General Electric High Voltage Laboratoryในเมืองพิตสฟิลด์ รัฐแมสซาชูเซ็ต ได้นำแบบของไหแบตเตอร์รี่มาศึกษา เขาพบว่า แบตเตอร์รี่นี้ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีประเภทน้ำกรดเ สมอไปในการให้กำเนิดพลังงานไฟฟ้า เกรย์ทดลองเอาน้ำองุ่นใส่เข้าไปในไห และพบว่า มันให้กระแสไฟฟ้าออกมาประมาณ 2 โวลต์ เนื่องจากไฟสองโวลต์นี้ถือว่ามีขนาดจิ๊บจ๊อยมาก ดังนั้นจึงมีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านที่อกโรงคัดค้านท ฤษฎีแบตเตอร์รี่สามพันปีนี้ เพราะถ้ามันเป็นแบตเตอร์รี่จริงๆ ใครเล่าเป็นคนสร้างมันขึ้นมาและสร้างมาเพื่ออะไรกันแ น่? Khujut Rabu ดินแดนซึ่งพบไหแบตเตอร์รี่ เคยถูกครอบครองโดยชนเผ่าโบราณชื่อ Parthians ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่า ชนเผ่านี้เก่งกาจเรื่องการรบ แต่ด้านอารยธรรมหรือเทคโนโลยี พวกเขาไม่ได้เจริญอะไรนัก นักวิจัยบางคนให้ข้อสังเกตุว่า อารยธรรมของพวกเขาไม่ได้เกิดจากการสั่งสมมาหรอกครับ แต่ได้รับการถ่ายทอด(หรือเลียนแบบ)มาจากแหล่งอื่นอีก ต่อหนึ่ง ดังนั้น กลุ่มคนที่ชื่นชมเรื่องลึกลับ จึงตั้งประเด็นไปที่ใครบางคน ซึ่งอาจจะเป็นนักท่องอวกาศ ซึ่งเดินทางแวะเวียนมายังโลกในช่วงนั้นพอดี อืมห์
เป็นข้อสังเกตที่โรแมนติคเอาการเหมือนกันนะครับ เพราะเจ้าแบตเตอร์รี่ของเราเนี่ย ก็ไม่ได้มีวัสดุอุปกรณ์อะไรที่เป็น High-Tech เลยแม้แต่นิดเดียว ส่วนประกอบทุกอย่างเป็นวัสดุพื้นๆที่ชนพื้นเมืองสามา รถหาได้ตามยุคสมัยของพวกเขา ที่น่าตกใจก็คือ พวกเขารู้ได้อย่างไรเล่าครับว่า หาเอาวัสดุพวกนี้มาประกอบกันอย่างถูกวิธี แล้วเติมสารเคมีบางอย่างลงไป มันจะก่อให้เกิดไฟฟ้าได้ ถ้าแบตเตอร์รี่นี้เกิดขึ้นด้วยการค้นพบโดยบังเอิญของ คนโบราณแล้วล่ะก็ มันก็เป็นความบังเอิญที่น่าประหลาดใจเอามากๆ จริงไหมครับ? สรุปแล้วเจ้านี่มันเคยถูกใช้เป็นแบตเตอร์รี่จริงหรือ เปล่าเอ่ย? ไม่ทราบสิครับ ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นทางการเกี่ยวกับเ รื่องนี้ แม้ว่าข้อเท็จจริงที่ออกมาคือ เจ้าไหพวกนี้ถูกสร้างขึ้นตามหลักของการทำแบตเตอร์รี่ และสามารถให้กำเนิดกระแสไฟได้จริงๆก็ตาม Dr. Arne Eggebrecht นักวิจัยชาวเยอรมัน ได้ตั้งข้อสังเกตุว่า นอกจากแบตเตอร์รี่แล้ว ดินแดนอาหรับโบราณ ยังมีวัสดุประเภท Electroplate อยู่จำนวนมาก โดยมีลักษณะเป็นแผ่นบางๆเหมือนเซลแบตเตอร์รี่ ทำด้วยเงินบ้าง ทองบ้าง ซึ่งเป็นไปได้ไหมว่า มันอาจจะถูกใช้งานบางอย่างควบคู่กันไปกับไหแบตเตอร์ร ี่ที่เราพูดถึงในขณะนี้ Dr. Eggebrecht ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งของต่างๆในพิพิธภัณฑ์ ถ้าเรานำมาศึกษาดีๆแล้วล่ะก็ ไม่แน่ว่าเจ้าสิ่งที่เราเคยขึ้นบัญชีว่า เป็นเครื่องประดับ หรือ โบราณวัตถุทางศาสนาเหล่านั้น อาจเป็นอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ของบรรพชนเราเสียด้วยซ้ ำ ภาพถ่ายทางอากาศจากยุคโบราณ
Arlington H. Mallery อดีตร้อยเอกแห่งราชนาวีสหรัฐรู้สึกสับสนกับสิ่งที่เห ็นอยู่เบื้องหน้า เขาพิจารณามันช้าๆอย่างระคนแกมทึ่ง มันเป็นแผนที่โบราณแผ่นหนึ่งซึ่งถูกค้นพบในพระราชวัง ของคอนสแตนติโนเบิล เมืองหลวงโบราณแห่งดินแดนตุรกีเมื่อปี 1929 ว่ากันว่ามันถูกจัดทำขึ้นใหม่จากต้นฉบับเดิมซึ่งเป็น แผนที่ที่เก่ากว่านั้นอีก โดยชาวตุรกีชื่อ Piri Ibn Haji Memmed ในราวๆปี 1513 Mallery พิเคราะห์แผนที่ Piri ซ้ำแล้วซ้ำอีก ท้ายที่สุดเขาก็ถอนหายใจด้วยความหนักอึ้งในหัว มันเป็นไปได้อย่างไรนะ อะแฮ่ม ขึ้นต้นมาแบบนิยายเลยหรือนี่เรา ก็คงจะยังงั้นแหละครับ เพราะปริศนาแห่งบรรพชนชิ้นนี้ของเรา มีความน่าทึ่งพอๆหรืออาจจะยิ่งกว่านิยายบางเรื่องด้ว ยซ้ำ ปริศนาชิ้นนี้เป็นแผนที่ครับ รายละเอียดหรือความเป็นมาก็ดังที่กล่าวไปแล้วในตอนต้ น ว่าแต่ทำไมแผนที่นี้มันถึงได้สร้างความงุนงงให้กับ Mallery ได้ขนาดนั้นน่ะหรือ มาติดตามกันต่อสิครับ Piri's map แผ่นนั้น แสดงภาพทางภูมิศาสตร์แบบแผนที่ธรรมดาทั่วไป แต่
