ขอเอามาลงก่อนกำหนดนิดนึงนะครับเพราะพรุ่งนี้ผมอาจจะ ไม่ว่างมาลง เอาล่ะพบกับบทที่ 1 ของ THE FEELSOUL กันได้แล้วขอให้อ่านกันให้สนุกนะครับ ตำนานที่ 1 น้ำฝน ณ วารีนคร 2000 ปีต่อมา......... .......... กุบกับ กุบกับ รถม้าคันหนึ่งวิ่งไปอย่างช้าๆ ตามถนนสายหนึ่ง ในบรรดาถนนมากมายหลายสายใน วารีนคร แห่งนี้...ใช่แล้ว ถนนมากมายหลายสาย เพราะวารีนครนั้นเป็นเมืองท่าที่มีความเจริญรุ่งเรือ ง อาณาเขตที่ติดกับทะเล รวมทั้งมีแม่น้ำไหลผ่าน จึงทำให้วารีนครแห่งนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ และทำเล ที่เหมาะแก่การทำมาค้าขายติดต่อกับต่างเมือง ..........กุบกับ กุบกับ ครึ่ก รถม้าหยุดลง ที่หน้าอาคารขนาดใหญ่หลังหนึ่ง ที่มีป้ายอักษรสีทองสวยงามติดไว้ว่า โรงเรียนสตรีวารีวิทยา ..........ถึงโรงเรียนแล้วครับคุณหนูน้ำฝน ..เสียงคนขับรถม้า ซึ่งเป็นชายผมสีดำแซมขาว อายุประมาณ 50 ปี พูดขึ้น พร้อมกับเปิดประตูรถม้าให้ คุณหนู ลงมา ..........ขอบใจนะจ้ะ วิรัตน์ ..น้ำฝนพูด พร้อมๆกับลงมาจากรถม้า ..........น้ำฝน ณ วารีนคร เป็นหญิงสาวอายุ 18 ปี รูปร่างดี ผมสีน้ำเงินยาวสยายถึงกลางหลัง นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลดูสดใส หน้าตาสวยงามน่ารัก ผิวขาวเนียนจนถ้าพูดว่า เธอคือคนที่สวยที่สุด ในวารีนครแห่งนี้ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ..........เย็นนี้คุณหนูต้องกลับเองนะครับ เพราะผมต้องไปรับนายท่านที่ต่างเมือง คงกลับมารับคุณหนูไม่ทันครับ ..........ไปรับคุณพ่อ นี่แปลว่าวันนี้คุณพ่อจะกลับบ้านใช่มั้ยคะ น้ำฝนแสดงท่าทางดีใจอย่างเห็นได้ชัด ..........ใช่แล้วครับ ถ้าคุณหนูอยากจะเซอร์ไพรส์อะไรนายท่าน เย็นนี้ก็เตรียมการได้เลยนะครับ วิรัตน์พูดและยิ้มให้ ผมต้องไปแล้วล่ะครับคุณหนู เรียนดีๆอย่าซนนะครับ ..........จ้า ฝนจะไม่ซนแล้วจะตั้งใจเรียนด้วย รีบๆไปรับคุณพ่อได้แล้วล่ะค่ะ วิรัตน์ ..........ครับ คุณหนู แล้ววิรัตน์ก็ขับรถม้าออกไป ..........กล้าหาญ ณ วารีนคร พ่อของน้ำฝนเป็นผู้ปกครองเมืองวารีนคร จึงต้องไปติดต่อค้าขาย หรือสานสัมพันธ์ทางการทูต กับเมืองอื่นๆอยู่บ่อยๆ เลยไม่ค่อยได้อยู่บ้าน น้ำฝนจึงดีใจที่วันนี้จะได้เจอพ่อ เพราะเวลาพ่อกลับมาบ้าน ในบ้านจะดูมีความสุขขึ้นมาทันที แถมพ่อกลับมาแต่ละที ยังมีของฝากแปลกๆติดมือกลับมาด้วยอีกตะหาก อย่างคราวที่แล้วพ่อก็ซื้อ ที่แคะจมูก!? มาฝากไม่รู้เค้าคิดอะไรกันแน่ ถึงได้ซื้อของแบบนี้มาฝากลูกสาว? ..........