มันมีเส้นรุ้งเส้นแวงที่ชัดเจน แถมเขียนขึ้นตามหลักวิชาการแผนที่สมัยใหม่ทุกประการ มันแสดงถึงพิ้นที่ของทวีปอาฟริกาใต้อย่างละเอียดละออ เป็นพิเศษ รวมไปถึงทวีปอื่นๆอย่างคร่าวๆ ซึ่งนับว่าเหลือเชื่อที่สุด เพราะถูกทำขึ้นหลังจากโคลัมบัสคนเก่ง ค้นพบโลกใหม่หรือ New World เพียง 21 ปีเท่านั้น เวลาสั้นๆแค่นี้ไม่น่า หรอกครับ ที่ใครจะสำรวจจนทำแผนที่ที่แทบจะครอบคลุมโลกแบบนี้ออ กมาได้ แล้วผู้จัดทำแผนที่เล่าครับ เค้าได้ทิ้งหมายเหตุอะไรเอาไว้บ้างหรือเปล่า เกี่ยวกับการทำแผนที่สุดพิศวงเกินยุคชิ้นนี้?คำตอบคือ
มีครับ Piri ทิ้งโน้ตกำกับแผนที่เอาไว้ว่า แผนที่ชิ้นนี้สร้างขึ้นตามเค้าโครงของแผนที่โบราณก่อ นยุคของเขาเมื่อนานมาแล้ว เป็นไปได้อย่างไรครับเนี่ย? แผนที่ฉบับนี้ดึงดูดนักวิชาการหลายท่านเอามากๆ เนื่องจากไม่มีใครคิดได้ว่า เพราะอะไร แผนที่โลกโบราณที่ Piri ลอกมา จึงสมบูรณ์และทันสมัยราวกับแผนที่ปัจจุบัน แถมใช้หลักการแบบเดียวกัน คือเป็นแผนที่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยกรรมวิธี"ภาพถ่ายทาง อากาศ"ด้วย สมัยก่อนโคลัมบัสเค้ามีเครื่องบินใช้กันแล้วหรือ? ประหลาดไหมล่ะครับ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับ Mallery ที่สุด ไม่ใช่รายละเอียดของทวีปอาฟริกาหรอกครับ แต่เป็นส่วนที่อยู่ทางใต้สุดของแผนที่ต่างหาก มันเป็นส่วนของแผ่นดินที่มีลักษณะเหมือนทวีปแอนตาร์ค ติกาครับ เป็นไปได้ยังไงเนี่ย เพราะทวีปแอนตาร์คติกาเพิ่งถูกค้นพบในปี 1820 นี้เอง ยิ่งไปกว่านั้น ดินแดนบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของแผนที่ยังดูคล้ายกับ ชายฝั่งที่เรียกกันว่า Queen Maud เอามากๆ ความประหลาดมันอยู่ตรงนี้เองครับ เพราะ Queen Maud ถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งมาหลายศตวรรษแล้ว เราไม่มีทางจะรู้รูปร่างที่แท้จริงของชายฝั่งนี้ได้ห ากไม่ใช้กรรมวิธีสมัยใหม่ทางภูมิศาสตร์ที่เรียกกันว่ า seismographic รวมทั้งการสำรวจจากทางอากาศ แต่แผนที่ฉบับนี้ Professor Charles H. Hapgood แห่ง University of New Hampshire รู้สึกสนใจในแผนที่ตลอดจนงานวิจัยของ Mallery เอามากๆ ท่านศาสตราจารย์และลูกศิษย์ลูกหาพากันศึกษาแผนที่นี้ พร้อมทั้งแผนที่โบราณอื่นๆซึ่งอยู่ในกรณีนี้อย่างระม ัดระวัง ผลการศึกษาถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Maps of the Ancient Sea Kings เนื้อหาภายในน่าสนใจมากครับ เพราะกล่าวถึงอารยธรรมในสมัยโบราณก่อนหน้าที่จะมีการ จารึกประวัติศาสตร์ขึ้นนานนม และล้วนเป็นอารยธรรมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสู งส่งทั้งสิ้น ต่อมา แหล่งอารยธรรมเหล่านั้น โดนทำลายลงด้วยเหตุผลบางประการ ผู้คนที่รอดชีวิตอยู่ต่างพลัดพรากกระจัดกระจายกัน และเทคโนโลยีที่เหลือรอดจากอารยธรรมเหล่านั้น ก็คือกำเนิดของสิ่งปริศนาหลายๆชิ้นบนโลก อย่างเช่นเจ้าแผนที่นี่แหละครับ ข้อสรุปของทีม ศ.จ. Hapgood เป็นอย่งนี้แล แต่ยังมีนักคิดนักเขียนหลายคนที่คิดไปไกลกว่านั้น Eric Von Daniken นักเขียนเบสต์เซลเลอร์ผู้สนใจทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศอย ่างฝังหัว ได้เสนอแนวคิดของเขาออกมาอย่างน่าฟังว่า แผนที่ Piri นี้น่าจะถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยความร่วมมือจากมนุษย์ต่ างดาวบางกลุ่ม เพราะถ้าศึกษาอย่างดีแล้ว แผนที่นี้เป็นการทำขึ้นโดยอาศัยการประกอบภาพที่มองลง มาจากที่สูง มีกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เป็นจุดศูนย์กลาง ความสูงระดับนั้นก็น่าจะเป็นยานอวกาศแหละครับ ถึงจะสามารถทำได้ นักวิชาการหลายท่านออกโรงคัดค้านแนวคิดนี้อย่างออกนอ กหน้า หาว่าดานิเก้นคิดเหลวไหลฟุ้งซ่าน แถมชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดของแผนที่ว่า แผนที่นี้มีจุดผิดจากความเป็นจริงอยู่หลายจุด เช่นแผ่นดินบางแห่ง ซึ่งในแผนที่บ่งตำแหน่งไว้ผิดจากปัจจุบัน ถ้าหาก Piri Reis map นี้ถูกสร้างมาจากอารยธรรมที่สูงส่งหรือด้วยความร่วมม ือของมนุษย์ต่างดาวแล้วไซร้ ไฉนเลยจะมีข้อผิดพลาดประจานความบกพร่องออกมาได้แบบนี ้ ดานิเก้นได้ฟังก็หัวเราะ หึ หึ ตอบนักวิชาการเหล่านั้นอย่างน่าฟังว่า คนทำแผนที่ก็อุตส่าห์โน้ตบอกไว้แล้วว่า นี่เป็นแผนที่ที่คัดลอกมาจากแผนที่โบราณคะเนอายุไม่ไ ด้ เพราะฉะนั้น แผนที่ฉบับนี้"น่าจะ"ทำขึ้นเพื่อแสดงภูมิศาสตร์โลกใน สมัยนานมาแล้ว ไม่ใช่ปัจจุบันอย่างเด็ดขาด ที่เป็นไปได้มากที่สุดก็น่าจะเป็นยุคก่อนยุคน้ำแข็ง หรือหลังจากนั้นอีกไม่นานนัก ที่สถานที่ต่างๆหรือทวีปบางจุดไม่ตรงกับความเป็นจริง ในปัจจุบัน(คลาดเคลื่อนน้อยมากครับ) ก็น่าจะเพราะการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาน่านแหละ ท่านเอ๋ย (ดานิเก้นเค้าว่าไว้) ก็ต้องยอมรับว่าเข้าท่าครับ สำหรับความคิดเห็นของดานิเก้นและท่านศาสตราจารย์ของเ รา เพราะปัจจุบัน ทฤษฎีการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ได้เข้ามาช่วยอธิบายความคลาดเคลื่อนของแผนที่นี้อย่า งพอเหมาะพอเจาะ อ้อ ลืมบอกไปว่าตัวอย่างของความคลาดเคลื่อนที่ว่านี้ ได้แก่ การที่ทวีปอเมริกาใต้กับแอนตาร์คติก้าอยู่ติดกัน รวมไปถึงสภาพอากาศและสิ่งมีชีวิตที่ระบุไว้ในแผนที่น ั้น ผิดจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง ถ้าอย่างนั้นสมัยใดเล่าครับที่ภูมิศาสตร์โลกเป็นอย่า งที่ระบุไว้ในแผนที่ ล้าน.. หรือว่าสองล้านปี หรือว่ามากกว่านั้นกันแน่? เฮ้อ ส่ายหัวดิกๆกันถ้วนหน้าทั้งคนทำและคนอ่านแล้วใช่ไหมล ่ะครับ เอาเป็นว่า จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เราก็ยังไม่ทราบอยู่ดีว่า แผนที่ Piri Reis ชิ้นนี้ ถูกสร้างขึ้นจากอารยธรรมที่แตกดับไปแล้ว หรือด้วยความช่วยเหลือจากนักท่องอวกาศกันแน่ คิดไปก็ปวดหัวเปล่า เลิกคิดถึงแผนที่ปริศนาฉบับนี้กันเถอะครับ เพราะปริศนาชิ้นต่อไปที่จะทำให้ผมกับท่านปวดหัวมากขึ ้น กำลังรอให้ท่านคลิกเข้าไปดูอยู่นะเนี่ย มหาวิหารปริศนาเห็นรูปแล้วคงไม่ต้องบรรยายอะไรมากนะครับ สำหรับสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดเท่านี้มนุษย์รู้จักมา ก็เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเหมือนกัน สำหรับโบราณสถานแห่ง Baalbek นี้ อายุอานามของมันย้อนหลังไปนานนมมากครับ นานชนิดที่ว่าชาวกรีกโบราณที่มาพบและสร้างเทวสถานคร่ อมที่นี่เอาไว้ก้ยังไม่ทราบเลยเหมือนกัน ว่าโบราณสถานแห่งนี้มีมาตั้งแต่ตอนไหน และชาติพันธุ์ใดเป็นคนสร้าง ความใหญ่โตและน้ำหนักของมันนั้น ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรชนิดไหนจะยกได้ครับ แล้วคนโบราณเขาทำได้อย่างไร เคลื่อนย้ายมาวางได้ด้วยวิธีไหน ใครทราบก็บอกนายโซนิคเอาบุญด้วยนะครับ เอาล่ะ ดูอะไรใหญ่ๆมหึมาอย่างมหาวิหารไปแล้ว ลองมาดูอะไรที่มันกระจิ๋วจ้อยแต่มีปริศนาในตัวไม่แพ้ของใหญ่ๆอย่างมหาวิหารกันดูหน่อยไหม? ภาพที่ท่านเห็นกันด้านล่างนี้ เป็นวัตถุที่ค้นพบในปี 1961 เป็นหินหนึ่งในพันๆก้อนที่นักโบราณคดีเรียกว่า Ica Stones ครับ ได้มาจากการขุดค้นที่เปรู อะฮ้า...หลายท่านคงจะอ๋อกันทันที ที่ผมพูดถึงเปรู เพราะเป็นที่ตั้งของที่ราบนาซก้าที่เต็มไปด้วยลายเส้ นปริศนาไงล่ะครับ หินที่ว่าพบในบริเวณที่ไม่ไกลจากลายเส้นนาซก้าเท่าไห ร่หรอกครับ ความแปลกพิศวงของเจ้าหินพวกนี้คือ มีภาพวาดของสิ่งพิลึกๆผิดยุคสมัยอยู่บนนั้น ก็อย่างที่เห็นในภาพตัวอย่างนั่นแหละครับ รูปไดโนเสาร์เอย สิ่งบินรูปร่างประหลาดๆเอย มันเป็นไปได้อย่างไรครับที่คนโบราณจะรู้จักของพวกนี้ ดูอย่างไดโนเสาร์สิครับ มันสูญพันธุ์ก่อนหน้าที่จะมีการทำหินพวกนี้นานเป็นชา ติเลย แล้วคนทำหินทราบได้อย่างไรว่า ไดโนเสาร์หน้าตาเป็นแบบนี้ แม้แต่เราเองก็เถอะครับ ถ้าไม่อาศัยการรวบรวมฟอสซิลมาปะติดปะต่อกันเป็นโครงก ระดูกที่สมบูรณ์ล่ะก็ จะวาดภาพไทรเซอร์ราทอป หรือ ทีเร็กซ์ ออกมาแบบไม่ผิดเพี้ยนแบบนี้ได้หรือ แปลกดีไหมล่ะ ..