อรุณสวัสดิ์จ้ะทุกคน น้ำฝนทักขึ้นหลังจากเปิดประตูเข้ามาในห้องเรียน ..........อ้าว อรุณสวัสดิ์น้ำฝน มนธิชา เพื่อนสนิทของน้ำฝนทักตอบ เธอเป็นคนรูปร่างเล็ก ผิวค่อนข้างคล้ำ มีผมสีดำยาวและตาสีเดียวกัน ..........แหม อารมณ์ดีมาเชียวนะวันนี้ มีเรื่องอะไรน่าดีใจเหรอ? มนธิชาถาม ..........วันนี้คุณพ่อจะกลับมาบ้านน่ะจ้ะ เลิกเรียนวันนี้ก็เลยกะจะไป ซื้อกับข้าวมาทำข้าวเย็นให้คุณพ่อทาน เซอร์ไพรส์ท่านซะหน่อย ..........โอ้ย ฉันว่าอย่าเลย กลัวพ่อเธอจะได้ไปนอนค้างที่โรงพยาบาล เพราะอาหารเป็นพิษมากกว่า มนธิชาแซว ..........อะไรกัน ชั้นทำอาหารอร่อยนะ พวกเธออย่าได้ดูถูกฝีมือของชั้นเชียว น้ำฝนทำหน้าบึ้ง ..........แหมล้อเล่นจ้ะล้อเล่น อาหารที่น้ำฝนทำน่ะอร่อยอยู่แล้ว จริงมั้ยพวกเรา ..........ใช่ๆ อาหารที่น้ำฝนทำอร่อยที่ซู้ด~ เพื่อนๆคนอื่นๆตอบ ..........ชมกันตรงๆแบบนี้เค้าก็อายนะ น้ำฝนพูดหน้าเริ่มแดง ..........อ๊ะ! คุณครูมาแล้วล่ะ เสียงเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้น ..........ประตูห้องเรียนเปิดออกอีกครั้ง ผู้ที่เดินเข้ามาคราวนี้ คือครูสาวรูปร่างสูง ในชุดกระโปรงยาวสุดเนี้ยบ ดูก็รู้เลย ว่าคงจะเป็นคุณครูเจ้าระเบียบเป็นแน่ ..........สวัสดีค่ะคุณครู นักเรียนกล่าวขึ้นพร้อมกัน ..........สวัสดีจ้ะนักเรียนทุกคน คุณครูทักตอบหลังจากเดินเข้ามาในห้องเรียน ..........เอาล่ะ นักเรียน คาบแรกของวันนี้ ประวัติศาสตร์ดวงดาว เราจะมาเรียนถึงต้นกำเนิดของดาวดวงนี้กันนะจ้ะ คุณครูสาวเริ่มบทเรียนในทันที ..........ดาวของเราดวงนี้ชื่อว่า ฟีลโซล(FEELSOUL) มีความหมายว่า รู้สึกถึงจิตวิญญาณ จากผลการค้นคว้าหาข้อมูลของนักประวัติศาสตร์ในหลายยุ ค หลายสมัย พบว่า ที่มาของชื่อ ฟีลโซล นั้น มีทฤษฎีที่นำมาอธิบายได้อยู่สองทฤษฎี
..........ทฤษฎีแรก คือ ในสมัยที่ผู้ก่อตั้งทั้ง 6 ได้รับเอาจิตวิญญาณของดวงดาวเอาไว้จากผู้นำพา ในตอนนั้น ทั้ง 6 รับรู้ได้ถึงจิตวิญญาณอันรุนแรงของดวงดาวดวงนี้ และด้วยความรู้สึกในตอนนั้น ทั้ง 6 จึงเห็นพ้องต้องกัน และให้ชื่อดาวดวงนี้ว่า ฟีลโซล
..........ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งที่แตกต่างจากทฤษฎีข้างต้น เชื่อว่า ฟีลโซล นั้นเป็นชื่อที่เรียกเพี้ยนมาจากคำอื่น เป็นเพราะการเวลาอันยาวนานและสำเนียงที่แตกต่างกันขอ งแต่ละเผ่า ทำให้ชื่อเก่าของดาวดวงนี้เพี้ยนเสียงไปจนไร้ความหมา ย คนที่ได้ยินจึงพูดต่อๆกัน และพยายามทำให้เป็นคำที่มีความหมาย จนกระทั่งกลายมาเป็นคำว่า ฟีลโซล ในปัจจุบันนั่นเอง ..........เมื่อผู้ก่อตั้งทั้ง 6 ได้รับเอาจิตวิญญาณของดวงดาวมาจากผู้นำพาแล้วก็ได้แย กย้ายกันไปตามส่วนต่างๆของดวงดาว สร้างเมืองและอารยธรรมของตนเองขึ้นมา โดยตั้งชื่อเมืองขึ้นตามความคุณสมบัติของจิตวิญญาณแห ่งดวงดาวที่ตนได้รับมา คือ เมืองแห่งน้ำ, เมืองแห่งไฟ, เมืองแห่งดิน, เมืองแห่งฟ้า, เมืองแห่งแสงสว่าง และเมืองแห่งความมืด... เมื่อ เวลาผ่านไป เมืองทั้ง 6 ก็แผ่ขยายอาณาเขตและมีเมืองเล็กเมืองน้อยอื่นๆ ตั้งขึ้นอีกมากมาย ...จึงได้มีการแบ่งอาณาเขต เป็นทวีปทั้งหมด 6 ทวีป ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
..........ต่อมาเมื่อเห็นว่าบ้านเมืองสงบ มั่นคง และอุดมสมบูรณ์เพียงพอต่อการอยู่อาศัยแล้ว ผู้ก่อตั้งเมือง 4 เมืองคือ เมืองแห่งไฟ เมืองแห่งดิน เมืองแห่งฟ้า และเมืองแห่งแสงสว่าง จึงแยกตัวออกมาจากเมือง เพื่อเป็นการรักษาความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณแห่งดวงด าวเอาไว้ เหลือเพียงผู้ก่อตั้งเมืองเพียงสองเมืองที่ไม่แยกตัว ออกมาเพราะเป็นห่วงเมืองของตน คือเมืองแห่งน้ำ และ เมืองแห่งความมืด เนื่องจากเมืองแห่งน้ำนั้นเจอพายุมรสุมบ่อยครั้ง และเมืองแห่งความมืดก็มีอากาศที่หนาวเย็น ทั้งยังต้องเผชิญกับพายุหิมะบ่อยๆ ผู้ก่อตั้งเมืองทั้งสองจึงต้องคอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ช ิด และก็ไม่เคยแยกตัวออกมาจากเมืองเลยจนถึงปัจจุบัน ..........ต่อไปก็จะเป็นประวัติของทวีปวารี และวารีนครแห่งนี้ล่ะนะคะ คุณครูวิชาประวัติศาสตร์ ยังคงพูดต่อไป ส่วนนักเรียนในห้องก็นั่งจดกัน จนกระดาษสมุดจะติดไฟเพราะถูกเสียดสีมากเกินไปอยู่แล้ ว!!! ..........ครูคะ พักหน่อยไม่ได้เหรอคะ หนูจะมือหงิกอยู่แล้ว นักเรียนคนหนึ่งประท้วงขึ้นมา ..........ไม่ได้หรอกนักเรียน เวลาทุกกวินาทีมีค่า ต้องใช้ให้คุ้มสิจ้ะ คุณครูพูดขึ้น ทำให้นักเรียนหลายๆคนที่หวังว่าจะได้พักมือ ถึงกับถอนหายใจอย่างเสียดายไปตามๆกัน ความจริง มีนักเรียนหลายๆคนเลยทีเดียวที่ถึงกบถอดใจ ไม่จดต่อ และน้ำฝนก็เป็นหนึ่งไนจำนวนนั้นด้วย ..........ม่ายหวายแล้ว...ขืนจดมากกว่านี้มีหวังได้กล้ามขึ้นแ น่ๆเลย น้ำฝนคิด ขณะคุณครูวิชาประวัติศาสตร์สาวสุดเฮี้ยบ ทำการบรรยายต่อไป .. ประวัติศาสตร์ของวารีนครน่ะ แม่เล่าให้ฟัง เป็นนิทานก่อนนอนตอนเด็กๆ แทบทุกวัน จนจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว ..........