หึ หึ อันที่จริงกะโหลกผลึกแก้วลึกลับขนาดเท่าของจริงสองชิ ้น หนึ่งในสองตั้งอยู่ในกล่องแก้วบนชั้นที่สูงสุดของพิพ ิธภัณฑ์มนุษยชาติ (ส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์บริทิช) ใกล้กับกรุงลอนดอน ณ ที่นั่นมันได้สร้างปัญหาพิเศษให้กับการจัดการพิพิธภั ณฑ์ เพราะพนักงานทำความสะอาดของ พิพิธภัณฑ์รู้สึกกังวลกับการจ้องมองของกะโหลกภายใต้แ สงที่สลัวของห้องนิทรรศการ เขาได้ยืนยันว่าน่าที่จะคลุมมันด้วยผ้าสีดำก่อนที่จะ ทำความสะอาดใกล้กับมันในตอนกลางคืน มันน่าแปลกใจสำหรับพิพิธภัณฑ์ในความละเอียดในการจัดน ิทรรศการแต่ละครั้ง ซึ่งต้องแสดงให้กับประชาชนอย่างชัดเจนกลับมีป้ายที่ค ลุมเครืออยู่บนกล่องกะโหลกผลึกแก้วนี้ ดังนี้ "เป็นไปได้ที่ต้นกำเนิดของมันอยู่ในยุคแอสแทค จนถึงยุคอาณานิคมในช่วงต้น" ความจริงก็คือแม้ว่ายุคที่มีการสร้างมันขึ้นมาจะเป็น การคาดคะเนจากผู้เชี่ยวชาญของพิพิธภัณฑ์ก็ตาม แต่ก็แทบจะไม่มีความจริงที่ผู้เกี่ยวกับประวัติของมั นเลย พิพิธภัณฑ์ได้ซื้อมันมาจากทิฟฟานี่ซึ่งเป็นพ่อค้าเพช รพลอยจากนิวยอร์คเป็นจำนวนเงิน 120 ปอนด์ ในปี 1898 ไม่มีใครในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติรู้ว่าทิฟฟานี่ได้มันมา จากที่ใด แม้ว่าจะมีการพูดว่ามันเป็นหนึ่งในของโจรที่สะสมไว้ใ นเม็กซิโกโดยนักเสี่ยงโชคในช่วงศตวรรษที่ 19 กะโหลกอีกชิ้นหนึ่งเป็นของหญิงผู้หนึ่งชื่อ แอนนา มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ และเรื่องราวความเป็นมาที่เธอได้มันมาเป็นเรื่องที่แ ปลกและสับสน พ่อของแอนนาคือ เอฟ เอ ("ไมค์") มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ เป็นนักแสวงโชคชาวอังกฤษผู้ที่ท่องเที่ยวอเมริกาตลอด ช่วงปีแรก ๆ ของศตวรรษที่ 20 เล่นการพนันกับเศรษฐีหลายคน ,ขี่ม้าท่องเที่ยวเหมือนคาวบอยคนหนึ่ง และต่อกรกับปานโซ วิลล่า ตลอดช่วงการปฏิวัติเม็กซิโก ในการเดินทางครั้งหนึ่งของเขา มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ ได้พบกับชายกลุ่มหนึ่งในโรงแรมของเมืองพอร์ท คอลบอร์นในออนตาริโอ มีเด็กกำพร้าตัวเล็ก ๆคนหนึ่งอยู่กับชายพวกนั้น เธอมีชื่อว่าแอนนา เลอ กิลเลี่ยน เขาได้รับเธอมาเลี้ยงและต่อมาก็ได้นามสกุลของเขาไว้ แอนนาเป็นคนที่ค้นพบกะโหลกผลึกแก้วในปี 1924 ขณะที่มิทเชลล์-เฮดจ์ส์กำลังขุดค้นอยู่ที่เมืองลูแบนตั้มอันเป็นเมือ งที่ยิ่งใหญ่ของชาวมายัน ในบริติสฮอนดูรัส มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ได้ค้นพบเมืองนั้นในช่วงสองสามปีก่อนหน้านั้น ในช่วงที่เขากำลังทำการค้นหาอรยธรรมที่สูญหายของแอตแ ลนติส ซึ่งเขาเชื่อว่าอยู่ในบริเวณนั้น ในวันเกิดปีที่สิบเจ็ดของเธอแอนนาสังเกตุเห็นของสิ่ง หนึ่งอยู่ใต้แท่นบูชาโบราณ มันเป็นครึ่งบนของกะโหลกผลึกแก้ว สามเดือนต่อมาห่างออกไปไม่กี่ฟุตเธอก็พบกรามล่างซึ่ง เป็นส่วนที่สามารถอดแยกออกมาจากส่วนบนได้ ตามคำบอกเล่าของ มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ พ่อของเธอได้มอบกะโหลกให้กับชาวมายันที่อยู่อาศัยอยู ่ในบริเวณนั้น "พวกขาบูชามัน" เธอบอก "และบอกพ่อว่ามันเป็นเพทเจ้าของพวกเข้าที่ช่วยในการร ักษาหรือเพื่อแช่งให้ตาย" เมื่อเขาเลิกการสำรวจเมืองโบราณ ต่อมาในปี 1972 "ชาวบายันได้มอบหัวกะโหลกชิ้นนั้นให้กับพ่อ เพื่อเป็นของขวัญเนื่อจากท่านดีต่อพวกเขามากที่นำยาร ักษาโรคและเสื้อผ้ามาให้พวกเขา" อย่างไรก็ตามแทบจะในทันที่ที่ค้นพบมัน กะโหลกผลึกแก้วก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการโต้แย้ง ไม่เพียบแต่ความมืดมนในต้นกำเนิดของมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสถานที่ที่แท้จริงที่พบมันก็ยังไม่มีการ เปิดเผยทั้งหมด ด้วยเหตุผลนี้แม้จะไม่มีข้อสงสัยว่าแอนนา มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ได้พบมันใต้แท่นบูชาที่ ลูแบนตั้ม แต่ก็มีคำถามที่เพิ่มขึ้นของเหตุการณ์แวดล้อมที่ของก ารพบนักวิชาการบางคนถามว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หินมีค่ามากที่สุดชิ้นหนึ่งของโล กได้ปรากฏขึ้นอย่างทันทีทันใดท่ามกลางการขุดค้น และเป็นไปได้อย่างไรที่แอนนาล้มเหลวในการค้นหากรามส่ วนล่างของกะโหลกจนกระทั่งหลายเดือนผ่านไป ยิ่งไปกว่านั้นทำไมทั้งตัวของมิทเชลล์-เฮดจ์ส์เองหรือผู้ที่ทำการขุดอยู่ที่ลูแบนตั้ม