ไม่แปลกเลย ที่น้ำฝนจะรู้เรื่องประวัติของวารีนครแห่งนี้ดี ก็ในเมื่อเธอเป็นทายาท ผู้สืบทอดสายเลือด ของผู้ก้อตั้งเมืองแห่งน้ำนี่นา ประวัติศาสตร์ของวารีนครก็คือประวัติศาสตร์ ของตระกูลเธอนั่นแหละ หลังจากนั่งเหม่อ ฟังคุณครูบรรยายต่อไปได้อีกไม่นาน น้ำฝนก็ผล็อยหลับไป... --------------------------------------------------------------------------------------
.......... กิ๊ง-ก่อง~ เสียงสัญญาณหมดชั่วโมงดังขึ้น เรียกสติของน้ำฝน กลับมาจากการเฝ้าพระอินทร์ .......... งั้นวันนี้พอแค่นี้นะคะ ทานอาหารกลางวันให้อร่อยนะคะนักเรียน คุณครูพูดขึ้น ..........ขอบคุณค่ะคุณครู เสียงนักเรียนในห้องพูดขึ้นพร้อมกัน เป็นการบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าตอนนี้ เป็นอิสระ แล้ว!? ..........หลังอาหารกลางวันก็เป็นคาบเรียน การควบคุม และใช้พลังจากธรรมชาติ หรือจะเรียกให้สั้นๆก็คือ ชั่วโมงเรียน เวทมนตร์
..........วิชานี้จะสอนและฝึกให้ใช้เวทมนตร์ต่างๆ ที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ..เช่น เวทมนตร์ลม ไว้ใช้เคลื่อนย้ายสิ่งของ เวทมนตร์น้ำ ไว้ใช้ชำระล่งสิ่งสกปรกต่างๆ เป็นต้น ..การที่จะใช้เวทมนตร์บนดาวฟีลโซลนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ ผู้ที่จะใช้เวทมนตร์ได้ จำเป็นจะต้องเรียนรู้ทฤษฎี ให้เข้าใจถึงหลักธรรมชาติต่างๆ รอบตัวอย่างถ่องแท้ ซ้ำยังต้องเป็นผู้ที่มีสมาธิอันแน่วแน่.. น้อยคนนัก ที่จะสามารถเข้าถึงธรรมชาติ และใช้เวทมนตร์ได้อย่างชำนิชำนาญ เพราะเหตุนี้ วิชาเวทมนตร์จึงเป็นวิชาที่ยาก และเหน็ดเหนื่อยในการเรียน ... แต่ดูเหมือนวันนี้ โชคจะเข้าข้างน้ำฝน เพราะเวทมนตร์ ที่จะเรียนวันนี้เป็นเวทมนตร์เกี่ยวกับน้ำ
..........เวทมนตร์น้ำ เป็นแขนงเวทมนตร์ที่น้ำฝนถนัดที่สุด เป็นเพราะ จิตวิญาณแห่งน้ำส่วนนึงที่อยู่ในตัวเธอ ทำให้เธอสามารถเรียนรู้ และเข้าถึงธรรมชาติของน้ำได้รวดเร็วกว่าคนอื่นๆ ดังนั้น เธอจึงไม่ต้องเสียแรงทำสมาธิ รวมจิตเพื่อใช้เวทมนตร์มากนัก คาบเรียนเวทมนตร์ของเธอในวันนี้ จึงผ่านไปอย่างสบายๆ ...แล้วในที่สุดก็ถึงเวลาเลิกเรียน ..........ฉันกลับก่อนละนะทุกคน เจอกันพรุ่งนี้นะจ๊ะ น้ำฝนลาเพื่อนๆ ..........อื้ม เจอกันพรุ่งนี้น้ำฝน แล้วอย่าลืมเอาของที่พ่อเธอซื้อมาฝากมาโชว์ล่ะ มนธิชาแซวพลางโบกมือลา ..........น้ำฝนฟังแล้วก็ยิ้ม เธอโบกมือลาเพื่อนๆ และเดินออกจากโรงเรียน ตรงไปยังตลาด เพื่อที่จะซื้อกับข้าวไปทำอาหารเย็นต้อนรับคุณพ่อ --------------------------------------------------------------------------------------