ไม่สามารถให้รายละเอียดของการค้นพบได้มากกว่านี้ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ความดำมืดของเรื่องราวทำให้ผู ้คนสงสัยว่ากะโหลกนี้อาจไม่ได้มาจากเมืองมายัน และมันต้องถูก "ฝัง" ไว้ที่ข้างแท่นบูชาเพื่อให้แอนนาได้เป็นคนที่พบมัน สาเหตุน่าจะเนื่องมาจากการที่เธอซึมเซาลงอย่างเห็นได ้ชัด หลังจากที่ล้มป่วยเป็นมาเลเรียมาระยะหนึ่ง บางทีพ่อของเธอได้วางแผน "การค้นพบ" เพื่อให้เธอมีกำลังใจขึ้น เขาคงได้มันมาจากการเดินทางในแม็กซิโก โดยส่วนตัวของนักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ได้ตีพิมพ์ความคิดเ ห็นต่อการปรากฎของกะโหลกนี้อย่างไม่สนใจเท่าใดนัก ในหนังสือ อัตชีวประวัติของเขา My Ally ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1954 ห้าปีหลังจากที่เขาเสียชีวิต ได้สละเพียงไม่กี่บรรทัดในเรื่องราวของมัน และมันยังห่างไกลจากความกระจ่างแจ้งนัก เขาเขียนเรื่องการเดินทางไปยังอาฟริกาในปี 1948 ไว้ว่า เราได้นำกะโหลกแห่งความหายนะที่ชั่วร้ายมากับพวกเราด ้วย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต้องเขียนถึง แต่สำหรับเรื่องที่ว่ามันมาอยู่ในความครอบครองของผมไ ด้อย่างไร ผมมีเหตุผลที่จะไม่เปิดเผย "กะโหลกแห่งความหายนะนี้ทำขึ้นจากหินผลึกบริสุทธ ิ์ และจากคำบอกเล่าของนักวิทยาศาสตร์ มันต้องใช้เวลาถึง 150 ปี จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งในการทำงานทั้งวันของท ั้งชีวิตของพวกเขา ด้วยความอดทนในการขัดผลึกหินก้อนที่ดีที่สุดด้วยทราย จนกระทั่งมันปรากฏเป็นกะโหลกที่สมบูรณ์แบบ
มันมีอายุอย่างน้อย 3,600 ปี และตามตำนานมันถูกใช้โดยนักบวชชันสูงของชาวมายาในพิธ ีสูงสุด จึงพูดได้ว่าเมื่อมีการสาปแช่งให้ตายโดยการช่วยเหลือ ของกะโหลก ความตายก็มักจะตามมา ยังมีการบรรยายเรื่องของมันไว้ในบันทึกของความชั่วร้ ายทั้งมวล" ผู้ที่อ่านความเรียงที่มีชีวิตชีวาของเขาจะรู้สึกถึง ความแปลกที่ชายผู้ซึ่งสนุกสนานกับเรื่องราวที่มีคุณค ่า ได้สละเพียง 13 บรรทัดของหนังสืออัตชีวประวัตให้กับการครอบครองสิ่งท ี่มีความมหัศจรรย์ที่สุด และที่แปลกยิ่งกว่านั้นในการพิมพ์หนังสือของมิทเชลล์-เฮดจ์ส์ครั้งต่อ ๆ มา ก็ไม่ปรากฏข้อความที่คลุมเครือนั้นเลย อย่างไรก็ตาม แอนนา มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ ได้หักล้างคำถามเช่นนั้นอย่างรวดเร็ว เธอว่าความคิดที่ว่ากะโหลกนั้นถูก "ฝัง" ไว้ใต้แท่นบูชาเป็นความคิดที่เหลวไหล และว่าพ่อของเธอคงไม่ใช้เงินเป็นจำนวนหลายพันปอนด์ใน การสำรวจครั้งหนึ่ง เพียงเพื่อนจะเอามันมาฝังหรอก สำหรับเรื่องความลังเลของมิทเชลล์-เฮดจ์ส์ เพื่ออภิปรายเรื่องของกะโหลกและการค้นพบมัน เธอได้อธิบายเรื่องนี้โดยชี้ให้เห็นว่า พ่อของเธอได้แบ่งสรรการรายงานเรื่องราวการพบที่ลูแบน ตั้ม ให้กับสมาชิกแต่ละคนในทีมของเขาที่เป็นผู้ได้พบสิ่งข องนั้นเป็นคนแรก เขาตัดสินใจว่าลูกสาวของเขาน่าที่จะเป็นผู้ที่เล่าเร ื่องของกะโหลกผลึกแก้ว และแม้ว่าเวลาได้ผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษแล้วก็ตาม เธอก็ยังไม่พร้อมที่จะให้รายละเอียดทั้งหมดของเหตุกา รณ์ที่เริ่มขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังของลูแบนตั้ม ในวันเกิดปีที่สิบเจ็ดของเธอ แต่ถึงอย่างไร แอนนา มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ ได้ให้ความกระจ่างบางอย่างในเรื่องราวที่มีการถกเถีย งกันมากในประวัติของกะโหลกที่เธอเป็นเจ้าของอยู่ในตอ นนี้ ในวันที่ 15 กันยายน 1943 กะโหลกผลึกแก้วได้ถูกขายทอดตลาดในห้องแสดงสินค้าที่ม ีชื่อเสียงของซอธบี้ กรุงลอนดอน มีรายชื่อสินค้า 54 รายการที่ถูกส่งไปสำหรับขาย ไม่ใช่โดยมิทเชลล์-เฮดจ์ส์ แต่โดยพ่อค้าศิลปะชาวลอนดอนผู้หนึ่ง ซิดนี่ย์ เบิร์นแนย์ ปรากฏว่ามันมาเป็นสมบัติของเบิร์นเบย์จากการประกันสำ หรับการกู้ยืมที่เขาทำกับมิทเชลล์-เฮดจ์ส์ เอกสารของพิพิธภัณฑ์บริติชได้เปิดเผยว่า ทางพิพิฑภัณฑ์ได้พยายามที่จะซื้อกะโหลกจากการออกขาย โดยหวังว่าจะสามารแสดงกะโหลกผลึกแก้วขนาดเท่าขนองจริ งที่มีเพียงสองชิ้นในโลกไว้เคียงข้างกัน บันทึกเล่มหนึ่งที่เขียนด้วยดินสอ มีข้อความกระชับโดย เอ็ช เจ บรานฮอลท์ซ สมาชิกผู้หนึ่งในคณะผู้ทำงานในพิพิธภัณฑ์บริตชบันทึก ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เมื่อทำการประมูลมันผ่านพ่อค้าศิลปะผู้หนึ่ง "ประมูลกันที่ร้านซอธบี้ จำนวน 54 ชิ้น 15x43 เกิดกว่า 340 ปอนด์ (แฟร์แฟกซ์) นำเข้ามาโดยเบิร์นเนย์ ขายนไปภายหลังโดย มร.