..........ตลาดของวารีนครคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเสมอ เสียงคนขายตะโกนขายสินค้า เสียงพูดคุยของผู้คน ที่มาจับจ่ายซื้อของ เสียงเกวียนขนของที่นำของมาส่ง และเสียงของน้ำกระทบฝั่ง ที่เกิดจากเรือที่แล่นผ่านไป ทำให้ตลาดแห่งนี้ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก ..........อ้าว! คุณน้ำฝน ลมอะไรพามาที่ตลาดนี้ละค่ะนี่ คุณป้าร้านขายเนื้อ ที่มีรูปร่างค่อนข้างอ้วนทักขึ้น เมื่อเห็นน้ำฝนเดินเข้าร้านมา ..........ไม่มีลมอะไรที่ไหน พาฝนมาที่นี่หรอกค่ะคุณป้า น้ำฝนตอบ พร้อมกับส่งรอยยิ้มให้คุณป้าร้านขายเนื้อ ฝนมาซื้อกับข้าว จะเอาไปทำอาหารให้คุณพ่อทานเย็นนี้น่ะคะ ..........เอ๋!? ท่านผู้ครองเมืองจะกลับมาวันนี้หรือคะเนี่ย โอ้!ช่างเป็นข่าวดีจริงๆ เดี๋ยวป้าคงต้องเอาข่าวนี้ ไปประกาศซะแล้ว ..........อ๊ะ! ไม่ต้องหรอกค่ะ ไม่ต้อง... คุณพ่อคงไม่อยากจะให้มีการต้อนรับกันอย่างเอิกเกริกน ่ะค่ะ ถึงได้กลับมาโดยไม่บอกใคร น้ำฝนรีบห้ามเอาไว้ เพราะรู้ว่าการกระจายของข่าวสาร ในตลาดน่ะมันไวซะยิ่งกว่าแสง ลองคุณป้าประกาศออกไปเท่านั้นแหละ พริบตาเดียวรู้กันทั่งตลาดแน่!! ..........นะคะ อย่าไปบอกใครนะ น้ำฝนส่งสายตาข้อร้องคุณป้าร้านขายเนื้อ .............ก็ได้ค่ะ ป้าไม่บอกใครก็ได้ คุณป้าร้านขายเนื้อพูดขึ้น พลางถอนหายใจด้วยความเสียดายที่ไม่ได้กระจายข่าวดัง ..........ขอบคุณนะคะคุณป้า ..........จะซื้ออะไรล่ะคะ คุณน้ำฝน เดี๋ยวป้าขายให้ราคาพิเศษเลย คุณป้าร้านขายเนื้อพูด ช่างสมกับเป็นคนค้าขายจริงๆ ..........เอาเนื้อไก่กับเนื้อหมู อย่างละครึ่งกิโลจ้ะ ..........ได้เลยเนื้อไก่กับหมูอย่างละครึ่งโลฯนะ พูดจบ ป้าร้านขายเนื้อ ก็เดินไปจัดการหั่นเนื้อหมู และไก่ ชั่งกิโลฯ แล้วแพ็คใส่ถุง ส่งให้น้ำฝน ..........ทั้งหมด 100 ฟีล นี่ป้าลดให้นะเนี่ย ..........ขณะที่น้ำฝนกำลังล้วงกระเป๋าสะพาย เพื่อที่จะหยิบเงินมาจ่ายค่าเนื้อนั่นเอง เหตุการณ์ที่ทุกคนในวารีนคร ไม่เคยคาดฝันก็เกิดขึ้น ..........ตึง!! ชายคนหนึ่งวิ่งมาชนน้ำฝนล้มลงไป พร้อมกับกระชาก กระเป๋าสะพายของเธอออกมา และวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว!! ..........