เบิร์นเนย์ ให้กับ มร. มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ "เป็นเงิน 400 ปอนด์ " เรื่องนี้ได้เพิ่มความงุนงงให้กับเรื่องราวที่มีความ ซับซ้อนอยู่แล้ว มันล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัดในการให้ราคาของ เบิร์นเนย์ และมันก็ถูกถอนออกจากการประมูลไปแต่บรานฮอลท์ซหมายคว ามว่าอย่างไรเมื่อเขาเขียนว่า "ขายไปภายหลังโดย มร.เบิร์นเนย์ ให้กับ มร. มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ เป็นเงิน 400 ปอนด์" มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ ได้กล่าวว่ากะโหลกนี้ไปอยู่กับ มร.เบิร์นเนย์ในฐานะสิ่งของค้ำประกันในการกู้ยืม และไถ่ถอนออกมาโดยพ่อของเธอในทันทีที่เขาเห็นมันตั้ง ขาย นับแต่นั้นเป็นต้นมา เรื่องราวก็กระจ่างขึ้นเล็กน้อย กะโหลกนั้นอยู่ในครอบครัวของ มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงในปี 1957 จากนั้นแอนนามิทเชลล์-เฮดจ์ส์ ผู้ที่อาศัยอยู่ทั้งอังกฤษและแคนนาดาก็ได้เก็บกะโหลก นั้นไว้ที่บ้าน ในบางโอกาสก็ให้ยืมกับงานนิทรรศการหรือการค้นคว้า และแม้เธอบอกว่าเมื่อเวลามาถึง เธอจะเปิดเผยถึงเหตุการณ์ทั้งหมดของการค้นพบกะโหลกก็ ตาม แอนนา มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ ก็ไม่อาจให้ความกระจ่างกับคำถามที่ว่ากะโหลกทั้งคู่ก ็ไม่อาจให้คำตอบได้ การทดสอบที่น่าสนใจของกะโหลกนี้เกิดขึ้นในปี 1936 เมื่อซิดนี่ย์ เบิร์นเนย์ เป็นผู้ที่ได้กะโหลกของมิทเชลล์-เฮดจ์ส์ ไว้ในครอบครองเวลานั้น เห็นด้วยที่จะให้นักวิทยาศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์ยืมไป กะโหลกทั้งสองถูกเปรียบเทียบในรายละเอียดโดยนักมนุษย วิทยาที่มีชื่อเสียง ดร.จี เอ็ม มอแรนท์ และรายงานของเขาก็ถูกตีพิมพ์ใน Man ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของสถาบันมนุษยวิทยาในพระราชสำน ักของอังกฤษและไอร์แลนด์ รายงานของมอแรนท์เริ่มว่า ขณะที่กะโหลกทั้งคู่มีความคล้ายกันในรายละเอียดทางกา ยภาพหลายอย่าง แต่ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างกะโหลกทั้งสองคื อ กะโหลกจากพิพิธภัณฑ์บรติชมีเพียงชิ้นเดียวขณะที่อีกช ิ้นมีขากรรำกรล่างที่แยกออกจากส่วนหัวของกะโหลกได้ ยิ่งกว่านั้นกะโหลกจากมิทเชลล์-เฮดจ์ส์ (หรือกะโหลกจากเบิร์นเนย์ เช่นี่มอแรนท์เรียก) เหมือนมีชีวิตมากกว่าและมีรายละเอียดที่ดีกว่าคู่ของ มัน อย่างไรก็ตามมอแรนท์เกิดความสนใจอย่างมากในความคล้าย าคลึงที่เขาพบระหว่างกะโหลกทั้งสอง เริ่มแรกเขาตัดสินใจว่ารูปทรองโดยทั่วไปของมันชี้ให้ เห็นว่าพวกมันจำลองมาจากกะโหลกของเพศหญิง โดยการทาบรอยที่ได้มาจากการถ่ายรูปของกะโหลกทั้งสอง เขาบันทึกว่าโครงร่างของขากรรไกรล่าง แนวฟัน และจมูกเข้ากันเกือบจะเป็นแนวเดียวกัน แม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน 2-3 อย่างเขาแสดงความคิดเห็นว่า "มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงข้อสรุปที่ว่ากะโหลก ผลึกแก้วไม่ได้มีต้นกำเนิดที่เป็นอิสระต่อกัน" เขาเพิ่มเติมว่า "ในความคิดเห็นของนักเขียน มันปลอดภัยที่จะสรุปว่าพวกมันเป็นตัวแทนความเหมือนขอ งกะโหลกมนุษย์ แม้ว่าชิ้นหนึ่งจะลอกแบบมาจากอีกชิ้นหนึ่ง" น่าประหลาดใจที่ดร.