คนวิ่งราว!? คุณป้าร้านเนื้อตะโกนขึ้น ด้วยความตกใจ และประหลาดใจ เพราะวารีนครเป็นเมืองที่สงบสุข ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ แบบนี้มาก่อนเลย ในตลาดแห่งนี้!! ..........ใครก็ได้!!! ช่วยจับผู้ชายคนนั้นได้ที เสียงน้ำฝนตะโกนขึ้น ด้วยความตกใจ ที่ไม่น้อยไปกว่า คุณป้าร้านขายเนื้อ! ..........คนในตลาดต่างตื่นตกใจ กับเหตุการณ์นี้จนไม่มีสติ พอที่จะลงมือทำอะไรกับชายที่วิ่งไปอย่างรวดเร็วคนนั้ น... แต่แล้วก่อนที่ชายนักวิ่งราว จะหายไปจากสายตา ของน้ำฝน ..........บึก!!! เสียงหมัดอันหนักหน่วง อัดกระแทกเข้าสู่ท้องของนักวิ่งราวจนสิ้นสติ!! ปล่อยให้กระเป๋าสะพายของน้ำฝน ร่วงบนตกลงพื้น ข้างตัวของนักวิ่งราวปรากฏ ร่างของชายที่ปล่อยหมัดพิฆาตนั้นออกมา ...ผมสีขาวยาวประบ่า สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น จนดูเป็นสีส้มอ่อนๆ ถูกรวบเอาไว้ด้วยผ้าสีดำ นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนดูลึกลับ หน้าสวยผิวขาวจนดูคล้ายผู้หญิง อายุดูแล้วไม่น่าจะเกิน 25 ปี รูปร่างที่สูงสง่าของเขา สวมทับไว้ด้วยชุดเกราะอัศวิน สีขาวบริสุทธิ์ดูโดดเด่น ขัดกันกับบุคคลรอบข้าง ที่สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆ หลากสีสัน ...ระหว่างที่ทุกคนกำลังตกตะลึง กับการปรากฏตัวอย่างฉับพลัน และโดดเด่นของชายคนนี้ เขาก็ก้มลงหยิบกระเป๋าสะพาย และเดินมายื่นคืนให้กับน้ำฝน ..........อ๊ะ....ขะ...ขอบคุณค่ะ น้ำฝนที่เพิ่งจะตั้งสติได้ ยื่นมือออกไปรับกระเป๋า คืนจากชายคนนั้น ..........คุณ...เอ่อ...คุณชื่ออะไรคะ น้ำฝนถาม หลังจากรับกระเป๋ามา และยืนขึ้นแล้ว ..........เรียกผมว่า ... ไวท์ (WHITE) ชายคนนั้นตอบก่อนจะพูดต่อไปว่า ..........รีบจัดการธุระของคุณให้เสร็จ แล้วกลับบ้านซะ คุณน้ำฝน คุณยังมีสิ่งสำคัญที่จะต้องทำ เพื่อพิสุทธิ์ ต่อจากนี้ไปอีกมาก ................ค่ะ น้ำฝนตอบ และหันไปจ่ายเงิน 100 ฟีล ให้คุณป้าร้านขายเนื้อ ก่อนจะออกเดินไปซื้อของอื่นๆ ต่อไปอย่าง งงๆ ..........ไวท์ยังคงยืนอยู่ที่เดิมแม้น้ำฝนจะเดินจากไปแล้ว เขายืนเงยหน้า เหม่อมองท้องฟ้าอยู่ซักพัก ก่อนจะหลับตาลง ถึงเวลาแล้วสินะ ที่คลื่นแห่งความชั่วร้ายจะถาโถมเข้าใส่ดาวดวงนี้ ชโลมย้อมดวงดาวให้กลายเห็นสีดำ ...คงถึงเวลาแล้ว... ไวท์รำพึงออกมาเบาๆ ก่อนที่จะหายตัวไปจากบริเวณนั้นอย่างไร้ร่องรอย..... ....