มอแรนท์ได้กล่าวต่อไปว่า ยิ่งกะโหลกจากมิทเชลล์-เฮดจ์ส์ทำออกมาได้ดีเท่าไรมันก็มีความใหญ่มากขึ้นเท่ านั้น เพราะถ้าช่างซึ่งเป็นผู้ที่ลอกแบบจากกะโหลกจากพิพิธภ ัณฑ์ที่มีความดิบกว่า จะต้องมีความสามารถที่จะเพิ่มรายละเอียดทางกายภายได้ มากขึ้น การเปรียบเทียบของมอแรนท์ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยในควา มเป็นจริงผู้ที่มีชื่อเสียงคนอื่น ๆ ได้โต้แย้งข้อเสนอในทันทีที่มีการกล่าวว่า กะโหลกในหนึ่งลอกแบบมาจากอีกใบหนึ่ง และไม่มีใบไหนที่จะให้คำตอบแก่ปัญาที่สำคัญยิ่ง ในเรื่องอายุและต้นกำเนิดได้ภายาใต้การระบุว่ากะโหลก จากพิพิธภัณฑ์ที่มีเบ้าตากลมและ "แสดงเพียงแต่รูปทรงของแนวฟัน เป็นลักษณะของศิลปะเม็กซิโกโบราณ ในทางกลับกันใบของมิทเชลล์-เฮดจ์ส์ มีลักษณะเกือบจะเป็นการศึกษาในยุควิทยาศาสตร์เลยทีเด ียว" มีความปรารถนาเพียงเล็ก ๆ ที่จะหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่ากะโหลกผลึกแก้วนี้เป็น ของโบราณหรือสมัยใหม่กันแน่ เพราะไม่มีเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ในการกำหนดอายุของ ผลึกแก้ว แม้แต่การตัดสินว่าประเทศใดเป็นต้นกำเนิดของกะโหลกก็ ยังเต็มไปด้วยปัญหามากมาย เพราะมีกะโหลกอื่น ๆ ที่ใบเล็กกว่า เป็นที่รู้กันว่าถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 ที่อิตาลีหรืออาจจะเป็นในอาฟริกาใต้ก็ได้ อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศส เห็นด้วยกับอายุของกะโหลกผลึกแก้วใบที่เล็กกว่าของพิ พิธภัณฑ์มนุษยชาติของกรุงปารีสว่า มันถูกสร้างโดยชาวแอสแทกซ์ในศตวรรษที่ 14-15 และมันอาจใช้เป็นเครื่องประดับคทาที่นักบวชชาวแอสแทก ซ์ถือ ชาวฝรั่งเศสโต้เถียงกันว่าชาวแอสแทกซ์มมีความคิดฝังแ น่นในเรื่องของความตายและเป็นส่วนสำคัญทางด้านจิตใจเ ลยทีเดียว บทกวีของชาวแอสแทกซ์ในยุคศตวรรษที่ 15 บทหนึ่งกล่าวว่า ที่ใดนะที่เราไม่น่าจะไปเพื่อพบกับความตาย ด้วยความปรารถนานั้น หัวใจเราจึงโศกเศร้ายิ่งไปกว่านั้นชาวแอสแทกซ์ยังชื่นชอบผลึกแก้วเป็นพิเ ศษเพราะความโปร่งในของมันและ "ความสามารถ"ในการสกัดกั้นงูพิษ และช่วยในการทำนายอนาคต เพื่อยืนยันข้อโต้เถียง ชาวฝรั่งเศสบอกว่าเขาได้พบร่องรอยของเครื่องมือทองแด งเหมือนที่ชาวแอสแทกซ์ใช้บนพื้นผิวของกะโหลก ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อห้องทดลองของพิพิธภัณฑ์อังกฤษได ้ทดสอบกะโหลกจากพิพิธภัณฑฺมนุษยชาติเมื่อ 2- 3 ปีก่อน พวกเขาก็ไม่พบเบาะแสที่มีประโยชน์ แม้ว่าฟันซี่หนึ่งของมันจะแสดงอย่างเลือนลางว่าต้องม ีการใช้เครื่องตัดที่มีอานุภาพมาก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาณชาวอังกฤษยังคงพิศวงกับต้นกำเนิดข องกะโหลกจากพิพิธภัณฑ์มนุษยชาติ แนนา มิทเชลล์-เฮดจ์ส์ ไม่สงสัยเลยว่าใบที่เธอพบเป็นของชาวมายันแน่ เช่นเดียวกับเมืองที่เธอพบมัน และเนื่องจากเรายังต้องการหลักฐานที่มากขึ้น เรื่องราวของกะโหลกผลึกแก้วจึงจำต้องหยุดพักไว้ก่อน ยกเว้นแต่ว่าจะต้องบอกว่ามันน่าเศร้าที่เฉพาะกะโหลกท ี่มีอำนาจน่ายำเกรงของมิทเชลล์-เฮดจ์ส์ ดวงตาที่กระจายแสงได้และกรามที่เคลื่อนไหวได้ของมัน ทำให้ง่ายสำหรับนใครสักคนที่จะจินตนาการว่ามันเป็นวั ตถุที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้คนยุ คบรรพกาล บางทีอาจจุดไฟจากเบื้องล่างและส่องประกายเข้าสู่ความ มืดของวัด เปล่งเสียงคำพยากรณ์ผ่านปากของมัน แม้ว่าในปัจจุบันมันจะเป็นงานทางศิลปะมันก็ไม่อาจลืม เลือนในฐานะความน่าหวั่นเกรงในความงามของมัน เครื่องจักรกลแอนติคีเธอรา มีสิ่งประดิษฐ์อย่างน้อยหนึ่งชิ้นที่พิสูจน์ว่า อารยธรรมหนึ่งในโลกโบราณเป็นเจ้าของเทคนิคที่ไม่มีนั กวิทยาศาสตร์สมัยใหม่คาดถึงมาก่อน มันถูกพบในทะเลยนอกแอนติคีเธอร่า อันเป็นเกาะเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของครีท มันจึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ เครื่องจักรกลแอนติคีเธอร่า มันถูกค้นพบจากเรือที่อับปางลำหนึ่งที่ถูกค้นพบในปี 1900 โดยทีมนักดำน้ำที่ตัดสินใจที่จะลองหาฟองน้ำบนโขดหินน อกเกาะแอนติคีเธอร่า แต่พวกเขาพบเรือที่บรรทุกรูปปั้นเต็มลำ ต่อมาในปีนั้นพวกเขากลับไปที่นั่นอีกครั้งและหลังจาก หลายเดือนของการดำน้ำที่ยากลำบากและอันตราย พวกเขาก็นำเอารูปปั้นหินอ่อนและบรอนซ์ขึ้นมา และนำพวกมันไปยังพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติในกรุงเอ เธนส์ เพื่อทำความสะอาดและบูรณะ พนักงานของพิพิธภัณฑ์ตื่นตาตื่นใจในความงามและปริมาณ ที่มีอยู่มากมายของสิ่งของ ดังนั้นมันจึงไม่น่าแปลกใจที่ต้องใช้เวลาหลายเดือน ก่อนที่จะมีใครมองดูซากบรอนซ์ที่ผุกร่อนสองสามชิ้นที ่ถูกค้นพบมาพร้อมกันอย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1902 นักโบราณคดีชั้นนำผู้หนึ่ง คือ สไปรีดอน สไตส์ได้ตรวจพบมันในที่สุด เขาสังเกตเห็นโครงร่างของซี่ล้อในกรุงบรอนซ์ผุพัง ในไม่ช้าก็มีการโต้เถียงกันขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่ามันเป็นล้อฟันเฟืองของจานกลุ ่มดาว ซึ่งนักดาราศาสตร์ใช้ในการวัดการขึ้นของดวงอาทิตย์ บางคนก็แย้งคำกล่าวนั้น สิ่งที่แน่นอนคือ ข้อความที่เขียนไว้บนสิ่งนั้นชี้ให้เห็นว่าเครื่องจั กรกลนั้นถูกสร้างขึ้นในราวปีที่ 80 ก่อนคริสตกาลแต่ก็ยังต้องรอจนกระทั่งปี 1958 เครื่องจักรกลแอนติคีเธอร่าจึงได้รับการตรวจสอบเป็นค รั้งแรกโดยชายผู้หนึ่ง ที่ได้เปิดเผยระดับเทคนิคของผู้ที่สร้างมันต่อโลก ดีเรค เอด ซอลลา ไพรซ์ ชาวอังกฤษผู้ที่ขณะนั้นเป็นศาสตรจารย์ในสาขาประวัติศ าสตร์-วิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเยล อเมริกา เขาพบเครื่องจักรกลขณะที่กำลังศึกษาประวัติของเครื่อ งมือทางวิทยาศาสตร์อยู่ เขาได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์เอเธนส์ เขาตกตลึงในสิ่งที่เขาเห็น "ไม่มีอะไรที่เหมือนเครื่องมือนี้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ ที่ใดเลย" เขาเขียน "ไม่มีอะไรที่จะเทียบกับมันได้เลย ทั้งจากสิ่งของที่เป็นที่รู้จักจากตำราวิทยาศาสตร์หร ือวรรณคดีโบราณ ตรงกันข้ามจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรารู้จักขอ งยุคเฮเลนนิสติกทั้งหมด เราน่าที่จะเข้าใจว่าสิ่งประดิษฐ์เช่นนี้ไม่อาจที่จะ มีอยู่" การเตรียมการทำงานกับส่วนประกอบของบรอนซ์ ได้เปิดเผยถึงส่วนประกอบย่อย ๆ ด้านนอกประกอบด้วยหน้าปัทม์ที่ติดตั้งในกล่องไม้ และภายในมีล้อเฟืองอย่างน้อย 20 อัน ตัวกล่องปกคลุมด้วยคำจารึก ซึ่งรวมถึงปฏิทินทางด้านดาราศาสตร์ แต่ชิ้นที่น่าสนใจที่สุดของทั้งหมดคือเครื่องจักรกลท ี่รวบรวมระบบฟันเฟืองที่แตกต่างกันโดยอย่างสิ้นเชิง นี่คือสิ่งที่ทำให้ไพรส์ตกตะลึง เพราะตามประวัติศาสตร์ได้มีการคิดระบบฟันเฟืองที่ซับ ซ้อนถึงเช่นนี้ปรากฏเป็นครั้งแรก ในตัวเรือนนาฬิกาที่สร้างขึ้นในปี 1575 มากกว่าหนึ่งทศวรรษที่ไพรส์ได้บากบั่นประกอบเครื่องจ ักรกลจากส่วนประกอบที่ผุกร่อน แต่จนกระทั่งปี 1971 ภาพถ่ายนเอ็กซ์เรย์ได้ถ่ายภาพให้ไพรส์โดยคณะพลังงานอ ะตอมของกรีก ซึ่งในที่สุดก้ได้เปิดเผยเครื่องจักรกลแอนติคีเธอร่า ที่ประกอบฟันเฟืองเข้ากันอย่างสมบูรณ์ นับแต่นาฬิกาบอกเวลาจากศตวรรษที่ 13 ซึ่งเรารู้จักกันก็ยังมีระบบเฟืองที่ธรรมดากว่า ปฏิกิริยาของไพรส์เป็นความเข้าใจ "ผมจำเป็นต้องสารภาพว่า มีหลายครั้งในช่วงเวลาของการสืบเสาะ ผมต้องตื่นจึ้นมาในตอนกลางคืนและสงสัยว่ามีวิธีการปร ะกอบหรือไม่จากตำรา, คำจารึก , บันทึกทางดาราศาสตร์ และรวมไปถึงทุกสิ่งที่บ่งชี้ไปจนถึงศตวรรษแรกก่อนคริ สตกาลด้วย" ไม่มีใครรู้ว่าเครื่องจักรกลแอนติคีเธอร่าใช้อย่างไร หรือมันไปทำอะไรในเรือที่บรรทุกรูปปั้น แต่ตัวของไพรส์คิดว่ามันอาจเป็นตัวแทนของจักรวาลเป็น งานศิลปมากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เขายังเชื่อว่ามันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดเทคนิ คการติดตั้งเฟืองที่ตกทอดให้แก่คนรุ่นหลัง จากกรีกโบราณให้กับผู้รับช่วงชาวมุสลิม และท้ายที่สุดก็ออกดอกออกผลมาเป็นนาฬิกาทางดาราศาสตร ์ของชาวยุโรปผู้ยิ่งใหญ่ในยุคกลาง และเครื่องจักรกลแอนดิคีเธอร่าต้องจัดให้เป็นอย่างที ่ไพรส์กล่าวว่า "เป็นหนึ่งในประดิษฐกรรมพื้นฐานทางด้านเครื่องจักรกล ทางเวลาทั้งหมด" การมีอยู่ของมันเป็นคำเตือนที่มีต่อทรรศนะสมัยใหม่อั นหยิ่งยะโส ที่คิดว่าวิทยาศาสตร์ที่สลับซับซ้อนอยู่เหนือความสาม ารถและจินตนาการของผู้คนในโลกโบราณ